ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ธัมมัทธชชาดก
ชาดกที่ ๒๒๐ · ทุกนิบาตชาดก · พีรณัตถัมภกวรรค

ธัมมัทธชชาดก

ว่าด้วยผู้ถึงธรรมของสัตบุรุษ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๘๙ · บรรทัด ๑๖๖๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากธัมมัทธชชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๒ จาก ๒

เรื่องเล่า

ก็ในกาลนั้นพระราชาฉัตตปาณีนั้น คิดว่าเราละเลยสนมหนึ่งหมื่นหกพัน คลอเคลียอยู่กับพระเทวีเพียงนางเดียวเท่านั้นด้วยอำนาจกิเลส ยังไม่สามารถจะให้นางอิ่มหนำได้ ขึ้นชื่อว่าการโกรธต่อหญิงทั้งหลายที่ให้เต็มได้ยาก อย่างนี้ก็เช่นกับการโกรธผ้านุ่งที่เศร้าหมองว่า เหตุใดจึงเศร้าหมองและเป็นเช่นกับการโกรธอาหารที่บริโภคแล้วกลับเป็นคูถ ว่าทำไมจึงกลับเป็นคูถ. ต่อแต่นี้ไปเราขออธิษฐานว่า ยังไม่บรรลุอรหัตตราบใด ขอความริษยาจงอย่าเกิดแก่เราเพราะอาศัยกิเลสตราบนั้น. ตั้งแต่นั้นมาพระราชามิได้ทรงริษยาเลย ฉัตตปาณีกัลบกกล่าวว่าเพราะฉะนั้นข้าพระองค์จึงไม่ริษยา หมายถึงความข้อนี้.

ลําดับนั้นพระราชาตรัสถามว่า ดูก่อนท่านฉัตตปาณี ท่านเห็นอารมณ์อันใดจึงเป็นผู้ไม่ดื่มน้ำเมา. ฉัตตปาณีเมื่อจะกราบทูลถึงเหตุนั้นจึงกล่าวคาถานี้ว่า :-

ข้าแต่มหาราช ข้าพระพุทธเจ้าเมาแล้ว จึงได้กินเนื้อบุตร ข้าพระพุทธเจ้าถูกความโศก ถึงบุตรนั้นกระทบแล้ว จึงเว้นการดื่มน้ำเมา.

อธิบายความในคาถานั้นว่า ข้าแต่มหาราชเมื่อครั้งก่อนข้าพระองค์เป็นพระเจ้าพาราณสีเช่นเดียวกับพระองค์ ขาดน้ำเมาเสียแล้วก็ไม่สามารถจะดำเนินชีวิตไปได้ แม้อาหารที่ไม่มีเนื้อก็ไม่สามารถบริโภคได้. ที่พระนครไม่มีการฆ่าสัตว์ในวันอุโบสถ. พ่อครัวซื้อเนื้อมาเก็บไว้แต่วัน ๑๓ ค่ำแห่งปักษ์. เนื้อนั้นเก็บไว้ไม่ดี สุนัขจึงกินเสียหมด. พ่อครัวหาเนื้อในวันอุโบสถไม่ได้ จึงปรุงอาหารมีรสเลิศต่าง ๆ สำหรับพระราชายกขึ้นไปบนปราสาท แต่ไม่อาจนำเข้าไปได้ จึงเข้าไปเฝ้าพระเทวีกราบทูลว่า ข้าแต่พระเทวีวันนี้ข้าพระองค์หาเนื้อไม่ได้ จึงไม่อาจนำพระกระยาหารที่ไม่มีเนื้อเข้าไปถวายได้ ข้าพระองค์จะทำอย่างไรดี. พระเทวีตรัสว่า นี่แน่ะเจ้าโอรสของเราเป็นที่รักโปรดปรานของพระราชา. พระราชาทรงเห็นโอรสของเราแล้วก็จะทรงจุมพิตสวมกอดโอรสนั้นเพลินจนไม่ทรงทราบว่า เนื้อมีหรือไม่มีสำหรับพระองค์. เราจะแต่งตัวโอรสแล้วให้นั่งบนพระเพลาของพระราชา เวลาที่พระองค์ทรงหยอกล้อพระโอรส ท่านจึงค่อยนำพระกระยาหารเข้าไปถวาย. พระเทวีตรัสดังนั้นแล้วจึงตกแต่งพระราชกุมารโอรสของพระองค์ให้นั่งบนพระเพลาของพระราชา. ในเวลาที่พระราชาทรงหยอกล้อเล่นกับพระโอรส พ่อครัวจึงนำพระกระยาหารเข้าไปถวาย. พระราชาทรงเมาสุรา ไม่ทรงเห็นเนื้อในถาด จึงตรัสถามว่า เนื้ออยู่ที่ไหนพ่อครัวกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ข้าพระองค์หาเนื้อไม่ได้เพราะวันนี้เป็นวันอุโบสถ ไม่มีการฆ่าสัตว์ จึงตรัสว่า ชื่อว่าเนื้อสำหรับเราหาได้ยากนักหรือ จึงทรงหักคอพระโอรสที่นั่งอยู่บนพระเพลา จนถึงสิ้นชีพิตักษัย โยนไปข้างหน้าพ่อครัวตรัสว่า จงไปปรุงมาโดยเร็ว. พ่อครัวได้ทำตามรับสั่ง. พระราชาได้เสวยพระกระยาหารด้วยเนื้อพระโอรสแล้ว. มิได้มีผู้สามารถร่ำไห้ทัดทานแม้แต่คนเดียว เพราะกลัวพระราชา. พระราชาครั้นเสวยเสร็จแล้วเสด็จเข้าห้องบรรทม ทรงตื่นบรรทมตอนใกล้รุ่ง ทรงสร่างเมาแล้วรับสั่งว่า จงนำโอรสของเรามา. ในกาลนั้นพระเทวีหมอบกันแสงร่ำไห้อยู่ ณ แทบพระบาท เมื่อพระราชาตรัสถามว่า กันแสงเรื่องอะไร กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์เมื่อวานนี้พระองค์ทรงฆ่าพระโอรสแล้วเสวยพระกระยาหารกับเนื้อพระโอรสเพคะ. พระราชาทรงกันแสงด้วยความโศกถึงพระโอรส ทรงเห็นโทษในการดื่มน้ำเมาว่า ทุกข์นี้เกิดขึ้นแก่เรา เพราะอาศัยการดื่มน้ำเมา แล้วทรงกำฝุ่นขึ้นมาทาพระพักตร์ ทรงอธิษฐานว่า ตั้งแต่นี้ไปเรายังไม่บรรลุพระอรหัตตราบใด เราจักไม่ดื่มสุราอันทำความพินาศเช่นนี้ตราบนั้น. ตั้งแต่นั้นมาพระองค์มิได้ทรงดื่มน้ำเมาอีกเลย. ฉัตตปาณีกัลบกกล่าวคาถานี้ว่า ปมตฺโตหํ มหาราช หมายถึงความนี้.

