ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. อัสสกชาดก
ชาดกที่ ๒๐๗ · ทุกนิบาตชาดก · นตังทัฬหวรรค

อัสสกชาดก

ว่าด้วยไม่รู้ของจริงเพราะมีสิ่งใหม่ๆ ปิดไว้

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๖๓ · บรรทัด ๑๕๕๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากอัสสกชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภการเล้าโลมของภรรยาเก่า ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อยมสฺสกราเชน ดังนี้.

ความย่อมีว่า ภิกษุนั้นพระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุได้ยินว่า เธอกระสันจริงหรือ กราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า ตรัสถามว่าเพราะเหตุไร เธอจึงกระสัน กราบทูลว่า เพราะภรรยาเก่าพระเจ้าข้า. จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ หญิงนั้นมีความรักในเธอมิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนเธอก็ได้รับทุกข์ใหญ่หลวงเพราะอาศัยหญิงนั้นเหมือนกัน แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า

ในอดีตกาลพระราชาพระนามว่า อัสสกะ ครองราชสมบัติอยู่ในนครชื่อว่า ปาฏลิแคว้นกาสี. พระองค์มีอัครมเหสีพระนามว่าอุพพรี เป็นที่รักใคร่โปรดปรานของพระองค์ มีรูปโฉมงดงามน่าดู มีพระฉวีเหนือมนุษย์ แต่ยังไม่ถึงวรรณะทิพย์. พระนางได้สิ้นพระชนม์ลง. พระราชาทรงโศกาดูร เสวยทุกข์โทมนัสยิ่งนักเพราะการสิ้นพระชนม์ของพระนางนั้น. พระองค์ให้เชิญพระศพของพระนางลงในรางแล้วใส่น้ำมันหล่อไว้ ยกไปตั้งไว้ใต้พระแท่นไสยาสน์ ทรงอดพระกระยาหารบรรทมกันแสงปริเทวนาการ. พระราชมารดาพระราชบิดา หมู่พระญาติมิตรอำมาตย์ พราหมณ์คหบดีเป็นต้น พากันทูลปลอบโยนเป็นต้นว่า อย่าทรงเศร้าโศกไปเลย มหาราช สังขารทั้งหลาย เป็นของไม่เที่ยง ก็ไม่สามารถให้พระองค์ยินยอมได้. พระองค์ทรงรำพันอยู่เช่นนั้นล่วงไป ๗ วัน. ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์เป็นดาบสสำเร็จอภิญญาห้าและสมาบัติแปด อยู่ในหิมวันตประเทศ เจริญอาโลกกสิณตรวจดูชมพูทวีปด้วยทิพยจักษุ เห็นพระราชาปริเทวนาการอยู่อย่างนั้น ดำริว่าเราควรเป็นที่พึ่งของพระราชาพระองค์นั้น จึงเหาะไปบนอากาศด้วยอิทธานุภาพ แล้วลงไปในพระอุทยานนั่งเหนือแผ่นมงคลสิลาราวกะว่า พระปฏิมาทองคำ.

