ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. วัจฉนขชาดก
ชาดกที่ ๒๓๕ · ทุกนิบาตชาดก · อุปาหนวรรค

วัจฉนขชาดก

ว่าด้วยดาบสผู้มีเล็บงาม

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๑๙ · บรรทัด ๑๘๒๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากวัจฉนขชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภนักมวยปล้ำชื่อ โรชะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สุขา ฆรา วจฺฉนขา ดังนี้.

ได้ยินว่า นักมวยปล้ำชื่อ โรชะ นั้นเป็นสหายของพระอานนท์. วันหนึ่ง เขาส่งข่าวไปถึงพระเถระเพื่อนิมนต์พระเถระมา. พระเถระจึงทูลพระศาสดาไปหา. เขานิมนต์พระเถระให้บริโภคอาหารที่มีรสเลิศต่าง ๆ แล้วนั่งอยู่ข้างหนึ่ง กระทำปฏิสันถารกับพระเถระ เชื้อเชิญพระเถระด้วยกามคุณ อันเป็นโภคะของคฤหัสถ์ กล่าวว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าพระอานนท์ รัตนะทั้งที่มีวิญญาณและหาวิญญาณมิได้ที่เรือนของกระผมมีมากมายกระผมจะแบ่งให้ท่านกึ่งหนึ่ง ท่านจงมาเถิด เราจะครอบครองเรือนอยู่ด้วยกันทั้งสอง. พระเถระแสดงโทษในกามคุณแก่เขาลุกจากอาสนะกลับไปยังวิหาร พระศาสดาตรัสถามว่า อานนท์เธอพบกับโรชะแล้วหรือ กราบทูลว่า พบแล้วพระเจ้าข้า ตรัสถามว่า เธอพูดอะไรกับเขา กราบทูลว่า โรชะ เชื้อเชิญให้ข้าพระองค์อยู่ครองเรือน ข้าพระองค์จึงแสดงถึงโทษในการครองเรือนและในกามคุณแก่เขา พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่าดูก่อนอานนท์ นักมวยปล้ำชื่อ โรชะ มิได้ชักชวนนักบวชให้อยู่ครองเรือนในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนก็ได้ชักชวนแล้วเหมือนกัน พระอานนทเถระทูลอาราธนา จึงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.

ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลพราหมณ์ในตำบลหนึ่ง ครั้นเจริญวัย ออกบวชเป็นฤาษีอยู่ในหิมวันตประเทศเป็นเวลาช้านาน ได้ไปกรุงพาราณสีเพื่อเสพของเค็มของเปรี้ยวพักอยู่ที่พระราชอุทยาน รุ่งขึ้นได้เข้าไปยังกรุงพาราณสี. ครั้งนั้นเศรษฐีกรุงพาราณสี เลื่อมใสในมารยาทของพระโพธิสัตว์จึงนำไปสู่เรือนให้บริโภคแล้วรับเอาปฏิญญา เพื่อให้อยู่ในสวนปรนนิบัติอยู่. ชนทั้งสองได้เกิดความรักความใคร่ต่อกันและกัน. อยู่มาวันหนึ่ง เศรษฐีกรุงพาราณสีได้คิดอย่างนี้ด้วยความรักและความคุ้นเคยในพระโพธิสัตว์ว่า ชื่อว่าการบวชเป็นทุกข์เรายังปริพาชก ชื่อว่า วัจฉนขะผู้เป็นสหายของเราให้สึก แล้วแบ่งสมบัติทั้งหมดออกกึ่งหนึ่ง แล้วให้แก่วัจฉนขปริพาชกนั้นทั้งสองก็จักอยู่ด้วยความปรองดองกัน. วันหนึ่งเศรษฐีนั้นในเวลาสำเร็จภัตตกิจ ได้ทำปฏิสันถารอย่างอ่อนหวานกับวัจฉนขปริพาชกแล้วกล่าวว่า พระคุณเจ้าวัจฉนขะ ชื่อว่าการบรรพชาเป็นทุกข์ฆราวาสเป็นสุข มาเถิดท่าน เราทั้งสองปรองดองกัน บริโภคกามกันอยู่เถิด แล้วกล่าวคาถาแรกว่า :-

ข้าแต่ท่านวัจฉนขะ เรือนทั้งหลายที่มีเงิน และโภชนาหารบริบูรณ์เป็นเรือนมีความสุข ท่าน บริโภคและดื่มในเรือนใด ไม่ต้องขวนขวายก็ ได้นอน.

