ปุณณนทีชาดก
ว่าด้วยการไม่ระลึกถึง
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๗๗ · บรรทัด ๑๖๑๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภพระปัญญาบารมี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ปุณฺณํ นทึ ดังนี้.
ความย่อมีว่าในวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายประชุมสนทนากันปรารภพระปัญญาของพระตถาคต ในโรงธรรมว่า อาวุโสทั้งหลาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระปัญญามาก มีพระปัญญาลึกซึ้ง มีพระปัญญาแจ่มใส มีพระปัญญาว่องไว มีพระปัญญาแหลม มีพระปัญญาชำแรกกิเลส ทรงประกอบด้วยพระปัญญาเฉลียวฉลาด. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลายบัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนตถาคตก็มีปัญญาฉลาดในอุบายเหมือนกัน แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลปุโรหิต ครั้นเจริญวัย เรียนศิลปะสำเร็จทุกอย่าง ในเมืองตักกสิลา เมื่อบิดาล่วงลับไปแล้ว ได้ตำแหน่งปุโรหิต เป็นผู้สอนอรรถและธรรมของพระเจ้าพาราณสี. ครั้นต่อมา พระราชาทรงเชื่อคำของผู้ยุแหย่ทรงพิโรธขับพระโพธิสัตว์ออกจากกรุงพาราณสี ด้วยพระดำรัสว่า เจ้าอย่าอยู่ในราชสำนักของเราเลย. พระโพธิสัตว์พาบุตรภรรยาไปอาศัยอยู่ ณ หมู่บ้านแคว้นกาสีแห่งหนึ่ง. ต่อมา พระราชาทรงระลึกถึงคุณของพระโพธิสัตว์ ทรงดำริว่า การที่เราจะส่งใคร ๆ ไปเรียกอาจารย์ไม่สมควร แต่เราจะผูกคาถาหนึ่งคาถา เขียนหนังสือ ให้ต้มเนื้อกา แล้วห่อหนังสือและเนื้อด้วยผ้าขาวประทับตราส่งไปให้ ผิว่า ปุโรหิตเป็นคนฉลาด อ่านหนังสือแล้วรู้ว่าเนื้อกาก็จักกลับมา ถ้าไม่รู้ก็จักไม่มา. ทรงเขียนคาถานี้เริ่มต้นว่า ปุณฺณํ นทึ ลงในใบลานว่า :-
ชนทั้งหลายพูดถึงแม่น้ำที่เต็มแล้วว่า การ ดื่มกินได้ก็ดี พูดถึงข้าวกล้าที่เกิดแล้วว่า กาซ่อน อยู่ได้ก็ดี พูดถึงคนที่รักกันไปสู่ที่ไกลว่า จะกลับ มาถึงเพราะกาบอกข่าวก็ดี กานั้นเรานำมาให้ ท่านแล้ว ขอเชิญบริโภคเนื้อกานั้นเถิด ท่าน พราหมณ์.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุณฺณํ นทึ เยน จ เปยฺยมาหุ ความว่าชนทั้งหลายกล่าวว่าแม่น้ำที่กาดื่มได้ ได้กล่าวถึงแม่น้ำที่เต็มแล้วกาดื่มได้ เพราะแม่น้ำที่ไม่เต็มไม่เรียกว่า กาดื่มได้. เมื่อใดกายืนอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำสามารถยืดคอลงไปดื่มได้ เมื่อนั้น ท่านกล่าวแม่น้ำนั้นว่า กาดื่มได้. คำว่า ยวํ ในบทว่า ชาตํ วํ เยวจ คุยฺหมาหุ เป็นเพียงเทศนา แต่ในที่นี้หมายเอาข้าวกล้าอ่อนที่เกิดงอกงามสมบูรณ์ทุกชนิด. ด้วยว่า ข้าวกล้านั้นเมื่อใดสามารถปกปิดกาที่เข้าไปภายในได้ เมื่อนั้นชื่อว่า กาซ่อนอยู่ได้. บทว่า ทูรํ คตํ เยน จ อวุหยํ ความว่า บุคคลเป็นที่รักจากไปไกลนาน ๆย่อมพูดถึงกัน เพราะได้เห็นกามาจับหรือได้ยินเสียงกาส่งข่าวว่า กากา พูดกันอย่างนี้ว่า บุคคลชื่อนี้คงจักมา เพราะกาส่งข่าว. บทว่า โส ตฺยาภโต ความว่า เนื้อนั้นเรานำมาให้ท่านแล้ว. บทว่า หนฺท จ ภุญฺช พฺราหฺมณ ความว่า เชิญท่านพราหมณ์รับไปบริโภคเถิด คือ บริโภคเนื้อกานี้.
