นฬปานชาดก
ว่าด้วยการพิจารณา
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๐ · บรรทัด ๑๒๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จจาริกไปในโกศลชนบท ถึงบ้าน นฬกปานคามประทับ อยู่ในเกตกวัน ใกล้นฬกปานโบกขรณี ทรงปรารภท่อนไม้อ้อทั้งหลายจึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ทิสฺวา ปทมนุตฺติณฺณํ ดังนี้.
ได้ยินว่า ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายอาบน้ำในสระโบกขรณีชื่อว่านฬกปานะ แล้วให้พวกสามเณรเอาท่อนไม้อ้อนาเพื่อต้องการทำกล่องเข็มเห็นท่อนไม้อ้อเหล่านั้นทะลุตลอด จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้วทูลถามว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ให้ถือเอาท่อนไม้อ้อทั้งหลายมา เพื่อต้องการทำกล่องเข็ม ท่อนไม้อ้อเหล่านั้นเป็นรูทะลุตลอด ตั้งแต่โคนจนถึงปลาย นี่เหตุอะไรหนอ พระเจ้าข้า ? พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายนี้เป็นการอธิษฐานเดิมของเรา แล้วทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้
ได้ยินว่า โนอดีตกาลแม้ในกาลก่อน ป่าชัฏนั้นเป็นป่า มีผีเสื้อน้ำคนหนึ่งเคี้ยวกินคนผู้ลงไป ๆ ในสระโบกขรณีแม้นั้น ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์เป็นพระยากระบี่มีขนาดเท่าเนื้อละมั่ง แวดล้อมด้วยหมู่วานรแปดหมื่นตัว บริหารฝูงอยู่ในป่านั้น พระยากระบี่นั้น ได้ให้โอวาทแก่หมู่วานรว่า พ่อทั้งหลายในป่านี้มีต้นไม้พิษบ้าง สระโบกขรณีที่เกิดเองอันอมนุษย์หวงแหนบ้าง มีอยู่ในป่านั้นนั่นแหละ ท่านทั้งหลายเมื่อจะเคี้ยวกินผลไม้น้อยใหญ่ที่ยังไม่เคยเคี้ยวกินหรือเมื่อจะดื่มน้ำที่ยังไม่เคยดื่ม ต้องสอบถามเราก่อน หมู่วานรเหล่านั้นคำแล้ว วันหนึ่งไปถึงที่ที่ไม่เคยไป เที่ยวไปในที่นั้นหลายวันทีเดียวเมื่อจะแสวงหาน้ำดื่มเห็นสระโบกขรณีสระหนึ่ง ยังไม่ดื่มน้ำ นั่งคอยการมาของพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์มาถึงแล้วจึงกล่าวว่า พ่อทั้งหลาย ทำไมจึงยังไม่ดื่มน้ำ พวกวานรกล่าวว่า พวกข้าพเจ้าคอยการมาของท่าน พระโพธิสัตว์กล่าวว่าพ่อทั้งหลาย พวกท่านทำดีแล้ว จึงเดินวนเวียนสระโบกขรณีนั้น กำหนดรอยเท้า เห็นแต่รอยเท้าลงไม่เห็นรอยเท้าขึ้น พระโพธิสัตว์นั้นรู้ว่า สระโบกขรณีนี้อมนุษย์หวงแหนโดยไม่ต้องสงสัยจึงกล่าวว่า พ่อทั้งหลาย ที่ทั้งหลายไม่ดื่มน้ำ ทำดีแล้ว สระโบกขรณีนี้อมนุษย์หวงแล้ว. ฝ่ายผีเสื้อน้ำรู้ว่าวานรเหล่านั้นไม่ลง จึงแปลงเป็นผู้มีท้องเขียว หน้าเหลือง มือเท้าแดงเข็ม รูปร่างน่ากลัว ดูน่าเกลียด แยกน้ำออกมากล่าวว่า เพราะเหตุไร พวกท่านจึงนั่งอยู่ จงลงสระโบกขรณีนี้ดื่มน้ำเถิด. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ถามผีเสื้อน้ำนั้นว่า ท่านเป็นผีเสื้อน้ำเกิดอยู่ในสระนี้หรือ ? ผีเสื้อน้ำกล่าวว่า เออ เราเป็นผู้เกิดแล้ว พระโพธิสัตว์ถามว่า ท่านย่อมได้คนที่ลงไปๆ ยังสระโบกขรณีหรือ ? ผีเสื้อน้ำกล่าวว่า เออ เราได้ เราไม่ปล่อยใคร ๆ จนชั้นที่สุดนกที่ลงในสระโบกขรณีนี้ แม้ท่านทั้งหมดเราก็จักกิน. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า พวกเราจักไม่ให้ท่านกินตัวเรา. ผีเสื้อน้ำกล่าวว่า ก็ท่านทั้งหลายจักดื่มน้ำมิใช่หรือ ? พระโพธิสัตว์กล่าวว่า เออ พวกเราจักดื่มน้ำ และจักไม่ตกอยู่ในอำนาจของท่านผีเสื้อน้ำกล่าวว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกท่านจักดื่มน้ำอย่างไร พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ก็ท่านย่อมสำคัญหรือว่า จักลงไปดื่ม ด้วยว่าพวกเราจะไม่ลงไป เป็นวานรทั้งแปดหมื่น ถือท่อนไม้อ้อคนละท่อน จักดื่มน้ำในสระโบกขรณีของท่านเหมือนดื่มน้ำด้วยก้านบัว เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านจักไม่อาจกินพวกเรา. พระศาสดาครั้นทรงรู้แจ้งความนี้ เป็นพระอภิสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้พร้อมยิ่งได้ตรัส ๒ บทแรกแห่งคาถานี้ว่า
พระยากระบี่ไม่เห็นรอยเท้าขึ้น เห็นแต่รอยเท้า ลง จึงกล่าวว่า พวกเราจักดื่มน้ำด้วยไม้อ้อ ท่านจัก ฆ่าเราไม่ได้.
เนื้อความแห่งคำอันเป็นคาถานั้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระยากระบี่นั้นเป็นมหาบุรุษไม่ได้เห็นรอยเท้าขึ้นแม้แต่รอยเดียวในลระโบกขรณีนั้นได้เห็นแต่รอยเท้าลงเท่านั้น ครั้นเห็นอย่างนั้นคือไม่เห็นรอยเท้าขึ้น เห็นแต่รอยเท้าลง จึงรู้ว่า สระโบกขรณีนี้ อมนุษย์หวงแหนแน่แท้ เมื่อจะเจรจากันผีเสื้อน้ำนั้นจึงกล่าวว่า พวกเราจักดื่มน้ำด้วยไม้อ้อ อธิบายความตองคำนั้นว่าพวกเราจักดื่มน้ำในสระโบกขรณีของท่านด้วยไม้อ้อ พระมหาสัตว์กล่าวสืบไปว่า ท่านจักฆ่าเราไม่ได้ อธิบายว่า เราพร้อมทั้งบริษัทดื่มน้ำด้วยไม้อ้ออย่างนี้แม้ท่านก็จักฆ่าไม่ได้.
ก็พระโพธิสัตว์ครั้น กล่าวอย่างนี้แล้วจึงให้นำท่อนไม้อ้อมาท่อนหนึ่งรำพึงถึงบารมีทั้งหลายแล้วกระทำสัจกิริยาเอาปากเป่า ไม้อ้อได้เป็นโพรงตลอดไป ไม่เหลือปล้องอะไร ๆ ไว้ภายใน พระโพธิสัตว์ให้นำท่อนไม้อ้อแม้ท่อนอื่นมาแล้วได้เป่าให้ไปโดยทำนองนี้ ก็เมื่อเป็นดังกล่าวมาฉะนี้ ไม่อาจให้เสร็จลงได้ เพราะฉะนั้น ไม่ควรเธออย่างนั้น ฝ่ายพระโพธิสัตว์ได้อธิษฐานว่าไม้อ้อแม้ทั้งหมดที่เกิดรอบสระโบกขรณีนี้ จงเป็นระตลอด ก็เพราะอุปจารแห่งประโยชน์ของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายเป็นสภาพยิ่งใหญ่ การอธิษฐานย่อมสำเร็จตั้งแต่นั้นมา ไม้อ้อที่เกิดรอบสระโบกขรณีแม้ทุกต้นเกิดเป็นรูเดียวตลอด.
จริงอยู่ ในกัปนี้ ชื่อว่าปาฏิหาริย์อันตั้งอยู่ตลอดกัปมี ๔ ประการเป็นไฉน ? เครื่องหมายกระต่ายบนดวงจันทร์จักตั้งอยู่ตลอดกัปนี้แม้ทั้งสิ้น ๑ ที่ที่ไฟดับในวัฏฏกชาดกไฟจักไม่ไหม้ตลอดกัปนี้แม้ทั้งสิ้น. สถานที่เป็นที่อยู่ของฆฏีการช่างหม้อ ฝนไม่รั่วรดจักตั้งอยู่ตลอดกัปนี้แม้ทั้งสิ้น ไม้อ้อที่ดังอยู่รอบสระโบกขรณีนี้จักเป็นรูเดียว (ไม่มีข้อ) ตลอดกัปนี้แม้ทั้งสิ้น ๑ ชื่อว่าปาฏิหาริย์อันตั้งอยู่ชั่วกัป ๔ ประการนี้ ดังพรรณนามาฉะนี้.
พระโพธิสัตว์ครั้นอธิษฐานอย่างนี้แล้ว จึงนั่งถือไม้อ้อลำหนึ่ง ฝ่ายวานรแปดหมื่นตัวแม้เหล่านั้น ก็ถือไม้อ้อลำหนึ่ง ๆ นั่งล้อมสระโบกขรณีในเวลาที่พระโพธิสัตว์เอาไม้อ้อสูบน้ำมาดื่ม วานรแม้เหล่านั้น ทั้งหมดนั่งอยู่ที่ฝั่งนั่นแล้วดื่มน้ำแล้ว เมื่อวานรเหล่านั้นดื่มน้ำอย่างนี้ ผีเสื้อน้ำไม่ได้วานรตัวไรๆ ก็เสียใจ จึงไปยังนิเวศน์ของตนนั่งเอง ฝ่ายพระโพธิสัตว์พร้อมทั้งบริวารก็เข้าป่าไปเหมือนกัน.
ส่วนพระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าความที่ไม้อ้อทั้งหลายเหล่านี้เป็นไม้มีรูเดียวนั้น เป็นการอธิษฐานอันมีในกาลก่อนของเราเองครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาสืบต่ออนุสนธิแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่าผีเสื้อน้ำในครั้งนั้น ได้เป็นพระเทวทัต ในบัดนี้วานรแปดหมื่นในครั้งนั้น ได้เป็นพุทธบริษัทในบัดนี้ ส่วนพระยากระบี่ผู้ฉลาดในอุบายในครั้งนั้น ได้เป็นเราแล.
จบนฬปานชาดกที่ ๑๐ จบศีลวรรคที่ ๒ รวมชาดกที่มีในวรรคที่ คือ
๑. ลักขณชาดก ๒. นิโครธมิคชาดก ๓. กัณฑินชาดก๔. วาตมิคชาดก ๕. ขราทิยชาดก ๖. ติปัลลัตถมิคชาดก๗. มาลุตชาดก ๘. มตกภัตตชาดก ๙. อายาจิตภัตตชาดก๑๐. นฬปานชาดก
๓. กุรุงควรรค
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๒๗๔–๒๗๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๑๐ นฬปานชาตกํ
ทิสฺวา ปทมนุตฺติณฺณนฺติ อิทํ สตฺถา โกสเลสุ จาริกญฺจรมาโน นฬกปานคามํ ปตฺวา นฬกปานโปกฺขรณิยํ เกตกวเน วิหรนฺโต นฬทิณฺฑเก อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตทา กิร ภิกฺขู นฬกปานโปกฺขรณิยํ นฺหาตฺวา สูจิฆรตฺถาย สามเณเรหิ นฬทณฺฑเก คาหาเปตฺวา เต สพฺพตฺถกเมว ฉิทฺเท ทิสฺวา สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา ภนฺเต มยํ สูจิฆรตฺถาย นฬทณฺฑเก