ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มหาปิงคลชาดก
ชาดกที่ ๒๔๐ · ทุกนิบาตชาดก · อุปาหนวรรค

มหาปิงคลชาดก

ว่าด้วยพระเจ้าปิงคละผู้ร้ายกาจ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๒๙ · บรรทัด ๑๘๖๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมหาปิงคลชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สพฺโพ ชโน ดังนี้.

เมื่อพระเทวทัตผูกอาฆาตพระศาสดา จมลงไปในแผ่นดินใกล้ซุ้มพระทวารพระเชตวันมหาวิหารล่วงไปได้เก้าเดือน ชาวกรุงสาวัตถีและชาวแว่นแคว้นทั้งสิ้น ต่างร่าเริงยินดีว่า พระเทวทัตผู้เป็นเสี้ยนหนามของพระพุทธองค์ ถูกแผ่นดินสูบแล้วบัดนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงกำจัดศัตรูได้แล้ว. ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้น และหมู่ยักษ์ ภูตและเทวดาทั้งหลาย ต่างก็พากันรื่นเริงยินดี กล่าวกันอย่างนั้นเหมือนกัน.

อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายประชุมกันในโรงธรรมว่าดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย เมื่อพระเทวทัตจมลงในแผ่นดิน มหาชนต่างก็ดีใจว่า พระเทวทัตผู้เป็นเสี้ยนหนามของพระพุทธองค์ถูกแผ่นดินสูบแล้ว. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไรเมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเทวทัตตาย มหาชนยินดี ร่าเริง มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนมหาชนก็ยินดี ร่าเริงเหมือนกัน แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า

ในอดีตกาล มีพระราชาพระนามว่า มหาปิงคละ เสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสีโดยอธรรม ไม่เรียบร้อย ทำบาปกรรมด้วยอคติมีฉันทาคติเป็นต้น รีดนาทาเร้นมหาชนด้วยอาชญา ภาษีอากรริบเงินทองเป็นต้น ดุจท่อนอ้อยที่เครื่องยนต์หีบอ้อยฉะนั้น. พระเจ้ามหาปิงคละนั้นเป็นผู้กักขละหยาบช้าหุนหัน. ไม่มีแม้แต่เพียงความเอ็นดูในผู้อื่นเลย. ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่พอใจของพวกสตรี บุตรธิดาในพระราชวัง แม้ของอำมาตย์ พราหมณ์และคหบดีเป็นต้น เปรียบเหมือนธุลีเข้าตาเหมือนกรวดที่ก้อนข้าว และเหมือนหนามที่ตำส้นเท้าฉะนั้น. ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เกิดเป็นโอรสของพระเจ้ามหาปิงคละ. พระเจ้ามหาปิงคละเสวยราชสมบัติมานานแล้ว ก็เสด็จสวรรคต. เมื่อพระเจ้าปิงคละเสด็จสวรรคตแล้ว ชาวกรุงพาราณสีทั้งสิ้นก็ร่าเริงยินดี ยิ้มแย้มแจ่มใสกันยกใหญ่ เผาศพพระเจ้ามหาปิงคละด้วยฟืนพันเล่มเกวียน ดับเชิงตะกอนด้วยน้ำหลายพันหม้อ แล้วอภิเษกพระโพธิสัตว์ขึ้นครองราชย์ ต่างก็ร่าเริงยินดีว่า เราได้พระราชาผู้ตั้งอยู่ในธรรมแล้ว เที่ยวตีกลองแห่กันครึกครื้นตกแต่งพระนครด้วยธงทิวต่าง ๆ ทำประรำตามประตูบ้านทุกประตู นั่งกินเลี้ยงกันที่ปะรำอันได้ตกแต่งแล้ว มีพื้นโปรยปรายด้วยข้าวตอกและดอกไม้. แม้พระโพธิสัตว์ก็ประทับนั่งทรงยศอันยิ่งใหญ่ ท่ามกลางบัลลังก์ซึ่งกั้นด้วยเศวตฉัตร ณ ท้องพระโรงอันประดับประดาแล้ว. พวกอำมาตย์ พราหมณ์ คหบดี และเจ้าพนักงานและยามประตูเป็นต้น ต่างก็ยืนแวดล้อมพระราชาอยู่. ลำดับนั้นมียามประตูนายหนึ่งยืนอยู่ในที่ไม่ไกล ได้ถอนใจสะอื้นร้องไห้อยู่. พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นยามประตูนั้นจึงถามว่า ดูก่อนยามประตู เมื่อพระบิดาของเราสวรรคตแล้วชนทั้งปวงต่างก็ร่าเริงยินดีเที่ยวเล่นมหรสพกัน. ส่วนท่านกลับยืนร้องไห้ เมื่อจะตรัสถามว่า พระบิดาของเราเป็นที่รัก. เป็นที่ชอบใจของท่านนักหรือ จึงกล่าวคาถาแรกว่า :-