ครั้งนั้นมาณพพราหมณ์ชาวนครพาราณสีคนหนึ่ง ไปพระอุทยานเห็นพระโพธิสัตว์จึงนั่งลงไหว้. พระโพธิสัตว์กระทำปฏิสันถารกับมาณพนั้นแล้วถามว่า มาณพพระราชาทรงตั้งอยู่ในธรรมหรือ. มาณพตอบว่า ขอรับพระคุณเจ้า พระราชาทรงตั้งอยู่ในธรรม แต่พระมเหสีของพระองค์สิ้นพระชนม์เสียแล้วพระองค์เชิญพระศพของพระนางไว้ในรางแล้วทรงบรรทมพร่ำเพ้อรำพันวันนี้เป็นวันที่ ๗ พระคุณเจ้าจะไม่ช่วยพระราชาให้พ้นจากทุกข์บ้างหรือ เมื่อมีผู้มีศีล เช่นท่านสมควรจะให้พระราชาเสวยทุกข์เช่นนั้นหรือ. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ดูก่อนมาณพ เราไม่รู้จักพระราชา หากพระราชาจะเสด็จมาถามเราเรานี่แหละจะทูลบอกที่ที่พระมเหสีไปเกิด จะให้พระนางตรัสสนทนากับพระราชาทีเดียว. มาณพนั้นกล่าวว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าถ้าเช่นนั้น ขอพระคุณเจ้านั่งรออยู่ที่นี้ จนกว่ากระผมจะทูลเชิญพระราชาเสด็จมา มาณพรับปฏิญญาของพระโพธิสัตว์แล้ว ไปเฝ้าพระราชา กราบทูลความนั้น แล้วทูลพระองค์ควรเสด็จไปยังสำนักของท่านผู้มีจักษุทิพย์. พระราชาทรงดีพระทัยที่จะได้ทรงเห็นพระนางอุพพรี. เสด็จขึ้นรถไปอุทยาน ไหว้พระโพธิสัตว์แล้วนั่ง ณ ส่วนหนึ่งถามว่า ได้ยินว่าท่านรู้ที่เกิดของพระเทวีจริงหรือ. พระโพธิสัตว์ทูลว่า จริงพระเจ้าข้า. ตรัสถามว่า เกิดที่ไหน. ทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระนางทรงมัวเมาในรูป อาศัยความเมาไม่ทรงทำกรรมดี จึงไปเกิดในกำเนิดหนอนมูลโค. ตรัสว่า ข้าพเจ้าไม่เชื่อ. ทูลว่า ถ้าเช่นนั้น อาตมาจะแสดงแก่พระองค์แล้วให้พูด. ตรัสว่า ดีแล้ว จงให้พระนางพูดเถิด. พระโพธิสัตว์ได้ทำให้หนอนสองตัวมาด้วยอานุภาพของตน โดยอธิษฐานว่าขอให้หนอนสองตัวจงชำแรกก้อนโคมัยออกมาเบื้องพระพักตร์ของพระราชา. หนอนสองตัวก็ออกมาตามนั้น. พระโพธิสัตว์เมื่อจะแสดงพระเทวี จึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระเทวีอุพพรีนี้จากพระองค์ไปแล้ว เดินตามหลังหนอนโคมัยมา ขอพระองค์จงทอดพระเนตรเถิด. พระราชาตรัสว่า พระคุณเจ้าข้าพเจ้าไม่เชื่อว่า สัตว์ที่เกิดในกำเนิดหนอนโคมัยชื่ออุพพรี. พระโพธิสัตว์ทูลว่า มหาบพิตร อาตมาภาพจะให้หนอนนั้นพูด. ตรัสว่า ให้พูดเถิดพระคุณเจ้า.

พระโพธิสัตว์เมื่อจะให้หนอนพูดด้วยอานุภาพของตน จึงเรียกว่า แน่ะนางอุพพรี. นางหนอนพูดเป็นภาษามนุษย์ว่า อะไรเจ้าคะ. พระโพธิสัตว์ถามว่า ในอัตภาพที่ล่วงแล้วท่านเป็นอะไร. ตอบว่า ข้าพเจ้าเป็นมเหสีของพระเจ้าอัสสกะ ชื่ออุพพรีเจ้าคะ. ถามว่า ก็เดี๋ยวนี้พระราชาอัสสกะยังเป็นที่รักของเจ้าหรือว่า หนอนโคมัยเป็นที่รักของเจ้า. ตอบว่า ท่านเจ้าขา พระราชาเป็นพระสวามีของข้าพเจ้าในชาติก่อน ครั้งนั้นข้าพเจ้าเที่ยวชื่นชมรูปเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะกับพระราชานั้นในอุทยานนี้ แต่เดี๋ยวนี้ตั้งแต่ข้าพเจ้าไปต่างภพกันแล้ว พระราชาอัสสกะจะเป็นอะไรกับข้าพเจ้าเล่า บัดนี้ข้าพเจ้าจะสังหารพระเจ้าอัสสกะ เอาพระโลหิตในพระศอของพระองค์มาล้างเท้าของหนอนโคมัยผัวของข้าพเจ้าเสีย แล้วได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยภาษามนุษย์ในท่ามกลางบริษัทว่า :-

