กุกกุรชาดก
ว่าด้วยสุนัขที่ถูกฆ่า
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๒ · บรรทัด ๑๔๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันวิหาร ทรงปรารภการประพฤติประโยชน์แก่พระญาติ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า เย กุกฺกุรา ดังนี้. การประพฤติประโยชน์แก่พระญาตินั้น จักมีแจ้งในภัททสาลชาดกทวาทสนิบาต. ก็พระศาสดาทรงตั้งเรื่องนี้แล้วทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสีพระโพธิสัตว์ทรงอาศัยกรรมเห็นปานนั้น บังเกิดในกำเนิดสุนัข ห้อมล้อมด้วยสุนัข มิใช่น้อยอยู่ในสุสานใหญ่. อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จขึ้นทรงรถเทียมม้าสินธพขาว ประดับด้วยเครื่องประดับทั้งปวง เสด็จไปยังพระอุทยานทรงเล่นในพระอุทยานนั้น ตลอดส่วนภาคกลางวัน เมื่อพระอาทิตย์อัสดง จึงเสด็จเข้าพระนคร ราชบุรุษทั้งหลายวางสายเชือกหนึ่งรถนั้นตามที่ผูกไว้นั้นแหละที่พระลานหลวง เนื้อฝนตกตอนกลางคืน รถนั้นก็เปียกฝน. พวกสุนัขที่เลี้ยงไว้ในราชตระกูลลงจากปราสาทชั้นบน กัดกินหนึ่งและชะเนาะของรถนั้น. วันรุ่งขึ้น พวกราชบุรุษจึงกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพ สุนัขทั้งหลายเข้าไปทางท่อน้ำ กัดกินหนังและชะเนาะของรถนั้นพระเจ้าข้า. พระราชาทรงกริ้วสุนัข จึงตรัสว่า พวกท่านจงฆ่าพวกสุนัขในที่ที่ได้เห็นแล้ว ๆ. ตั้งแต่นั้นมาความพินาศใหญ่หลวงจึงเกิดขึ้นแก่พวกสุนัข. สุนัขเหล่านั้น เมื่อถูกฆ่าในที่ที่พบเห็นจึงหนีไปป่าช้า ได้พากันไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์ถามว่า ท่านทั้งหลายเป็นอันมากพากันมาประชุม เหตุอะไรหนอ ? สุนัขเหล่านั้นกล่าวว่า พระราชาทรงกริ้วว่า นัยว่า สุนัขกินหนังและชะเนาะของรถภายในพระราชวัง จึงทรงสั่งให้ฆ่าสุนัข สุนัขเป็นอันมากพินาศ มหาภัตเกิดขึ้นแล้วพระโพธิสัตว์คิดว่าในที่ที่มีการอารักขา สุนัขทั้งหลายในภายนอก ย่อมไม่มีโอกาส กรรมนี้จักเป็นกรรมของพวกสุนัขเลี้ยงในภายในพระราชนิเวศน์นั่นเอง ก็ภัยอะไร ๆ ย่อมไม่มีแก่พวกโจร ส่วนพวกที่ไม่ใช่โจรกลับได้ความตายถ้ากระไร เราจะแสดงพวกโจรแก่พระราชาแล้วไห้ทานชีวิตแก่หมู่ญาติ. พระโพธิสัตว์นั้น ปลอบโยนญาติทั้งหลายให้เบาใจแล้วกล่าวว่า ท่านทั้งหลายอย่ากลัว เราจักนำความไม่มีภัยมาให้แก่ท่านทั้งหลาย พวกท่านจงอยู่ที่นี้แหละจนกว่าเราจะได้เฝ้าพระราชา แล้วรำพึงถึงบารมี กระทำเมตตาภาวนาให้เป็นปุเรจาริกไปในเบื้องหน้าแล้วอธิษฐานว่า ใคร ๆ อย่าได้สามารถขว้างก้อนดินหรือไม้ค้อนเบื้องบนเรา ผู้เดียวเท่านั้น เข้าไปภายในพระนคร. ครั้งนั้น แม้สัตว์ตัวหนึ่งเห็นพระโพธิสัตว์แล้วชื่อว่า โกรธแล้วแลดู มิได้มี. ฝ่ายพระราชาทรงสั่งฆ่าสุนัขแล้วประทับนั่งในที่วินิจฉัยด้วยพระองค์เอง พระโพธิสัตว์ไปในที่วินิจฉัยนั้นนั่นแล แล้ววิ่งเข้าไปภายใต้อาสน์ของพระราชา. ลำดับนั้น พวกราชบุรุษเริ่มเพื่อจะนำพระโพธิสัตว์นั้นออกมา แต่พระราชาทรงห้ามไว้พระโพธิสัตว์นั้นพักอยู่หน่อยหนึ่งแล้วออกจากภายใต้อาสน์ ถวายบังคมพระราชาแล้วทูลถามว่า ได้ยินว่า พระองค์ทรงให้ฆ่าสุนัขจริงหรือพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า เออ เราให้ฆ่า. พระโพธิสัตว์ทูลถามว่า ข้าแต่พระจอมคนสุนัขเหล่านั้น มีความผิดอะไร ? พระราชาตรัสว่า สุนัขทั้งหลายมันกินหนังหุ้มและชะเนาะแห่งรถของเรา พระโพธิสัตว์ทูลถามว่า. พระองค์ทรงรู้จัก สุนัขตัวที่กินแล้วหรือ. พระราชาตรัสว่า ไม่รู้ พระโพธิสัตว์ทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพการไม่ทรงทราบโดยถ่องแท้ว่า โจรที่กินหนังชื่อนี้ แล้วทรงให้ฆ่าในที่ที่ได้พบเห็นทันที ไม่สมควร พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า เพราะพวกสุนัขมักกัดกินหนังหุ้มรถ เราจึงสั่งฆ่าสุนัขว่า พวกท่านจงฆ่าสุนัขที่ได้พบเห็นทั้งหมดเลย. พระโพธิสัตว์ทูลว่า ก็มนุษย์ทั้งหลายเหล่านั้น ฆ่าสุนัขทั้งหมดทีเดียวหรือ หรือว่าสุนัข แม้ไม่ได้ความตายก็มีอยู่. พระราชาตรัสว่ามี. สุนัขเลี้ยงในสำหนักของเราไม่ได้การถูกฆ่าตาย. พระมหาสัตว์ทูลว่า ข้าแต่มหาราชพระองค์ได้ตรัสในบัดนี้ทีเดียวว่า เพราะพวกสุนัขมักกัดกินหนังหุ้มรถ เราจึงสั่งฆ่าสุนัขว่า พวกท่านจงฆ่าสุนัขทุกตัวที่ได้พบเห็น แต่บัดนี้พระองค์ตรัสว่า สุนัขเลี้ยงในตำหนักของเราไม่ได้การถูกฆ่าตาย เมื่อเป็นอย่างนั้น พระองค์ย่อมลุอคติเช่นฉันทาคติเป็นต้น. ก็ชื่อว่าการลุอคติไม่สมควร และไม่เป็น (ทศพิธ) ราชธรรม ธรรมดาพระราชาผู้แสวงหาเหตุและมิใช่เหตุ เป็นเช่นกับตาชั่งจึงจะควร. บัดนี้สุนัขเลี้ยงในราชสกุลไม่ได้การคาย สุนัขที่ทุรพลเท่านั้นจึงจะได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น อันนี้ไม่เป็นการฆ่าสุนัขทุกตัว แต่อันนี้ชื่อว่าเป็นการฆ่าสุนัขที่ทุรพลก็แหละครั้น ทูลอย่างนี้แล้ว จึงเปล่งเสียงอัน ไพเราะกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำนั้นไม่เป็นธรรม เมื่อจะแสดงธรรมแก่พระราชา จึงกล่าวคาถานี้ว่า
สนัขเหล่าใดอันบุคคลเลี้ยงไว้ในราชสกุลเจริญ ในราชสกุล สมบูรณ์ด้วยสีสันและกำลัง สุนัขเหล่านี้ นั้นไม่ถูกฆ่า พวกเรากลับถูกฆ่าโดยไม่แปลกกัน หา มิได้ กลับชื่อว่าการฆ่าแต่สุนัขทั้งหลายที่ทุรพล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย กุกฺกุรา ได้แก่ สุนัขเหล่าใด. เหมือนอย่างว่า ปัสสาวะแม้ยังมีน้ำอุ่นก็เรียกว่ามูตรเน่า สุนัขจิ้งจอกแม้เกิดในวันนั้นก็เรียกว่า สุนัขจิ้งจอกแก่ เถาหัวด้วนแม้ยังอ่อนก็เรียกว่าเถาหัวเน่า กายแม้จะมีสีเหมือนทองก็เรียกว่ากายเปื่อยเน่า ฉันใด สุนัขแม้มีอายุ ๑๐๐ ปี ก็เรียกว่า กุกกุระ ลูกสุนัข ฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น สุนัขเหล่านั้นแก่แต่สมบูรณ์ด้วยกำลังกาย ก็เรียกว่า กุกกุระเหมือนกัน. บทว่า