ลำดับนั้นพระราชาตรัสถามฉัตตปาณีว่า ฉัตตปาณีท่านเห็นอารมณ์อะไรหรือ จึงไม่มีความรัก. ฉัตตปาณีเมื่อจะทูลเหตุนั้น จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-

ข้าพระองค์เป็นพระราชาพระนามว่า กิตวาส โอรสของข้าพระองค์ทำลายบาตรของ พระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วสิ้นชีวิต ข้าพระองค์ไม่ มีความรักเพราะโอรสนั้นเป็นเหตุ.

ความในคาถานั้นว่า ข้าแต่มหาราชเมื่อครั้งก่อนข้าพระองค์เป็นพระราชาพระนามว่า กิตวาส ในกรุงพาราณสี. โอรสของข้าพระองค์ได้ประสูติ. ครั้นประสูติแล้ว โหรเห็นลักษณะพระโอรสแล้วทํานายว่า ข้าแต่มหาราช พระอาญาไม่พ้นเกล้า พระโอรสนี้จักอดน้ำสิ้นพระชนม์ พระเจ้าข้า. พระชนกชนนีทรงขนานนามพระโอรสนั้นว่า ทุฏฐกุมาร. กุมารนั้นครั้นเจริญวัยแล้ว ได้ดำรงตำแหน่งเป็นอุปราช. พระราชาโปรดให้พระกุมารตามเสด็จ ข้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้างเสมอ. และเพราะเกรงพระโอรสจะอดน้ำตาย จึงรับสั่งให้ขุดสระโบกขรณีไว้ในที่นั้น ๆภายในพระนครในประตูทั้งสี่ด้าน. รับสั่งให้สร้างมณฑปไว้ตามสี่แยกเป็นต้น แล้วให้ตั้งตุ่มน้ำดื่มไว้. วันหนึ่งพระกุมารแต่งพระองค์เสด็จประพาสอุทยานแต่เช้าตรู่ พบพระปัจเจกพุทธเจ้าในระหว่างทาง. มหาชนเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วต่างก็กราบไหว้สรรเสริญและประคองอัญชลีแด่พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น. พระกุมารนั้นคิดว่า พวกที่ไปกับคนเช่นเราพากันกราบไหว้สรรเสริญประคองอัญชลีแด่สมณะโล้นนี้ ทรงพิโรธ ลงจากช้างเข้าไปหาพระปัจเจกพุทธเจ้า ตรัสถามว่า สมณะท่านได้ภัตตาหารแล้วหรือ พระปัจเจกพุทธเจ้าบอกว่า ได้แล้วพระกุมาร. พระกุมารจึงแย่งบาตรจากมือพระปัจเจกพุทธเจ้าทุ่มลงบนพื้นดินเหยียบย่ำยีภัตตาหารให้แหลกไป. พระปัจเจกพุทธเจ้าแลดูหน้าพระกุมารนั้น คิดว่าสัตว์ผู้นี้ทีจะวอดวายเสียแล้วหนอ. พระกุมารตรัสว่า สมณะเราเป็นโอรสของพระเจ้ากิตวาส มีนามว่าทุฏฐกุมาร ท่านโกรธเรา มองดูตาเรา จะทำอะไรเรา. พระปัจเจกพุทธเจ้า บาตรแตกแล้วจึงเหาะขึ้นสู่เวหาไปสู่เงื้อมเขานันทมูล ณ หิมวันตประเทศ เบื้องทิศอุดร. ขณะนั้นเองกรรมชั่วของพระกุมารก็ให้ผลทันตา. พระกุมารมีพระวรกายเร่าร้อนพลุ่งพล่าน ตรัสว่า ร้อนเหลือเกินล้มลง ณ ที่นั้นเอง. น้ำทั้งหมดที่มีอยู่ ณ ที่นั้น ๆ ก็เหือดแห้ง. สระทั้งหลายก็แห้งผาก. พระกุมารสิ้นชีพิตักษัยในที่นั้นเอง ไปบังเกิดในนรกอเวจี.

พระราชาทรงสดับเรื่องราวนั้นแล้ว ถูกความโศกถึงพระโอรสครอบงำ ทรงดำริว่า ความโศกของเรานี้เกิดขึ้นแต่สิ่งที่เรารัก หากเราจะไม่มีความรักแล้ว ความโศกก็จะไม่เกิดขึ้นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขึ้นชื่อว่าความรักในสิ่งใด ๆ ทั้งที่มีวิญญาณหรือไม่มีวิญญาณ อย่าได้เกิดขึ้นแก่เราเลย ทรงอธิษฐานดังนี้แล้ว. ตั้งแต่นั้นไปก็ไม่มีความรักเลย. ฉัตตปาณีกล่าวคาถาว่ากิตวาโส นามาหํ หมายถึงเนื้อความนั้น.

ลำดับนั้นพระราชาตรัสถามฉัตตปาณีว่า ดูก่อนฉัตตปาณีท่านเห็นอารมณ์อันใดเล่า จึงเป็นผู้ไม่โกรธ. ฉัตตปาณีเมื่อจะกราบทูลความนั้น จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-

ข้าพระองค์เป็นดาบสชื่อว่าอรกะ เจริญ เมตตาจิตเจ็ดปีอยู่ในพรหมโลก เจ็ดกัป เพราะ ฉะนั้นจึงเป็นผู้ไม่โกรธ.

ความในคาถานั้นว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์เป็นดาบสชื่ออรกะ เจริญเมตตาจิต เจ็ดปี แล้วอยู่ในพรหมโลกถึงเจ็ดสังวัฏฏกัป วิวัฏฏกัป ข้าพระองค์นั้นจึงไม่เป็นผู้ไม่โกรธ เพราะประพฤติสั่งสมเมตตาภาวนาสิ้นกาลนาน.

