ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ขันธปริตตชาดก
ชาดกที่ ๒๐๓ · ทุกนิบาตชาดก · นตังทัฬหวรรค

ขันธปริตตชาดก

ว่าด้วยพระปริตต์ป้องกันสัตว์ร้ายต่างๆ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๕๕ · บรรทัด ๑๕๑๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากขันธปริตตชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า วิรูปกฺเขหิ เม เมตฺตํ ดังนี้.

ได้ยินว่า เมื่อภิกษุนั้นกำลังผ่าฟืนอยู่ที่ประตูเรือนไฟ งูตัวหนึ่งเลื้อยออกจากระหว่างไม้ผุได้กัดเข้าที่นิ้วเท้า. ภิกษุนั้นมรณภาพในที่นั้นทันที. เรื่องที่ภิกษุนั้นมรณภาพได้ปรากฏไปทั่ววัด. ภิกษุทั้งหลายประชุมสนทนากันในโรงธรรมว่า ได้ยินว่าภิกษุรูปโน้นกำลังผ่าฟืนอยู่ที่ประตูเรือนไฟ ถูกงูกัดถึงแก่มรณภาพ ณ ที่นั้นเอง. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายหากภิกษุรูปนั้นจักได้เจริญเมตตาแผ่ถึงตระกูลพญางูทั้งสี่แล้วงูก็จะไม่กัดภิกษุนั้น. แม้ดาบสทั้งหลายซึ่งเป็นบัณฑิตแต่ปางก่อนเมื่อพระพุทธเจ้ายังมิได้อุบัติ ก็ได้เจริญเมตตาในตระกูลพญางูทั้ง ๔ ปลอดภัยอันจะเกิดเพราะอาศัยตระกูลพญางูเหล่านั้นแล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.

ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณี พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลพราหมณ์ แคว้นกาสีครั้นเจริญวัย สละกามสุข ออกบวชเป็นฤๅษี ยังอภิญญาและสมาบัติให้เกิด สร้างอาศรมบทอยู่ที่คุ้งแม่น้ำแห่งหนึ่งในหิมวันตประเทศ เพลิดเพลินในฌาน เป็นครูประจำคณะ มีหมู่ฤๅษีแวดล้อมอยู่อย่างสงบ.

ครั้งนั้นที่ฝั่งคงคา มีงูนานาชนิดทำอันตรายแก่พวกฤาษี. พวกฤๅษีโดยมากได้ถึงแก่กรรม. ดาบสทั้งหลายจึงบอกเรื่องนั้นแก่พระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์เรียกประชุมดาบสทั้งหมด แล้วกล่าวว่า หากพวกท่านเจริญเมตตาในตระกูลพญางูทั้ง ๔ งูทั้งหลายก็จะไม่กัดพวกเธอ เพราะฉะนั้นตั้งแต่นี้ไป พวกเธอจงเจริญเมตตาในตระกูลพญางูทั้ง ๔ แล้วจึงตรัสคาถานี้ว่า :-

ขอไมตรีจิตของเราจงมีกับตระกูลพญางู ชื่อว่า วิรูปักขะ ขอไมตรีจิตของเราจงมีกับ ตระกูลพญางูชื่อว่า เอราปถะ ขอไมตรีจิตของเรา จงมีกับตระกูลพญางูชื่อว่า ฉัพยาปุตตะ ขอไมตรี จิตของเราจงมีกับตระกูลพญางูชื่อกัณหาโคตมกะ.

พระโพธิสัตว์ครั้นแสดงตระกูลพญางูทั้ง ๔ อย่างนี้แล้วจึงกล่าวว่า หากพวกท่านจักสามารถเจริญเมตตาในตระกูลพญางูทั้ง ๔ นั้น งูทั้งหลายก็จักไม่กัดไม่เบียดเบียนพวกท่าน. แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

ขอไมตรีจิตของเรา จงมีกับสัตว์ที่ไม่มี เท้า ขอไมตรีจิตของเราจงมีกับสัตว์สองเท้า ขอ ไมตรีจิตของเราจงมีกับสัตว์สี่เท้า ขอไมตรีจิต ของเราจงมีกับสัตว์มีเท้ามาก.