วฑฺฒา แปลว่า เจริญเติบโต. บทว่า โถเลยฺยถา ได้แก่ เกิดแล้ว มีแล้ว เจริญแล้วในราชสกุล. บทว่า วณฺณพลูปปนฺนา ได้แก่ สมบูรณ์ด้วยสีร่างกายและกำลังกาย. บทว่า เตเม น วชฺณา ความว่า สุนัขเหล่านี้นั้นมีเจ้าของมีการอารักขา จึงไม่ถูกฆ่า. บทว่า มยมสฺส วชฺณา ความว่า เราทั้งหลายไม่มีเจ้าของไม่มีการอารักขา เป็นสุนัขที่ถูกฆ่า. บทว่า นายํ สฆจฺจา ความว่า เมื่อเป็นอย่างนั้น อันนี้ย่อมไม่ชื่อว่ามีการฆ่าโดยไม่แปลกกัน. บทว่า ทุพฺพลฆาติกายํ ความว่า ส่วนอันนี้ย่อมชื่อว่าเป็นการฆ่าอันทุรพล เพราะฆ่าเฉพาะสุนัขทุรพลทั้งหลาย. อธิบายว่า ธรรมดาพระราชาทั้งหลายควรข่มพวกโจร พวกที่ไม่เป็นโจรไม่ควรข่ม แต่ในเหตุการณ์นี้ โทษอะไร ๆ ไม่มีแก่พวกโจร พวกที่ไม่ใช่โจรกลับได้ความตาย โอ! ในโลกนี้ สิ่งที่ไม่ควรย่อมเป็นไป โอ! เธอธรรมย่อมเป็นไป.
พระราชาได้ทรงสดับคำของพระโพธิสัตว์แล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนบัณฑิตก็ท่านรู้หรือว่า สุนัขชื่อโน้นกินหนังหุ้มรถ. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า รู้พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า สุนัขพวกไหนกิน. พระโพธิสัตว์ทูลว่า พวกสุนัขเลี้ยงที่อยู่ในตำหนักของพระองค์กินพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ท่านต้อง (พิสูจน์) รู้ว่า สุนัขเหล่านั้นกินอย่างไร. พระโพธิสัตว์ทูลว่า ข้าพระบาทจักแสดงความที่สุนัขเหล่านั้นกิน. พระราชาตรัสว่า จงแสดงเถิดบัณฑิต. พระโพธิสัตว์ทูลว่าพระองค์จงให้นำพวกสุนัขเลี้ยงในตำหนักของพระองค์มา แล้วให้นำเปรียงและหญ้าแพรกมาหน่อยหนึ่ง. พระราชาได้ทรงการทำอย่างนั้น. ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์ให้ขยำหญ้ากับเปรียงแล้วทูลกะพระราชานั้นว่า ขอพระองค์จงให้สุนัขเหล่านั้นดื่ม พระราชาทรงให้ทำอย่างนั่นแล้วให้ดื่ม สุนัขทั้งหลายที่ดื่มแล้ว ๆ ก็ถ่ายออกมาพร้อมกับหนังทั้งหลาย พระราชาทรงดีพระทัยว่าเหมือนพยากรณ์ของพระสัพพัญญูพุทธเจ้า จึงได้ทรงทำการบูชาพระโพธิสัตว์ด้วยเศวตฉัตรพระโพธิสัตว์จึงแสดงธรรมแก่พระราชา ด้วยคาถาว่าด้วยการประพฤติธรรม๑๐ ประการ อันมาในเตสกุณชาดก มีอาทิว่า ข้าแต่มหาราชผู้บรมกษัตริย์พระองค์จงประพฤติธรรมในพระชนกและชนนีดังนี้ แล้วทูลว่า ข้าแต่มหาราชจำเดิมแต่นี้ไป พระองค์จงเป็นผู้ไม่ประมาท แล้วให้พระราชาดำรงอยู่ในศีล ๕จึงได้ถวายคืนเศวตฉัตรแด่พระราชา. พระราชาได้ทรงสดับธรรมกถาของพระมหาสัตว์แล้วทรงให้อภัยแก่สัตว์ทั้งปวง ทรงเริ่มตั้งนิตยภัยเช่นกับโภชนะของพระองค์แก่สุนัข ทั้งปวงมีพระโพธิสัตว์เป็นต้น ทรงตั้งอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์ทรงการทำบุญมีทานเป็นต้นตลอดชั่วพระชนมายุ สวรรคตแล้วเสด็จอุบัติในเทวโลก กุกกุโรวาทได้ดำเนินไปถึงหมื่นปี ฝ่ายพระโพธิสัตว์ดำรงอยู่ตราบชั่วอายุแล้วได้ไปตามยถากรรม.
