ภรุราชชาดก
ว่าด้วยประทุษร้ายผู้มีศีลย่อมวิบัติ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๗๕ · บรรทัด ๑๖๐๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภพระเจ้าโกศล ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อิสีนมนฺตรํ กตฺวา ดังนี้.
ความพิสดารมีอยู่ว่า ลาภและสักการะได้เกิดขึ้นเป็นอันมากแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์. ดังที่พระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวไว้ว่า ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าอันมหาชนสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม ได้จีวรบิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชและบริขารทั้งหลายแม้ภิกษุสงฆ์ก็เหมือนอย่างนั้น แต่พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกทั้งหลาย ไม่มีใครสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อมไม่ได้ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชและบริขารทั้งหลาย. พวกปริพาชกเหล่านั้น เสื่อมจากลาภและสักการะอย่างนี้ จึงประชุมลับปรึกษากันทั้งกลางวันและกลางคืนว่าตั้งแต่พระสมณโคดมอุบัติมา พวกเราเสื่อมจากลาภและสักการะพระสมณโคดมกลับได้ลาภและยศอย่างเลิศลอย สมบัตินี้เกิดแก่พระสมณโคดมด้วยเหตุไรหนอ. ในหมู่ปริพาชกเหล่านั้นพวกหนึ่งกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมอยู่ทำเลดีเป็นที่อุดมสมบูรณ์ของชมพูทวีปทั้งสิ้น เหตุนั้นลาภสักการะจึงเกิดแก่สมณโคดม. พวกที่เหลือกล่าวว่า นั่นก็มีเหตุผลอยู่ แม้พวกเราหากจะสร้างอารามเดียรถีย์ขึ้นที่หลังเชตวันมหาวิหาร ก็คงจักมีลาภอย่างนั้นบ้าง. พวกปริพาชกทั้งหมดลงความเห็นกันว่าเอาเป็นอย่างนั้น จึงตกลงกันต่อไปว่า ก็ถ้าพวกเราจักไม่กราบทูลพระราชาเสียก่อนสร้างอาราม พวกภิกษุก็จะขัดขวางได้ ธรรมดาผู้ได้สินบนแล้วจะไม่เขวไม่มี เพราะฉะนั้น เราจักถวายของกำนัลแด่พระราชา แล้วจักขอรับเอาที่สร้างอาราม จึงขอร้องพวกอุปฐากทั้งหลายรวบรวมทรัพย์ได้แสนหนึ่ง ถวายแด่พระราชา แล้วกราบทูลว่า มพาบพิตร อาตมาภาพทั้งหลายจักสร้างอารามเดียรถีย์ที่หลังเชตวันมหาวิหาร หากพวกภิกษุจักมาถวายพระพรแด่พระองค์ว่า จักไม่ยอมให้ทํา ขอมหาบพิตรอย่าเพิ่งให้คำตอบแก่ภิกษุเหล่านั้น.
