วีณาถูณชาดก
ว่าด้วยรักคนผิด
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๑๓ · บรรทัด ๑๗๙๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภกุมาริกาผู้หนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า เอกจินฺติโต อยมตฺโถ ดังนี้.
ได้ยินว่า กุมาริกานั้นเป็นธิดาเศรษฐีผู้หนึ่ง ในกรุงสาวัตถี เห็นเครื่องสักการะที่เขาทำแก่โคอุสภราชในบ้านของตน จึงถามพี่เลี้ยงว่า แน่ะแม่ นั่นชื่อไร จึงได้เครื่องสักการะอย่างนี้. พี่เลี้ยงตอบว่า ชื่อโคอุสภราชจ้ะ. ครั้นวันหนึ่งนางยืนอยู่ตรงหน้าต่างแลดูระหว่างถนนเห็นชายค่อมผู้หนึ่งคิดว่า โคที่เป็นใหญ่ในหมู่โคย่อมมีโหนกที่หลัง แม้มนุษย์ผู้เป็นใหญ่ก็คงมีโหนกเช่นเดียวกัน บุรุษผู้นี้คงเป็นบุรุษอุสภราชเป็นแน่ เราควรเป็นบาทบริจาริกาของบุรุษนี้. นางจึงใช้ทาสีไปบอกแก่ชายค่อมว่า ธิดาเศรษฐีอยากจะไปกับท่าน ท่านจงไปรออยู่ ณ ที่โน้นแล้วถือเอาของมีค่าปลอมตัวไม่ให้ใครรู้จักลงจากปราสาทหนีไปกับชายค่อมนั้น. ต่อมา การกระทำของธิดาเศรษฐีนั้นได้ปรากฏกันในนครและหมู่ภิกษุ. ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า อาวุโสทั้งหลาย ได้ยินว่าธิดาเศรษฐีชื่อโน้นหนีไปกับชายค่อม. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธิดาเศรษฐีนั้นมิใช่ปรารถนาชายค่อมในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนก็ปรารถนาเหมือนกัน แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลเศรษฐีในตำบลหนึ่ง ครั้นเจริญวัยแล้วมีครอบครัว เจริญด้วยบุตรธิดาทั้งหลายจึงได้ขอธิดาของเศรษฐีกรุงพาราณสีให้แก่บุตรของตน กำหนดวันกันแล้ว. ธิดาเศรษฐีเห็นเครื่องสักการะ สัมมานะของโคอุสภราชที่เรือนของตน จึงถามพี่เลี้ยงว่า สัตว์นี้ชื่ออะไร ได้ฟังว่า โคอุสภราช ครั้นเห็นชายค่อมเดินอยู่ระหว่างถนน คิดว่าชายนี้คงเป็นบุรุษอุสภราช จึงถือห่อของมีค่าหนีไปกับชายค่อมนั้น. ฝ่ายพระโพธิสัตว์คิดว่าจักนำธิดาเศรษฐีมาเรือน จึงไปยังกรุงพาราณสีกับบริวารเป็นอันมาก เดินทางไปทางนั้นเหมือนกัน. ฝ่ายชายค่อมกับธิดาเศรษฐี ทั้งคู่นั้นเดินทางกันตลอดคืน. ครั้งนั้น ชายค่อมซึ่งถูกความหนาวเบียดเบียนตลอดคืน ได้เกิดโรคลมกำเริบขึ้นในร่างกาย ในเวลาอรุณขึ้น เกิดทุกขเวทนาสาหัส. เขาจึงแวะลงจากทางทนทุกขเวทนานอนขดตัวดังคันพิณ. ฝ่ายธิดาเศรษฐีก็นั่งอยู่ที่ใกล้เท้าของเขา. พระโพธิสัตว์เห็นธิดาเศรษฐีนั่งอยู่ที่ใกล้เท้าชายค่อมจำได้จึงเข้าไปหา. เมื่อจะสนทนากับธิดาเศรษฐี ได้กล่าวคาถาแรกว่า :-
เรื่องนี้เจ้าคิดคนเดียว บุรุษเตี้ยค่อมผู้ โง่เขลานี้จะนำทางไปไม่ได้แน่ ดูก่อนเจ้าผู้เจริญ เจ้าไม่สมควรจะไปกับบุรุษเตี้ยค่อมผู้นี้เลย.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เอกจินฺติโต อยมตฺโถ ความว่า แน่ะแม่เจ้า คิดประโยชน์อันใดจึงได้หนีไปกับชายค่อมนี้ ประโยชน์อันนั้นเจ้าคงจะคิดคนเดียว. บทว่า พาโล อปริณายโก ความว่าเพราะว่าชายค่อมผู้เป็นพาลนี้ โดยที่มีปัญญาทรามถึงจะแก่ก็ยังโง่ จะเป็นเมื่อไม่มีผู้อื่นพาไปก็ไม่สามารถจะพาไปได้. แน่ะนางผู้เจริญ เจ้าก็เกิดในตระกูลใหญ่มีรูปงามน่าเอ็นดู จึงไม่ควรไปกับชายค่อมผู้ต่ำต้อยเพราะเตี้ยนี้.