เมื่อฉัตตปาณีกราบทูลองค์ ๔ ของตนอย่างนี้แล้ว พระราชาได้ทรงให้สัญญาที่นัดหมายไว้แก่บริษัท. ทันใดนั้นเองเหล่าอำมาตย์มีพราหมณ์และคหบดีเป็นต้น ต่างลุกฮือกันขึ้นกล่าวว่า แน่ะ เจ้าคนกินสินบน โจรผู้ชั่วร้าย เจ้าไม่ได้กินสินบนแล้ว จึงคิดจะฆ่าบัณฑิต ต่างช่วยกันจับมือและเท้ากาฬกะเสนาบดีพาลงจากพระราชนิเวศน์ ทุบศีรษะด้วยก้อนหินและไม้ฆ้อนคนละไม้คนละมือ จนถึงแก่ความตาย จึงจับเท้าลากไปทิ้งไว้ที่กองหยากเยื่อ. ตั้งแต่นั้นมาพระราชาทรงครองราชสมบัติโดยธรรม ครั้นสวรรคตแล้วก็เสด็จไปตามยถากรรม.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. กาฬกะเสนาบดีในครั้งนั้นได้เป็น เทวทัตในครั้งนี้. ฉัตตปาณีอุบาสกได้เป็นสารีบุตร ส่วนธัมมัทธชปุโรหิต คือเราตถาคตนี้แล.

จบ อรรถกถาธัมมัทธชชาดกที่ ๑๐

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. โสมทัตตชาดก ๒. อุจฉิฏฐภัตตชาดก ๓. ภรุราชชาดก๔. ปุณณนทีชาดก ๕. กัจฉปชาดก ๖. มัจฉชาดก ๗. เสคคุชาดก ๘. กูฏวาณิชชาดก ๙. ครหิตชาดก ๑๐. ธัมมัทธชชาดก.

จบ พีรณัตถัมภกวรรคที่ ๗ ๘. กาสาววรรค

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๒ / ๒

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๓๖๕–๓๘๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทุกนิบาตชาดก · ๔๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๑๐ ธมฺมทฺธชชาตกํ

สุขํ ชีวิตรูโปสีติ อิทํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต วธาย ปริสกฺกนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตทา หิ สตฺถา น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ เทวทตฺโต มยฺหํ วธาย ปริสกฺกเตว, ตาสมตฺตมฺปิ กาตุํ นาสกฺขีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ ยสปาณี นาม ราชา ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสิ ฯ กาฬโก นามสฺส เสนาปติ อโหสิ ฯ ตทา โพธิสตฺโต ตสฺเสว ปุโรหิโต อโหสิ นาเมน ธมฺมทฺธโช ฯ รญฺโญ ปนสฺส สีสปสาธนกปฺปโก ฉตฺตปาณี นาม ฯ ราชา ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสิ ฯ เสนาปติ ปนสฺส วินิจฺฉยํ กโรนฺโต ลญฺจํ ขาทติ ปรปิฏฺฐิมํสิโก วิย ลญฺจํ คเหตฺวา อสามิเก สามิเก กโรติ ฯ อเถกทิวสํ วินิจฺฉเย ปราชิโต มนุสฺโส พาหา ปคฺคยฺห กนฺทนฺโต วินิจฺฉยา นิกฺขนฺโต ราชุปฏฺฐานํ คจฺฉนฺตํ โพธิสตฺตํ ทิสฺวา ตสฺส ปาเทสุ ปติตฺวา ตุมฺหาทิเสสุ นาม สามิ รญฺโญ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ อนุสาสนฺเตสุ กาฬกเสนาปติ ลญฺจํ คเหตฺวา อสามิเก สามิเก กโรตีติ อตฺตโน ปราชิตภาวํ กเถสิ ฯ โพธิสตฺโต การุญฺญํ อุปฺปาเทตฺวา เอหิ ภเณ, อฏฺฏํ เต วินิจฺฉินิสฺสามีติ ตํ คเหตฺวา วินิจฺฉยฏฺฐานํ อคมาสิ ฯ มหาชโน สนฺนิปติ ฯ โพธิสตฺโต ตํ อฏฺฏํ ปฏิวินิจฺฉิตฺวา สามิกํ เยว สามิกํ อกาสิ ฯ มหาชโน สาธุการํ อทาสิ ฯ โส สทฺโท มหา อโหสิ ฯ ราชา ตํ สุตฺวา กึสทฺโท นาเมโสติ ปุจฺฉิ ฯ เทว ธมฺมทฺธชปณฺฑิเตน ทุพฺพินิจฺฉิโต อฏฺโฏ สุวินิจฺฉิโต, ตตฺเถโส สาธุการสทฺโทติ ฯ ราชา ตุฏฺโฐ โพธิสตฺตํ ปกฺโกสาเปตฺวา อฏฺโฏ กิร เต อาจริย วินิจฺฉิโตติ ปุจฺฉิตฺวา อาม มหาราช กาฬเกน ทุพฺพินิจฺฉิตํ อฏฺฏํ วินิจฺฉิตนฺติ วุตฺเต อิโตทานิ ปฏฺฐาย ตุมฺเห ว อฏฺฏํ วินิจฺฉินถ, มยฺหญฺจ กณฺณสุขํ ภวิสฺสติ, โลกสฺส จ วุฑฺฒีติ วตฺวา อนิจฺฉนฺตมฺปิ ตํ สตฺตานุทยาย วินิจฺฉเย นิสีทถาติ ยาจิตฺวา สมฺปฏิจฺฉาเปติ ฯ ตโต ปฏฺฐาย โพธิสตฺโต วินิจฺฉเย นิสีทติ ฯ สามิเก เยว สามิเก กโรติ ฯ กาฬโก ตโต ปฏฺฐาย ลญฺจํ อลภนฺโต ลาภโต ปริหายิตฺวา มหาราช ธมฺมทฺธชปณฺฑิโต เต รชฺชํ ปตฺเถตีติ โพธิสตฺตํ รญฺโญ อนฺตเร ปริภินฺทิ ฯ ราชา อสทฺทหนฺโต มา เอวํ อวจาติ ปฏิกฺขิปิ ฯ ปุน เตน สเจ เม น สทฺทหถ, ตสฺสาคมนกาเล วาตปาเนน โอโลเกถ, อถ เตน สกลนครสฺส อตฺตโน หตฺเถ กตภาวํ ปสฺสิสฺสถาติ วุตฺเต ราชา ตสฺส อฏฺฏการกปริสํ ทิสฺวา เอตสฺเสว ปริสาติ สญฺญาย ภิชฺชิตฺวา กึ กโรม เสนาปตีติ ปุจฺฉิ ฯ เทว เอตํ มาเรตุํ วฏฺฏตีติ ฯ โอฬาริกโทสํ อปสฺสนฺตา กถํ มาเรสฺสามาติ ฯ อตฺเถโก อุปาโยติ ฯ กตรูปาโยติ ฯ อสยฺหมสฺส กมฺมํ อาโรเปตฺวา ตํ กาตุํ อสกฺโกนฺตํ เตน โทเสน มาเรสฺสามาติ ฯ กึ ปนสฺส อสยฺหกมฺมนฺติ ฯ มหาราช อุยฺยานํ นาม สารภูมิยํ โรปิตํ ปฏิชคฺคิยมานํ ตีหิ จตูหิ สํวจฺฉเรหิ ผลํ เทติ, ตุมฺเห ตํ ปกฺโกสาเปตฺวา ปณฺฑิต มยํ ปุราณอุยฺยาเน จิรํ กีฬิมฺหา, อิทานิ นวอุยฺยาเน กีฬิตุกามมฺหา, เสฺว อุยฺยานํ กีฬิสฺสาม, อุยฺยานํ เม มาเปหีติ วทถ, โส มาเปตุํ น สกฺขิสฺสติ, อถ นํ ตสฺมึ โทเส มาเรสฺสามาติ ฯ ราชา โพธิสตฺตํ อามนฺเตตฺวา ปณฺฑิต มยํ ปุราณอุยฺยาเน จิรํ กีฬิมฺหา, อิทานิ นวอุยฺยาเน กีฬิตุกามมฺหา, เสฺว กีฬิสฺสาม, อุยฺยานํ โน มาเปหิ, สเจ มาเปตุํ น สกฺขิสฺสสิ, ชีวิตํ เต นตฺถีติ ฯ โพธิสตฺโต กาฬเกน ลญฺจํ อลภมาเนน ราชา ปริภินฺโน ภวิสฺสตีติ ญตฺวา สกฺโกนฺโต ชานิสฺสามิ มหาราชาติ วตฺวา เคหํ คนฺตฺวา สุโภชนํ ภุญฺชิตฺวา จินฺตยมาโน สยเน นิปชฺชิ ฯ สกฺกสฺส ภวนํ อุณฺหาการํ ทสฺเสสิ ฯ สกฺโก อาวชฺเชนฺโต โพธิสตฺตสฺส จิตฺตํ ญตฺวา เวเคนาคนฺตฺวา สิริคพฺภํ ปวิสิตฺวา อากาเส ฐตฺวา กึ จินฺเตสิ ปณฺฑิตาติ ปุจฺฉิ ฯ โกสิ ตฺวนฺติ ฯ สกฺโกหมสฺมีติ ฯ ราชา เม ๑- นวอุยฺยานํ มาเปสิ, กินฺติ กตฺวา มาเปสฺสามีติ จินฺเตสินฺติ ฯ ปณฺฑิต มา จินฺตยิ, อหํ เต นนฺทนวนจิตฺตลตาวนสทิสํ อุยฺยานํ มาเปสฺสามิ, กตรสฺมึ ฐาเน มาเปหีติ อาห ฯ อสุกฏฺฐาเน มาเปหีติ ฯ สกฺโก มาเปตฺวา เทวนครเมว คโต ฯ ปุนทิวเส โพธิสตฺโต อุยฺยานํ ปจฺจกฺขโต ทิสฺวา คนฺตฺวา รญฺโญ อาโรเจสิ นิฏฺฐิตํ เต มหาราช อุยฺยานํ, กีฬิสฺสถาติ ๒- ฯ ราชา คนฺตฺวา อฏฺฐารสหตฺเถน มโนสิลาวณฺเณน ปากาเรน ปริกฺขิตฺตํ ทฺวารฏฺฏาลกสมฺปนฺนํ

