กูฏวาณิชชาดก
ว่าด้วยหนามยอกเอาหนามบ่ง
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๘๕ · บรรทัด ๑๖๕๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภพ่อค้าโกงคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สสฺส สาเถยฺยมิทํ ดังนี้.
ความพิสดารมีอยู่ว่า ชนสองคนคือพ่อค้าโกง และพ่อค้าบัณฑิต ชาวเมืองสาวัตถี เดินทางไปด้วยกัน บรรทุกสินค้าเต็มเกวียน ๕๐๐ เล่ม เที่ยวทำการค้าจากทิศตะวันออกไปยังทิศต่าง ๆครั้นได้กำไรมากก็กลับกรุงสาวัตถี. พ่อค้าบัณฑิตได้กล่าวกับพ่อค้าโกงว่า สหายเรามาแบ่งสินค้ากันเถิด. พ่อค้าโกงคิดว่าพ่อค้าคนนี้ลำบากด้วยการนอน การบริโภคอันแร้นแค้นมาเป็นเวลานาน บริโภคอาหารมีรสเลิศต่าง ๆ ในเรือนของตนจักตายเพราะอาหารไม่ย่อย ทีนั้นแหละสินค้าทั้งหมดอันเป็นส่วนของเขาก็จักเป็นของเราแต่ผู้เดียว จึงกล่าวว่า ฤกษ์และวันยังไม่พอใจ พรุ่งนี้มะรืนนี้จึงค่อยรู้ แกล้งถ่วงเวลาไว้. พ่อค้าผู้เป็นบัณฑิต แค่นให้เขาแบ่งได้แล้วจึงถือเอาของหอมและดอกไม้ไปเฝ้าพระศาสดา บูชาพระศาสดาถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. พระศาสดาตรัสถามว่า ท่านมาถึงเมื่อไร กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้า มาได้ประมาณกึ่งเดือนพระเจ้าข้า. ตรัสถามว่า เพราะเหตุไรจึงล่าช้าอย่างนี้ ไม่มาสู่ที่พุทธุปฐากเขากราบทูลให้ทรงทราบ. พระศาสดาตรัสว่า อุบาสกมิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อน พ่อค้านี้ก็เป็นคนโกงเหมือนกัน อุบาสกทูลอาราธนาจึงทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลอำมาตย์ ครั้นเจริญวัย ได้เป็นอำมาตย์ผู้วินิจฉัยคดีของพระองค์. ในครั้งนั้นมีพ่อค้าสองคน คือพ่อค้าชาวบ้านกับพ่อค้าชาวกรุง เป็นมิตรกัน. พ่อค้าชาวบ้านฝากผาล ๕๐๐ ไว้แก่พ่อค้าชาวกรุง. พ่อค้าชาวกรุงขายผาลเหล่านั้นแล้วเก็บเอาเงินเสีย แล้วเอาขี้หนูมาโรยไว้ในที่เก็บผาล ครั้นต่อมาพ่อค้าชาวบ้านนอกมาหากล่าวว่า ขอท่านจงคืนผาลให้เราเถิด พ่อค้าโกง กล่าวว่า ผาลของท่านถูกหนูกินหมดแล้ว จึงชี้ให้ดูขี้หนู. พ่อค้าบ้านนอกกล่าวว่า ถูกหนูกินแล้วก็ช่างเถิด เมื่อหนูกินแล้วจะทำอย่างไรได้. จึงพาบุตรของพ่อค้าโกงนั้นไปอาบน้ำให้เด็กนั้นนั่งอยู่ภายในห้องในเรือนของสหายผู้หนึ่ง แล้วกล่าวว่า อย่าให้ทารกนี้แก่ใคร ๆ เป็นอันขาด แล้วตนเองก็อาบน้ำกลับไปเรือนพ่อค้าโกง พ่อค้าโกงถามว่า ลูกของเราไปไหน. พ่อค้าบ้านนอกบอกว่า ในขณะที่เราวางบุตรของท่านไว้ริมฝั่งแล้วดำลงไปในน้ำ เหยี่ยวตัวหนึ่งบินมาเอากรงเล็บโฉบบุตรของท่าน แล้วบินไปสู่อากาศ แม้เราพยายามปรบมือร้องก็ไม่สามารถให้มันปล่อยได้. พ่อค้าโกง กล่าวว่าท่านพูดโกหก เหยี่ยวคงไม่สามารถโฉบเอาเด็กไปได้ดอก. พ่อค้าบ้านนอกกล่าวว่า สหายจะว่าถูกก็ถูก จะว่าไม่ถูกก็ถูก แต่เราจะทำอย่างไรได้ เหยี่ยวเอาบุตรของท่านไปจริง ๆ. พ่อค้าโกงคุกคามพ่อค้าบ้านนอกว่า เจ้าโจรใจร้ายฆ่าคน คราวนี้เราจะไปศาล ให้พิพากษาลงโทษท่าน แล้วออกไป. พ่อค้าบ้านนอกกล่าวว่า ทำตามความพอใจของท่านเถิด แล้วไปศาลกับพ่อค้าโกงนั้น.