คณฺหาเปม เต มูลโต ยาว อคฺคา สพฺพตฺถกเมว ฉิทฺทา กึ นุ โข เอตนฺติ ปุจฺฉึสุ ฯ สตฺถา อิทํ ภิกฺขเว มยฺหํ โปราณกาธิฏฺฐานนฺติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต ปุพฺเพปิ กิร โส วนสณฺโฑ อรญฺญํ อโหสิ ฯ ตสฺสาปิ โปกฺขรณิยา เอโก ทกรกฺขโส โอติณฺโณติณฺเณ ขาทติ ฯ ตทา โพธิสตฺโต โรหิตมิคโปตปฺปมาโณ กปิราชา หุตฺวา อสีติสหสฺส- มตฺตวานรปริวุโต ยูถํ ปริหรนฺโต ตสฺมึ อรญฺเญ วสติ ฯ โส วานรคณสฺส โอวาทํ อทาสิ ตาตา อิมสฺมึ อรญฺเญ วิสรุกฺขาปิ อมนุสฺสปริคฺคหิตชาตโปกฺขรณิโยปิ ตตฺเถว โหนฺติ ตุมฺเห อขาทิตปุพฺพํ ผลาผลํ ขาทนฺตา วา อปีตปุพฺพํ ปานียํ ปิวนฺตา วา มํ ปฏิปุจฺเฉยฺยาถาติ ฯ เต สาธูติ ปฏิสฺสุณิตฺวา เอกทิวสํ อคตปุพฺพฏฺฐานํ คตา ตตฺถ พหุเทว ทิวสํ จริตฺวา ปานียํ คเวสมานา เอกํ โปกฺขรณึ ทิสฺวา ปานียํ อปิวิตฺวาว โพธิสตฺตสฺส อาคมนํ โอโลกยมานา นิสีทึสุ ฯ โพธิสตฺโต อาคนฺตฺวา กึ ตาตา ปานียํ น ปิวถาติ อาห ฯ ตุมฺหากํ อาคมนํ โอโลเกมาติ ฯ สุฏฺฐุ ตาตา กตนฺติ โพธิสตฺโต ตํ โปกฺขรณึ อาวิชฺฌิตฺวา ปทํ ปริจฺฉินฺทนฺโต โอติณฺณเมว ปสฺสิ โน อุตฺติณฺณํ ฯ โส นิสฺสํสยํ เอสา อมนุสฺสปริคฺคหิตาติ ญตฺวา สุฏฺฐุ โว กตํ ตาตา ปานียํ อปิวนฺเตหิ อมนุสฺสปริคฺคหิตา อยนฺติ อาห ฯ ทกรกฺขโสปิ เตสํ อโนตรณภาวํ ญตฺวา นีโลทโร ปณฺฑรมุโข สุรตฺตหตฺถปาโท ภยานกรูโป วิภจฺฉทสฺสโน หุตฺวา อุทกํ ทฺวิธา กตฺวา นิกฺขมิตฺวา กสฺมา ตุมฺเห นิสีทถ อิทํ โปกฺขรณึ โอตริตฺวา ปานียํ ปิวถาติ อาห ฯ อถ นํ โพธิสตฺโต ปุจฺฉิ ตฺวํ อิธ นิพฺพตฺตทกรกฺขโสติ ฯ อาม อหํ นิพฺพตฺโตมฺหีติ ฯ ตฺวํ โปกฺขรณึ โอติณฺโณติณฺเณ ลภสีติ ฯ อาม ลภามิ อหํ อิโธติณฺณํ อนฺตมโส สกุณิกํ อุปาทาย น กิญฺจิ มุญฺจามิ ตุมฺเหปิ สพฺเพ ขาทิสฺสามีติ ฯ น มยํ อตฺตานํ ตุยฺหํ ขาทิตุํ ทสฺสามาติ ฯ ปานียมฺปน กึ ปิวิสฺสถาติ ฯ อาม มยํ ปานียญฺจ ปิวิสฺสาม น จ เต วสํ คมิสฺสามาติ ฯ อถ กถํ ปานียํ ปิวิสฺสถาติ ฯ กึ ปน ตฺวํ มญฺญสิ โอตริตฺวา ปิวิสฺสนฺตีติ มยํ หิ อโนตริตฺวา อสีติสหสฺสวานราปิ เอกเมกํ นฬทณฺฑกํ คเหตฺวา อุปฺปลนาเฬน อุทกํ ปิวนฺตา วิย ตว โปกฺขรณิยา ปานียํ ปิวิสฺสาม เอวํ โน ตฺวํ ขาทิตุํ น สกฺขิสฺสสีติ ฯ เอตมตฺถํ วิทิตฺวา สตฺถา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา อิมิสฺสา คาถาย ปุริมปททฺวยํ อภาสิ
ทิสฺวา ปทมนุตฺติณฺณํ ทิสฺวาโนตริตํ ปทํ