@เชิงอรรถ: ๑ มนฺติปิ ฯ ๒ กีลสฺสูติปิ ฯ ปุปฺผผลภารภริตนานารุกฺขปฏิมณฺฑิตํ อุยฺยานํ ทิสฺวา กาฬกเสนาปตึ ปุจฺฉิ ปณฺฑิเตน อมฺหากํ วจนํ กตํ, อิทานิ กึ กโรมาติ ฯ มหาราช เอกรตฺเตน อุยฺยานํ มาเปตุํ สกฺโกนฺโต รชฺชํ คเหตุํ กึ น สกฺโกตีติ ฯ กึ ทานิ กโรมาติ ฯ อยมฺปิ นํ อสยฺหกมฺมํ กาเรมาติ ฯ กึ กมฺมํ นามาติ ฯ สตฺตรตนมยํ โปกฺขรณึ มาเปถาติ ฯ ราชา สาธูติ โพธิสตฺตํ อามนฺเตตฺวา อาจริย อุยฺยานํ ตาว เต มาปิตํ, เอตสฺส ปน อนุจฺฉวิกํ สตฺตรตนมยํ โปกฺขรณึ มาเปหิ, สเจ มาเปตุํ นาสกฺขิสฺสสิ, ชีวิตํ เต นตฺถีติ อาห ฯ โพธิสตฺโต มหาราช สกฺโกนฺโต มาเปสฺสามีติ ฯ อถ สกฺโก โปกฺขรณึ มาเปสิ โสภคฺคปฺปตฺตํ สตติตฺถํ สหสฺสวงฺกํ ปญฺจวณฺณปทุมสญฺฉนฺนํ นนฺทนโปกฺขรณีสทิสํ ฯ ปุนทิวเส โพธิสตฺโต ตมฺปิ ปจฺจกฺขํ กตฺวา รญฺโญ อาโรเจสิ มาปิตา เต เทว โปกฺขรณีติ ฯ ราชา ตมฺปิ ทิสฺวา อิทานิ กึ กโรมาติ กาฬกํ ปุจฺฉิ ฯ อุยฺยานสฺส อนุจฺฉวิกํ เคหมฺปิ มาเปตุํ อาณาเปหิ เทวาติ ฯ ราชา อิทานิ อาจริย อิมสฺส อุยฺยานสฺส เจว โปกฺขรณิยา จ อนุจฺฉวิกํ สพฺพทนฺตมยํ เคหํ มาเปหิ, โน เจ มาเปสฺสสิ, ชีวิตนฺเต นตฺถีติ อาห ฯ อถสฺส สกฺโก เคหมฺปิ มาเปสิ ฯ โพธิสตฺโต ปุนทิวเส ตํ ปจฺจกฺขํ กตฺวา รญฺโญ อาโรเจสิ ฯ ราชา ตมฺปิ ทิสฺวา อิทานิ กึ กโรมาติ กาฬกํ ปุจฺฉิ ฯ เคหสฺส อนุจฺฉวิกํ มณึ มาเปตุํ อาณาเปหิ มหาราชาติ อาห ฯ ราชา โพธิสตฺตํ อามนฺเตตฺวา ปณฺฑิต อิมสฺส ทนฺตมยเคหสฺส อนุจฺฉวิกํ มณึ มาเปหิ, มณิอาโลเกน จริสฺสามิ, สเจ มาเปตุํ น สกฺโกสิ, ชีวิตนฺเต นตฺถีติ อาห ฯ อถสฺส สกฺโก มณึ มาเปสิ ฯ โพธิสตฺโต ปุนทิวเส ตํ ปจฺจกฺขํ กตฺวา รญฺโญ อาโรเจสิ ฯ ราชา ตมฺปิ ทิสฺวา อิทานิ กึ กโรมาติ กาฬกํ ปุจฺฉิ ฯ มหาราช ธมฺมทฺธชพฺราหฺมณสฺส อิจฺฉิติจฺฉิตทายิกา เทวตา อตฺถิ มญฺเญ, อิทานิ ยํ เทวตาปิ มาเปตุํ น สกฺโกติ, ตํ อาณาเปหิ, จตุรงฺคสมนฺนาคตํ นาม มนุสฺสํ เทวตาปิ มาเปตุํ น สกฺโกติ, ตสฺมา จตุรงฺคสมนฺนาคตํ เม อุยฺยานปาลํ มาเปหีติ นํ วทาหีติ อาห ฯ ราชา โพธิสตฺตํ อามนฺเตตฺวา อาจริย ตยา อมฺหากํ อุยฺยานโปกฺขรณี- ทนฺตมยปาสาโท ตสฺส อาโลกกรณตฺถาย มณิรตนญฺจ มาปิตํ, อิทานิ เม อุยฺยานรกฺขณกํ จตุรงฺคสมนฺนาคตํ อุยฺยานปาลํ มาเปหิ, โน เจ มาเปสฺสสิ, ชีวิตนฺเต นตฺถีติ อาห ฯ โพธิสตฺโต โหตุ ลภมานา ๑- ชานิสฺสามาติ เคหํ คนฺตฺวา สุโภชนํ ภุญฺชิตฺวา นิปนฺโน ปจฺจูสกาเล ปพุชฺฌิตฺวา สยนปิฏฺเฐ นิสินฺโน จินฺเตสิ สกฺโก เทวราชา ยํ อตฺตนา สกฺกา มาเปตุํ ตํ มาเปสิ, จตุรงฺคสมนฺนาคตํ ปน อุยฺยานปาลํ น สกฺกา มาเปตุํ, เอวํ สนฺเต ปเรสํ หตฺเถ มรณโต อรญฺเญ อนาถมรณเมว วรตรนฺติ ฯ โส กสฺสจิ อนาโรเจตฺวา ปาสาทา โอตริตฺวา อคฺคทฺวาเรเนว นครา นิกฺขมิตฺวา อรญฺญํ ปวิสิตฺวา อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล สตํ ธมฺมํ อาวชฺชมาโน นิสีทิ ฯ สกฺโก ตํ การณํ ญตฺวา วนจรโก วิย หุตฺวา โพธิสตฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา พฺราหฺมณ ตฺวํ สุขุมาโล กทาจิ อทิฏฺฐปุพฺพทุกฺขรูโป