ชนทั้งปวงถูกพระเจ้าปิงคละเบียดเบียน แล้ว เมื่อพระเจ้าปิงคละนั้นสวรรคตแล้ว ชน ทั้งหลายต่างก็พากันยินดี ดูก่อนนายประตู พระเจ้าปิงคละผู้ไม่มีพระเนตรดำ เป็นที่รักของ ท่านหรือ เพราะเหตุไรท่านจึงร้องไห้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า หึสิโต ได้แก่ ถูกเบียดเบียนด้วยอาชญาและภาษีอากรนานาประการ. บทว่า ปิงฺคเลน แปลว่ามีตาเหลือง. นัยว่าพระเจ้าปิงคละนั้นมีพระเนตรทั้งสองข้างเหลือง มีสีเหมือนตานกพิราบ. จึงมีชื่อว่า ปิงคละ บทว่า ปจฺจยํ เวทยนฺติ คือพากันยินดี. บทว่า อกณฺหเนตฺโต คือมีพระเนตรเหลือง. บทว่า กสฺมา น ตฺวํ คือ ท่านร้องไห้ทำไม.

นายประตูนั้นฟังคำพระโพธิสัตว์จึงกราบทูลว่า ข้าพระองค์มิได้ร้องไห้ เพราะพระเจ้ามหาปิงคละสวรรคต แต่ร้องไห้เพราะเกรงว่า ศีรษะของข้าพระองค์เป็นสุขแล้ว เพราะพระเจ้าปิงคละเมื่อเสด็จลงและเสด็จขึ้นปราสาท ทรงเขกศีรษะข้าพระองค์เที่ยวละแปด เที่ยวละแปด ดุจเคาะด้วยฆ้อนของช่างทองฉะนั้นพระองค์เสด็จไปสู่ปรโลกแล้ว จะเขกศีรษะพวกนายนิริยบาลบ้าง พญายมบ้าง เหมือนกับเขกศีรษะข้าพระองค์ ทีนั้นพวกนายนิริยบาลคิดว่า พระเจ้าปิงคละนี้เบียดเบียนพวกเรานักจักนำมาปล่อยคืนที่นี้อีก เมื่อเป็นเช่นนั้นพระองค์ก็จะพึงเขกศีรษะข้าพระองค์อีก เมื่อจะประกาศความนี้ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

พระเจ้าปิงคละผู้ไม่มีพระเนตรดำจะเป็น ที่รักของข้าพระพุทธเจ้าก็หามิได้ แต่ข้าพระพุทธเจ้ากลัวว่า พระเจ้าปิงคละนั้นจะกลับมาอีก

ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์เมื่อจะตรัสปลอบใจนายประตูผู้นั้นว่า พระราชาพระองค์นั้นถูกเผาด้วยฟืนพันเล่มเกวียนถูกเอาน้ำรดตั้งร้อยหม้อ แม้บริเวณป่าช้าของพระราชานั้น ก็ล้อมรั้วรอบแล้ว และตามปกติผู้ไปสู่ปรโลกแล้ว ก็ไปที่อื่นทีเดียวเขาจะไม่กลับมาด้วยร่างกายนั้นอีก ท่านอย่ากลัวเลย จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-

พระเจ้าปิงคละนั้นพวกเราช่วยกันเผาแล้ว ด้วยฟืนพันเล่มเกวียน รดด้วยน้ำหลายร้อยหม้อ พื้นที่ดินนั้นเราป้องกันไว้อย่างดีแล้ว ท่านอย่า กลัวเลย พระเจ้าปิงคละจักไม่เสด็จกลับมาอีก.