พ่อค้าโกงกล่าวกะพระโพธิสัตว์ว่า ข้าแต่นาย พ่อค้าผู้นี้พาบุตรของข้าพเจ้าไปอาบน้ำ เมื่อข้าพเจ้าถามว่าบุตรของเราไปไหน เขาบอกว่า เหยี่ยวพาเอาไป ขอท่านได้โปรดวินิจฉัยคดีของข้าพเจ้าเถิด. พระโพธิสัตว์ถามพ่อค้าบ้านนอกว่า ท่านพูดจริงหรือ. พ่อค้าบ้านนอกกล่าวว่า ข้าพเจ้าพาเด็กนั้นไปจริงนาย. ถามว่า เหยี่ยวพาเด็กไปได้จริงหรือ. ตอบว่า จริงจ้ะนาย. ถามว่า ก็ในโลกนี้ธรรมดาเหยี่ยวจะนำเด็กไปได้หรือ. พ่อค้าบ้านนอกกล่าวว่า ข้าแต่นาย ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า เหยี่ยวไม่สามารถพาเด็กไปในอากาศได้ แต่หนูเคี้ยวกินผาลเหล็กได้หรือ. พระโพธิสัตว์ถามว่านี่เรื่องอะไรกัน. พ่อค้าบ้านนอกกล่าวว่าข้าแต่นาย ข้าพเจ้าฝากผาลไว้ ๕๐๐ ที่เรือนของพ่อค้านี้ พ่อค้านี้บอกว่าผาลของท่านถูกหนูกินเสียแล้วชี้ให้ดูขี้หนูว่า นี้คือขี้ของหนูที่กินผาลของท่าน ข้าแต่นาย ถ้าหนูกินผาลได้ แม้เหยี่ยวก็จักพาเอาเด็กไปได้ หากกินไม่ได้ แม้เหยี่ยวก็จะนำเด็กนั้นไปไม่ได้ พ่อค้านี้กล่าวว่า หนูกินผาลหมดแล้ว ท่านจงทราบเถิดว่าผาลเหล่านั้นถูกหนูกินจริงหรือไม่ ขอได้โปรดพิพากษาคดีของข้าพเจ้าเถิด. พระโพธิสัตว์ทราบว่า พ่อค้าบ้านนอกนี้ คงจะคิดโกงแก้เอาชนะคนโกง จึงกล่าวว่า ท่านคิดดีแล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
ท่านได้คิดอุบายตอบอุบายดีแล้ว ได้คิด โกงตอบผู้โกงดีแล้ว ถ้าหนูทั้งหลายพึงกินผาลได้ เหตุไฉนเหยี่ยวทั้งหลายจะเฉี่ยวเด็กไปไม่ได้เล่า. บุคคลที่โกงตอบคนโกง ย่อมมีอยู่แน่นอน บุคคลที่ล่อลวงก็มีอยู่เหมือนกัน ดูก่อนท่านผู้ มีบุตรหาย ท่านจักไม่ให้ผาลแก่เขา บุรุษผู้มีผาล หาย ก็จะไม่นำบุตรมาให้แก่ท่าน.