@เชิงอรรถ: ๑ ลภมาโน ชานิสฺสามีติปิ ฯ วิย อิมํ อรญฺญํ ปวิสิตฺวา กึ กโรนฺโต นิสินฺโนสีติ อิมมตฺถํ ปุจฺฉนฺโต ปฐมํ คาถมาห

สุขํ ชีวิตรูโปสิ รฏฺฐา วิวนมาคโต,

โส เอกโก (อรญฺญสฺมึ) รุกฺขมูเล กปโณ วิย ฌายสีติ ฯ

ตตฺถ สุขํ ชีวิตรูโปสีติ ตฺวํ สุเขน ชีวิตสทิโส สุเข ฐิโต สุขปริหโต วิย ฯ รฏฺฐาติ อากิณฺณมนุสฺสฏฺฐานา ฯ วิวนมาคโตติ นิรุทกฏฺฐานํ อรญฺญํ ปวิฏฺโฐ ฯ รุกฺขมูเลติ รุกฺขสมีเป ฯ กปโณ วิย ฌายสีติ กปโณ วิย เอกโก นิสินฺโน ฌายสิ ปชฺฌายสิ, กินฺนาเมตํ จินฺเตสีติ ปุจฺฉิ ฯ

ตํ สุตฺวา โพธิสตฺโต ทุติยํ คาถมาห

สุขํ ชีวิตรูโปสฺมิ รฏฺฐา วิวนมาคโต,

โส เอกโก (อรญฺญสฺมึ) รุกฺขมูเล กปโณ วิย ฌายามิ

สตํ ธมฺมํ อนุสฺสรนฺติ ฯ

ตตฺถ สตํ ธมฺมํ อนุสฺสรนฺติ สมฺม สจฺจเมตํ, อหํ สุขํ ชีวิตรูโป รฏฺฐโต วิวนมาคโต, โสหํ เอกโกว อิมสฺมึ อรญฺเญ รุกฺขมูเล นิสีทิตฺวา กปโณ วิย ฌายามิ, ยํ วจนํ วเทสิ กินฺนาเมตํ จินฺเตสีติ ตํ เต วทามิ ฯ สตํ ธมฺมนฺติ อหํ หิ สตํ ธมฺมํ อนุสฺสรนฺโต อิธ นิสินฺโน ฯ สตํ ธมฺมนฺติ พุทฺธปจฺเจกพุทฺธสาวกานํ สตํ สปฺปุริสานํ ปณฺฑิตานํ ธมฺมํ ลาโภ อลาโภ ยโส อยโส นินฺทา ปสํสา สุขํ ทุกฺขนฺติ อยํ หิ อฏฺฐวิโธ โลกธมฺโม, อิมินา ปน อพฺภาหตา สนฺโต น กมฺเปนฺติ น เวเธนฺติ อยเมตฺถ อกมฺปนสงฺขาโต สตํ ธมฺโม, อิติ อิมํ ธมฺมํ อนุสฺสรนฺโต นิสินฺโนมฺหีติ ทีเปติ ฯ