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตประพฤติประโยชน์แก่พระญาติทั้งหลาย ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็ได้ประพฤติแล้วเหมือนกัน ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาสืบต่ออนุสนธิแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในกาลนั้น ได้เป็นพระอานนท์ บริษัทที่เหลือนอกนี้ ได้เป็นพุทธบริษัท ส่วนกุกกุรบัณฑิตคือเราแล.
จบกุกกุรชาดกที่ ๒
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๒๘๒–๒๘๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๒ กุกฺกุรชาตกํ
เย กุกฺกุราติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ญาตตฺถจริยํ อารพฺภ กเถสิ ฯ สา ทฺวาทสนิปาเต ภทฺทสาลชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ อิมํ ปน วตฺถุํ ปติฏฺฐเปตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตถารูปํ กมฺมํ ปฏิจฺจ กุกฺกุรโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา อเนกกุกฺกุรปริวุโต มหาสุสาเน วสติ ฯ อเถกทิวสํ ราชา เสตสินฺธวยุตฺตํ สพฺพาลงฺการปฏิมณฺฑิตํ รถํ อภิรุยฺห อุยฺยานํ คนฺตฺวา ตตฺถ ทิวสภาคํ กีฬิตฺวา อฏฺฐงฺคเต สุริเย นครํ ปาวิสิ ฯ ตสฺส ตํ รถวรตฺตํ ยถานทฺธิเมว ราชงฺคเณ ฐปยึสุ ฯ โส รตฺตึ เทเว วสฺสนฺเต ตินฺโต ฯ อุปริปาสาทโต โกเลยฺยกสุนขา โอตริตฺวา ตสฺส จมฺมญฺจ นทฺธิญฺจ ขาทึสุ ฯ ปุนทิวเส รญฺโญ อาโรจยึสุ เทว นิทฺธมนมุเขน สุนขา ปวิสิตฺวา รถสฺส จมฺมญฺเจว นทฺธิญฺจ ขาทึสูติ ฯ ราชา สุนขานํ กุชฺฌิตฺวา ทิฏฺฐทิฏฺฐฏฺฐาเน สุนเข ฆาเตถาติ อาห ฯ ตโต ปฏฺฐาย สุนขานํ มหาพฺยสนํ อุทปาทิ ฯ เต ทิฏฺฐทิฏฺฐฏฺฐาเน ฆาติยมานา ปลายิตฺวา สุสานํ คนฺตฺวา โพธิสตฺตสฺส สนฺติกํ อคมํสุ ฯ โพธิสตฺโต ตุมฺเห พหู สนฺนิปติตา กึ นุ โข การณนฺติ ปุจฺฉิ ฯ เต อนฺเตปุเร กิร รถสฺส จมฺมญฺเจว นทฺธิญฺจ สุนเขน ขาทิตนฺติ กุทฺโธ ราชา สุนขวธํ อาณาเปสิ พหู สุนขา วินสฺสนฺติ มหาภยํ อุปฺปนฺนนฺติ อาหํสุ ฯ โพธิสตฺโต จินฺเตสิ อารกฺขฏฺฐาเน พหิ สุนขานํ โอกาโส นตฺถิ อนฺโตราชนิเวสเน โกเลยฺยกสุนขานํเยเวตํ กมฺมํ ภวิสฺสติ อิทานิ ปน โจรานํ กิญฺจิ ภยํ นตฺถิ อโจรา มรณํ ลภนฺติ ยนฺนูนาหํ โจเร รญฺโญ ทสฺเสตฺวา ญาติสงฺฆสฺส ชีวิตทานํ ทเทยฺยนฺติ ฯ โส ญาตเก สมสฺสาเสตฺวา