ประเทศนี้เราผู้มีความจงรักได้เที่ยวเล่น อยู่กับพระเจ้าอัสสกะผู้เป็นพระสวามีที่รัก ผู้มี ความประสงค์ตามความใคร่. ความสุขและความทุกข์เก่า ถูกความสุข และความทุกข์ใหม่ปกปิดไว้ เพราะฉะนั้นหนอน จึงเป็นที่รักของเรายิ่งกว่าพระเจ้าอัสสกะอีก.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อยมสฺสกราเขน เทโส วิจริโต มยาความว่า อุทยานประเทศอันน่ารื่นรมย์นี้ เราเคยเที่ยวไปกับพระเจ้าอัสสกะ. คำว่า อนุ ในบทว่า อนุกามยกาเมน เป็นเพียงนิบาต. ความว่า เราผู้มีความใคร่ต่อพระเจ้าอัสสกะนั้นได้เที่ยวเล่นกับพระเจ้าอัสสกะผู้ใคร่เรา. บทว่า ปิเยน ได้แก่เป็นที่รักในอัตภาพนั้น. บทว่า นเวน สุขทุกฺเขน โปราณํ อปิถิยฺยติ ความว่า นางหนอนกล่าวว่า ท่านเจ้าขา สุขเก่าถูกสุขใหม่ปกปิดครอบงำ ทุกข์เก่าถูกทุกข์ใหม่ปกปิดครอบงำ นี้เป็นธรรมดาของโลก. บทว่า ตสฺมา อสฺสกรญฺาว กีโฏ ปิยตโร มมํ. ความว่าเพราะสุขทุกข์เก่าถูกสุขทุกข์ใหม่ปกปิด ฉะนั้น หนอนจึงเป็นที่รักของข้าพเจ้ายิ่งกว่าพระเจ้าอัสสกะร้อยเท่าพันเท่า.

พระเจ้าอัสสกะได้สดับดังนั้นแล้ว ทรงแค้นพระทัย ยังประทับอยู่ ณ ที่นั้น รับสั่งให้ย้ายศพพระเทวีออกไป ทรงสรงสนานพระเศียร แล้วไหว้พระโพธิสัตว์ เสด็จเข้าพระนคร ทรงอภิเษกสตรีอื่นเป็นอัครมเหสี ทรงครองราชสมบัติโดยธรรมฝ่ายพระโพธิสัตว์ถวายโอวาทพระราชาให้ทรงหายโศกแล้ว ก็ได้กลับไปยังป่าหิมพานต์.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม ทรงประชุมชาดก. เมื่อจบสัจธรรม ภิกษุผู้กระสันได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล พระเทวีอุพพรีในครั้งนั้นได้เป็นภรรยาเก่า (ของภิกษุนั้น) ในครั้งนี้ พระเจ้าอัสสกะได้เป็นภิกษุกระสันมาณพได้เป็นสารีบุตร ส่วนดาบส คือเราตถาคตนี้แล.

จบ อรรถกถาอัสสกชาดกที่ ๗

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๓๐๔–๓๐๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทุกนิบาตชาดก · ๑๒ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๗ อสฺสกชาตกํ

อยมสฺสกราเชนาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ปุราณทุติยิกปโลภนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