นเฬน วารึ ปิวิสฺสาม เนว มํ ตฺวํ วธิสฺสสีติ ฯ
ตสฺสตฺโถ ภิกฺขเว โส กปิราชา ตสฺสา โปกฺขรณิยา เอกมฺปิ อุตฺติณฺณปทํ นาทฺทส โอตริตํ ปทํ โอติณฺณปทเมว อทฺทส เอวํ ทิสฺวา ปทมนุตฺติณฺณํ ทิสฺวาน โอตริตํ ปทํ อทฺธา อยํ โปกฺขรณี อมนุสฺสปริคฺคหิตาติ ญตฺวา เตน สทฺธึ สลฺลปนฺโต มหาปุริโส อาห นเฬน วารึ ปิวิสฺสามาติ ฯ ตสฺสตฺโถ มยํ ตว โปกฺขรณิยา นเฬน ปานียํ ปิวิสฺสามาติ ฯ ปุน มหาสตฺโต อาห เนว มํ ตฺวํ วธิสฺสสีติ ฯ เอวํ นเฬน ปานียํ ปิวนฺตํ สปริสมฺปิ มํ ตฺวํปิ เนว วธิสฺสสีติ อตฺโถ ฯ
เอวํ วตฺวา ปน โพธิสตฺโต เอกํ นฬทณฺฑกํ อาหราเปตฺวา ปารมิโย อาวชฺชิตฺวา สจฺจกิริยํ กตฺวา มุเขน ธมิ ฯ นโฬ อนฺโต กิญฺจิ คณฺฐึ อนวเสเสตฺวา สพฺพตฺถกเมว สุสิโร อโหสิ ฯ อิมินา นิยาเมน อปรํปิ อาหราเปตฺวา ธมิตฺวา อทาสีติ เอวํ สนฺเต ปน น สกฺกา นิฏฺฐเปตุํ ตสฺมา เอวํ น คเหตพฺพํ ฯ โพธิสตฺโต ปน อิทํ โปกฺขรณึ ปริวาเรตฺวา ชาตา สพฺเพปิ นฬา เอกจฺฉิทฺทา โหนฺตูติ อธิฏฺฐาสิ ฯ โพธิสตฺตานญฺหิ หิตูปจารสฺส มหนฺตตาย อธิฏฺฐานํ สมิชฺฌติ ฯ ตโต ปฏฺฐาย สพฺเพปิ ตํ โปกฺขรณึ ปริวาเรตฺวา อุฏฺฐิตนฬา เอกจฺฉิทฺทาว ชาตา ฯ
อิมสฺมึ หิ กปฺเป จตฺตาริ กปฺปฏฺฐิติยปาฏิหาริยานิ นาม ฯ กตมานิ จตฺตาริ ฯ จนฺเท สสลกฺขณํ สกลมฺปิ อิทํ กปฺปํ ฐสฺสติ ฯ วฏฺฏกชาตเก อคฺคิโน นิพฺพุตฏฺฐานํ สกลมฺปิ อิทํ กปฺปํ อคฺคิ น ฌาเปสฺสติ ฯ ฆฏีการนิเวสนฏฺฐานํ สกลมฺปิ อิทํ กปฺปํ อโนวสฺสกํ ฐสฺสติ ฯ อิทํ โปกฺขรณึ ปริวาเรตฺวา อุฏฺฐิตนฬา สกลมฺปิ อิทํ กปฺปํ เอกจฺฉิทฺทา ภวิสฺสนฺตีติ อิมานิ จตฺตาริ กปฺปฏฺฐิติยาปาฏิหาริยานิ นาม ฯ
โพธิสตฺโต เอวํ อธิฏฺฐหิตฺวา เอกํ นฬํ อาทาย นิสีทิ ฯ เตปิ อสีติสหสฺสพานรา เอเกกํ นฬํ อาทาย โปกฺขรณึ ปริวาเรตฺวา นิสีทึสุ ฯ เตปิ โพธิสตฺตสฺส นเฬน อากฑฺฒิตฺวา ปานียปิวนกาเล สพฺเพ ตีเร นิสินฺนาว ปีวึสุ ฯ เอวํ เตหิ ปานีเย ปิวิเต ทกรกฺขโส กญฺจิ อลภิตฺวา อนตฺตมโน สกนิเวสนเมว คโต ฯ โพธิสตฺโตปิ สปริวาโร อรญฺญเมว ปาวิสิ ฯ
สตฺถา ปน อิเมสํ ภิกฺขเว นฬานํ เอกจฺฉิทฺทภาโว นาม มยฺหเมเวตํ โปราณกํ อธิฏฺฐานนฺติ อิทํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ทกรกฺขโส เทวทตฺโต อโหสิ อสีติสหสฺสพานรา พุทฺธปริสา อุปายกุสโล ปน กปิราชา อหเมว อโหสีติ ฯ
นฬปานชาตกํ ทสมํ ฯ
สีลวคฺโค ทุติโย ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