พระราชาทรงรับคำเพราะความละโมภของกำนัล. พวกเดียรถีย์ครั้นเกลี้ยกล่อมพระราชาแล้ว จึงเรียกช่างมาเริ่มการก่อสร้าง. ได้มีเสียงเอ็ดอึงขึ้น. พระศาสดาจึงตรัสถามว่า อานนท์นั่นอะไรกัน เสียงเอ็ดอึงอื้อฉาว. พระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ พวกเดียรถีย์ให้สร้างอารามเดียรถีย์ขึ้นที่หลังพระวิหารเชตวัน จึงมีเสียงขึ้น ณ ที่นั้น พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ที่นั่นไม่สมควรแก่อารามเดียรถีย์ พวกเดียรถีย์ชอบเสียงเอ็ดอึง ไม่สามารถจะอยู่ร่วมกับพวกเดียรถีย์เหล่านั้นได้จึงให้ประชุมภิกษุสงฆ์แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงไปทูลพระราชาให้ทรงยับยั้งการสร้างอารามเดียรถีย์. ภิกษุสงฆ์ไปยืนอยู่ที่ประตูพระราชวัง. พระราชาทรงสดับว่าสงฆ์มา ทรงดำริว่า พวกภิกษุคงจะมาเรื่องอารามเดียรถีย์ เพราะพระองค์รับสินบนไว้ จึงให้ไปบอกว่า พระราชาไม่ประทับอยู่ในวัง. ภิกษุทั้งหลายจึงไปกราบทูลแด่พระศาสดา. พระศาสดาตรัสว่า พระราชาทรงทำอย่างนี้เพราะทรงรันสินบน จึงส่งพระอัครสาวกทั้งสองรูปไป. พระราชาทรงสดับว่า พระอัครสาวกทั้งสองรูปมา จึงรับสั่งให้บอกไปเหมือนอย่างนั้น. พระอัครสาวกทั้งสองมากราบทูลแด่พระศาสดา. พระศาสดาตรัสว่าดูก่อนสารีบุตร คราวนี้พระราชาจักไม่ได้ประทับนั่งในพระราชมณเฑียร จักเสด็จออกข้างนอก รุ่งขึ้นในเวลาเช้าพระองค์ทรงนุ่งถือบาตรจีวรเสด็จไปยังประตูพระราชวังกับภิกษุ ๕๐๐รูป. พระราชาพอได้ทรงสดับเท่านั้นก็เสด็จลงจากปราสาทรับบาตรนิมนต์พระศาสดาให้เสด็จเข้าไป แล้วทรงถวายข้าวยาคูและภัตร ถวายบังคมพระศาสดา ประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่งพระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนา โดยปริยายข้อหนึ่งมาแสดงแก่พระราชาแล้วตรัสว่า มหาบพิตร พระราชาแต่ครั้งก่อนก็รับสินบนแล้วทำให้ผู้มีศีลทั้งหลายทะเลาะวิวาทกัน ไม่เป็นเจ้าของแห่งแคว้นของตนได้ถึงความพินาศใหญ่หลวง พระราชากราบทูลอาราธนา จึงทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า. ในอดีตกาลมีพระราชาพระนามว่า ภรุราช เสวยราชสมบัติอยู่ในแคว้นภรุ. ในครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เป็นดาบส เป็นครูประจำคณะ. ได้อภิญญาห้าและสมาบัติแปด อยู่ในหิมวันตประเทศมาช้านาน จึงแวดล้อมไปด้วยดาบส ๕๐๐ ลงจากหิมวันตประเทศ เพื่อต้องการอาหารรสเค็มและเปรี้ยว ได้ไปถึงภรุนครโดยลำดับ ออกบิณฑบาต ณ เมืองนั้น แล้วออกจากนครนั่งอยู่ที่โคนต้นไทรย้อย