ลำดับนั้น ธิดาเศรษฐีฟังคำของพระโพธิสัตว์แล้ว กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ดิฉันเข้าใจว่าบุรุษค่อมเป็นผู้องอาจ จึงได้ รักใคร่บุรุษค่อมผู้นี้นอนตัวงออยู่ ดุจคันพิณที่มี สายขาดแล้ว ฉะนั้น.
เนื้อความแห่งคาถานั้นว่า ข้าแต่ท่านเจ้า ข้าพเจ้าเห็นโคอุสภราชตัวหนึ่ง คิดว่าโคที่เป็นใหญ่กว่าโคทั้งหลายมีโหนกที่หลัง แม้บุรุษนี้ก็มีโหนกนั้น คงจะเป็นบุรุษอุสภราช ข้าพเจ้าเข้าใจชายค่อมว่าเป็นบุรุษอุสภราชจึงรักใคร่ ชายค่อมนี้นั้นนอนตัวงออยู่เหมือนคันพิณที่สายขาดมีแต่ราง ฉะนั้น.
พระโพธิสัตว์ทราบว่า นางปลอมตัวหนีมาจึงให้อาบน้ำตกแต่งตัวให้ขึ้นรถไปยังเรือนของตน.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. ธิดาเศรษฐีในครั้งนั้น ได้เป็นธิดาเศรษฐีในครั้งนี้นี่แหละส่วนพระราชากรุงพาราณสี คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาวีณาถูณชาดกที่ ๒
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๔๓๖–๔๓๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๒ วีณาถูณชาตกํ
เอกจินฺติโต อยมตฺโถติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อญฺญตรํ กุมาริกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
สา กิเรกา สาวตฺถิยํ เสฏฺฐิธีตา อตฺตโน เคเห อุสภราชสฺส สกฺการํ กริยมานํ ทิสฺวา ธาตึ ปุจฺฉิ อมฺม โก นาเมส เอวํ สกฺการํ ลภตีติ ฯ อุสภราชา นาม อมฺมาติ ฯ ปุน สา เอกทิวสํ วาตปาเน ฐตฺวา อนฺตรวีถิยํ โอโลเกนฺตี เอกํ ขุชฺชํ ทิสฺวา จินฺเตสิ คุนฺนํ อนฺตเร เชฏฺฐกสฺส ปิฏฺฐิยํ กกุธํ โหติ, มนุสฺสเชฏฺฐกสฺสาปิ เตน ภวิตพฺพํ, อยํ มนุสฺเสสุ ปุริสูสโภ ภวิสฺสติ, เอตสฺส มยา ปาทปริจาริกาย ภวิตุํ วฏฺฏตีติ ฯ สา ทาสึ เปเสตฺวา เสฏฺฐิธีตา ตยา สทฺธึ คนฺตุกามา, อสุกฏฺฐานํ กิร คนฺตฺวา ติฏฺฐาติ ตสฺส อาโรเจตฺวา สารภณฺฑกํ อาทาย อญฺญาตกเวเสน ปาสาทา โอตริตฺวา
@เชิงอรรถ: ๑ ทุปาหนูปโมตีติปิ ฯ ๒ ทุปาหนูปตาปิ ตสฺส อนริโยติปิ ฯ เตน สทฺธึ ปาลายิ ฯ อปรภาเค ตสฺสา กิริยํ ๑- นคเร จ ภิกฺขุสงฺเฆ จ ปากฏํ ชาตํ ฯ ธมฺมสภายํ ภิกฺขู กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส อสุกา กิร เสฏฺฐิธีตา ขุชฺเชน สทฺธึ ปลาตาติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว เอสา ขุชฺชํ กาเมติ, ปุพฺเพปิ กาเมสิ เยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต เอกสฺมึ นิคมคาเม เสฏฺฐิกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ฆราวาสํ วสนฺโต ปุตฺตธีตาหิ วฑฺฒมาโน อตฺตโน ปุตฺตสฺส พาราณสิเสฏฺฐิสฺส ธีตรํ วาเรตฺวา ทิวสํ ฐเปสิ ฯ เสฏฺฐิธีตา อตฺตโน เคเห อุสภสฺส สกฺการสมฺมานํ ทิสฺวา โก นาเมโสติ ธาตึ ปุจฺฉิตฺวา อุสโภติ สุตฺวา อนฺตรวีถิยา คจฺฉนฺตํ เอกํ ขุชฺชํ ทิสฺวา อยํ ปุริสูสโภ ภวิสฺสตีติ สารภณฺฑกํ คเหตฺวา เตน สทฺธึ ปลายิ ฯ โพธิสตฺโตปิ โข เสฏฺฐิธีตรํ เคหํ อาเนสฺสามีติ มหนฺเตน ปริวาเรน พาราณสึ คจฺฉนฺโต ตเมว มคฺคํ ปฏิปชฺชิ ฯ เต อุโภปิ สพฺพรตฺตึ มคฺคํ อคมํสุ ฯ อถ ขุชฺชสฺส สพฺพรตฺตึ สีตาภิหตสฺส อรุโณทเย สรีเร วาโต กุปฺปิ ฯ มหนฺตา เวทนา วตฺตนฺติ ฯ โส มคฺคา โอกฺกมฺม เวทนาปฺปตฺโต หุตฺวา วีณาทณฺฑโก วิย สงฺกุฏิโก นิปชฺชิ ฯ เสฏฺฐิธีตาปิสฺส ปาทมูเล นิสีทิ ฯ โพธิสตฺโต เสฏฺฐิธีตรํ ขุชฺชสฺส ปาทมูเล นิสินฺนํ ทิสฺวา สญฺชานิตฺวา อุปสงฺกมิตฺวา เสฏฺฐิธีตาย
@เชิงอรรถ: ๑.กิริยา...ปากฏา ชาตาติ ยุตฺตตรํ ฯ ตํ กมฺมนฺติปิ ฯ สทฺธึ สลฺลปนฺโต ปฐมํ คาถมาห
เอกจินฺติโต อยมตฺโถ, พาโล อปริณายโก,
น หิ ขุชฺเชน วาเมน โภติ สงฺคนฺตุมรหสีติ ฯ
ตตฺถ เอกจินฺติโต อยมตฺโถติ อมฺม ยํ ตฺวํ อตฺถํ จินฺเตตฺวา อิมินา ขุชฺเชน สทฺธึ ปลาตา, อยํ ตยา เอกิกาย เอวํ จินฺติโต ภวิสฺสติ ฯ พาโล อปริณายโกติ อยํ หิ ขุชฺโช พาโล, ทุปฺปญฺญภาเวน มหลฺลโกปิ พาโลว, อญฺญสฺมึ คเหตฺวา คจฺฉนฺเต อสติ คนฺตุํ อสมตฺถตาย อปริณายโก ฯ น หิ ขุชฺเชน วาเมน โภติ สงฺคนฺตุมรหสีติ อิมินา หิ ขุชฺเชน วามนตฺตา วาเมน โภติ ตฺวํ มหากุเล ชาตา อภิรูปา ทสฺสนียา สงฺคนฺตุํ นารหสีติ ฯ
อถสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา เสฏฺฐิธีตา ทุติยํ คาถมาห
ปุริสูสภํ มญฺญมานา อหํ ขุชฺชมกามยึ,
โสยํ สงฺกุฏิโต เสติ ฉินฺนตนฺติ ยถา วิณาติ ฯ
ตสฺสตฺโถ อหํ อยฺย เอกํ อุสภํ ทิสฺวา คุนฺนํ เชฏฺฐกสฺส ปิฏฺฐิยํ กกุธํ โหติ, อิมสฺสาปิ ตํ อตฺถิ, อิมินา ปุริสูสเภน ภวิตพฺพนฺติ เอวมหํ ขุชฺชํ ปุริสูสภํ มญฺญมานา อกามยึ, สฺวายํ ยถา นาม ฉินฺนตนฺติ สโทณิโก วีณาทณฺฑโก เอวํ สงฺกุฏิโต เสตีติ ฯ
โพธิสตฺโต ตสฺสา อญฺญาตกเวเสน นิกฺขนฺตภาวํ ญตฺวา นหาเปตฺวา อลงฺกริตฺวา รถํ อาโรเปตฺวา อตฺตโน เคหเมว อคมาสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา เสฏฺฐิธีตา อยเมว เสฏฺฐิธีตา อโหสิ, พาราณสิเสฏฺฐี ปน อหเมวาติ ฯ
วีณาถูณชาตกํ ทุติยํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