อถ นํ สกฺโก เอวํ สนฺเต พฺราหฺมณ อิมสฺมึ ฐาเน กสฺมา นิสินฺโนสีติ ฯ ราชา จตุรงฺคสมนฺนาคตํ อุยฺยานปาลํ อาหราเปสิ, ตาทิสํ น สกฺโกมิ ลทฺธุํ, โสหํ กึ เม ปรสฺส หตฺถมรเณน, อรญฺญํ ปวิสิตฺวา อนาถมรณํ มริสฺสามีติ จินฺเตตฺวา อิธ อาคนฺตฺวา นิสินฺโนมฺหีติ ฯ พฺราหฺมณ อหํ สกฺโก เทวราชา มยา เต อุยฺยานาทีนิ มาปิตานิ, จตุรงฺคสมนฺนาคตํ อุยฺยานปาลํ มาเปตุํ น สกฺโกมิ, ตุมฺหากํ รญฺโญ สีสปสาธนกปฺปโก ฉตฺตปาณี นาม จตุรงฺคสมนฺนาคโต, อุยฺยานปาเลน อตฺเถ สติ, เอตํ กปฺปกํ อุยฺยานปาลํ กาตุํ วเทหีติ ฯ อิติ สกฺโก โพธิสตฺตสฺส โอวาทํ ทตฺวา มา ภายีติ สมสฺสาเสตฺวา อตฺตโน เทวปุรเมว คโต ฯ โพธิสตฺโต เคหํ คนฺตฺวา ภุตฺตปาตราโส ราชทฺวารํ คนฺตฺวา ฉตฺตปาณิมฺปิ ตตฺเถว ทิสฺวา ตํ หตฺเถ คเหตฺวา ตฺวํ กิร สมฺม ฉตฺตปาณิ จตุรงฺคสมนฺนาคโตสีติ ปุจฺฉิตฺวา โก เต มยฺหํ จตุรงฺคสมนฺนาคตภาวํ อาจิกฺขีติ วุตฺเต สกฺโก เทวราชาติ วตฺวา กึการณา อาจิกฺขีติ วุตฺเต อิมินา การเณน อาจิกฺขีติ สพฺพํ อาจิกฺขิ ฯ โส อาม อหํ จตุรงฺคสมนฺนาคโตติ อาห ฯ อถ นํ โพธิสตฺโต หตฺเถ คเหตฺวา รญฺโญ สนฺติกํ คนฺตฺวา อยํ มหาราช ฉตฺตปาณี จตุรงฺคสมนฺนาคโต, อุยฺยานปาเลน อตฺเถ สติ, อิมํ อุยฺยานปาลํ กโรถาติ อาห ฯ อถ นํ ราชา ตฺวํ กิร จตุรงฺคสมนฺนาคโตสีติ ปุจฺฉิ ฯ อาม มหาราชาติ ฯ กตเมหิ จตุรงฺเคหิ สมนฺนาคโตสีติ ฯ

อนุสฺสุยฺยโก อหํ เทว อมชฺชปายโก อหํ

นิเสฺนหโก อหํ เทว อกฺโกธนอธิฏฺฐิโตติ ฯ

มยฺหํ มหาราช อุสฺสุยฺยา นาม นตฺถิ, มชฺชํ เม น ปิวิตปุพฺพํ, ปเรสุ สิเนโห วา โกโธ วา น ภูตปุพฺโพ, อิเมหิ จตุรงฺเคหิ สมนฺนาคโตมฺหีติ ฯ

อถ นํ ราชา ฉตฺตปาณิ อนุสฺสุยฺยโกสฺมีติ วเทสีติ ฯ อาม เทว อนุสฺสุยฺยโกมฺหีติ ฯ กึ การณํ ทิสฺวา อนุสฺสุยฺยโก ชาโตสีติ ฯ สุโณหิ เทวาติ อตฺตโน อนุสฺสุยฺยกการณํ กเถนฺโต อิมํ คาถมาห

อิตฺถิยา การณา ราช พนฺธาเปสึ ปุโรหิตํ,

โส มํ อตฺเถ นิเวเสสิ, ตสฺมาหํ อนุสฺสุยฺยโกติ ฯ

ตสฺสตฺโถ อหํ หิ ปุพฺเพ อิมสฺมึ เยว พาราณสินคเร ตาทิโส จ ราชา หุตฺวา อิตฺถิยา การณา ปุโรหิตํ พนฺธาเปสึ

อพทฺธา ตตฺถ พชฺฌนฺติ ยตฺถ พาลา จ ภาสเร,

พทฺธาปิ ตตฺถ มุจฺจนฺติ ยตฺถ ธีรา จ ภาสเรติ, อิมสฺมึ ชาตเก อาคตนเยเนว เอกสฺมึ กาเล อยํ ฉตฺตปาณิ ราชา หุตฺวา จตุสฏฺฐิยา ปาทมูลิเกหิ สทฺธึ ปทุสฺสิตฺวา โพธิสตฺตํ อตฺตโน มโนรถํ อปูเรนฺตํ นาเสตุกามาย เทวิยา ปริภินฺโน พนฺธาเปสิ ฯ ตทา พนฺธิตฺวา อานีโต โพธิสตฺโต ยถาภูตํ เทวิยา โทสํ อาโรเจตฺวา สยํ มุตฺโต รญฺญา พนฺธาปิเต สพฺเพปิ เต ปาทมูลิเก โมจาเปตฺวา เอเตสญฺจ เทวิยา จ อปราธํ ขมถ มหาราชาติ โอวทติ ฯ สพฺพํ เหฏฺฐาวุตฺตนเยเนว วิตฺถารโต เวทิตพฺพํ ฯ ตํ สนฺธายาห

อิตฺถิยา การณา ราช พนฺธาเปสึ ปุโรหิตํ,

โส มํ อตฺเถ นิเวเสสิ, ตสฺมาหํ อนุสฺสุยฺยโกติ ฯ

ตทา ปน โส จินฺเตสิ อหํ โสฬสสหสฺสา อิตฺถิโย ปหาย เอตํ เอกเมว กิเลสวเสน สงฺคณฺหนฺโตปิ ตํ สนฺตปฺเปตุํ นาสกฺขึ, เอวํ ทุปฺปูรณียานํ อิตฺถีนํ กุชฺฌนํ นาม, นิวตฺถวตฺเถ กิลิสฺสนฺเต กสฺมา กิลิสฺสตีติ กุชฺฌนสทิสํ โหติ, ภุตฺตภตฺเต คูถภาวํ อาปชฺชนฺเต กสฺมา เอตํ คูถภาวํ อาปชฺชตีติ กุชฺฌนสทิสํ วิย จ โหติ, อิโตทานิ ปฏฺฐาย ยาว อรหตฺตํ น ปาปุณามิ ตาว กิเลสํ นิสฺสาย มยฺหํ อุสฺสุยฺยา มา อุปฺปชฺชตูติ อธิฏฺฐหึ ฯ ตโต ปฏฺฐาย อนุสฺสุยฺยโก ชาโต ฯ อิทํ สนฺธาย ตสฺมาหํ อนุสฺสุยฺยโกติ อาห ฯ