ซึ่งสมบูรณ์ไปด้วยสาขา และค่าคบทางประตูด้านเหนือ กระทำภัตกิจเสร็จแล้ว อาศัยอยู่ ณ โคนต้นไม้นั่นเอง. เมื่อคณะฤๅษีนั้นอยู่ ณ ที่นั้นล่วงไปครึ่งเดือน ครูประจําคณะอื่นมีบริวาร ๕๐๐ มาเที่ยวขอภิกษาในนครนั้นครั้นออกจากนครแล้วนั่งอยู่ที่โคนต้นไทรย้อยเช่นเดียวกันทางประตูทิศใต้ กระทำภัตกิจแล้วอาศัยอยู่ ณ ที่นั้นเอง. คณะฤๅษีทั้งสองเหล่านั้น พักอยู่ตามพอใจ ณ ที่นั้นแล้วก็กลับสู่หิมวันตประเทศตามเดิม. เมื่อคณะฤๅษีเหล่านั้นไปแล้ว ต้นไทรทางประตูทิศใต้ก็แห้งโกร๋น เมื่อคณะฤๅษีเหล่านั้นมาอีกครั้งหนึ่ง คณะที่อยู่ต้นไทรทางทิศใต้มาถึงก่อนรู้ว่าต้นไม้ของตนแห้งโกร๋น เที่ยวขอภิกษาออกจากนครไปโคนต้นไม้ทางทิศอุดรกระทำภัตกิจเสร็จแล้ว ก็พักอยู่ ณ ที่นั้นเอง. ส่วนฤาษีอีกพวกหนึ่งมาถึงทีหลัง เที่ยวภิกขาจารในนครแล้วไปยังโคนต้นไม้เดิมของตน กระทำภัตกิจแล้วก็พักผ่อน. พวกฤๅษีทั้งสองคณะก็ทะเลาะกันเพราะต้นไม้ว่า ต้นไม้ของเรา ต้นไม้ของเรา เลยเกิดทะเลาะกันใหญ่. ฤๅษีพวกหนึ่งกล่าวว่า พวกท่านจะเอาที่ที่เราอยู่มาก่อนไม่ได้. พวกหนึ่งกล่าวว่า พวกเรามาถึงที่นี่ก่อน พวกท่านจะเอาไม่ได้. พวกฤๅษีเหล่านั้นต่างทุ่มเถียงกันว่า เราเป็นเจ้าของ เราเป็นเจ้าของ ดังนี้แล้วพากันไปราชตระกูลเพื่อต้องการโคนต้นไม้. พระราชาทรงตัดสินให้คณะฤๅษีที่มาอยู่ก่อนเป็นเจ้าของ. ส่วนฤๅษีอีกพวกหนึ่งคิดว่า พวกเราจะไม่ยอมให้ใครว่าตนว่า ถูกพวกฤๅษีพวกนี้ให้แพ้ได้ จึงตรวจดูด้วยทิพยจักษุ เห็นเรือนรกหลังหนึ่งสำหรับพระเจ้าจักรพรรดิทรงใช้สอย จึงนำมาถวายเป็นสินบนแด่พระราชา พากันถวายพระพรว่า มหาบพิตร ขอพระองค์จงตัดสินให้พวกอาตมาเป็นเจ้าของ พระราชาทรงรับสินบนแล้ว ทรงตัดสินให้ฤาษีทั้งสองคณะเป็นเจ้าของว่า จงอยู่กันทั้งสองคณะเถิด. ฤๅษีอีกฝ่ายหนึ่งนำล้อแก้วของเรือนรกนั้นมาถวายเป็นสินบน แล้วทูลว่า มหาบพิตรขอพระองค์ทรงตัดสินให้พวกอาตมาเป็นเจ้าของเถิด. พระราชาได้ทรงทำตามนั้น. คณะฤๅษีมีความร้อนใจว่า พวกเราละวัตถุกามและกิเลสกามออกบวช จะทะเลาะติดสินบนเพราะโคนต้นไม้เป็นเหตุ เป็นการทำที่ไม่สมควร จึงรีบหนีออกไปสู่หิมวันตประเทศตามเดิม. เทวดาที่สิงสถิตอยู่ ณ แคว้นภรุรัฐทั้งสิ้นต่างร่วมกันพิโรธพระเจ้าภรุราชว่า พระราชาทำให้ผู้มีศีลทะเลาะกัน เป็นการทำที่ไม่สมควร จึงบันดาลให้แคว้นภรุรัฐอันกว้างใหญ่ ๓๐๐ โยชน์กลายเป็นสมุทรไป ก่อให้เกิดความพินาศ. ชาวแว่นแคว้นทั้งสิ้นถึงความพินาศ เพราะอาศัยพระเจ้าภรุราชพระองค์เดียว ด้วยประการฉะนี้.