ในบทเหล่านั้น บทว่า สหิรญฺา คือถึงพร้อมด้วยรัตนะ ๗. บทว่า สโภชนา คือมีของเคี้ยวของบริโภคมาก. บทว่า ยตฺถ ภุตฺวา ปิวิตฺวา จ ได้แก่ บริโภค โภชนามีรสเลิศต่าง ๆ และดื่มเครื่องดื่มต่าง ๆ ในเรือนซึ่งมีทั้งเงินและทั้งของบริโภค. บทว่า สเยยฺยาสิ อนุสฺสุโก ความว่า ท่านไม่ต้องขวนขวายก็ได้นอนบนที่นอนอันมีสิริที่ตกแต่งไว้แล้ว. ด้วยเหตุนั้นชื่อว่า การอยู่ครองเรือนเป็นสุขอย่างยิ่ง.

ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์ ฟังเศรษฐีแล้วจึงกล่าวว่า ดูก่อนมหาเศรษฐี. ท่านเป็นผู้ติดอยู่ในกาม กล่าวคุณของฆราวาสและโทษของบรรพชา ก็เพราะความไม่รู้ เราจะกล่าวถึงโทษของฆราวาสแก่ท่าน ท่านจงฟังในบัดนี้เถิด แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

บุคคลผู้เป็นฆราวาสไม่มีมานะทำการงาน ก็ดี ไม่กล่าวคำมุสาก็ดี ไม่ใช้อำนาจลงโทษผู้อื่น การครองเรือนก็ตั้งอยู่ไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ใคร เล่าจะครอบครองเรือนไม่ให้บกพร่อง ให้เกิด ความยินดีด้วยแสนยากเล่า.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ฆรา นานีหมานสฺส ความว่า ขึ้นชื่อว่า ฆราวาสผู้ขาดมานะ ไม่พยายามทำการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์เป็นต้น ตลอดกาลไม่มี. อธิบายว่า ขึ้นชื่อว่าเรือนจะตั้งอยู่ไม่ได้. บทว่า ฆรา นาภณโต มุสา ความว่า ชื่อว่าเรือนจะมีอยู่ไม่ได้ แม้ไม่ยอมกล่าวเท็จเพื่อประโยชน์ไร่นาเรือกสวนเงินและทองเป็นต้น. บทว่า ฆรา ฯเปฯ อนิกุพฺพโต ความว่า ผู้ไม่ถือท่อนไม้ วางท่อนไม้เสียแล้ว ไม่รังแกผู้อื่น เรือนก็ตั้งอยู่ไม่ได้. ส่วนผู้ใดมือถือท่อนไม้ลงโทษผู้อื่นมีทาสและกรรมกรเป็นต้นด้วยการฆ่า จองจำ ตัดอวัยวะและเฆี่ยนเป็นต้น ตามสมควรแก่ความผิดข้อนั้น ๆ การครองเรือนของผู้นั้นแหละย่อมมั่นคงอยู่ได้. บทว่า เอวํ ฉิทฺทํ ฯเปฯ ปฏิปชฺชติ ความว่า เมื่อไม่มีการต้องโกหกเป็นต้นเหล่านี้ เมื่อเปิดช่องแก่ความเสื่อมนั้น ๆ แม้ต้องทำเป็นนิจซึ่งกิจของฆราวาสให้ครบพร้อมกันได้ยาก ให้น่ายินดีได้ยาก เพราะต้องทำเป็นนิจทีเดียว เราก็หมดความดิ้นรนคิดจักครอบครองเรือนอันให้มีครบได้ยากยิ่ง ให้บริบูรณ์ได้ยากนั้นด้วยเหตุนั้น ใครเล่าจักครองเรือนนั้นได้.