ตุมฺเห มา ภายิตฺถ อหํ โว อภยํ อาหริสฺสามิ ยาว ราชานํ ปสฺสามิ ตาว อิเธว โหถาติ ปารมิโย อาวชฺเชตฺวา เมตฺตาภาวนํ ปุเรจาริกํ กตฺวา มยฺหํ อุปริ เลฑฺฑุํ วา มุคฺครํ วา มา โกจิ ขิปิตุํ อุสฺสหีติ อธิฏฺฐาย เอกโกว อนฺโตนครํ ปาวิสิ ฯ อถ นํ ทิสฺวา เอกสตฺโตปิ กุชฺฌิตฺวา โอโลเกนฺโต นาม นาโหสิ ฯ ราชาปิ สุนขวธํ อาณาเปตฺวา สยํ วินิจฺฉเย นิสินฺโน โหติ ฯ โพธิสตฺโต ตตฺเถว คนฺตฺวา ปกฺขนฺทิตฺวา รญฺโญ อาสนสฺส เหฏฺฐา ปาวิสิ ฯ อถ นํ ราชปุริสา นีหริตุํ อารทฺธา ฯ ราชา ปน นิวาเรสิ ฯ โส โถกํ วิสเมตฺวา เหฏฺฐาสนา นิกฺขมิตฺวา ราชานํ วนฺทิตฺวา สจฺจํ กิร ตุมฺเห กุกฺกุเร มาราเปถาติ ปุจฺฉิ ฯ อาม มาราเปมิหนฺติ ฯ โก เนสํ อปราโธ นรินฺทาติ ฯ รถสฺส เม ปริวารจมฺมญฺจ นทฺธิญฺจ ขาทึสูติ ฯ เย ขาทึสุ เต ชานาถาติ ฯ น ชานามาติ ฯ อิเม นาม จมฺมขาทกโจราติ ตตฺตโต อชานิตฺวาว ทิฏฺฐทิฏฺฐฏฺฐาเนเยว มาราปนํ น ยุตฺตํ เทวาติ ฯ รถจมฺมสฺส กุกฺกุเรหิ ขาทิตตฺตา ทิฏฺฐทิฏฺเฐ สพฺเพว มาเรถาติ สุนขวธํ อาณาเปสินฺติ ฯ กึ ปน เต มนุสฺสา สพฺเพว กุกฺกุเร มาเรนฺติ อุทาหุ มรณํ อลภนฺตาปิ อตฺถีติ ฯ อตฺถิ อมฺหากํ ฆเร โกเลยฺยกา มรณํ น ลภนฺตีติ ฯ มหาราช อิทาเนว ตุมฺเห รถจมฺมสฺส กุกฺกุเรหิ ขาทิตตฺตา ทิฏฺฐทิฏฺเฐ สพฺเพว มาเรถาติ สุนขวธํ อาณาเปสินฺติ อโวจุตฺถ อิทานิ ปน อุมฺหากํ ฆเร โกเลยฺยกา มรณํ น ลภนฺตีติ วเทถ นนุ เอวํ สนฺเต ตุมฺเห ฉนฺทาทิวเสน อคติคมนํ คจฺฉถ อคติคมนญฺจ นาม น ยุตฺตํ น จ ราชธมฺโม รญฺญา นาม การณาการณคเวสเกน ตุลาสทิเสน ภวิตุํ วฏฺฏติ อิทานิ โกเลยฺยกา มรณํ น ลภนฺติ ทุพฺพลสุนขาว ลภนฺติ เอวํ สนฺเต นายํ สพฺพสุนขฆจฺจา ทุพฺพลฆาติกา นาเมสาติ เอวญฺจ ปน วตฺวา มหาสตฺโต มธุรสฺสรํ นิจฺฉาเรตฺวา มหาราช ยํ ตุมฺเห กโรถ นายํ ธมฺโมติ รญฺโญ ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห
เย กุกฺกุรา ราชกุลสฺมิ วฑฺฒา
โกเลยฺยกา วณฺณพลูปปนฺนา
เตเม น วชฺฌา มยมสฺม วชฺฌา
นายํ สฆจฺจา ทุพฺพลฆาติกายนฺติ ฯ