พระศาสดาทรงนำเรื่องอดีตนี้มา พระองค์ตรัสรู้แล้วได้ตรัสคาถาเหล่านี้ว่า :-
เราได้ฟังมาว่า พระราชาในภรุรัฐได้ทรง ประทุษร้ายต่อฤๅษีทั้งหลายแล้ว ทรงประสบ ความวิบัติพร้อมทั้งแว่นแคว้น. เพราะฉะนั้นแล บัณฑิตทั้งหลาย จึงไม่ สรรเสริญการลุอํานาจแก่ฉันทาคติ บุคคลไม่ควร มีจิตคิดร้าย ควรกล่าวแต่คำที่อิงความจริง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อิสีนมนฺตรํ กตฺวา ความว่า เปิดช่องให้ด้วยอำนาจฉันทาคติ. บทว่า ภรุราชา คือพระราชาแคว้นภรุ. บทว่า อิติ เม สุตํ ความว่า เราได้สดับเรื่องนี้มาก่อนแล้ว. บทว่า ตสฺมา หิ ฉนฺทาคมํ ความว่า เพราะพระเจ้าภรุราชทรงถึงฉันทาคติ จึงวิบัติพร้อมทั้งแว่นแคว้น ฉะนั้นบัณฑิตทั้งหลายจึงไม่สรรเสริญการถึงฉันทาคติ. บทว่า อทุฏฺจิตฺโต ความว่าบุคคลไม่ควรมีจิตคิดร้ายด้วยกิเลส ควรกล่าวคำจริง. บทว่า สจฺจูปสญฺหิตํ ความว่า ควรกล่าวคำที่อิงสภาพ คือ อิงเหตุ อิงผลเท่านั้น. ในชนเหล่านั้น พวกใดกล่าวคำจริง คัดค้านว่า ที่พระเจ้าภรุราช ทรงรับสินบนนี้เป็นการทำที่ไม่สมควร ที่สำหรับชนเหล่านั้นดำรงอยู่ ได้ปรากฏขึ้นเป็นเกาะพันหนึ่ง ในนาลิเกรทวีป จนทุกวันนี้.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่ามหาบพิตรไม่ควรเป็นผู้ลำเอียงด้วยฉันทาคติ ไม่ควรทำให้บรรพชิตทั้งสองคณะทะเลาะกัน แล้วทรงประชุมชาดก. เราตถาคตได้เป็นหัวหน้าคณะฤๅษีสมัยนั้น. พระราชา ในเวลาที่พระตถาคตเสวยภัตตาหารเสร็จแล้วเสด็จกลับไป ได้ส่งพวกราชบุรุษให้ไปรื้ออารามเดียรถีย์. พวกเดียรถีย์ก็ตั้งไม่ติดฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาภรุราชชาดกที่ ๓
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๓๓๑–๓๓๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๓ ภรุชาตกํ ๑-
อิสีนมนฺตรํ กตฺวาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต โกสลราชานํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ภควโต หิ ภิกฺขุสงฺฆสฺส จ ลาภสกฺกาโร มหา อโหสิ ฯ ยถาห, เตน โข ปน สมเยน ภควา สกฺกโต โหติ ครุกโต มานิโต ปูชิโต อปจิโต ลาภี จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจย- เภสชฺชปริกฺขารานํ, ภิกฺขุสงฺโฆปิ โข สกฺกโต โหติ ครุกโต มานิโต ปูชิโต อปจิโต ลาภี จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจย- เภสชฺชปริกฺขารานํ, อญฺญติตฺถิยา ปน ปริพฺพาชกา น สกฺกตา โหนฺติ น ครุกตา น มานิตา น ปูชิตา น อปจิตา น ลาภิโน จีวรปิณฺฑปาตเสนาสน- คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานนฺติ ฯ เต เอวํ ปริหีนลาภสกฺการา