โส หิ ภิกฺขุ สตฺถารา สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ อุกฺกณฺฐิโตติ ปุฏฺโฐ สจฺจนฺติ วตฺวา เกน อุกฺกณฺฐาปิโตสีติ วุตฺเต ปุราณทุติยิกายาติ อาห ฯ อถ นํ สตฺถา น อิทาเนว ตสฺสา ภิกฺขุ อิตฺถิยา ตยิ สิเนโห อตฺถิ, ปุพฺเพปิ ตฺวํ ตํ นิสฺสาย มหาทุกฺขํ ปตฺโตติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต กาสิกรฏฺเฐ ปาตลินามนคเร อสฺสโก นาม ราชา รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตสฺส อุพฺพรี นาม อคฺคมเหสี ปิยา อโหสิ มนาปา อภิรูปา ทสฺสนียา อติกฺกนฺตา มานุสํ วณฺณํ อปฺปตฺตา ทิพฺพวณฺณํ ฯ สา กาลมกาสิ ฯ ตสฺสา กาลกิริยาย ราชา โสกาภิภูโต อโหสิ ทุกฺขี ทุมฺมโน ฯ โส ตสฺสา สรีรํ โทณิยํ นิปชฺชาเปตฺวา เตลกลลํ ปกฺขิปาเปตฺวา เหฏฺฐามญฺเจ ฐปาเปตฺวา นิราหาโร โรทมาโน ปริเทวมาโน นิปชฺชิ ฯ มาตาปิตโร อวเสสญาตกา มิตฺตามจฺจา พฺราหฺมณคหปติกาทโยปิ มา โสจิ มหาราช อนิจฺจา สงฺขาราติ อาทีนิ วทนฺตา สญฺญาเปตุํ นาสกฺขึสุ ฯ ตสฺส วิลปนฺตสฺเสว สตฺต ทิวสา อติกฺกนฺตา ฯ ตทา โพธิสตฺโต ปญฺจาภิญฺญาอฏฺฐสมาปตฺติ- ลาภิตาปโส หุตฺวา หิมวนฺตปฺปเทเส วิหรนฺโต อาโลกํ วฑฺเฒตฺวา ทิพฺเพน จกฺขุนา ชมฺพุทีปํ โอโลเกนฺโต ตํ ราชานํ ตถา ปริเทวมานํ ทิสฺวา เอตสฺส มยา อวสฺสเยน ภวิตพฺพนฺติ อิทฺธานุภาเวน อากาเส อุปฺปติตฺวา รญฺโญ อุยฺยาเน โอตริตฺวา มงฺคลสิลาปฏฺเฏ กาญฺจนปฏิมา วิย นิสีทิ ฯ อเถโก ปาตลินครวาสี พฺราหฺมณมาณโว อุยฺยานํ คโต โพธิสตฺตํ ทิสฺวา วนฺทิตฺวา นิสีทิ ฯ โพธิสตฺโต เตน สทฺธึ ปฏิสนฺถารํ กตฺวา กึ มาณว ราชา ธมฺมิโกติ ปุจฺฉิ ฯ อาม ภนฺเต ธมฺมิโก ราชา, ภริยา ปนสฺส กาลกตา, โส ตสฺสา สรีรํ โทณิยํ ปกฺขิปาเปตฺวา วิลปมาโน นิปนฺโน, อชฺช สตฺตโม ทิวโส, กิสฺส ตุมฺเห ราชานํ เอวรูปา ทุกฺขา น โมเจถ, ยุตฺตํ นุ โข ตุมฺหาทิเสสุ สีลวนฺเตสุ สํวิชฺชมาเนสุ รญฺโญ เอวรูปํ ทุกฺขํ อนุภวิตุนฺติ ฯ น โข อหํ มาณว ราชานํ ชานามิ, สเจ ปน โส อาคนฺตฺวา มํ ปุจฺเฉยฺย, อหเมวสฺส ตสฺสา นิพฺพตฺตฏฺฐานํ อาจิกฺขิตฺวา รญฺโญ สนฺติเกว ตํ กถาเปยฺยนฺติ ฯ เตน หิ ภนฺเต ยาว ราชานํ อาเนมิ, ตาว อิเธว นิสีทถาติ โส มาณโว โพธิสตฺตสฺส ปฏิญฺญํ คเหตฺวา รญฺโญ สนฺติกํ คนฺตฺวา ตมตฺถํ อาโรเจตฺวา ตสฺส ทิพฺพจกฺขุสฺส สนฺติกํ คนฺตุํ วฏฺฏตีติ อาห ฯ ราชา อุพฺพรึ กิร ทฏฺฐุํ ลภิสฺสามีติ ตุฏฺฐมานโส รถํ อภิรูหิตฺวา ตตฺถ คนฺตฺวา โพธิสตฺตํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสินฺโน สจฺจํ กิร ตุมฺเห เทวิยา นิพฺพตฺตฏฺฐานํ ชานาถาติ ปุจฺฉิ ฯ อาม มหาราชาติ ฯ กตฺถ นิพฺพตฺตาติ ฯ สา โข มหาราช รูปสฺมิญฺเญว มตฺตา ปมาทมาคมฺม กลฺยาณกมฺมํ อกตฺวา อิมสฺมิญฺเญว อุยฺยาเน โคมยปาณกโยนิยํ นิพฺพตฺตาติ ฯ นาหํ สทฺทหามีติ ฯ เตน หิ เต ทสฺเสตฺวา กถาเปมีติ ฯ สาธุ ตํ กถาเปถาติ ฯ โพธิสตฺโต อตฺตโน อานุภาเวน อุโภปิ โคมยปิณฺฑํ วฏฺฏยมานา รญฺโญ ปุรโต อาคจฺฉนฺตูติ เตสํ อาคมนํ อกาสิ ฯ เต ตเถว อาคมึสุ ฯ โพธิสตฺโต ตํ ทสฺเสนฺโต อยํ เต มหาราช อุพฺพรี เทวี ตํ ชหิตฺวา โคมยปาณกสฺส ปจฺฉโต อาคจฺฉติ, ปสฺสถ นนฺติ อาห ฯ ภนฺเต อุพฺพรี นาม โคมยปาณกโยนิยํ นิพฺพตฺตาติ น สทฺทหามิหนฺติ ฯ กถาเปมิ นํ มหาราชาติ ฯ กถาเปถ ภนฺเตติ ฯ โพธิสตฺโต อตฺตโน อานุภาเวน ตํ กถาเปนฺโต อุพฺพรีติ อาห ฯ สา มนุสฺสภาสาย กึ ภนฺเตติ อาห ฯ ตฺวํ อตีตตฺตภาเว กา นาม อโหสีติ ฯ ภนฺเต อสฺสกรญฺโญ อคฺคมเหสี อุพฺพรี นาม อโหสีติ ฯ กึ ปน เต อิทานิ อสฺสกราชา ปิโย อุทาหุ โคมยปาณโกติ ฯ ภนฺเต โส มยฺหํ ปุริมชาติยา สามิโก, ตทา อหํ อิมสฺมึ อุยฺยาเน เตน สทฺธึ รูปสทฺทคนฺธรสโผฏฺฐพฺเพ อนุภวมานา วิจรึ, อิทานิ ปน เม ภวสงฺเขปคตกาลโต ปฏฺฐาย โส กึ โหติ, อหํ หิ อิทานิ อสฺสกราชานํ มาเรตฺวา ตสฺส คลโลหิเตน มยฺหํ สามิกสฺส โคมยปาณกสฺส ปาเท มกฺเขยฺยนฺติ วตฺวา ปริสมชฺเฌ มนุสฺสภาสาย อิมา คาถา อโวจ