ในบทเหล่านี้ บทว่า สสฺส ความว่า การโกงแก้ผู้ที่โกงโดยอุบายงุบงิบของผู้อื่นเสีย. บทว่า สาเถยฺยมิทํ สุจินฺติตํ ได้แก่ความโกงนี้ท่านคิดแล้ว. บทว่า ปจฺโคฑฺฑิตํ ปฏิกูฏสฺส กูฎํ ความว่า การโกงตอบต่อบุคคลโกง ท่านจัดการแก้ดีแล้ว. อธิบายว่าทำแก้ได้ขนาดที่เขาทำทีเดียว. บทว่า ผาลํ เจ อเทยฺยุํ มูสิกาความว่า หากหนูกินผาลได้ ไฉนเหยี่ยวจะพาเด็กไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อหนูกินผาลได้ ทำไมเหยี่ยวจะนำเด็กไปไม่ได้. บทว่า กูฏสฺส หิ สนฺติ กูฏกูฎา ความว่า ท่านเข้าใจว่า เราถูกบุรุษที่ให้หนูกินผาลโกง ก็การจะโกงแก้ผู้ที่โกงเช่นนี้ ยังมีอีกมากในโลกนี้ คือการโกงตอบคนโกง ยังมีอยู่. บทว่า ภวติ ปโรนิกติโน นิกตฺยา ความว่า บุคคลผู้ตลบแตลง ผู้ทำการล่อลวงยังมีอีกทีเดียว ดูก่อนบุรุษผู้บุตรหาย จงคืนผาลให้แก่บุรุษผู้ผาลหายนี้เถิด ถ้าท่านไม่ให้ผาล เขาจักพาบุตรของท่านไป แต่บุรุษนี้อย่าเอาผาลของท่านไปเลย ท่านจงให้ผาลแก่เขาเสียเถิด. พ่อค้าโกงกล่าวว่า ข้าแต่นายข้าพเจ้ายอมคืนให้ ถ้าเขาจะคืนบุตรให้ข้าพเจ้า. พ่อค้าบัณฑิตกล่าวว่า ข้าแต่นาย ข้าพเจ้าจะคืนบุตรให้ ถ้าเขาจะคืนผาลให้ข้าพเจ้า. พ่อค้าที่บุตรหายก็ได้คืนบุตร พ่อค้าผาลหายก็ได้คืนผาล แล้วทั้งสองก็ไปตามยถากรรม.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. พ่อค้าโกงในครั้งนั้นได้เป็นพ่อค้าโกงในครั้งนี้. พ่อค้าบัณฑิตได้เป็นพ่อค้าบัณฑิตนี้แล ส่วนอำมาตย์ผู้วินิจฉัยคดี คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถากูฏวณิชชาดกที่ ๘
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๓๕๔–๓๕๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๘ กูฏวาณิชชาตกํ
สฐสฺส สาเถยฺยมิทนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ กูฏวาณิชํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
สาวตฺถิวาสิโน หิ กูฏวาณิโช จ ปณฺฑิตวาณิโช จ เทฺว ชนา ปตฺติกา หุตฺวา ปญฺจสกฏสตานิ ภณฺฑสฺส ปูเรตฺวา ปุพฺพนฺตโต อปรนฺตํ วิจรมานา โวหารํ กตฺวา พหุลาภํ ลภิตฺวา สาวตฺถึ ปจฺจาคมึสุ ฯ ปณฺฑิตวาณิโช กูฏวาณิชํ อาห สมฺม ภณฺฑํ ภาเชมาติ ฯ กูฏวาณิโช อยํ ทีฆรตฺตํ ทุกฺขเสยฺยาย ทุพฺโภชเนน กิลมนฺโต อตฺตโน ฆเร นานคฺครสภตฺตํ ภุญฺชิตฺวา อชีรเกน มริสฺสติ, อถสฺส สพฺพเมตํ ภณฺฑํ มยฺหเมว ภวิสฺสตีติ จินฺเตตฺวา นกฺขตฺตํ น มนาปํ, ทิวโส น มนาโป, เสฺว ชานิสฺสามิ ปุนทิวเส ชานิสฺสามีติ กาลํ เขเปติ ฯ อถ นํ ปณฺฑิตวาณิโช นิปฺปีเฬตฺวา ภาชาเปตฺวา คนฺธมาลํ อาทาย สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา สตฺถารํ ปูเชตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ สตฺถา กทา อาคโตสีติ ปุจฺฉิ ฯ อฑฺฒมาสมตฺตํ ๑- เม ภนฺเต อาคตสฺสาติ วตฺวา อถ กสฺมา เอวํ ปปญฺเจตฺวา พุทฺธุปฏฺฐานํ น อาคโตสีติ ปุฏฺโฐ ตํ ปวตฺตึ อาโรเจสิ ฯ สตฺถา น โข อุปาสก อิทาเนว ปุพฺเพเปส กูฏวาณิโช เยวาติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต อมจฺจกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ตสฺส วินิจฺฉยามจฺโจ อโหสิ ฯ ตทา คามวาสี จ นครวาสี จ เทฺว วาณิชา มิตฺตา อเหสุํ ฯ คามวาสี นครวาสิสฺส สนฺติเก ปญฺจ ผาลสตานิ ฐเปสิ ฯ โส เต ผาเล วิกฺกีณิตฺวา มูลํ คเหตฺวา ผาลานํ ฐปิตฏฺฐาเน มูสิกวจฺจํ อากิริตฺวา ฐเปสิ ฯ อปรภาเค คามวาสี อาคนฺตฺวา ผาเล เม เทหีติ อาห ฯ กูฏวาณิโช ผาลา เต มูสิกาหิ ขาทิตาติ มูสิกวจฺจํ ทสฺเสติ ฯ อิตโร ขาทิตาว โหนฺตุ, มูสิกาหิ ขาทิเต กึ สกฺกา กาตุนฺติ นหานตฺถาย ตสฺส ปุตฺตํ อาทาย คจฺฉนฺโต เอกสฺส สหายกสฺส เคเห อิมสฺส ทารกสฺส กตฺถจิ คนฺตุํ มาทตฺถาติ วตฺวา อนฺโตคพฺเภ
@เชิงอรรถ: ๑ อฑฺฒมาสมตฺโตติปิ ฯ นิสีทาเปตฺวา สยํ นหาตฺวา กูฏวาณิชสฺส เคหํ อคมาสิ ฯ โส ปุตฺโต เม กหนฺติ อาห ฯ สมฺม ตว ปุตฺตํ ตีเร ฐเปตฺวา มม อุทเก นิมุคฺคกาเล เอโก กุลโล อาคนฺตฺวา ตว ปุตฺตํ นขปญฺชเรน คเหตฺวา อากาสํ ปกฺขนฺทิ, อหํ ปาณึ ปหริตฺวา วิรวิตฺวา วายมนฺโตปิ โมเจตุํ นาสกฺขินฺติ ฯ ตฺวํ มุสา ภณสิ, กุลโล ทารเก คเหตฺวา คนฺตุํ สมตฺโถ นาม นตฺถีติ ฯ สมฺม ยุตฺตมฺปิ โหตุ อยุตฺตมฺปิ โหตุ, อหํ กึ กโรมิ, กุลเลเนว เต ปุตฺโต นีโตติ ฯ โส ตํ สนฺตชฺเชตฺวา อเร ทุฏฺฐโจร มนุสฺสมารก อิทานิ ตํ วินิจฺฉยํ คนฺตฺวา กถาเปสฺสามีติ นิกฺขมิ ฯ โส มม ๑- รุจฺจนเมว กเถสีติ ๒- เตเนว สทฺธึ วินิจฺฉยฏฺฐานํ อคมาสิ ฯ กูฏวาณิโช โพธิสตฺตํ อาห อยํ สามิ มม ปุตฺตํ คเหตฺวา นหายิตุํ คโต กหํ เม ปุตฺโตติ วุตฺเต กุลเลน หโตติ อาห, วินิจฺฉินถ เม อฏฺฏนฺติ ฯ โพธิสตฺโต สจฺจํ ภณสีติ อิตรํ ปุจฺฉิ ฯ โส อาห สามิ อหํ ตํ อาทาย คโตติ ฯ เสเนน ปน หตภาโว สจฺจเมวาติ ฯ สจฺจเมว สามีติ ฯ กึ ปน โลเก กุลลา นาม ทารกํ หรนฺตีติ ฯ สามิ อหมฺปิ ตุมฺเห ปุจฺฉามิ กุลลา ทารเก คเหตฺวา อากาเส คนฺตุํ น สกฺโกนฺติ, มูสิกา ปน อยผาเล ขาทนฺตีติ ฯ อิทํ กินฺนามาติ ฯ สามิ มยา เอตสฺส ฆเร ปญฺจ ผาลสตานิ ฐปิตานิ, สฺวายํ ผาลา เต มูสิกาหิ ขาทิตาติ วตฺวา อิทนฺเต ผาเล ขาทิตมูสิกานํ วจฺจนฺติ วจฺจํ ทสฺเสติ, สามิ มูสิกา สเจ ผาเล ขาทนฺติ, กุลลาปิ ทารเก หริสฺสนฺติ,
