วีรกชาดก
ว่าด้วยโทษการเอาอย่างผู้อื่น
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๕๗ · บรรทัด ๑๕๒๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภการเอาอย่างพระสุคต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อปิ วีรก ปสฺเสสิ ดังนี้.
ความย่อมีว่า เมื่อพระเถระทั้งหลายพาบริษัทของพระเทวทัตมาเฝ้า พระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนสารีบุตร เทวทัตเห็นพวกเธอแล้วได้ทำอย่างไร กราบทูลว่า พระเทวทัตเลียนแบบพระสุคตพระเจ้าข้า ตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร เทวทัตทำตามอย่างเรา ถึงความพินาศมิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้แต่ก่อนก็ถึงความพินาศมาแล้ว พระเถระกราบทูลอาราธนา ทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในกำเนิดกาน้ำ ในหิมวันตประเทศ อาศัยสระแห่งหนึ่งอยู่. มีชื่อว่า วีรกะ. ในครั้งนั้นได้เกิดข้าวยากหมากแพงขึ้นในแคว้นกาสี. พวกมนุษย์ไม่สามารถให้อาหารกา หรือกระทำการบวงสรวงยักษ์และนาคได้. กาทั้งหลายจึงออกจากแคว้นที่อดอยาก เข้าป่าไปโดยมาก. ในกาเหล่านั้น มีกาตัวหนึ่งชื่อ สวิษฐกะอยู่เมืองพาราณสี พานางกาไปยังที่อยู่ของกาวีรกะ อาศัยสระนั้นอยู่ส่วนหนึ่ง. อยู่มาวันหนึ่งกาสวิษฐกะหาเหยื่ออยู่ในสระนั้น เห็นกาวีรกะลงสระกินปลาแล้วขึ้นมาตากตัวให้แห้ง จึงคิดว่า เราอาศัยกาตัวนี้แล้วสามารถหาปลาได้มาก เราจักปรนนิบัติกาตัวนี้ แล้วเข้าไปหากาวีรกะนั้น เมื่อกาวีรกะถามว่า อะไรล่ะสหาย ตอบว่า นาย ข้าพเจ้าอยากจะปรนนิบัติท่าน กาสวิษฐกะรับว่า ดีแล้ว ตั้งแต่นั้นมากาสวิษฐกะก็ปรนนิบัติกาวีรกะ.
ฝ่ายกาวีรกะกินปลาพออิ่มสำหรับตนแล้วก็คาบปลามาให้แก่สวิษฐกะ. ฝ่ายกาสวิษฐกะกินพออิ่มสำหรับตนแล้วก็ให้ปลาที่เหลือแก่นางกา. ต่อมากาสวิษฐกะเกิดความทะนงตนขึ้นมาว่า แม้กาน้ำตัวนี้ก็เป็นกาดำ แม้เราก็เป็นกาดำ แม้ตาจะงอยปาก และเท้าของกาวีรกะนั้น และของเราก็ไม่ต่างกันตั้งแต่นี้ไปเราไม่ต้องการปลาที่กาตัวนี้จับมาให้เรา. เราจักจับเสียเอง. กาสวิษฐกะจึงเข้าไปหากาวีรกะนั้นกล่าวว่า สหายตั้งแต่นี้ไป เราจะลงสระจับปลากินเอง แม้เมื่อกาวีรกะห้ามอยู่ว่าสหาย เจ้ามิได้เกิดในตระกูลกาที่ลงน้ำจับปลากิน เจ้าอย่าพินาศเสียเลย. ก็มิได้เชื่อฟังคำ ลงสระดำน้ำแล้วก็ไม่โผล่ขึ้น ไม่สามารถจะแหวกสาหร่ายออกมาได้. ติดอยู่ภายในสาหร่าย โผล่แต่ปลายจงอยปากเท่านั้น. กาสวิษฐกะหายใจไม่ออกถึงแก่ความตายในน้ำนั่นเอง ครั้งนั้นนางกา ภรรยาของกาสวิษฐกะไม่เห็นกาสวิษฐกะกลับมา จึงไปหากาวีรกะเพื่อจะรู้ความเป็นไป เมื่อจะถามว่า นาย กาสวิษฐกะไม่ปรากฏ เขาหายไปเสียที่ไหนเล่าจึงกล่าวคาถาแรกว่า :-
ท่านวีรกะ ท่านเห็นนกที่ร้องเสียงไพเราะ มีสีเสมอด้วยสร้อยคอแห่งนกยูงผู้เป็นผัวของ ฉัน ชื่อสวิษฐกะบ้างไหม.