อถ นํ ราชา สมฺม ฉตฺตปาณิ กึ อารมฺมณํ ทิสฺวา อมชฺชโป ชาโตสีติ ปุจฺฉิ ฯ โส ตํ การณํ อาจิกฺขนฺโต อิมํ คาถมาห

ปมตฺโตหํ ๑- มหาราช ปุตฺตมํสานิ ขาทสึ,

ตสฺส โสเกนาหํ ผุฏฺโฐ มชฺชปานํ วิวชฺชยินฺติ ฯ

อหํ มหาราช ปุพฺเพ ตาทิโส ว พาราณสิราชา หุตฺวา มชฺเชน วินา วตฺติตุํ นาสกฺขึ, อมํสกภตฺตมฺปิ ภุญฺชิตุํ นาสกฺขึ ฯ นคเร อุโปสถทิวเสสุ มาฆาโฏ โหติ ฯ ภตฺตการโก ปกฺขสฺส เตรสิยญฺเญว มํสํ คเหตฺวา ฐเปสิ ฯ ตํ ทุนฺนิกฺขิตฺตํ สุนขา ขาทึสุ ฯ ภตฺตการโก อุโปสถทิวเส มํสํ อลภิตฺวา รญฺโญ นานคฺครสโภชนํ ปจิตฺวา ปาสาทํ อาโรเปตฺวา อุปนาเมตุํ อสกฺโกนฺโต เทวึ

@เชิงอรรถ: ๑ มตฺโต อหนฺติปิ ฯ อุปสงฺกมิตฺวา เทวิ อชฺช เม มํสํ น ลทฺธํ, อมํสกโภชนํ อุปนาเมตุํ น สกฺโกมิ, กึ กโรมีติ อาห ฯ ตาต มยฺหํ ปุตฺโต รญฺโญ ปิโย มนาโป, ปุตฺตํ เม ทิสฺวา ราชา ตเมว จุมฺพนฺโต ปริสฺสชนฺโต อตฺตโน อตฺถินตฺถิภาวมฺปิ น ชานาติ, อหํ ปุตฺตํ มณฺฑิตฺวา รญฺโญ อูรุมฺหิ นิสีทาเปสฺสามิ, ตสฺส ปุตฺเตน สทฺธึ กีฬนกาเล ตฺวํ ภตฺตํ อุปเนยฺยาสีติ ฯ สา เอวํ วตฺวา อตฺตโน ปุตฺตํ ปิลนฺธนกุมารํ มณฺฑิตฺวา รญฺโญ อูรุมฺหิ นิสีทาเปสิ ฯ รญฺโญ ปุตฺเตน สทฺธึ กีฬนกาเล ภตฺตการโก ภตฺตํ อุปเนสิ ฯ ราชา สุรามทมตฺโต ปาติยํ มํสํ อทิสฺวา มํสํ กุหินฺติ ปุจฺฉิตฺวา อชฺช เทว อุโปสเถ มาฆาฏตาย มํสํ น ลทฺธนฺติ วุตฺเต มยฺหํ มํสํ นาม ทุลฺลภนฺติ วตฺวา อูรุมฺหิ นิสินฺนสฺส ปิยปุตฺตสฺส คีวํ วฏฺเฏตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา ภตฺตการกสฺส ปุรโต ขิปิตฺวา เวเคน สมฺปาเทตฺวา อาหราติ อาห ฯ ภตฺตการโก ตถา อกาสิ ฯ ราชา ปุตฺตมํเสน ภตฺตํ ภุญฺชิ ฯ รญฺโญ ภเยน เอโกปิ กนฺทิตุํ วา กเถตุํ วา สมตฺโถ นาโหสิ ฯ ราชา ภุญฺชิตฺวา สยนปิฏฺเฐ นิทฺทํ อุปคนฺตฺวา ปจฺจูสกาเล ปพุชฺฌิตฺวา วิคฺคตมโท ปุตฺตํ เม อาหราติ อาห ฯ ตสฺมึ กาเล เทวี กนฺทมานา ปาทมูเล นิปติ ฯ กึ กนฺเทสีติ วุตฺเต เทว หิยฺโย เต ปุตฺตํ มาเรตฺวา ปุตฺตมํเสน ภตฺตํ ภุตฺตนฺติ อาห ฯ ราชา ปุตฺตโสเกน โรทิตฺวา อิทํ เม ทุกฺขํ สุราปานํ นิสฺสาย อุปฺปนฺนนฺติ สุราปาเน โทสํ ทิสฺวา อิโต ปฏฺฐาย ยาว อรหตฺตํ น ปาปุณามิ ตาว เอวรูปํ วินาสการกํ สุรํ นาม น ปิวิสฺสามีติ ปํสุํ คเหตฺวา มุขํ ปุญฺฉิตฺวา อธิฏฺฐาสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย มชฺชํ นาม น ปิวิ ฯ อิมมตฺถํ สนฺธาย ปมตฺโตหํ ๑- มหาราชาติ อิมํ คาถมาห ฯ

อถ นํ ราชา กึ ปน สมฺม อารมฺมณํ ทิสฺวา นิเสฺนโห ชาโตสีติ ปุจฺฉิ ฯ โส ตํ การณํ อาจิกฺขนฺโต อิมํ คาถมาห

