พกชาดก
ว่าด้วยนกเจ้าเล่ห์
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๒๑ · บรรทัด ๑๘๓๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุโกหกรูปหนึ่ง ตรัสธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ภทฺทโก วตายํ ปกฺขี ดังนี้.
ความย่อมีอยู่ว่า พระศาสดาทรงเห็นภิกษุโกหกรูปหนึ่งซึ่งถูกนำตัวมาเฝ้า ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้มิใช่โกหกในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนก็โกหก แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นปลามีบริวารมากอาศัยอยู่ในสระแห่งหนึ่งในหิมวันตประเทศ. ครั้งนั้นนีมีนกยางตัวหนึ่ง คิดว่าจักกินปลา จึงยืนก้มหัวกางปีกทำเซื่อง ๆ มองดูปลาในที่ใกล้สระ คอยดูปลาเหล่านั้นเผลอ. ขณะนั้นพระโพธิสัตว์แวดล้อมด้วยฝูงปลาเที่ยวหาเหยื่อกินไปถึงที่นั้น. ฝูงปลาเห็นนกยางนั้นจึงกล่าวคาถาแรกว่า :-
นกมีปีกตัวนี้ดีจริงหุบปีกทั้งสองไว้ ง่วง เหงาซบเซาอยู่.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มนฺทมนฺโท ว ฌายติ ได้แก่ นกยางซบเซาอยู่ตัวเดียว เหมือนจะหมดแรง ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อะไรทั้งนั้น.
ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์มองดูนกยางนั้น กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :เจ้าทั้งหลาย ไม่รู้จักกิริยาของมัน พวกเจ้า ไม่รู้จึงพากันสรรเสริญ นกตัวนี้ไม่ได้คุ้มครอง รักษาพวกเราดอก เพราะเหตุนั้นนกตัวนี้จึงไม่ เคลื่อนไหวเลย.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อนญฺาย แปลว่าไม่รู้. บทว่า อเมฺห ทิโช น ปาเลติ ความว่า นกนี้ไม่รักษา ไม่คุ้มครองพวกเรา ครุ่นคิดอยู่แต่ว่าในปลาเหล่านี้ เราจะจิกตัวไหนกิน. บทว่าเตน ปกฺขี น ผนฺทติ ด้วยเหตุนั้น นกตัวนี้จึงไม่เคลื่อนไหวเลย.
เมื่อพระโพธิสัตว์กล่าวอย่างนี้ ฝูงปลาก็พ่นน้ำให้นกยางหนีไป.
พระคาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. นกยางในครั้งนั้นได้เป็นภิกษุโกหกในครั้งนี้ ส่วนพญาปลาคือ เราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาพกชาดกที่ ๖
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๔๕๔–๔๕๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
6 Bakajātakaṃ
bhaddako vatāyaṃ pakkhīti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ kuhakaṃ ārabbha kathesi.
Taṃ hi satthā ānetvā dassitaṃ disvā na bhikkhave idāneva kuhako, pubbepesa kuhako yevāti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto himavantappadese ekasmiṃ sare maccho hutvā mahāparivāro vasi. Atheko bako macche khādissāmīti sarassa āsannaṭṭhāne sīsaṃ pātetvā pakkhe pasāretvā mandamando macche olokento Aṭṭhāsi tesaṃ pamādaṃ āgamayamāno. Tasmiṃ khaṇe bodhisatto macchagaṇaparivuto gocaraṃ gaṇhanto taṃ ṭhānaṃ pāpuṇi. Macchagaṇo taṃ bakaṃ passitvā paṭhamaṃ gāthamāha
bhaddako vatāyaṃ pakkhī dijo kumudasannibho
vūpasantehi pakkhehi mandamandova jhāyatīti.
Tattha mandamandova jhāyatīti abalabalo viya hutvā kiñci ajānanto viya ekakova jhāyatīti.
Atha naṃ bodhisatto oloketvā dutiyaṃ gāthamāha
nāssa sīlaṃ vijānātha anaññāya pasaṃsatha,
amhe dijo na pāleti, tena pakkhī na phandatīti.
Tattha anaññāyāti ajānitvā. Amhe dijo na pāletīti esa dijo amhe na rakkhati na gopāyati kataraṃ nu kho etesu kabalaṃ karissāmīti upadhāreti. Tena pakkhī na phandatīti tenāyaṃ sakuṇo na phandati na calatīti.
Evaṃ vutte macchagaṇo udakaṃ khobhetvā bakaṃ palāpesi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi. Tadā bako kuhako ahosi, maccharājā pana ahamevāti.
Bakajātakaṃ chaṭṭhaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