พระโพธิสัตว์ครั้นแสดงเมตตาภาวนาโดยสรุปอย่างนี้แล้วบัดนี้เมื่อจะแสดงด้วยการขอร้องจึงกล่าวคาถานี้ว่า :-

ขอสัตว์ที่ไม่มีเท้า สัตว์ที่มี ๒ เท้า สัตว์ที่มี ๔ เท้า สัตว์ที่มีเท้ามาก อย่าได้เบียดเบียนเราเลย.

บัดนี้เมื่อจะแสดงการเจริญเมตตาโดยไม่เจาะจง จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-

ขอสัตว์ผู้ข้องอยู่ สัตว์ผู้มีลมปราณ สัตว์ ผู้เกิดแล้วหมดทั้งสิ้นด้วยกัน จงประสบพบแต่ ความเจริญทั่วกัน ความทุกข์อันชั่วช้า อย่าได้ มาถึงสัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งเลย.

พระโพธิสัตว์กล่าวว่า พวกท่านจงเจริญเมตตาไม่เฉพาะเจาะจงในสรรพสัตว์อย่างนี้ เพื่อให้ระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยอีก จึงกล่าวว่า :-

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีพระคุณ หาประมาณมิได้ บรรดาสัตว์เลื้อยคลาน คือ แมลงป่อง ตะขาบ แมลงมุม ตุ๊กแก และหนู เป็น สัตว์ประมาณได้.

พระโพธิสัตว์แสดงว่า เพราะธรรมทั้งหลายอันทำประมาณมีราคะภายในของสัตว์เหล่านั้นยังมีอยู่ ฉะนั้นสัตว์เลื้อยคลานเหล่านั้น จึงชื่อว่ามีประมาณ แล้วกล่าวว่าท่านทั้งหลายจงระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยอย่างนี้ว่า ด้วยอานุภาพของพระรัตนตรัยอันหาประมาณมิได้ ขอสัตว์ทั้งหลายอันมีประมาณเหล่านี้ จงทำการปกป้องรักษาพวกเราทั้งกลางคืนกลางวันเถิด เพื่อแสดงกรรมที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-

เราได้ทำการรักษาตัวแล้ว ป้องกันตัวแล้ว ขอสัตว์ทั้งหลาย จงพากันหลีกไป ข้าพเจ้าขอ นอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอนอบน้อม พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๗ พระองค์.

พระโพธิสัตว์ผูกพระปริตรนี้ให้แก่คณะฤๅษี. ก็พระปริตรนี้ พึงทราบว่าท่านกล่าวไว้ในชาดกนี้ด้วยคาถาทั้งหลายตอนต้นเพราะแสดงเมตตาในตระกูลพญานาคทั้งสี่ หรือเพราะแสดงเมตตาภาวนาทั้งสอง คือ โดยเจาะจงและไม่เจาะจง ควรค้นคว้าหาเหตุอื่นต่อไป.

ตั้งแต่นั้นคณะฤๅษีตั้งอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์เจริญเมตตารำลึกถึงพระพุทธคุณ. เมื่อฤาษีรำลึกถึงพระพุทธคุณอยู่อย่างนี้ บรรดางูทั้งหลายทั้งหมดต่างก็หลีกไป แม้พระโพธิสัตว์ก็เจริญพรหมวิหาร มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. คณะฤๅษีในครั้งนั้นได้เป็นพุทธบริษัทในครั้งนี้. ส่วนครูประจำคณะ คือเราตถาคตนี้แล.

จบ อรรถกถาขันธปริตตชาดกที่ ๓

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๒๘๗–๒๙๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทุกนิบาตชาดก · ๓๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๓ ขนฺธปริตฺตชาตกํ