@เชิงอรรถ: ๑ ตวาติปิ ฯ ๒ กโรสีติปิ ฯ สเจ น ขาทนฺติ, เสนาปิ ตํ น หริสฺสนฺติ, เอโส ปน ผาลา เต มูสิกาหิ ขาทิตาติ วทติ, เตสํ ขาทิตภาวํ วา อขาทิตภาวํ วา ชานาถ, อฏฺฏํ เม วินิจฺฉินถาติ ฯ โพธิสตฺโต สฐสฺส ปฏิสาเถยฺยํ กตฺวา ชินิสฺสามีติ อิมินา จินฺติตํ ภวิสฺสตีติ ญตฺวา สุฏฺฐุ เต จินฺติตนฺติ วตฺวา อิมา คาถา อโวจ
สฐสฺส สาเถยฺยมิทํ สุจินฺติตํ,
ปจฺโจฑฺฑิตํ ปฏิกูฏสฺส กูฏํ,
ผาลํ เจ อเทยฺยุํ มูสิกา,
กสฺมา กุมารํ กุลลา โน หเรยฺยุํ ฯ
กูฏสฺส หิ สนฺติ กูฏกูฏา,
ภวติ ปโร นิกติโน นิกตฺยา,
เทหิ ปุตฺตนฏฺฐ ผาลนฏฺฐสฺส ผาลํ,
มา เต ปุตฺตมหาสิ ผาลนฏฺโฐติ ฯ
ตตฺถ สฐสฺสาติ สฐภาเวน เกราฏิเกน เอกํ อุปายํ กตฺวา ปรสนฺตกํ ขาทิตุํ วฏฺฏตีติ สฐสฺส ฯ สาเถยฺยมิทํ สุจินฺติตนฺติ อิทํ ปฏิสาเถยฺยํ จินฺเตนฺเตน ตยา สุฏฺฐุ จินฺติตํ ฯ ปจฺโจฑฺฑิตํ ปฏิกูฏสฺส กูฏนฺติ กูฏสฺส ปุคฺคลสฺส ตยา ปฏิกูฏํ สุฏฺฐุ ปจฺโจฑฺฑิตํ, ปฏิภาคํ กตฺวา โอฑฺฑิตสทิสเมว กตนฺติ อตฺโถ ฯ ผาลํ เจ อเทยฺยุํ มูสิกาติ ยทิ มูสิกา ผาเล ขาเทยฺยุํ, กสฺมา กุมารํ กุลลา โน หเรยฺยุนฺติ, มูสิกาสุ ผาเล ขาทนฺตีสุ กุลลา กึการณา กุมารํ โน หเรยฺยุํ ฯ กูฏสฺส หิ สนฺติ กูฏกูฏาติ ตฺวํ อหเมว มูสิกาหิ ผาเล ขาทาปิตปุริโส กูโฏติ มญฺญสิ, ตาทิสสฺส ปน กูฏสฺส อิมสฺมึ โลเก พหุกูฏา สนฺติ ฯ กูฏสฺส ๑- กูฏปฏิกูฏานํ เอตํ นามํ ฯ กูฏสฺส ปฏิกูฏา นาม สนฺตีติ วุตฺตํ โหติ ฯ ภวติ ปโร นิกติโน นิกตฺยาติ นิกติโน เนกติกสฺส วญฺจนการกสฺส ปุคฺคลสฺส นิกตฺยา อปโร นิกติการโก วญฺจนกปุริโส ภวติ เยว ฯ เทหิ ปุตฺตนฏฺฐ ผาลนฏฺฐสฺส ผาลนฺติ อมฺโภ นฏฺฐปุตฺตปุริส เอตสฺส นฏฺฐผาลสฺส ผาเล เทหิ ฯ มา เต ปุตฺตมหาสิ ผาลนฏฺโฐติ สเจ หิสฺส ผาลํ น ทสฺสสิ, ปุตฺตนฺเต หริสฺสติ, ตนฺเต เอส มา หรตุ, ผาลมสฺส เทหีติ ฯ
เทมิ สามิ, สเจ เม ปุตฺตํ เทตีติ ฯ เทมิ สามิ, สเจ ผาเล เม เทตีติ ฯ เอวํ นฏฺฐปุตฺโต ปุตฺตํ นฏฺฐผาโล จ ผาลํ ปฏิลภิตฺวา อุโภปิ ยถากมฺมํ คตา ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา กูฏวาณิโช อิทานิ กูฏวาณิโช, ปณฺฑิตวาณิโช ปณฺฑิตวาณิโช เยว, วินิจฺฉยามจฺโจ ปน อหเมวาติ ฯ
กูฏวาณิชชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ
@เชิงอรรถ: ๑ กูฏสฺส กูฏาติปิ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