กุรุงคมิคชาดก
ว่าด้วยกวางกุรุงคะ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๑ · บรรทัด ๑๔๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวัน ทรงปรารภพระเทวทัตจึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ คำเริ่มต้นว่า าตเมตํ กุรุงฺคสฺส ดังนี้
ความพิศดารว่า สมัยหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งประชุมกันในโรงธรรมสภานั่งกล่าวโทษของพระเทวทัตว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตประกอบนายขมังธนู เพื่อต้องการปลงพระชนม์พระตถาคตกลิ้งศิลา ปล่อยช้างธนปาลกะตะเกียกตะกายเพื่อจะปลงพระชนม์ของพระทศพล แม้ในกาลทั้งปวง. พระศาสดาเสด็จมาแล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ตกแต่งไว้แล้ว ตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลายบัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องการกล่าวโทษของพระเทวทัตว่า พระเทวทัตตะเกียกตะกายเพื่อปลงพระชนม์ของพระองค์. พระศาสดาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย พระเทวทัตตะเกียกตะกายเพื่อจะฆ่าเราในบัดนี้ เท่านั้นหามิได้ แม้ในกาลก่อนก็ตะเกียกตะกายเหมือนกัน ก็แต่ว่าไม่สามารถจะฆ่าเราได้ แล้วทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในพระนครพาราณสีเป็นกวางเคี้ยวกินผลาผลทั้งหลายในราวป่าแห่งหนึ่ง. ในคราวหน้า กวางนั้นกินผลมะรื่นที่ต้น มะรื่นอันมีผลสะพรั่ง. ลำดับนั้น มีพรานนั่งห้างชาวบ้านคนหนึ่งพิจารณารอยเท้าเนื้อทั้งหลายแล้ว จึงผูกห้างบนต้นไม้แล้วนั่งบนห้างนั้น เอาหอกแทงพวกเนื้อที่มากินผลไม้ แล้วขายเนื้อของเนื้อเหล่านั้นเลี้ยงชีวิต วันหนึ่งพรานนั้น เห็นรอยเท้าของพระโพธิสัตว์ที่โคนต้นไม้นั้น จึงผูกห้างบนต้นมะรื่นนั้นแล้ว บริโภคอาหารแต่เช้าตรู่ แล้วถือหอกเข้าป่าขึ้นไปยังต้นไม้นั้นแล้วนั่งห้าง. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็ออกจากที่อยู่แต่เช้าตรู่มาด้วยหวังว่าจักกินผลมะรื่นแต่ไม่ได้ผลุนผลันเข้าไปที่โคนต้นไม้นั้น คิดว่า บางคราวพวกพรานนั่งห้างจะผูกห้างบนต้นไม้ อันตรายเห็นปานนี้ มีไหมหนอ จึงได้ยืนพิจารณาอยู่แต่ภายนอกฝ่ายนายพรานรู้ว่าพระโพธิสัตว์ไม่มา นั่งอยู่บนห้างนั่นแหละ โยนผลมะรื่นให้ตกลงล้างหน้าพระโพธิสัตว์นั้น. พระโพธิสัตว์คิดว่า ผลเหล่านี้มาตกลงข้างหน้าเรา เบื้องบนต้นไม้นั้น มีนายพรานหรือหนอ เมื่อแลดูบ่อย ๆ ก็เห็นนายพรานแต่ทำเป็นไม่เห็นพูดว่า ต้นไม้ผู้เจริญ เมื่อก่อนท่านให้ผลไม้ทั้งหลายตกลงตรง ๆ เหมือนเขย่าผลที่ห้อยอยู่ฉะนั้น บัดนี้ท่านละทิ้งรุกขธรรมเสียแล้ว เมื่อท่านละทิ้งรุกขธรรมเสียอย่างนี้ เราจักเข้าไปยังโคนต้นไม้แม้ต้นอื่น แสวงหาอาหารของเรา แล้วจึงกล่าวคาถานี้ว่า
แน่ะไม้มะรื่น การที่ท่านปล่อยผลไม้ไห้กลิ้งมา นั้น เราผู้เป็นกวางรู้แล้ว เราจะไปสู่ไม้นะรื่นต้นอื่น เพราะเราไม่ชอบใจผลของท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า าตํ ได้แก่ ปรากฏ คือเกิดแล้ว. บทว่า เอตํ โยคว่า กรรมนี้. บทว่า กุรุงฺคสฺส แปลว่า เนื้อชนิดกวาง. บทว่า ยํ ตฺวํ เสปณฺณิ เสยฺยสิ ความว่า ดูก่อนต้นไม้มะรื่นผู้เจริญการที่ท่านปล่อยให้ผลกลิ้งตกลงข้างหน้า คือได้เป็นผู้มีผลกระจายมานั้น ทั้งหมดเกิดเป็นสิ่งลามกสำหรับเนื้อกวาง. ด้วยบทว่า น เม เต รุจฺจเต นี้กวางกล่าวว่า เราไม่ชอบใจผลของท่านผู้ให้ผลอยู่อย่างนี้ ท่านจงหยุดเถิดเราจักไปที่อื่น ดังนี้ ได้ไปแล้ว.
