กันทคลกชาดก
ว่าด้วยนกหัวขวานตายเพราะไม้แก่น
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๖๙ · บรรทัด ๑๕๗๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุเลียนเอาอย่างพระสุคต ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า อมฺโภ โกนามยํ ลุทฺโท ดังนี้.
เรื่องย่อมีอยู่ว่า ในครั้งนั้นพระศาสดาทรงสดับว่า พระเทวทัตได้เลียนเอาอย่างพระสุคต จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเทวทัตเลียนอย่างเรา ถึงความพินาศ มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนเทวทัตก็ได้ถึงความพินาศมาแล้ว ทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดนกหัวขวาน ในหิมวันตประเทศ. เที่ยวหาอาหารในป่าไม้ตะเคียน. นกหัวขวานนั้นมีชื่อว่าขทิรวนิยะ. มีนกสหายตัวหนึ่ง ชื่อกันทคลกะ. นกกันทคลกะเที่ยวหากินอยู่ในป่าไม้ทองหลาง. วันหนึ่งนกกันทคลกะได้ไปหานกขทิรวนิยะ. นกขทิรวนิยะดีใจว่าสหายของเรามาแล้วจึงพานกกันทคลกะเข้าไปยังป่าไม้ตะเคียน ใช้จงอยปากเคาะลำต้นตะเคียน ได้ตัวสัตว์ออกจากต้นไม้นั้นมาให้. นกกันทคลกะจิกกินสัตว์ที่สหายให้แล้ว ๆ เล่า ๆ ดุจขนมอร่อย. เมื่อนกกันทคลกะจิกกินอยู่นั้น จึงเกิดมานะขึ้นว่า นกขทิรวนิยะแม้นี้ก็เกิดในกำเนิดนกหัวขวาน แม้เราก็เกิดในกำเนิดเดียวกัน ทำไมเราจะต้องอาศัยเหยื่อที่เขาให้เล่า เราจักหาเหยื่อในป่าตะเคียนเอง.
นกกันทคลกะกล่าวกะนกขทิรวนิยะว่า สหายท่าน อย่าลำบากเลย เรานี่แหละจักหากินในป่าตะเคียนเอง. ลำดับนั้นนกขทิรวนิยะ จึงกล่าวว่า ดูก่อนสหายท่าน ด้วยการหากินในป่าไม้ไม่มีแก่น เช่นไม้งิ้วและไม้ทองหลางเป็นต้น ส่วนไม้ตะเคียนเป็นไม้แก่นแข็ง จะทำอย่างนั้นรู้สึกไม่พอใจเราเลย. นกกันทคลกะกล่าวว่า เรามิได้เกิดในกำเนิดนกหัวขวานดอกหรือ ไม่เชื่อคำของนกขทิรวนิยะ ผลุนผลันไป เอาจงอยเคาะต้นตะเคียน. ทันใดนั้นเองจงอยปากของนกกันทคลกะหักทันที ตาทะเล้น หัวแตกไม่อาจจับอยู่บนยอดไม้นั้นได้ ตกลงพื้นดิน กล่าวคาถาแรกว่า :-
ดูก่อนผู้เจริญ ต้นไม้ที่มีใบละเอียด มี หนามนี้เป็นต้นไม้อะไร เราเจาะเพียงครั้งเดียว ทำให้สมองศีรษะแตกได้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อมฺโภ โก นามยํ รุกฺโข ความว่าดูก่อนนกขทิรวนิยะผู้เจริญ ต้นไม้นี้ชื่อไม้อะไร. บาลีว่า โกนามโสบ้าง. บทว่า สินฺนปตฺโต คือ ใบละเอียด. บทว่า ยตฺถ เอกปฺปหาเรน ได้แก่ ด้วยการเจาะครั้งเดียวที่ต้นไม้. บทว่า อุตฺตมงฺคํ วิสาฏิตํ ได้แก่ หัวแตก ไม่เพียงหัวเท่านั้น แม้จงอยปากก็หัก. นกกันทคลกะไม่สามารถจะรู้จักต้นตะเคียนว่า เป็นต้นอะไร เพราะเจ็บปวดมากได้รับเวทนาจึงพร่ำเพ้อด้วยคาถานี้.
นกขทิรวนิยะฟังคำเพ้อของนกกันทคลกะ แล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
นกกันทคลกะ เมื่อเจาะหมู่ไม้อยู่ในป่า ได้เคยเที่ยวเกาะแต่ไม้แห้งที่ไม่มีแก่น ภายหลัง มาพบเอาต้นตะเคียนซึ่งมีกำเนิดเป็นไม้แก่นอัน เป็นที่ทำลายสมองศีรษะ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อจาริ วตายํ ได้แก่ นกกันทคลกะนี้ได้เที่ยวไป. บทว่า วิตุทํ วนานิ ความว่า เจาะ คือจิกไม้ไม่มีแก่นเช่นงิ้ว ทองหลาง เป็นต้น. บทว่า กฏฺงฺครุกฺเขสุ ได้แก่ ไม้แห้ง. บทว่า อสารเกสุ ได้แก่ ไม้ไม่มีแก่น มีทองหลางและงิ้วเป็นต้น. บทว่า อถาสทา ขทิรํ ชาตสารํ ความว่า ภายหลังมาพบต้นตะเคียนมีแก่นออกมาตั้งแต่ยังเล็ก. บทว่า ยตฺถพฺภิทา ในบทว่า ยตฺถพฺภิทา คุรุโฬ อุตฺตมงฺคํ ได้แก่ เจาะคือจิกที่ต้นไม้ใด.
นกขทิรวนิยะ พูดกะนกกันทคลกะนั้นว่า ดูก่อนกันทคลกะผู้เจริญ ต้นตะเคียนนี้เป็นไม้แก่นที่ทำลายสมองศีรษะ. นกกันทคลกะได้ถึงแก่ความตายในที่นั้นเอง.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. กันทคลกะในครั้งนั้น ได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้ ส่วนนกขทิรวนิยะ คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถากันทคลกชาดกที่ ๑๐
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. พันธนาคารชาดก ๒. เกฬิสิลชาดก ๓. ขันธปริตตชาดก ๔. วีรกชาดก ๕. คังเคยยชาดก ๖. กุรุงคมิคชาดก๗. อัสสกชาดก ๘. สุงสุมารชาดก ๙. กักกรชาดก ๑๐. กันทคลกชาดก.
จบ นตังทัฬหวรรคที่ ๖ ๗. พีรณัตถัมภกวรรค
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๓๑๗–๓๒๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๒๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
10 Kandagalakajātakaṃ
ambho ko nāmayaṃ rukkhoti idaṃ satthā veḷuvane viharanto sugatālayaṃ ārabbha kathesi.
Tadā hi satthā devadatto sugatālayaṃ akāsīti sutvā na bhikkhave idāneva devadatto mayhaṃ anukaronto vināsaṃ patto pubbepi pāpuṇi yevāti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto himavantappadese rukkhakoṭṭakasakuṇayoniyaṃ nibbatti. Khadiravane gocaraṃ gaṇhi. Khadiravaniyotissa nāmaṃ ahosi. Tasseko kandagalako nāma sahāyo ahosi. So pātalibhaddakavane gocaraṃ gaṇhati. So ekadivasaṃ khadiravaniyassa santikaṃ agamāsi. Khadiravaniyo sahāyo me āgatoti kandagalakaṃ gahetvā khadiravanaṃ pavisitvā khadirakhandhaṃ tuṇḍena paharitvā rukkhato pāṇake nīharitvā adāsi. Kandagalako dinnadinne madhurapūve viya chinditvā khādi. Tassa khādantasseva māno uppajji ayampi rukkhakoṭṭakayoniyaṃ nibbatto ahampi, kiṃ Me etena dinnagocarena, sayameva khadiravane gocaraṃ gaṇhissāmīti. So khadiravaniyaṃ āha samma mā tvaṃ dukkhaṃ anubhavi, ahameva khadiravane gocaraṃ gaṇhissāmīti. Atha naṃ so āha tvaṃ samma simbalipātali- bhaddakādivane nissāre gocaragahaṇena saṃvaḍḍhito, khadirā nāma jātasārā thaddhā, mā te etaṃ ruccatīti. Kandagalako kindānāhaṃ na rukkhakoṭṭakayoniyaṃ nibbattoti tasseva vacanaṃ anādayitvā vegena gantvā khadirarukkhaṃ tuṇḍena pahari. Tāvadevassa tuṇḍaṃ bhijji, akkhīni nikkhamanākārappattāni jātāni, sīsaṃ phalitaṃ. So rukkhagge patiṭṭhātuṃ asakkonto bhūmiyaṃ patitvā paṭhamaṃ gāthamāha
ambho ko nāmayaṃ rukkho sinnapatto sakaṇṭako,
yattha ekappahārena uttamaṅgaṃ visāṭitanti.
Tattha ambho ko nāmayaṃ rukkhoti bho khadiravaniya ko nāma ayaṃ rukkhoti. Ko nāma sotipi pāṭho. Sinnapattoti sukhumapatto. Yattha ekappahārenāti yasmiṃ rukkhe ekeneva pahārena. Uttamaṅgaṃ visāṭitanti sīsaṃ bhinnaṃ, na kevalañca sīsaṃ, tuṇḍampi bhinnaṃ. So vedanāppattatāya khadirarukkhaṃ kinnu kho nāmesoti jānituṃ asakkonto vedanāppatto hutvā imāya gāthāya vippalapi.
Tassa taṃ vacanaṃ sutvā khadiravaniyo dutiyaṃ gāthamāha
acāri vatāyaṃ vitudaṃ vanāni
kaṭṭhaṅgarukkhesu asārakesu,
Athāsadā khadiraṃ jātasāraṃ
yatthabbhidā garuḷo uttamaṅganti.
Tattha acāri vatāyanti acāri vata ayaṃ. Vitudaṃ vanānīti nissārāni simbalipātalibhaddakavanādīni vitudanto vijjhanto. Kaṭṭhaṅgarukkhesūti vanakaṭṭhakoṭṭhāsesu. Asārakesūti nissāresu pātalibhaddakasimbaliādīsu. Athāsadā khadiraṃ jātasāranti atha kho potakakālato paṭṭhāya jātasāraṃ khadiraṃ āsadaṃ sampāpuṇi. Yatthabbhidā garuḷo uttamaṅganti yatthabbhidāti yasmiṃ khadire abhindi padālayi. Garuḷoti sakuṇo, 1- sabbasakuṇānaṃ hetaṃ sagāravasampatissavacanaṃ 2-.
Iti naṃ khadiravaniyo bho kandagalaka yattha tvaṃ uttamaṅgaṃ abhindi, khadiro nāmesa sārarukkhoti āha. So tattheva jīvitakkhayaṃ pāpuṇi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi. Tadā kandagalako devadatto ahosi, khadiravaniyo pana ahamevāti.
Kandagalakajātakaṃ dasamaṃ.
Nataṃdaḷhavaggo chaṭṭho.
@Footnote: 1 sakuṇesūtipi . 2 sagāravasappatissavacanantipi.
@Footnote:
@*** hanṛ´ānīṛ´ā´mḗmīkhṛ´amūla ***
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