กัจฉปชาดก
ว่าด้วยตายเพราะปาก
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๗๙ · บรรทัด ๑๖๒๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุโกกาสิกะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่าอวธิ วต อตฺตานํ ดังนี้. เรื่องราว จักมีแจ้งในมหาตักการิชาดก.
ก็ในครั้งนั้น พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายโกกาลิกะมิใช่ฆ่าตัวเองด้วยวาจาในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนก็ฆ่าตัวตายด้วยวาจาเหมือนกัน จึงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลอำมาตย์ ครั้นเจริญวัย ได้เป็นผู้สอนอรรถและธรรมของพระองค์. แต่พระราชาพระองค์ช่างพูด. เมื่อพระองค์ตรัสคนอื่นไม่มีโอกาสพูดได้เลย. พระโพธิสัตว์ประสงค์จะปรามความพูดมากของพระองค์ จึงคิดตรองหาอุบายพักอย่างหนึ่ง. ก็ในกาลนั้นมีเต่าตัวหนึ่งอาศัยอยู่ที่สระแห่งหนึ่งในหิมวันตประเทศ. มีลูกหงส์สองตัวหากิน จนสนิทสนมกับเต่า. ลูกหงส์สองตัวนั้นครั้นสนิทสนมแน่นแฟ้น วันหนึ่งจึงพูดกับเต่าว่า เต่าสหายรัก ที่อยู่ในถ้ำทองที่พื้นภูเขาจิตรกูฏ ในป่าหิมพานต์ของพวกเรา เป็นประเทศน่ารื่นรมย์ท่านจะไปกับเราไหม. เต่าถามว่า เราจะไปได้อย่างไรเล่า. ลูกหงส์กล่าวว่า เราจักพาท่านไป หากท่านรักษาปากไว้ได้ท่านจะไม่พูดอะไรกะใคร ๆ เลย. เต่าตอบว่า ได้ พวกท่านพาเราไปเถิด. ลูกหงส์ทั้งสองจึงให้เต่าคาบไม้อันหนึ่ง ตนเองคาบปลายไม้ทั้งสองข้างบินไปในอากาศ. พวกเด็กชาวบ้านเห็นหงส์นำเต่าไปดังนั้น จึงตะโกนขึ้นว่า หงส์สองตัวนำเต่าไปด้วยท่อนไม้. เต่าอยากจะพูดว่า ถึงสหายของเราจะพาเราไป เจ้าเด็กถ่อยมันกงการอะไรของเจ้าเล่า จึงปล่อยท่อนไม้จากที่ที่คาบไว้ ในเวลาที่ถึงเบื้องบนพระราชนิเวศน์ในนครพาราณสี เพราะหงส์พาไปเร็วมาก จึงตกในอากาศแตกเป็นสองเสี่ยง. ได้เกิดเอะอะอึงคะนึงกันว่า เต่าตกจากอากาศแตกสองเสี่ยง.
พระราชาทรงพาพระโพธิสัตว์ไป มีหมู่อำมาตย์แวดล้อมเสด็จไปถึงที่นั้น ทอดพระเนตรเห็นเต่า จึงตรัสถามพระโพธิสัตว์ว่า ดูก่อนท่านบัณฑิต ทำอย่างไรจึงได้ตกมา. พระโพธิสัตว์คิดว่า เราคอยมานานแล้ว ใคร่จะถวายโอวาทพระราชา เที่ยวตรองหาอุบายอยู่ เต่าตัวนี้คงจะคุ้นเคยกับหงส์เหล่านั้น พวกหงส์จึงให้คาบไม้ไปด้วยหวังว่า จะนำไปป่าหิมพานต์ จึงบินไปในอากาศครั้นแล้วเต่าตัวนี้ได้ยินคำของใคร ๆ อยากจะพูดตอบบ้าง เพราะตนไม่รักษาปาก จึงปล่อยท่อนไม้เสีย ตกจากอากาศถึงแก่ความตาย จึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ธรรมดาคนปากกล้าพูดไม่รู้จบ ย่อมได้รับทุกข์เห็นปานนี้แหละ พระเจ้าข้า แล้วได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
เต่าพออ้าปากจะพูด ได้ฆ่าตนเองแล้ว หนอ เมื่อตนคาบท่อนไม้ไว้ดีแล้ว ก็ฆ่าตนเสีย ด้วยวาจาของตนเอง. ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ในหมู่นรชน บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เห็นเหตุอันนี้ แล้ว ควรเปล่งแต่วาจาที่ดี ไม่ควรเปล่งวาจานั้น ให้ล่วงเวลาไป ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตร เต่าผู้ถึงความพินาศเพราะพูดมาก.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อวธิ วต ได้แก่ ได้ฆ่าแล้วหนอ. บทว่า ปพฺยาหรํ ได้แก่ อ้าปากจะพูด. บทว่า สุคฺคหิตสฺมึ กฏฺสฺมึ ความว่า เมื่อท่อนไม้อันตนคาบไว้ดีแล้ว. บทว่า วาจายสกิยา วธิ ความว่า เต่าเมื่อเปล่งวาจาในเวลาไม่ควร เพราะความที่ตนปากกล้าเกินไป จึงปล่อยที่ที่คาบไว้แล้ว ฆ่าตนเองด้วยวาจาของตนนั้น. เต่าได้ถึงแก่ความตายอย่างนี้แหละ มิใช่อย่างอื่น. บทว่า เอตมฺปิ ทิสฺวา คือเห็นเหตุนี้แหละ. บทว่า นรวีรเสฏฺ ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ. มีความเพียรสูงเป็นพระราชาผู้ประเสริฐด้วยความเพียรในนรชนทั้งหลาย. บทว่า วาจํ ปมุญฺเจ กุสลํ นาติเวลํ ความว่า บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงเปล่งวาจาที่เป็นกุศลอย่างเดียว ประกอบด้วยสัจจะเป็นต้นคือพึงกล่าววาจาที่เป็นประโยชน์ ประกอบด้วยกาล ไม่พึงกล่าววาจาเกินเวลา เกินกาลไม่รู้จักจบ. บทว่า ปสฺสสิ ความว่าพระองค์ทอดพระเนตรเห็นประจักษ์แล้วมิใช่หรือ. บทว่าพหุภาณเนน แปลว่า เพราะพูดมาก. บทว่า กจฺฉปํ พฺยสนํ คตํ คือ เต่าถึงแก่ความตายอย่างนี้.