ลำดับนั้น นายพรานทั้งที่นั่งอยู่บนห้างนั่นแล พุ่งหอกไปเพื่อพระโพธิสัตว์นั้นแล้วกล่าวว่า ท่านจงไปเถิด บัดนี้เราเป็นคนผิดหวังท่าน. พระโพธิสัตว์หันกลับมายืนกล่าวว่า บุรุษผู้เจริญ แม้บัดนี้ท่านผิดหวังเราก็จริง แต่ถึงกระนั้นท่านจะไม่ผิดหวังมหานรก ๘ ขุม อุสสทนรก ๑๖ ขุม และกรรมกรณ์ทั้งหลายมีการจองจำ ๕ ประการเป็นต้น ก็แหละครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วก็ได้ไปตามชอบใจ ฝ่ายนายพรานลงมาแล้วไปตามความชอบใจ.
แม้พระศาสดาก็ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวทัตตะเกียกตะกายเพื่อจะฆ่าเราในบัดนี้ เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน ก็ตะเกียกตะกายแล้วเหมือนกัน ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาสืบอนุสนธิแล้วทรงประชุมชาดกว่า นายพรานนั่งห้างในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัต ส่วนกวางในครั้งนั้นได้เป็นเราแล.
จบกุรุงคมิคชาดกที่ ๑
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๒๗๙–๒๘๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๓ กุรุงฺควคฺควณฺณนา
๑ กุรุงฺคมิคชาตกํ
ญาตเมตํ กุรุงฺคสฺสาติ อิทํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต เทวทตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
เอกสฺมึ หิ สมเย ธมฺมสภายํ สนฺนิปติตฺวา ภิกฺขู อาวุโส เทวทตฺโต ตถาคตสฺส ฆาตนตฺถาย ธนุคฺคเห ปโยเชสิ สิลํ ปวิชฺฌิ ธนปาลกํ วิสฺสชฺเชสิ สพฺพทาปิ ทสพลสฺส วธาย ปริสกฺกตีติ เทวทตฺตสฺส อวณฺณํ กเถนฺตา นิสีทึสุ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา ปญฺญตฺตาสเน นิสินฺโน กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิ ฯ ภนฺเต เทวทตฺโต ตุมฺหากํ วธาย ปริสกฺกตีติ เทวทตฺตสฺส อคุณกถาย สนฺนิสินฺนมฺหาติ ฯ สตฺถา น ภิกฺขเว เทวทตฺโต อิทาเนว มม วธาย ปริสกฺกติ ปุพฺเพปิ ปริสกฺกติเยว น จ ปน มํ วธิตุํ อสกฺขีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต กุรุงฺคมิโค หุตฺวา เอกสฺมึ อรญฺญายตเน ผลาผลานิ ขาทนฺโต วสติ ฯ โส เอกสฺมึ กาเล ผลสมฺปนฺเน เสปณฺณิรุกฺเข เสปณฺณิผลานิ ขาทติ ฯ อเถโก คามวาสี อฏฺฏกลุทฺทโก ผลิตรุกฺขมูเลสุ มิคานํ ปทานิ อุปธาเรตฺวา อุปริรุกฺเข อฏฺฏกํ พนฺธิตฺวา ตตฺถ นิสีทิตฺวา ผลานิ ขาทิตุํ อาคเต มิเค สตฺติยา วิชฺฌิตฺวา เตสํ มํสํ วิกฺกิณนฺโต ชีวิตํ กปฺเปสิ ฯ โส เอกทิวสํ ตสฺมึ รุกฺขมูเล โพธิสตฺตสฺส ปทวลญฺชํ ทิสฺวา ตสฺมึ เสปณฺณิรุกฺเข อฏฺฏกํ พนฺธิตฺวา ปาโตว ภุญฺชิตฺวา สตฺตึ อาทาย วนํ ปวิสิตฺวา ตํ รุกฺขํ อภิรุหิตฺวา อฏฺฏเก นิสีทิ ฯ โพธิสตฺโตปิ ปาโตว วสนฏฺฐานา นิกฺขมิตฺวา เสปณฺณิผลานิ ขาทิสฺสามีติ อาคมฺม ตํ รุกฺขมูลํ สหสาว อปวิสิตฺวา กทาจิ อฏฺฏกลุทฺทกา รุกฺเขสุ อฏฺฏกํ พนฺธนฺติ อตฺถิ นุ โข เอวรูโป อุปทฺทโวติ ปริคฺคณฺหนฺโต พาหิรโตว อฏฺฐาสิ ฯ ลุทฺทโกปิ โพธิสตฺตสฺส อนาคมนภาวํ ญตฺวา อฏฺฏเก นิสินฺโนว เสปณฺณิผลานิ ขิปิตฺวา ตสฺส ปุรโต ปาเตสิ ฯ โพติสตฺโต อิมานิ ผลานิ อาคนฺตฺวา มยฺหํ ปุรโต ปตนฺติ อตฺถิ นุ โข ตสฺส อุปริ ลุทฺทโกติ ปุนปฺปุนํ โอโลเกนฺโต ลุทฺทกํ ทิสฺวา อปสฺสนฺโต วิย หุตฺวา อมฺโภ รุกฺข ปุพฺเพ ตฺวํ โอลมฺพกํ จาเลนฺโต วิย อุชุกเมว ผลานิ ปาเตสิ อิทานิ รุกฺขธมฺมํ ปริจฺจชสิ เอวํ ตยา รุกฺขธมฺเม ปริจฺจตฺเต อหมญฺญํปิ รุกฺขมูลํ อุปสงฺกมิตฺวา มยฺหํ อาหารํ ปริเยสิสฺสามีติ วตฺวา อิมํ คาถมาห
ญาตเมตํ กุรุงฺคสฺส ยํ ตฺวํ เสปณฺณิ เสยฺยสิ
อญฺญํ เสปณฺณึ คจฺฉามิ น เม เต รุจฺจเต ผลนฺติ ฯ
ตตฺถ ญาตนฺติ ปากฏํ ชาตํ ฯ เอตนฺติ อิทํ กมฺมํ ฯ กุรุงฺคสฺสาติ กุรุงฺคมิคสฺส ฯ ยํ ตฺวํ เสปณฺณิ เสยฺยสีติ ยํ ตฺวํ อมฺโภ เสปณฺณิรุกฺข ปุรโต ผลานิ ปาติยมาโน เสยฺยสิ วิสิณฺณผโล อโหสิ ตํ สพฺพํ กุรุงฺคมิคสฺส ปาปกํ ชาตํ ฯ น เม เต รุจฺจเตติ เอวํ ผลํ ททมานาย น เม ตว ผลํ รุจฺจติ ติฏฺฐ ตฺวํ อหํ อญฺญตฺถ คมิสฺสามีติ อคมาสิ ฯ
อถสฺส ลุทฺทโก อฏฺฏเก นิสินฺโนว สตฺตึ ขิปิตฺวา คจฺฉ วิรทฺโธทานิมฺหิ ตนฺติ อาห ฯ โพธิสตฺโต นิวตฺติตฺวา ฐิโตว อาห อมฺโภ ปุริส อิทานิปิ กิญฺจาปิ มํ วิรทฺโธ อฏฺฐ ปน มหานิรเย โสฬส อุสฺสทนิรเย ปญฺจวิธพนฺธนาทีนิ จ กมฺมกรณานิ อวิรทฺโธเยวาสีติ ฯ เอวญฺจ ปน วตฺวา ยถารุจึ คโต ฯ ลุทฺโทปิ โอตริตฺวา ยถารุจึ คโต ฯ
สตฺถาปิ น ภิกฺขเว เทวทตฺโต อิทาเนว มม วธาย ปริสกฺกติ ปุพฺเพปิ ปริสกฺกติเยว น จ ปน มํ วธิตุํ อสกฺขีติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา อฏฺฏกลุทฺทโก เทวทตฺโต อโหสิ กุรุงฺคมิโค ปน อหเมวาติ ฯ
กุรุงฺคมิคชาตกํ ปฐมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