ตั้งแต่นั้นนายประตูก็ได้รับความโล่งใจ. พระโพธิสัตว์เสวยราชสมบัติโดยธรรม ทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น แล้วก็เสด็จไปตามยถากรรม.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. พระเจ้าปิงคละในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้ ส่วนพระโอรส คือ เราตถาคตนี้แล.

จบ อรรถกถามหาปิงคลชาดกที่ ๑๐

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. อุปาหนชาดก ๒. วีณาถูณชาดก ๓. วิกัณณกชาดก๔. อสิตาภุชาดก ๕. วัจฉนขชาดก ๖. พกชาดก ๗. สาเกตชาดก ๘. เอกปทชาดก ๙. หริตมาตชาดก ๑๐. มหาปิงคลชาดก.

จบ อุปาหนวรรคที่ ๙ ๑๐. สิคาลวรรค

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๔๖๙–๔๗๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทุกนิบาตชาดก · ๒๔ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

10 Mahāpiṅgalajātakaṃ

sabbo janoti idaṃ satthā jetavane viharanto devadattaṃ ārabbha kathesi.

Devadatte satthari āghāṭaṃ bandhitvā navamāsaccayena jetavane dvārakoṭṭhake paṭhaviyaṃ nimmugge sāvatthivāsino ca sakalaraṭṭhavāsino ca buddhapaṭikaṇṭako 1- devadatto paṭhaviyā gilito, nihatapaccāmitto

@Footnote: 1 paṭikaṇḍakotipi .pe. Idāni sammāsambuddho jātoti tuṭṭhahaṭṭhā ahesuṃ. Tesaṃ sutvā paramparāghosena sakalajambudīpavāsino yakkhabhūtadevagaṇā ca tuṭṭhahaṭṭhā evameva āhaṃsu. Athekadivasaṃ bhikkhū dhammasabhāyaṃ kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso devadatte paṭhaviyaṃ nimmugge buddhapaṭikaṇṭako devadatto paṭhaviyā gilitoti mahājano attamano jātoti. Satthā āgantvā kāyanuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idāneva devadatte mate mahājano tussati ceva hasati ca, pubbepi tussati ceva hasati cāti vatvā atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ mahāpiṅgalo nāma rājā adhammena visamena rajjaṃ kāresi, chandādivasena pāpakammāni karonto daṇḍabalijaṅgha- kahāpaṇādigahaṇena ucchuyante ucchuṃ viya mahājanaṃ pīḷesi. So kakkhaḷo pharuso sāhasiko. Paresu anuddayamattampi nāmassa natthi. Gehe itthīnampi puttadhītānampi amaccabrāhmaṇagahapatiādīnampi appiyo amanāpo akkhimhi patitarajaṃ viya bhattapiṇḍe sakkharā viya paṇhiṃ vijjhitvā paviṭṭhakaṇṭako viya ca ahosi. Tadā bodhisatto mahāpiṅgalassa putto hutvā nibbatti. Mahāpiṅgalo dīgharattaṃ rajjaṃ kāretvā kālamakāsi. Tasmiṃ kālakate sakalabārāṇasivāsino haṭṭhatuṭṭhā mahāhasitaṃ hasitvā dārūnaṃ sakaṭasahassena mahāpiṅgalaṃ jhāpetvā anekehi ghaṭasahassehi āḷāhanaṃ nibbāpetvā bodhisattaṃ rajje abhisiñcitvā dhammiko no rājā laddhoti haṭṭhatuṭṭhā nagare ussavabheriṃ cārāpetvā samussitadhajapaṭākaṃ nagaraṃ Alaṅkaritvā dvāradvāre maṇḍapaṃ kāretvā vippakiṇṇalājakusuma- maṇḍitatalesu alaṅkatamaṇḍapesu nisīditvā khādiṃsu ceva piviṃsu ca. Bodhisattopi alaṅkatamahātale samussitasetachattassa pallaṅkassa majjhe mahāyasaṃ anubhavanto nisīdi. Amaccā ca brāhmaṇagahapatikā ca raṭṭhikadovārikādayo ca rājānaṃ parivāretvā aṭṭhaṃsu. Atheko dovāriko nātidūre ṭhatvā assasanto passasanto parodi. Bodhisatto taṃ disvāva samma dovārika mama pitari kālakate sabbe tuṭṭhapahaṭṭhā ussavaṃ kīḷantā vicaranti, tvaṃ pana rodamāno ṭhito kiṃ nu kho mama pitā taveva piyo ahosi manāpoti pucchanto paṭhamaṃ gāthamāha

sabbo jano hiṃsito piṅgalena,

tasmiṃ mate paccayaṃ vedayanti,

piyo nu te āsi akaṇhanetto,

kasmā nu tvaṃ rodasi dvārapālāti.

Tattha hiṃsitoti nānappakārehi daṇḍabaliādīhi pīḷito. Piṅgalenāti piṅgalakkhena. Tassa kira dvepi akkhīni nibbiṭṭhapiṅgalāni biḷālakkhivaṇṇāni ahesuṃ. Tenevassa piṅgaloti nāmaṃ akaṃsu. Paccayaṃ vedayantīti pītiyo pavedayanti. Akaṇhanettoti piṅgalanetto. Kasmā nu tvanti kena kāraṇena tvaṃ rodasi. Aṭṭhakathāyaṃ pana kasmā tuvantipi pāṭho.

So tassa vacanaṃ sutvā nāhaṃ mahāpiṅgalo matoti rodāmi, sīsaṃ me sukhaṃ jātaṃ, piṅgalarājā hi pāsādā otaranto ca ārohanto ca kammāramuṭṭhikāya hananto viya mayhaṃ sīse aṭṭhaṭṭha khaṭake deti, so paralokaṃ gantvāpi mama sīse dadamāno viya nirayapālānampi yamassāpi sīse khaṭake dassati, atha naṃ te ativiya ayaṃ amhe bādhatīti puna idheva ānetvā vissajjeyyuṃ, atha me so punapi sīse khaṭake dadeyyāti bhayena ahaṃ rodāmīti imamatthaṃ pakāsento dutiyaṃ gāthamāha

na me piyo āsi akaṇhanetto,

bhāyāmi paccāgamanāya tassa,

ito gato hiṃseyya maccurājaṃ,

so hiṃsito āneyya puna idhāti.

Atha naṃ bodhisatto so rājā dārūnaṃ sakaṭasahassena daḍḍho udakassa ghaṭasatehi parisitto, sāpissa āḷāhanabhūmi samantato parikkhittā, pakatiyā ca paralokaṃ gato nāma aññattha gatova, so puna teneva sarīrena na āgacchati, mā tvaṃ bhāyīti taṃ samassāsento imaṃ gāthamāha

daḍḍho vāhasahassehi sitto ghaṭasatehi so,

parikkhittā ca sā bhūmi, mā bhāyi, nāgamissatīti.

Tato paṭṭhāya dovāriko assāsaṃ paṭilabhi. Bodhisatto dhammena rajjaṃ kāretvā dānādīni puññāni katvā yathākammaṃ gato.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi. Tadā mahāpiṅgalo devadatto ahosi, putto pana ahamevāti.

Mahāpiṅgalajātakaṃ dasamaṃ.

Upāhanavaggo navamo.

@Footnote:

@*** hanṛ´ānīṛ´ā´mḗmīkhṛ´amūla ***

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๓๙. หริตมาตชาดกชาดกถัดไป๒๔๑. สัพพทาฐิชาดก