พระราชาทรงทราบว่า พระโพธิสัตว์กล่าวหมายถึงพระองค์ จึงตรัสว่า ท่านพูดหมายถึงเราใช่ไหม ท่านบัณฑิต. พระโพธิสัตว์กราบทูลให้ชัดเจนว่า ข้าแต่มหาราช ไม่ว่าจะเป็นพระองค์หรือใคร ๆ อื่น เมื่อพูดเกินประมาณย่อมถึงความพินาศอย่างนี้. พระราชาตั้งแต่นั้นมาก็ทรงงดเว้นตรัสแต่น้อย.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก เต่าในครั้งนั้นได้เป็นโกกาลิกะในครั้งนี้ ลูกหงส์สองตัวได้เป็นพระมหาเถระสองรูป พระราชาได้เป็นอานนท์ ส่วนอำมาตย์บัณฑิตได้เป็นเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถากัจฉปชาดกที่ ๕
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๓๔๓–๓๔๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๕ กจฺฉปชาตกํ
อวธิ วต อตฺตานนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต โกกาลิกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ วตฺถุ มหาตกฺการิชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ
ตทา ปน สตฺถา น ภิกฺขเว โกกาลิโก อิทาเนว วาจาย หโต ปุพฺเพปิ วาจาย หโต เยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต อมจฺจกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ตสฺส อตฺถธมฺมานุสาสโก
@เชิงอรรถ: ๑ อสรณนฺติปิ ฯ อโหสิ ฯ โส ปน ราชา พหุภาณี อโหสิ ฯ ตสฺมึ กเถนฺเต อญฺเญสํ วจนสฺส โอกาโส นาม นตฺถิ ฯ โพธิสตฺโต ตสฺส ตํ พหุภาณิตํ วาเรตุกาโม เอกํ อุปายํ อุปธาเรนฺโต วิจรติ ฯ ตสฺมึ หิ กาเล หิมวนฺตปฺปเทเส เอกสฺมึ สเร กจฺฉโป วสติ ฯ เทฺว หํสโปตกา โคจราย จรนฺตา เตน สทฺธึ วิสฺสาสํ อคมํสุ ฯ เต ทฬฺหวิสฺสาสิกา หุตฺวา เอกทิวสํ กจฺฉปํ อาหํสุ สมฺม กจฺฉป อมฺหากํ หิมวนฺเต จิตฺตกูฏปพฺพตตเล กาญฺจนคุหายํ วสนฏฺฐานํ รมณีโย ปเทโส, คจฺฉสิ อมฺหากํ สทฺธินฺติ ฯ อหํ กินฺติ กตฺวา คมิสฺสามีติ ฯ มยํ ตํ คเหตฺวา คมิสฺสาม, สเจ ตฺวํ มุขํ รกฺขิตุํ สกฺขิสฺสสิ, กสฺสจิ กิญฺจิ น กเถสีติ ฯ สกฺขิสฺสามิ, คเหตฺวา มํ คจฺฉถาติ ฯ เต สาธูติ วตฺวา เอกํ ทณฺฑกํ กจฺฉเปน ฑํสาเปตฺวา สยํ ตสฺส อุโภ โกฏิโย ฑํสิตฺวา อากาเส ปกฺขนฺทึสุ ฯ ตํ ตถา หํเสหิ นียมานํ คามทารกา ทิสฺวา เทฺว หํสา กจฺฉปํ ทณฺฑเกน หรนฺตีติ อาหํสุ ฯ กจฺฉโป ยทิ มํ สหายกา เนนฺติ, ตุมฺหากํ เอตฺถ กึ ทุฏฺฐเจฏกาติ วตฺตุกาโม หํสานํ สีฆเวคตาย พาราณสินคเร ราชนิเวสนสฺส อุปริภาคํ สมฺปตฺตกาเล ทฏฺฐฏฺฐานโต ทณฺฑกํ วิสฺสชฺเชตฺวา อากาเส ปติตฺวา เทฺวภาโค อโหสิ ฯ กจฺฉโป อากาสโต ปติตฺวา เทฺวธา ภินฺโนติ เอกโกลาหลํ อโหสิ ฯ ราชา โพธิสตฺตํ อาทาย อมจฺจคณปริวุโต ตํ ฐานํ คนฺตฺวา กจฺฉปํ ทิสฺวา โพธิสตฺตํ ปุจฺฉิ ปณฺฑิต กินฺติ กตฺวา ปติโตติ ฯ โพธิสตฺโต จิรปฏิกํโขหํ ราชานํ โอวทิตุกาโม อุปายํ อุปธาเรนฺโต จรามิ, อิมินา กจฺฉเปน หํเสหิ สทฺธึ วิสฺสาโส กโต ภวิสฺสติ, ตหิ อิมํ หิมวนฺตํ เนสฺสามาติ ทณฺฑกํ ฑํสาเปตฺวา อากาสํ ปกฺขนฺเทหิ ภวิตพฺพํ, อถ อิมินา กสฺสจิ วจนํ สุตฺวา อรกฺขิตมุขตาย กิญฺจิ วตฺตุกาเมน ทณฺฑโก วิสฺสฏฺโฐ ภวิสฺสติ, เอวํ อากาสโต ปติตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปตฺเตน ภวิตพฺพนฺติ จินฺเตตฺวา อาม มหาราช อติมุขรา นาม อปริยนฺตวจนา เอวรูปํ ทุกฺขํ ปาปุณนฺติ เยวาติ วตฺวา อิมา คาถา อโวจ
อวธิ วต อตฺตานํ กจฺฉโป ว ปพฺยาหรํ,
สุคฺคหิตสฺมึ กฏฺฐสฺมึ วาจาย สกิยา วธิ,
เอตมฺปิ ทิสฺวา นรวีรเสฏฺฐ
วาจํ ปมุญฺเจ กุสลํ นาติเวลํ,
ปสฺสสิ พหุภาเณน กจฺฉปํ พฺยสนํ คตนฺติ ฯ
ตตฺถ อวธิ วตาติ ฆาเฏสิ วต ฯ ปพฺยาหรนฺติ พฺยาหรนฺโต ฯ สุคฺคหิตสฺมึ กฏฺฐสฺมินฺติ มุเขน สุฏฺฐุ ฑํสิตฺวา คหิเต ทณฺฑเก ฯ วาจาย สกิยา วธีติ อติมุขรตาย อกาเล วาจํ นิจฺฉาเรนฺโต ทฏฺฐฏฺฐานํ วิสฺสชฺเชตฺวา ตาย สกาย วาจาย อตฺตานํ วธิ ฆาเฏสิ, เอวเมว ชีวิตกฺขยํ ปตฺโต น อญฺญถาติ ฯ เอตมฺปิ ทิสฺวาติ เอตมฺปิ การณํ ทิสฺวา ฯ นรวีรเสฏฺฐาติ นเรสุ วิริเยน เสฏฺฐ อุตฺตมวิริย ราชวร ฯ วาจํ ปมุญฺเจ กุสลํ นาติเวลนฺติ สจฺจาทิปฏิสํยุตฺตํ กุสลเมว ปณฺฑิตปุริโส มุญฺเจยฺย นิจฺฉาเรยฺย, ตมฺปิ หิตํ กาลยุตฺตํ น อติเวลํ อติกฺกนฺตกาลํ อปริยนฺตวาจํ ภาเสยฺย ฯ ปสฺสสีติ นนุ ปจฺจกฺขโต ปสฺสสิ ฯ พหุภาเณนาติ พหุภาณเนน ฯ กจฺฉปํ พฺยสนํ คตนฺติ เอวํ กจฺฉปํ ชีวิตกฺขยํ ปตฺตนฺติ ฯ
ราชา มํ สนฺธาย ภาสตีติ ญตฺวา อมฺเห สนฺธาย กเถสิ ปณฺฑิตาติ อาห ฯ โพธิสตฺโต มหาราช ตฺวํ วา โหตุ อญฺโญ วา โย โกจิ ปมาณาติกฺกนฺตํ ภาเสนฺโต เอวรูปํ พฺยสนํ ปาปุณาตีติ ปากฏํ กตฺวา กเถสิ ฯ ราชา ตโต ปฏฺฐาย วิรมิตฺวา มนฺทภาณี อโหสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา กจฺฉโป โกกาลิโก อโหสิ, เทฺว หํสโปตกา เทฺว มหาเถรา, ราชา อานนฺโท, อมจฺจปณฺฑิโต ปน อหเมวาติ ฯ
กจฺฉปชาตกํ ปญฺจมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