กิตวาโส นามาหํ ราชา, ปุตฺโต ปจฺเจกโพธิ เม

ปตฺตํ ภินฺทิตฺวา จวิโต, นิเสฺนโห ตสฺส การณาติ ฯ

มหาราช ปุพฺเพ อหํ พาราณสิยํ กิตวาโส นาม ราชา ฯ ตสฺส เม ปุตฺโต วิชายิ ฯ ชาตกาเล ลกฺขณปาฐกา ตํ ทิสฺวา มหาราช อยํ กุมาโร ปานียํ อลภิตฺวา มริสฺสตีติ อาหํสุ ฯ ทุฏฺฐกุมาโรติสฺส นามํ อโหสิ ฯ โส วิญฺญุตํ ปตฺโต อุปรชฺชํ กาเรสิ ฯ ราชา กุมารํ ปุรโต วา ปจฺฉโต วา กตฺวา วิจริ ฯ ปานียํ อลภิตฺวา มรณภเยน จสฺส จตูสุ ทฺวาเรสุ อนฺโตนคเรสุ จ ตตฺถ ตตฺถ โปกฺขรณิโย กาเรสิ ฯ จตุกฺกาทีสุ มณฺฑเป การาเปตฺวา ปานียจาฏิโย ฐปาเปสิ ฯ โส เอกทิวสํ อลงฺกตปฏิยตฺโต ปาโต เยว อุยฺยานํ คจฺฉนฺโต อนฺตรามคฺเค ปจฺเจกพุทฺธํ ปสฺสิ ฯ มหาชโนปิ ปจฺเจกพุทฺธํ ทิสฺวา ตเมว วนฺทติ ปสํสติ อญฺชลิญฺจสฺส ปคฺคณฺหาติ ฯ โส กุมาโร จินฺเตสิ มาทิเสน สทฺธึ คจฺฉนฺตา อิมํ มุณฺฑกํ วนฺทนฺติ ปสํสนฺติ อญฺชลิญฺจสฺส ปคฺคณฺหนฺตีติ ฯ โส กุปิโต หตฺถิโต โอรุยฺห ปจฺเจกพุทฺธํ อุปสงฺกมิตฺวา ลทฺธนฺเต สมณ ภตฺตนฺติ วตฺวา อาม กุมาราติ

@เชิงอรรถ: ๑ มตฺโต อหนฺติปิ ฯ วุตฺเต ตสฺส หตฺถโต ปตฺตํ คเหตฺวา ภูมิยํ ปาเตตฺวา สทฺธึ ภตฺเตน มทฺทิตฺวา ปาทปฺปหาเรน จุณฺณวิจุณฺณํ อกาสิ ฯ ปจฺเจกพุทฺโธ นฏฺโฐ วตายํ สตฺโตติ ตสฺส มุขํ โอโลเกสิ ฯ กุมาโร อหํ สมณ กิตวาสรญฺโญ ปุตฺโต นาเมน ทุฏฺฐกุมาโร นาม, ตฺวํ เม กุทฺโธ อกฺขีนิ อุมฺมีเลตฺวา โอโลเกนฺโต กึ กริสฺสสีติ อาห ฯ ปจฺเจกพุทฺโธ ภินฺนปตฺโต ๑- หุตฺวา เวหาสํ อพฺภุคฺคนฺตฺวา อุตฺตรหิมวนฺเต นนฺทมูลกปพฺภารเมว คโต ฯ กุมารสฺสาปิ ตํ ขณญฺเญว ปาปกมฺมํ ปริปจฺจิ ฯ โส ฑยฺหามีติ สมุคฺคตสรีรฑาโห ตตฺเถว ปติ ฯ ตตฺถ ตตฺเถว ยตฺตกํ ปานียํ, ตตฺตกํ ปานียํ สพฺพํ ฉิชฺชิ ฯ มาติกา สุสฺสึสุ ฯ ตตฺเถว ชีวิตกฺขยํ ปตฺวา อวีจิมฺหิ นิพฺพตฺติ ฯ ราชา ตํ ปวตฺตึ สุตฺวา ปุตฺตโสเกน อภิภูโต จินฺเตสิ อยํ เม โสโก ปิยวตฺถุโต อุปฺปชฺชิ, สเจ เม สิเนโห นาภวิสฺส, โสโก น อุปฺปชฺชิสฺส, อิโตทานิ เม ปฏฺฐาย สวิญฺญาณเก วา อวิญฺญาณเก วา กิสฺมิญฺจิ วตฺถุสฺมึ สิเนโห นาม มา อุปฺปชฺชีติ อธิฏฺฐาสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย สิเนโห นาม นตฺถิ ฯ ตํ สนฺธาย กิตวาโส นามาหนฺติ คาถมาห ฯ ตตฺถ ปุตฺโต ปจฺเจกโพธิ เม ปตฺตํ ภินฺทิตฺวา จวิโตติ มม ปุตฺโต ปจฺเจกโพธิปตฺตํ ภินฺทิตฺวา จวิโต ฯ นิเสฺนโห ตสฺส การณาติ ตทา อุปฺปนฺนสฺส ปิยวตฺถุสฺส การณา นิเสฺนโห ชาโตติ อตฺโถ ฯ

อถ นํ ราชา กึ ปน สมฺม อารมฺมณํ ทิสฺวา นิกฺโกโธ

@เชิงอรรถ: ๑ ฉินฺนภตฺโตติปิ ฯ ชาโตสีติ ปุจฺฉิ ฯ โส ตํ อาจิกฺขนฺโต อิมํ คาถมาห

อรโก หุตฺวา เมตฺตจิตฺตํ สตฺต วสฺสานิ ภาวยึ,

สตฺต กปฺเป พฺรหฺมโลเก, ตสฺมา อกฺโกธโน อหนฺติ ฯ

ตสฺสตฺโถ อหํ มหาราช อรโก นาม ตาปโส หุตฺวา สตฺต วสฺสานิ เมตฺตจิตฺตํ ภาเวตฺวา สตฺต สํวฏฺฏวิวฏฺฏกปฺเป พฺรหฺมโลเก วสึ, สฺวาหํ ทีฆรตฺตํ เมตฺตาภาวนาย อาจิณฺณปริจิณฺณตาย อกฺโกธโน ชาโตติ ฯ

เอวํ ฉตฺตปาณินา อตฺตโน จตูสุ องฺเคสุ กถิเตสุ ราชา ปริสาย อิงฺคิตสญฺญํ อทาสิ ฯ ตํ ขณญฺเญว อมจฺจา จ พฺราหฺมณคหปติกาทโย จ อุฏฺฐหิตฺวา อเร ลญฺจขาทก ทุฏฺฐโจร ตฺวํ ลญฺจํ อลภิตฺวา ปณฺฑิตํ มาเรตุกาโม ชาโตติ กาฬกํ หตฺถปาเทสุ คเหตฺวา ราชนิเวสนา โอตริตฺวา คหิตคหิเตหิ ปาสาณมุคฺคเรหิ สีสํ ภินฺทิตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา ปาเทสุ คเหตฺวา กฑฺฒนฺตา สงฺการฏฺฐาเนสุ ฉฑฺเฑสุํ ฯ ตโต ปฏฺฐาย ราชา ธมฺเมน รชฺชํ กาเรนฺโต ยถากมฺมํ คโต ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา กาฬโก เสนาปติ เทวทตฺโต อโหสิ, ฉตฺตปาณิกปฺปโก สาริปุตฺโต, ธมฺมทฺธโช ปน อหเมวาติ ฯ

ธมฺมทฺธชชาตกํ ทสมํ ฯ

พีรณตฺถมฺภกวคฺโค สตฺตโม ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๑๙. ครหิตชาดกชาดกถัดไป๒๒๑. กาสาวชาดก