พระมหาสัตว์กล่าวโทษของฆราวาสอย่างนี้แล้ว ได้กลับคืนอุทยานดังเดิม.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. เศรษฐีกรุงพาราณสีในครั้งนั้นได้เป็นนักมวยปล้ำชื่อโรชะ ในครั้งนี้ ส่วนวัจฉนขปริพาชก คือเราตถาคตนี้แล.

จบ อรรถกถาวัจฉนขชาดกที่ ๕

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๔๔๙–๔๕๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทุกนิบาตชาดก · ๑๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๕ วจฺฉนขชาตกํ

สุขา ฆรา วจฺฉนขาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต โรชมลฺลํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

โส กิรายสฺมโต อานนฺทสฺส คิหิสหาโย ฯ โส เอกทิวสํ ตสฺส อาคมนตฺถาย เถรสฺส สาสนํ ปาเหสิ ฯ เถโร สตฺถารํ อาปุจฺฉิตฺวา อคมาสิ ฯ โส เถรํ นานคฺครสโภชนํ โภเชตฺวา เอกมนฺตํ นิสินฺโน เถเรน สทฺธึ ปฏิสนฺถารํ กตฺวา เถรํ คิหิโภเคหิ กามคุเณหิ นิมนฺเตนฺโต ภนฺเต อานนฺท มม เคเห ปหูตํ สวิญฺญาณกํ อวิญฺญาณกํ รตนํ, อิมํ มชฺเฌ ภินฺทิตฺวา ตุยฺหํ ทมฺมิ, เอหิ, อุโภปิ อคารํ อชฺฌาวสิสฺสามาติ ฯ เถโร ตสฺส กามคุเณสุ อาทีนวํ กเถตฺวา อุฏฺฐายาสนา วิหารํ คนฺตฺวา ทิฏฺโฐ เต อานนฺท โรโชติ สตฺถรา ปุจฺฉิโต อาม ภนฺเตติ วตฺวา กิมสฺส กเถสีติ วุตฺเต ภนฺเต มํ โรโช ฆราวาเสน นิมนฺเตสิ, อถสฺสาหํ ฆราวาเส จ กามคุเณสุ จ อาทีนวํ กเถสินฺติ ฯ สตฺถา น โข อานนฺท โรโช มลฺโล อิทาเนว ปพฺพชิเต ฆราวาเสน นิมนฺเตสิ, ปุพฺเพปิ นิมนฺเตสิ เยวาติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต อญฺญตรสฺมึ นิคมคาเม พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา หิมวนฺตปฺปเทเส จิรํ วสิตฺวา โลณมฺพิล- เสวนตฺถาย พาราณสึ คนฺตฺวา ราชุยฺยาเน วสิตฺวา ปุนทิวเส พาราณสึ ปาวิสิ ฯ อถสฺส พาราณสิเสฏฺฐี อาจารวิหาเร ปสีทิตฺวา เคหํ เนตฺวา โภเชตฺวา อุยฺยาเน วสนตฺถาย ปฏิญฺญํ คเหตฺวา ตํ ปฏิชคฺคนฺโต อุยฺยาเน วสาเปสิ ฯ เต อญฺญมญฺญํ อุปฺปนฺนสิเนหา อเหสุํ ฯ อเถกทิวสํ พาราณสิเสฏฺฐี โพธิสตฺเต เปมวิสฺสาสวเสน เอวํ จินฺเตสิ ปพฺพชฺชา นาม ทุกฺขา, มม สหายํ วจฺฉนขํ ปริพฺพาชกํ อุปฺปพฺพาเชตฺวา สพฺพํ วิภวํ มชฺเฌ ภินฺทิตฺวา ตสฺส ทตฺวา เทฺวปิ สมคฺควาสํ วสิสฺสามาติ ฯ โส เอกทิวสํ ภตฺตกิจฺจปริโยสาเน เตน สทฺธึ มธุรปฏิสนฺถารํ กตฺวา ภนฺเต วจฺฉนข ปพฺพชฺชา นาม ทุกฺขา, สุโข ฆราวาโส, เอหิ, อุโภ สมคฺคา กาเม ปริภุญฺชมานา วสามาติ วตฺวา ปฐมํ คาถมาห