วิรูปกฺเขหิ เม เมตฺตนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อญฺญตรํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตํ กิร ชนฺตาฆรทฺวาเร กฏฺฐานิ ผาเลนฺตํ ปูติรุกฺขนฺตรา นิกฺขมิตฺวา เอโก สปฺโป ปาทงฺคุลิยํ ฑํสิ ฯ โส ตตฺเถว มโต ฯ ตสฺส ตถามตภาโว สกลวิหาเร ปากโฏ อโหสิ ฯ ธมฺมสภายํ ภิกฺขู กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส อสุโก กิร ภิกฺขุ ชนฺตาฆรทฺวาเร กฏฺฐานิ ผาเลนฺโต สปฺเปน ทฏฺโฐ ตตฺเถว มโตติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต สเจ โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ จตฺตาริ อหิราชกุลานิ อารพฺภ เมตฺตํ อภาวยิสฺส, น นํ สปฺโป ฑํเสยฺย, โปราณกปณฺฑิตา ตาปสาปิ อนุปฺปนฺเน พุทฺเธปิ จตูสุ อหิราชกุเลสุ เมตฺตํ ภาเวตฺวา ตานิ อหิราชกุลานิ นิสฺสาย อุปฺปชฺชนกภยโต มุจฺจึสูติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต กาสิกรฏฺเฐ พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต กาเม ปหาย อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพตฺเตตฺวา หิมวนฺตปฺปเทเส เอกสฺมึ คงฺคานิวตฺตเน อสฺสมปทํ มาเปตฺวา ฌานกีฬํ กีฬนฺโต คณสตฺถา หุตฺวา อิสิคณปริวุโต วิหาสิ ฯ ตทา คงฺคาตีเร นานปฺปการา ทีฆชาติกา อิสีนํ ปริปนฺถํ กโรนฺติ ฯ เยภุยฺเยน อิสโย ชีวิตกฺขยํ ปาปุณนฺติ ฯ ตาปสา ตมตฺถํ โพธิสตฺตสฺส อาโรเจสุํ ฯ โพธิสตฺโต สพฺเพ ตาปเส สนฺนิปาเตตฺวา สเจ ตุมฺเห จตูสุ อหิราชกุเลสุ เมตฺตํ ภาเวยฺยาถ, น โว สปฺปา ฑํเสยฺยุํ, ตสฺมา อิโต ปฏฺฐาย จตูสุ อหิราชกุเลสุ เอวํ เมตฺตํ ภาเวถาติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

วิรูปกฺเขหิ เม เมตฺตํ เมตฺตํ เอราปเถหิ เม

ฉพฺยาปุตฺเตหิ เม เมตฺตํ เมตฺตํ กณฺหาโคตมเกหิ จาติ ฯ

ตตฺถ วิรูปกฺเขหิ เม เมตฺตนฺติ วิรูปกฺขนาคราชกุเลหิ สทฺธึ มยฺหํ เมตฺตํ ฯ เอราปถาทีสุปิ เอเสว นโย ฯ เอตานิปิ หิ เอราปถนาคราชกุลํ ฉพฺยาปุตฺตนาคราชกุลํ กณฺหาโคตมกนาคราชกุลนฺติ นาคราชกุลาเนว ฯ

เอวํ จตฺตาริ นาคราชกุลานิ ทสฺเสตฺวา สเจ ตุมฺเห เอเตสุ เมตฺตํ ภาเวตุํ สกฺขิสฺสถ, ทีฆชาติกา โว น ฑํสิสฺสนฺติ น วิเหเฐสฺสนฺตีติ วตฺวา ทุติยํ คาถมาห

อปาทเกหิ เม เมตฺตํ เมตฺตํ ทิปาทเกหิ เม

จตุปฺปเทหิ เม เมตฺตํ เมตฺตํ พหุปฺปเทหิ เมติ ฯ

ตตฺถ ปฐมปเทน โอทิสฺสกํ กตฺวา สพฺเพสุ อปาเทสุ ทีฆชาติเกสุ เจว มจฺเฉสุ จ เมตฺตาภาวนา ทสฺสิตา ฯ ทุติยปเทน มนุสฺเสสุ เจว ปกฺขิชาเตสุ จ ฯ ตติยปเทน หตฺถิอสฺสาทีสุ สพฺพจตุปฺปเทสุ ฯ จตุตฺถปเทน วิจฺฉิกสตปทิอุจฺจาลิงฺคปาณกมกฺกฏกาทีสุ ฯ