พระราชาทรงเขียนคาถานี้ลงในใบลานแล้ว ทรงส่งไปให้พระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์อ่านหนังสือแล้ว ก็ทราบว่าพระราชาทรงต้องการพบเรา จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
คราวใดพระราชาทรงระลึกถึงเรา เพื่อ จะส่งเนื้อกาให้เรา คราวนั้นเนื้อหงส์ก็ดี เนื้อนก กะเรียนก็ดี เนื้อนกยูงก็ดี เป็นของที่เรานำไป ถวายแล้ว การไม่ระลึกถึงเสียเลย เป็นความ เลวทราม.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ยโต มํ สรตี ราชา วายสมฺปิ ปหาตเวความว่า คราวใดพระราชาทรงได้เนื้อกามาย่อมระลึกถึงเราเพื่อจะส่งเนื้อกานั้นมาให้. บทว่า หํสา โกญฺจา มยุรา จ ความว่าแต่คราวใด เขานำเนื้อหงส์เป็นต้นมาถวาย พระองค์ได้เนื้อหงส์เป็นต้นเหล่านั้น คราวนั้นไฉนพระองค์จึงไม่ระลึกถึงเรา. บทว่าอสติเยว ปาปิยา ความว่าการได้เนื้ออะไรก็ตาม แล้วระลึกถึงเป็นความดี แต่ไม่ระลึกถึงเสียเลย เป็นความลามกในโลก เหตุแห่งการไม่ระลึกถึงเสียเลยเป็นความเลวทราม แต่เหตุนั้นมิได้มีแต่พระราชาของเรา พระราชายังทรงระลึกถึงเรา ทรงหวังการกลับของเรา เพราะฉะนั้นเราจะไป.
พระโพธิสัตว์ได้เทียมยานไปเฝ้าพระราชา พระราชาพอพระทัย แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปุโรหิตตามเดิม.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. พระราชาในครั้งนั้นได้เป็นอานนท์ในครั้งนี้ ส่วนปุโรหิตคือ เราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาปุณณนทีชาดกที่ ๔
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๓๓๘–๓๔๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๔ ปุณฺณนทีชาตกํ
ปุณฺณํ นทินฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ปญฺญาปารมึ อารพฺภ กเกสิ ฯ
เอกสฺมึ หิ ทิวเส ธมฺมสภายํ ภิกฺขู ตถาคตสฺส ปญฺญํ อารพฺภ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส สมฺมาสมฺพุทฺโธ มหาปญฺโญ ปุถุปญฺโญ หาสปญฺโญ ชวนปญฺโญ ติกฺขปญฺโญ นิพฺเพธิกปญฺโญ อุปายปญฺญาย สมนฺนาคโตติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ ตถาคโต ปญฺญวา อุปายกุสโล เยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ปุโรหิตกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา ปิตุ อจฺจเยน ปุโรหิตฏฺฐานํ ลภิตฺวา พาราณสิรญฺโญ อตฺถธมฺมานุสาสโก อโหสิ ฯ อปรภาเค ราชา ปริเภทกานํ กถํ คเหตฺวา กุทฺโธ มา มม สนฺติเก วสีติ โพธิสตฺตํ พาราณสิโต ปพฺพาเชสิ ฯ โพธิสตฺโต ปุตฺตทารํ คเหตฺวา เอกสฺมึ กาสิกคามเก วาสํ กปฺเปสิ ฯ อปรภาเค ราชา ตสฺส คุณํ สริตฺวา มยฺหํ กญฺจิ เปเสตฺวา อาจริยํ ปกฺโกสิตุํ น ยุตฺตํ, เอกํ ปน คาถํ พนฺธิตฺวา ปณฺณํ ลิขิตฺวา กากมํสํ ปจาเปตฺวา ปณฺณญฺจ มํสญฺจ เสตวตฺเถน ปลิเวเฐตฺวา ราชมุทฺทกาย ลญฺเฉตฺวา เปเสสฺสามิ, โส ยทิ ปณฺฑิโต ภวิสฺสติ ปณฺณํ วาเจตฺวา กากมํสภาวํ ญตฺวา อาคมิสฺสติ, โน เจ นาคมิสฺสตีติ ฯ โส ปุณฺณํ นทินฺติ อิมํ คาถํ ปณฺเณ ลิขิ