กาวีรกะฟังดังนั้นแล้วจึงกล่าวว่า จ้ะข้ารู้ที่ที่ผัวของเจ้าไปแล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
นกสวิษฐกะ เมื่อทำตามภรรยาของปักษี ผู้เที่ยวไปได้ทั้งทางน้ำและทางบก บริโภคปลาสด เป็นนิจนั้น ถูกสาหร่ายพันคอตายเสียแล้ว.
นางกาได้ฟังดังนั้น ก็โศกเศร้าเสียใจกลับไปกรุงพาราณสีตามเดิม.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วทรงประชุมชาดก. กาสวิษฐกะในครั้งนั้น ได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้. ส่วนกาวีรกะ คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาวีรกชาดกที่ ๔
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๒๙๒–๒๙๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๔ วีรกชาตกํ
อปิ วีรก ปสฺเสสีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต สุคตาลยํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
เทวทตฺตสฺส ปริสํ คเหตฺวา อาคเตสุ หิ เถเรสุ สตฺถา สาริปุตฺต เทวทตฺโต ตุมฺเหปิ ทิสฺวา กึ อกาสีติ ปุจฺฉิตฺวา สุคตาลยํ ทสฺเสสีติ วุตฺเต น โข สาริปุตฺต อิทาเนว เทวทตฺโต มม อนุกิริยํ กโรนฺโต วินาสํ ปตฺโต, ปุพฺเพปิ ปาปุณีติ วตฺวา เถเรน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต หิมวนฺตปฺปเทเส อุทกกากโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา เอกํ สรํ อุปนิสฺสาย วสิ ฯ วีรโกติสฺส นามํ อโหสิ ฯ ตทา กาสิกรฏฺเฐ ทุพฺภิกฺขํ อโหสิ ฯ มนุสฺสา กากภตฺตํ วา ทาตุํ ยกฺขนาคพลิกมฺมํ วา กาตุํ นาสกฺขึสุ ฯ ฉาตกรฏฺฐโต กากา เยภุยฺเยน อรญฺญํ ปวิสึสุ ฯ ตตฺเรโก พาราณสีวาสี สวิฏฺฐโก นาม กาโก กากึ อาทาย วีรกสฺส วสนฏฺฐานํ คนฺตฺวา ตํ สรํ นิสฺสาย เอกมนฺเต วาสํ กปฺเปสิ ฯ โส เอกทิวสํ ตสฺมึ สเร โคจรํ คณฺหนฺโต วีรกํ สรํ โอตริตฺวา มจฺเฉ ขาทิตฺวา ปจฺจุตฺตริตฺวา สรีรํ สุกฺขาเปนฺตํ ทิสฺวา อิมํ กากํ นิสฺสาย สกฺกา พหู มจฺเฉ ลทฺธุํ. อิมํ อุปฏฺฐหิสฺสามีติ ตํ อุปสงฺกมิตฺวา กึ สมฺมาติ วุตฺเต อิจฺฉามิ ตํ สามิ อุปฏฺฐาตุนฺติ วตฺวา สาธูติ เตน สมฺปฏิจฺฉิโต ตโต ปฏฺฐาย