เอวํ สรูเปน เมตฺตาภาวนํ ทสฺเสตฺวา อิทานิ อายาจนวเสน ทสฺเสนฺโต อิมํ คาถมาห

มา มํ อปาทโก หึสิ, มา มํ หึสิ ทิปาทโก,

มา มํ จตุปฺปโท หึสิ, มา มํ หึสิ พหุปฺปโทติ ฯ

ตตฺถ มา มนฺติ มํ เอเตสุ อปาทกาทีสุ โกจิ เอโกปิ มา หึสตุ มา วิเหเฐตูติ เอวํ อายาจนฺตา เมตฺตํ ภาเวถาติ อตฺโถ ฯ

อิทานิ อโนทิสฺสกวเสน ภาวนํ ทสฺเสนฺโต อิมํ คาถมาห

สพฺเพ สตฺตา สพฺเพ ปาณา สพฺเพ ภูตา จ เกวลา

สพฺเพ ภทฺรานิ ปสฺสนฺตุ มา กญฺจิ ปาปมาคมาติ ฯ

ตตฺถ ตณฺหาทิฏฺฐิวเสน วฏฺเฏ ปญฺจสุ ขนฺเธสุ อาสตฺตา วิสตฺตา ๑- ลคฺคา วิลคฺคาติ สตฺตา ฯ อสฺสาสปสฺสาสปวตฺตนสงฺขาเตน ปาณนวเสน ปาณาติ ฯ ภูตภาวิตนิพฺพตฺตนวเสน ๒- ภูตาติ ฯ เอวํ วจนมตฺเตน วิเสโส เวทิตพฺโพ ฯ อวิเสเสน ปน สพฺพานิเปตานิ ปทานิ สพฺพสตฺตสงฺคาหกาเนว ฯ เกวลาติ สกลา ฯ อิทํ สพฺพสตฺตสฺเสว ปริยายวจนํ ฯ ภทฺรานิ ปสฺสนฺตูติ สพฺเพเปเต สตฺตา ภทฺรานิ สาธูนิ กลฺยาณาเนว ปสฺสนฺตุ ฯ มา กญฺจิ ปาปมาคมาติ เอเตสุ กญฺจิ เอกํ สตฺตมฺปิ ปาปํ ลามกํ ทุกฺขํ มา อคมา มา คจฺฉตุ มา ปาปุณาตุ ฯ สพฺเพ อเวรา อพฺยาปชฺฌา สุขิตา นิทฺทุกฺขา โหนฺตูติ ฯ

เอวํ สพฺพสตฺเตสุ อโนทิสฺสกเมตฺตํ ภาเวถาติ วตฺวา ปุน ติณฺณํ รตนานํ คุเณ อนุสฺสราเปตุํ อปฺปมาโณ พุทฺโธ อปฺปมาโณ ธมฺโม อปฺปมาโณ สงฺโฆติ อาห ฯ

ตตฺถ ปมาณกรานํ กิเลสานํ อภาเวน คุณานญฺจ ปมาณาภาเวน พุทฺธรตนํ อปฺปมาณํ ฯ ธมฺโมติ นววิโธ โลกุตฺตรธมฺโม ตสฺสาปิ ปมาณํ นาม กาตุํ น สกฺกาติ อปฺปมาโณ ฯ เตน อปฺปมาเณน ธมฺเมน สมนฺนาคตตฺตา สงฺโฆปิ อปฺปมาโณ ฯ

อิติ โพธิสตฺโต อิเมสํ ติณฺณํ รตนานํ คุเณ อนุสฺสเรถาติ

@เชิงอรรถ: ๑ ลคฺคา ลคฺคิตาติปิ ฯ ๒ ภูตา ภาวิตา นิพฺพตฺตวเสนาติปิ ฯ วตฺวา ติณฺณํ รตนานํ อปฺปมาณคุณตํ ทสฺเสตฺวา สปฺปมาเณ สตฺเต ทสฺเสตุํ ปมาณวนฺตานิ สิรึสปานิ อหิ วิจฺฉิกา สตปที อุณฺณานาภี สรพู มูสิกาติ อาห ฯ