ปุณฺณํ นทึ เยน จ เปยฺยมาหุ
ชาตํ ยวํ เยน จ คุยฺหมาหุ
ทูรํ คตํ เยน จ อวฺหยนฺติ
โส ตฺยาภโต หนฺท จ ภุญฺช พฺราหฺมณาติ
ตตฺถ ปุณฺณํ นทึ เยน จ เปยฺยมาหูติ กากเปยฺยา นทีติ วทนฺตา เยน ปุณฺณํ นทึ กากเปยฺยมาหุ, น หิ อปุณฺณา นที กากเปยฺยาติ วุจฺจติ ฯ ยทาปิ นทีตีเร ฐตฺวา คีวํ อปสาเรตฺวา ๑- กาเกน ปาตุํ สกฺกา โหติ ตทา นํ กากเปยฺยาติ วทนฺติ ฯ ชาตํ
@เชิงอรรถ: ๑ ปสาเรตฺวาติปิ ฯ ยวํ เยว จ คุยฺหมาหูติ ยวนฺติ เทสนามตฺตํ, อิธ ปน สพฺพมฺปิ ชาตํ อุคฺคตํ สมฺปนฺนํ ตรุณสสฺสํ อธิปฺเปตํ ฯ ตํ หิ ยทา อนฺโตปวิฏฺฐกากํ ปฏิจฺฉาเทตุํ สกฺโกติ ตทา คุยฺหตีติ คุยฺหํ ฯ กึ คุยฺหติ ฯ กากํ ฯ อิติ กากสฺส คุยฺหํ กากคุยฺหนฺติ ตํ วทมานา กาเกน คุยฺหวจนสฺส การณภูเตน คุยฺหนฺติ วทนฺติ ฯ เตน วุตฺตํ เยน จ คุยฺหมาหูติ ฯ ทูรํ คตํ เยน จ อวฺหยนฺตีติ ทูรํ คตํ วิปฺปวุตฺถํ ปิยปุคฺคลํ ยํ อาคนฺตฺวา นิสินฺนํ ทิสฺวา สเจ อิตฺถนฺนาโม อาคจฺฉติ วสฺส กากาติ วา วสฺสนฺตญฺเญว วา สุตฺวา ยถา กาโก วสฺสติ อิตฺถนฺนาโม อาคมิสฺสตีติ เอวํ วทนฺติ ฯ เยน จ อวฺหยนฺติ กเถนฺติ มนฺเตนฺติ อุทาหรนฺตีติ อตฺโถ ฯ โส ตฺยาภโตติ โส เต อานีโต ฯ หนฺท จ ภุญฺช พฺราหฺมณาติ คณฺห พฺราหฺมณ ภุญฺชสฺสุ นํ ขาท อิมํ กากมํสนฺติ อตฺโถ ฯ
อิติ ราชา อิมํ คาถํ ปณฺเณ ลิขิตฺวา โพธิสตฺตสฺส เปเสสิ ฯ โส ปณฺณํ วาเจตฺวา ว ราชา มํ ทฏฺฐุกาโมติ ญตฺวา ทุติยํ คาถมาห
ยโต มํ สรตี ราชา วายสมฺปิ ปเหตเว
หํสา โกญฺจา มยุรา จ อสติ เยว ปาปิยาติ ฯ
ตตฺถ ยโต มํ สรตี ราชา วายสมฺปิ ปเหตเวติ ยทา ราชา วายสมํสํ ลภิตฺวา ตมฺปิ ปเหตุํ มํ สรติ ฯ หํสา โกญฺจา มยุรา จาติ ยทา ปนสฺส เอเต หํสาทโย อุปนีตา ภวิสฺสนฺติ, เอตานิ หํสมํสาทีนิ ลจฺฉติ ตทา มํ กสฺมา น สริสฺสตีติ อตฺโถ ฯ อฏฺฐกถายํ ปน หํสโกญจมยุรานนฺติปิ ปาโฐ ฯ โส สุนฺทรตโร ฯ อิเมสํ หํสาทีนํ มํสานิ ลภิตฺวา กสฺมา มํ น สริสฺสติ เยวาติ อตฺโถ ฯ อสติ เยว ปาปิยาติ ยํ วา ตํ วา ลภิตฺวา สรณํ นาม สุนฺทรํ, โลกสฺมึ ปน อสติ เยว ปาปิยา, อสติการณํ ๑- เยว หีนํ ลามกํ, ตญฺจ อมฺหากํ รญฺโญ นตฺถิ, สรติ มํ ราชา, อาคมนํ เม ปจฺจาสึสติ, ตสฺมา คมิสฺสามีติ ฯ
ยานํ โยชาเปตฺวา คนฺตฺวา ราชานํ ปสฺสิ ฯ ราชา ตุสฺสิตฺวา ปุโรหิตฏฺฐาเน เยว ปติฏฺฐาเปสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา ราชา อานนฺโท อโหสิ, ปุโรหิโต ปน อหเมวาติ ฯ
ปุณฺณนทีชาตกํ จตุตฺถํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