@เชิงอรรถ: ๑ กุรุชาตกนฺติปิ ฯเปฯ อโหรตฺตํ คูฬฺหสนฺนิปาตํ กตฺวา มนฺตยนฺติ สมณสฺส โคตมสฺส อุปฺปตฺติกาลโต ปฏฺฐาย มยํ หตลาภสกฺการา ชาตา, สมโณ โคตโม ลาภคฺคยสคฺคปฺปตฺโต ชาโต, เกน นุ โข การเณนสฺส เอสา สมฺปตฺตีติ ฯ ตตฺเถเก เอวมาหํสุ สมโณ โคตโม สกลชมฺพุทีปสฺส อุตฺตมฏฺฐาเน ภูมิสีเส วสติ, เตนสฺส ลาภสกฺกาโร อุปฺปชฺชตีติ ฯ เสสา อตฺเถตํ การณํ, สเจ มยมฺปิ เชตวนปิฏฺเฐ ติตฺถิยารามํ กาเรม, เอวํ ลาภิโน ภวิสฺสามาติ อาหํสุ ฯ เต สพฺเพปิ เอวเมตนฺติ สนฺนิฏฺฐานํ กตฺวา สเจ ปน มยํ รญฺโญ อนปโลเกตฺวา ๑- อารามํ กาเรสฺสาม, ภิกฺขู วาเรสฺสนฺติ, ลญฺจํ ลภิตฺวา อภิชฺชนโก นาม นตฺถิ, ตสฺมา รญฺโญ ลญฺจํ ทตฺวา อารามฏฺฐานํ คณฺหิสฺสามาติ สนฺนิฏฺฐานํ กตฺวา อุปฏฺฐากชเน ยาจิตฺวา รญฺโญ สตสหสฺสํ ทตฺวา มหาราช มยํ เชตวนปิฏฺฐิยํ ติตฺถิยารามํ กาเรสฺสาม, สเจ ภิกฺขู กาตุํ น ทสฺสามาติ ตุมฺหากํ อาโรเจนฺติ, เตสํ ปฏิวจนํ น ทาตพฺพนฺติ อาหํสุ ฯ ราชา ลญฺจโลเภน สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ ติตฺถิยา ราชานํ สงฺคณฺหิตฺวา วฑฺฒกึ ปกฺโกสาเปตฺวา กมฺมํ ปฏฺฐเปสุํ ฯ มหาสทฺโท อโหสิ ฯ สตฺถา เก ปเนเต อานนฺท อุจฺจาสทฺทา มหาสทฺทาติ ปุจฺฉิ ฯ ติตฺถิยา ภนฺเต เชตวนปิฏฺฐิยํ ติตฺถิยารามํ กาเรนฺติ, ตตฺเถโส สทฺโทติ ฯ อานนฺท เนตํ ฐานํ ติตฺถิยารามสฺส อนุจฺฉวิกํ, ติตฺถิยา อุจฺจาสทฺทกามา, น สกฺกา เตหิ สทฺธึ วสิตุนฺติ วตฺวา ภิกฺขุสงฺฆํ สนฺนิปาเตตฺวา คจฺฉถ ภิกฺขเว, รญฺโญ อาจิกฺขิตฺวา
@เชิงอรรถ: ๑ อนาโรเจตฺวาติปิ ฯ ติตฺถิยารามกรณํ นิวาเรถาติ อาห ฯ ภิกฺขุสงฺโฆ คนฺตฺวา รญฺโญ นิเวสนทฺวาเร อฏฺฐาสิ ฯ ราชา สงฺฆสฺส อาคตภาวํ สุตฺวา ติตฺถิยารามํ นิสฺสาย อาคตา ภวิสฺสนฺตีติ ลญฺจสฺส คหิตตฺตา ราชา เคเห นตฺถีติ วทาเปสิ ฯ ภิกฺขู คนฺตฺวา สตฺถุ อาโรเจสุํ ฯ สตฺถา ลญฺจํ นิสฺสาย เอวํ กโรตีติ เทฺว อคฺคสาวเก เปเสสิ ฯ ราชา เตสมฺปิ อาคตภาวํ สุตฺวา ตเถว วทาเปสิ ฯ เตปิ อาคนฺตฺวา สตฺถุ อาโรเจสุํ ฯ สตฺถา น อิทานิ สาริปุตฺต ราชา เคเห นิสีทิตุํ ลภิสฺสติ พหิ นิกฺขมิสฺสตีติ ปุนทิวเส ปุพฺพณฺหสมเย นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย ปญฺจหิ ภิกฺขุสเตหิ สทฺธึ รญฺโญ นิเวสนทฺวารํ อคมาสิ ฯ ราชา สุตฺวา ว ปาสาทา โอตริตฺวา ปตฺตํ คเหตฺวา สตฺถารํ ปเวเสตฺวา พุทฺธปฺปมุขสฺส สงฺฆสฺส ยาคุภตฺตํ ทตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ สตฺถา รญฺโญ เอกํ ปริยายธมฺมเทสนํ อาหรนฺโต มหาราช โปราณกราชาโน ลญฺจํ คเหตฺวา สีลวนฺเต อญฺญมญฺญํ กลหํ กาเรตฺวา อตฺตโน รฏฺฐสฺส อสามิโน หุตฺวา มหาวินาสํ ปาปุณึสูติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต ภรุรฏฺเฐ ภรุราชา นาม รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตทา โพธิสตฺโต ปญฺจาภิญฺญาอฏฺฐสมาปตฺติลาภี คณสตฺถา ตาปโส หุตฺวา หิมวนฺตปฺปเทเส จิรํ วสิตฺวา โลณมฺพิลเสวนตฺถาย ปญฺจสตตาปสปริวุโต หิมวนฺตา โอตริตฺวา อนุปุพฺเพน ภรุนครํ ปตฺวา ตตฺถ ปิณฺฑาย จริตฺวา นครา นิกฺขมิตฺวา อุตฺตรทฺวาเร สาขาวิฏปสมฺปนฺนสฺส วฏรุกฺขสฺส มูเล นิสีทิตฺวา ภตฺตกิจฺจํ กตฺวา ตตฺเถว รุกฺขมูเล วาสํ กปฺเปสิ ฯ เอวํ ตสฺมึ อิสิคเณ ตตฺถ วสนฺเต อฑฺฒมาสจฺจเยน อญฺโญ คณสตฺถา ปญฺจสตปริวาโร อาคนฺตฺวา นคเร ภิกฺขาย จริตฺวา นครา นิกฺขมิตฺวา ทกฺขิณทฺวาเร ตาทิสสฺเสว วฏรุกฺขสฺส มูเล นิสีทิตฺวา ภตฺตกิจฺจํ กตฺวา ตตฺเถว วาสํ กปฺเปสิ ฯ อิติ เต เทฺวปิ อิสิคณา ตตฺถ ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา หิมวนฺตเมว อคมํสุ ฯ เตสํ คตกาเล ทกฺขิณทฺวาเร วฏรุกฺโข สุกฺขิ ฯ ปุนวาเร เตสุ อาคจฺฉนฺเตสุ ทกฺขิณทฺวาเร วฏรุกฺขวาสิโน ปฐมตรํ อาคนฺตฺวา อตฺตโน รุกฺขสฺส สุกฺขภาวํ ญตฺวา ภิกฺขาย จริตฺวา นครา นิกฺขมิตฺวา อุตฺตรทฺวาเร รุกฺขมูลํ คนฺตฺวา ภตฺตกิจฺจํ กตฺวา ตตฺเถว วาสํ กปฺเปสุํ ฯ อิตเร ปน อิสโย ปจฺฉา อาคนฺตฺวา นคเร ภิกฺขาย จริตฺวา อตฺตโน รุกฺขมูลเมว คนฺตฺวา ภตฺตกิจฺจํ กตฺวา วาสํ กปฺเปสุํ ฯ เต อมฺหากํ รุกฺโข อมฺหากํ รุกฺโขติ รุกฺขํ นิสฺสาย อญฺญมญฺญํ กลหํ กรึสุ ฯ กลโห มหา อโหสิ ฯ เอเก อมฺหากํ ปฐมํ วสิตฏฺฐานํ ตุมฺเห น ลภิสฺสถาติ วทนฺติ ฯ เอเก มยํ อิมสฺมึ ฐาเน ปฐมตรํ อิธาคตา, ตุมฺเห น ลภิสฺสถาติ วทนฺติ ฯ อิติ เต มยํ สามิโน มยํ สามิโนติ กลหํ กโรนฺตา รุกฺขมูลสฺสตฺถาย ราชกุลํ อคมํสุ ฯ ราชา ปฐมํ วุฏฺฐอิสิคณํ เยว สามิกํ อกาสิ ฯ อิตเร น อิทานิ มยํ อิเมหิ ปราชิตาติ อตฺตานํ วทาเปสฺสามาติ ทิพฺพจกฺขุนา โอโลเกตฺวา เอกํ จกฺกวตฺติปริโภคํ รถปญฺชรํ ทิสฺวา อาหริตฺวา รญฺโญ ลญฺจํ ทตฺวา มหาราช อมฺเห สามิเก กโรหีติ อาหํสุ ฯ ราชา ลญฺจํ คเหตฺวา เทฺวปิ คณา วสนฺตูติ เทฺว สามิเก อกาสิ ฯ อิตเร อิสโย ตสฺส รถปญฺชรสฺส รตนจกฺกานิ นีหริตฺวา ลญฺจํ ทตฺวา มหาราช อมฺเห เยว สามิเก กโรหีติ อาหํสุ ฯ ราชา ตถา อกาสิ ฯ อิสิคณา อมฺเหหิ วตฺถุกาเม จ กิเลสกาเม จ ปหาย ปพฺพชิเตหิ รุกฺขมูลสฺส การณา กลหํ กโรนฺเตหิ ลญฺจํ ททนฺเตหิ อยุตฺตํ กตนฺติ วิปฺปฏิสาริโน หุตฺวา เวเคน ปลายิตฺวา หิมวนฺตเมว อคมํสุ ฯ สกลภรุรฏฺฐวาสินิโย เทวตา เอกโต หุตฺวา สีลวนฺเต กลหํ กาเรนฺเตน รญฺญา อยุตฺตํ กตนฺติ ภรุรญฺโญ กุชฺฌิตฺวา ติโยชนสติกํ ภรุรฏฺฐํ สมุทฺทํ อุพฺพตฺเตตฺวา อนตฺถํ อกํสุ ฯ อิติ เอกํ ภรุราชานํ นิสฺสาย สกลรฏฺฐวาสิโน วินาสํ ปตฺตาติ ฯ
สตฺถา อิมํ อตีตํ อาหริตฺวา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา อิมา คาถา อโวจ
อิสีนมนฺตรํ กตฺวา ภรุราชาติ เม สุตํ
อุจฺฉินฺโน สห รฏฺเฐหิ ส ราชา วิภวํ คโต,
ตสฺมา หิ ฉนฺทาคมนํ นปฺปสํสนฺติ ปณฺฑิตา,
อทุฏฺฐจิตฺโต ภาเสยฺย คิรํ สจฺจูปสญฺหิตนฺติ ฯ
ตตฺถ อิสีนมนฺตรํ กตฺวาติ ฉนฺทาคติวเสน วิวรํ กตฺวา ฯ ภรุราชาติ ภรุรฏฺฐราชา ฯ อิติ เม สุตนฺติ อิติ มยา ปุพฺเพ เอตํ สุตํ ฯ ตสฺมา หิ ฉนฺทาคมนนฺติ ยสฺมา หิ ฉนฺทาคมนํ คนฺตฺวา ภรุราชา สห รฏฺเฐน อุจฺฉินฺโน, ตสฺมา ฉนฺทาคมนํ ปณฺฑิตา นปฺปสํสนฺติ ฯ อทุฏฺฐจิตฺโตติ กิเลเสหิ อทุสิตจิตฺโต หุตฺวา ภาเสยฺย ฯ สจฺจูปสญฺหิตนฺติ สภาวนิสฺสิตํ อตฺถนิสฺสิตํ การณนิสฺสิตเมว คิรํ ภาเสยฺย ฯ เย หิ ตตฺถ ภรุรญฺโญ ลญฺจํ คณฺหนฺตสฺส อยุตฺตํ เอตํ กตนฺติ ปฏิกฺโกสนฺตา สจฺจูปสํหิตํ คิรํ ภาสึสุ, เตสํ ฐิตฏฺฐานํ นาลิเกรทีเป อชฺชาปิ ทีปกสหสฺสํ ปญฺญายตีติ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา มหาราช ฉนฺทาคติเกน นาม น ภวิตพฺพํ, เทฺว ปพฺพชิตคเณ กลหํ กาเรตุํ น วฏฺฏตีติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ อหํ เตน สมเยน เชฏฺฐกอิสิ อโหสินฺติ ฯ ราชา ตถาคตสฺส ภตฺตกิจฺจํ กตฺวา คตกาเล มนุสฺเส เปเสตฺวา ติตฺถิยารามํ วิทฺธํสาเปสิ ฯ ติตฺถิยา อปฺปติฏฺฐา อเหสุนฺติ ฯ
ภรุราชชาตกํ ตติยํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