ตตฺถ สิรึสปานีติ สพฺพทีฆชาติกานํ นามํ ฯ เต หิ สรนฺตา คจฺฉนฺติ, สิเรน วา สปนฺตีติ สิรึสปา ฯ อหีติอาทิ เตสํ สรูปโต นิทสฺสนํ ฯ ตตฺถ อุณฺณานาภีติ มกฺกฏโก ฯ ตสฺส หิ นาภิโต อุณฺณาสทิสํ สุตฺตํ นิกฺขมติ ตสฺมา อุณฺณานาภีติ วุจฺจติ ฯ สรพูติ ฆรโคลิกา ฯ

อิติ โพธิสตฺโต ยสฺมา เอเตสํ อนฺโตราคาทโย ปมาณกรา ธมฺมา อตฺถิ, ตสฺมา เอตานิ สิรึสปานิ ปมาณวนฺตานีติ ทสฺเสตฺวา อปฺปมาณานํ ติณฺณํ รตนานํ อานุภาเวน อิเม โน ปมาณวนฺตา สตฺตา รตฺติทิวํ ปริตฺตกมฺมํ กโรนฺตูติ เอวํ ติณฺณํ รตนานํ คุณํ อนุสฺสรถาติ วตฺวา ตโต อุตฺตรึ กตฺตพฺพํ ทสฺเสตุํ อิมํ คาถมาห

กตา เม รกฺขา กตา เม ปริตฺตา,

ปฏิกฺกมนฺตุ ภูตานิ,

โสหํ นโม ภควโต,

นโม สตฺตนฺนํ สมฺมาสมฺพุทฺธานนฺติ ฯ

ตตฺถ กตา เม รกฺขาติ มยา รตนตฺตยคุเณ อนุสฺสรนฺเตน อตฺตโน รกฺขา คุตฺติ กตา ฯ กตา เม ปริตฺตาติ ปริตฺตานมฺปิ เม อตฺตโน กตํ ฯ ปฏิกฺกมนฺตุ ภูตานีติ มยิ อหิตชฺฌาสยานิ ภูตานิ ปฏิกฺกมนฺตุ อปคจฺฉนฺตุ ฯ โสหํ นโม ภควโตติ โสหํ เอวํ กตปริตฺโต อตีตสฺส ปรินิพฺพุตสฺส สพฺพสฺสาปิ พุทฺธสฺส ภควโต นโม กโรมิ ฯ นโม สตฺตนฺนํ สมฺมาสมฺพุทฺธานนฺติ วิเสเสน ปน อตีเต ปฏิปาฏิยา ปรินิพฺพุตานํ สตฺตนฺนํ สมฺมาสมฺพุทฺธานํ นโม กโรมิ, เอวํ นมการํ กโรนฺตาปิ สพฺพพุทฺเธ อนุสฺสรถาติ อตฺโถ ฯ

โพธิสตฺโต อิสิคณสฺส อิมํ ปริตฺตํ พนฺธิตฺวา อทาสิ ฯ

อาทิโต ปน ปฏฺฐาย ทฺวีหิ คาถาหิ จตูสุ อหิราชกุเลสุ เมตฺตาย ทีปิตตฺตา โอทิสฺสกอโนทิสฺสกวเสน วา ทฺวินฺนํ เมตฺตาภาวนานํ ทีปิตตฺตา อิทํ ปริตฺตํ อิธ วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํ ฯ อญฺญถา ๑- การณํ ปริเยสิตพฺพํ ฯ

ตโต ปฏฺฐาย อิสิคณา โพธิสตฺตสฺส โอวาเท ฐตฺวา เมตฺตา ภาเวสุํ พุทฺธคุเณ อนุสฺสรึสุ ฯ เอวํ เตสุ พุทฺธคุเณ อนุสฺสรนฺเตสุ เยว สพฺเพ ทีฆชาติกา ปฏิกฺกมึสุ ฯ โพธิสตฺโตปิ พฺรหฺมวิหาเร ภาเวตฺวา พฺรหฺมโลกปรายโน อโหสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา อิสิคณา พุทฺธปริสา อเหสุํ, คณสตฺถา ปน อหเมวาติ ฯ

ขนฺธปริตฺตชาตกํ ตติยํ ฯ

@เชิงอรรถ: ๑ อญฺญํ วาติปิ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๐๒. เกฬิสีลชาดกชาดกถัดไป๒๐๔. วีรกชาดก