ตตฺถ เย กุกฺกุราติ เย สุนขา ฯ ยถา หิ ธารุณฺโหปิ ปสฺสาโว ปูติมุตฺตนฺติ ตทหุชาโตปิ สิงฺคาโล ชรสิงฺคาโลติ โกมลาปิ คโลจิลตา ปูติลตาติ สุวณฺณวณฺโณปิ กาโย ปูติกาโยติ วุจฺจติ เอวเมว วสฺสสติโกปิ สุนโข กุกฺกุโรติ วุจฺจติ ตสฺมา มหลฺลกา กายพลูปปนฺนาปิ เต กุกฺกุราเตฺวว วุตฺตา ฯ วฑฺฒาติ วฑฺฒิตา ฯ โกเลยฺยกาติ ราชกุเล ชาตา สมฺภูตา สํวฑฺฒา ฯ วณฺณพลูปปนฺนาติ สรีรวณฺเณน เจว กายพเลน จ สมฺปนฺนา ฯ เตเม น วชฺฌาติ เต อิเม สสฺสามิกา สารกฺขา น วชฺฌา ฯ มยมสฺม วชฺฌาติ อสฺสามิกา อนารกฺขา มยํ วชฺฌา นาม ชาตา ฯ นายํ สฆจฺจาติ เอวํ สนฺเต อยํ อวิเสเสน สฆจฺจา นาม น โหติ ฯ ทุพฺพลฆาติกายนฺติ อยํ ปน ทุพฺพลานํเยว ฆาตนโต ทุพฺพลฆาติกา นาม โหติ ราชูหิ นาม โจรา นิคฺคหิตพฺพา โน อโจรา อิธ ปน โจรานํ กิญฺจิ นตฺถิ อโจรา มรณํ ลภนฺติ อโห อิมสฺมึ โลเก อยุตฺตํ วตฺตติ อโห อธมฺโม วตฺตตีติ ฯ
ราชา โพธิสตฺตสฺส วจนํ สุตฺวา อาห ชานาสิ ปน ตฺวํ ปณฺฑิต อสุเกหิ นาม รถจมฺมํ ขาทิตนฺติ ฯ อาม ชานามีติ ฯ เกหิ ขาทิตนฺติ ฯ ตุมฺหากํ เคเห วสนเกหิ โกเลยฺยกสุนเขหีติ ฯ กถํ เตหิ ขาทิตภาโว ชานิตพฺโพติ อาห ฯ อหํ เตหิ ขาทิตภาวํ เทสิสฺสามีติ ฯ ทสฺเสหิ ปณฺฑิตาติ ฯ ตุมฺหากํ ฆเร โกเลยฺยกสุนเข อานาเปตฺวา โถกํ ตกฺเก จ ทพฺพติณานิ จ อาหราเปถาติ ฯ ราชา ตถา อกาสิ ฯ อถ นํ มหาสตฺโต อิมานิ ติณานิ ตกฺเกน มทฺทาเปตฺวา เอเต สุนเข ปาเยถาติ อาห ฯ ราชา ตถา กตฺวา ปายาเปสิ ฯ ปีตปีตา สุนขา สทฺธึ จมฺเมหิ วมึสุ ฯ ราชา สพฺพญฺญุพุทฺธสฺส พฺยากรณํ วิยาติ ตุฏฺโฐ โพธิสตฺตสฺส เสตจฺฉตฺเตน ปูชํ อกาสิ ฯ โพธิสตฺโต ธมฺมญฺจร มหาราช มาตาปิตูสุ ขตฺติยาติ อาทีหิ เต สกุณชาตเก อาคตาหิ ทสธมฺมจริยคาถาหิ รญฺโญ ธมฺมํ เทเสตฺวา มหาราช อิโต ปฏฺฐาย อปฺปมตฺโต โหหีติ ราชานํ ปญฺจสุ สีเลสุ ปติฏฺฐาเปตฺวา เสตจฺฉตฺตํ รญฺโญว ปุน อทาสิ ฯ ราชา มหาสตฺตสฺส ธมฺมกถํ สุตฺวา สพฺพสตฺตานํ อภยํ ทตฺวา โพธิสตฺตํ อาทึ กตฺวา สพฺพสุนขานํ อตฺตโน โภชนสทิสเมว นิจฺจภตฺตํ ปฏฺฐเปตฺวา โพธิสตฺตสฺส โอวาเท ฐิโต ยาวตายุกํ ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กริตฺวา กาลํ กตฺวา เทวโลเก อุปฺปชฺชิ ฯ กุกฺกุโรวาโท ทสวสฺสสหสฺสานิ ปวตฺตติ ฯ โพธิสตฺโตปิ ยาวตายุกํ ฐตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ
สตฺถา น ภิกฺขเว ตถาคโต อิทาเนว ญาตกานํ อตฺถํ จรติ ปุพฺเพปิ จริเยวาติ วตฺวา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ราชา อานนฺโท อโหสิ อวเสสา ปริสา พุทฺธปริสา กุกฺกุรปณฺฑิโต ปน อหเมวาติ ฯ
กุกฺกุรชาตกํ ทุติยํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