สุขา ฆรา วจฺฉนข สหิรญฺญา สโภชนา,

ยตฺถ ภุตฺวา ปิวิตฺวา จ สเยยฺยาสิ อนุสฺสุโกติ ฯ

ตตฺถ สหิรญฺญาติ สตฺตรตนสมฺปนฺนา ฯ สโภชนาติ พหุขาทนียโภชนียา ฯ ยตฺถ ภุตฺวา ปิวิตฺวา จาติ เยสุ สหิรญฺญสโภชเนสุ ฆเรสุ นานคฺครสานิ โภชนานิ ปริภุญฺชิตฺวา นานาปานานิ ปิวิตฺวา ฯ สเยยฺยาสิ อนุสฺสุโกติ เยสุ อลงฺกเตสุ สิริสยนปิฏฺเฐสุ อนุสฺสุโก หุตฺวา สเยยฺยาสิ ฯ เตน ฆรา นาม อติวิย สุขาติ ฯ

อถสฺส สุตฺวา โพธิสตฺโต มหาเสฏฺฐิ ตฺวํ อญฺญาณตาย กามคิทฺโธ หุตฺวา ฆราวาสสฺส คุณํ ปพฺพชฺชาย จ อคุณํ กเกสิ, ฆราวาสสฺส เต อคุณํ กเถสฺสามิ, สุณาหิทานีติ วตฺวา ทุติยํ คาถมาห

ฆรา นานีหมานสฺส ฆรา นาภณโต มุสา

ฆรา นาทินฺนทณฺฑสฺส ปเรสํ อนิกุพฺพโต,

เอวํ ฉิทฺทํ ทุรภิสมฺภวํ ๑- โก ฆรํ ปฏิปชฺชตีติ ฯ

ตตฺถ ฆรา นานีหมานสฺสาติ นิจฺจกาลํ กสิโครกฺขาทิกรเณน อนีหมานสฺส อวายมนฺตสฺส ฆรา นาม นตฺถิ ฯ ฆราวาโส น ปติฏฺฐาตีติ อตฺโถ ฯ ฆรา นาภณโต มุสาติ เขตฺตวตฺถุหิรญฺญ- สุวณฺณาทีนํ อตฺถาย อมุสาภณโตปิ ฆรา นาม นตฺถิ ฯ ฆรา นาทินฺนทณฺฑสฺส ปเรสํ อนิกุพฺพโตติ น อาทินฺนทณฺฑสฺสาปิ อคฺคหิตทณฺฑสฺส นิกฺขิตฺตทณฺฑสฺส ปเรสํ อนิกุพฺพโต ฆรา นาม นตฺถิ ฯ โย ปน อาทินฺนทณฺโฑ หุตฺวา ปเรสํ ทาสกมฺมกราทีนํ ตสฺมึ ตสฺมึ อปราเธ อปราธานุรูปํ วธพนฺธนเฉทนตาฬนาทิวเสน กโรติ ฯ ตสฺเสว ฆราวาโส สณฺฐหตีติ อตฺโถ ฯ เอวํ ฉิทฺทํ ทุรภิสมฺภวํ โก ฆรํ ปฏิปชฺชตีติ อิทานิ เอวํ เอเตสํ กุหนาทีนํ

@เชิงอรรถ: ๑ ทุรภิภวนฺติปิ ฯ อกรเณ สติ ตาย ตาย ปริหานิยา ฉิทฺทํ กรเณ สติ นิจฺจเมว กาตพฺพโต ทุรภิสมฺภวํ ทุราราธนียํ นิจฺจํ กโรนฺตสฺสาปิ ตํ ทุรภิสมฺภวเมว ทุปฺปูรํ ฆราวาสํ อหํ นิปฺปริตสฺโส หุตฺวา อชฺฌาวสิสฺสามีติ ตํ โก ปฏิปชฺชิสฺสตีติ ฯ

เอวํ มหาสตฺโต ฆราวาสสฺส โทสํ กเถตฺวา อุยฺยานเมว อคมาสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา พาราณสิเสฏฺฐี โรโช มลฺโล อโหสิ, วจฺฉนขปริพฺพาชโก ปน อหเมวาติ ฯ

วจฺฉนขชาตกํ ปญฺจมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๓๔. อสิตาภุชาดกชาดกถัดไป๒๓๖. พกชาดก