อยมสฺสกราเชน เทโส วิจริโต มยา

อนุกามยกาเมน ปิเยน ปตินา สห,

นเวน สุขทุกฺเขน โปราณํ อปิถิยฺยติ

ตสฺมา อสฺสกรญฺญา ว กีโฏ ปิยตโร มมนฺติ ฯ

ตตฺถ อยมสฺสกราเชน เทโส วิจริโต มยาติ อยํ รมณีโย อุยฺยานปเทโส ปุพฺเพ มยา อสฺสกราเชน สทฺธึ วิจริโต ฯ อนุ กามยกาเมนาติ อนูติ นิปาตมตฺตํ ฯ มยา ตํ กามยมานาย เตน มํ กามยมาเนน สหาติ อตฺโถ ฯ ปิเยนาติ ตสฺมึ อตฺตภาเว ปิเยน ฯ นเวน สุขทุกฺเขน โปราณํ อปิถิยฺยตีติ ภนฺเต นเวน สุเขน โปราณํ สุขํ นเวน จ ทุกฺเขน โปราณํ ทุกฺขํ ปิถิยฺยติ ปฏิจฺฉาทิยติ, เอสา โลกสฺส ธมฺมตาติ ทีเปติ ฯ ตสฺมา อสฺสกรญฺญาว กีโฏ ปิยตโร มมนฺติ ยสฺมา นเวน โปราณํ ปิถิยฺยติ, ตสฺมา มม อสฺสกราชโต สตคุเณน สหสฺสคุเณน กีโฏว ปิยตโรติ อตฺโถ ฯ

ตํ สุตฺวา อสฺสกราชา วิปฺปฏิสารี หุตฺวา ตตฺถ ฐิโต ว กุณปํ นีหราเปตฺวา สีสํ นหาตฺวา โพธิสตฺตํ วนฺทิตฺวา นครํ ปวิสิตฺวา อญฺญํ อคฺคมเหสึ กตฺวา ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสิ ฯ โพธิสตฺโตปิ ตํ ราชานํ โอวทิตฺวา นิสฺโสกํ กตฺวา หิมวนฺตเมว อคมาสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน อุกฺกณฺฐิโต ภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา อุพฺพรี ปุราณทุติยิกา อโหสิ, อสฺสกราชา อุกฺกณฺฐิโต ภิกฺขุ, มาณโว สาริปุตฺโต, ตาปโส ปน อหเมวาติ ฯ

อสฺสกชาตกํ สตฺตมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๐๖. กุรุงคมิคชาดกชาดกถัดไป๒๐๘. สุงสุมารชาดก