อุปฏฺฐาสิ ฯ วีรโกปิ ตโต ปฏฺฐาย อตฺตโน ยาปนมตฺตํ ขาทิตฺวา มจฺเฉ อุทฺธริตฺวา สวิฏฺฐกสฺส เทติ ฯ โสปิ อตฺตโน ยาปนมตฺตํ ขาทิตฺวา เสสํ กากิยา เทติ ฯ ตสฺส อปรภาเค มาโน อุปฺปชฺชิ อยมฺปิ อุทกกาโก กาฬโก, อหมฺปิ กาฬโก, อกฺขิตุณฺฑปาเทหิปิ ตสฺส จ มยฺหญฺจ นานาการณํ นตฺถิ, อิโต ปฏฺฐาย อิมินา คหิตมจฺเฉหิ มยฺหํ กมฺมํ นตฺถิ, อหเมว คณฺหิสฺสามีติ ฯ โส ตํ วีรกํ อุปสงฺกมิตฺวา สมฺม อิโต ปฏฺฐาย อหเมว สรํ โอตริตฺวา มจฺเฉ คณฺหามีติ วตฺวา น ตฺวํ สมฺม อุทกํ โอตริตฺวา มจฺฉคหณกากกุเล นิพฺพตฺโต มา นสฺสีติ เตน วาริยมาโนปิ วจนํ อนาทยิตฺวา สรํ โอรุยฺห อุทกํ ปวิสิตฺวา อุมฺมุชฺชนฺโต เสวาลํ ฉินฺทิตฺวา นิกฺขมิตุํ นาสกฺขิ, เสวาลนฺตเร ลคฺคิ, อคฺคตุณฺฑเมว ปญฺญายิ ฯ โส นิรสฺสาโส อนฺโตอุทเก เยว ชีวิตกฺขยํ ปาปุณิ ฯ อถสฺส ภริยา อาคมนํ อปสฺสมานา ตํ ปวตฺตึ ชานนตฺถํ วีรกสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา สามิ สวิฏฺฐโก น ปญฺญายติ, กหํ นุ โข โสติ ปุจฺฉมานา ปฐมํ คาถมาห
อปิ วีรก ปสฺเสสิ สกุณํ มญฺชุภาณกํ
มยุรคีวสงฺกาสํ ปตึ มยฺหํ สวิฏฺฐกนฺติ ฯ
ตตฺถ อปิ วีรก ปสฺเสสีติ สามิ วีรก อปิ ปสฺเสสิ ฯ มญฺชุภาณกนฺติ มญฺชุภาณินํ ฯ สา หิ ราควเสน มธุรสฺสโร เม ปตีติ มญฺญติ, ตสฺมา เอวมาห ฯ มยุรคีวสงฺกาสนฺติ โมรคีวสมานวณฺณํ ฯ
ตํ สุตฺวา วีรโก อาม ชานามิ เต สามิกสฺส คตฏฺฐานนฺติ วตฺวา ทุติยํ คาถมาห
อุทก ถลจรสฺส ปกฺขิโน
นิจฺจํ อามกมจฺฉโภชิโน
ตสฺสานุกรํ สวิฏฺฐโก
เสวาเลหิ ปลิคุณฺฐิโต มโตติ ฯ
ตตฺถ อุทกถลจรสฺสาติ อุทเก จ ถเล จ จริตุํ สมตฺถสฺส ฯ ปกฺขิโนติ อตฺตานํ สนฺธาย วทติ ฯ ตสฺสานุกรนฺติ ตสฺส อนุกโรนฺโต ฯ ปลิคุณฺฐิโต มโตติ อุทกํ ปวิสิตฺวา เสวาเล ฉินฺทิตฺวา นิกฺขมิตุํ อสกฺโกนฺโต เสวาลปริโยนทฺโธ อนฺโตอุทเก เยว มโต, ปสฺส, เอตสฺส ตุณฺฑํ ทิสฺสตีติ ฯ
ตํ สุตฺวา กากี ปริเทวิตฺวา พาราณสิเมว อคมาสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา สวิฏฺฐโก เทวทตฺโต อโหสิ, วีรโก ปน อหเมวาติ ฯ
วีรกชาตกํ จตุตฺถํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