สุนขชาดก
ว่าด้วยผู้ฉลาดย่อมช่วยตัวเองได้
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๓๔ · บรรทัด ๑๘๙๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภสุนัขกินอาหารที่ศาลานั่งพัก ใกล้ซุ้มรางน้ำ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า พาโล วตายํ สุนโข ดังนี้.
ได้ยินว่า พวกตักน้ำนำสุนัขนั้นมาเลี้ยงไว้ในที่นั้นตั้งแต่เกิด. ครั้นต่อมาสุนัขนั้นได้กินอาหารในที่นั้นจนมีร่างกายอ้วนพี. วันหนึ่งมีบุรุษชาวบ้านผู้หนึ่งมาถึงที่นั่น เห็นสุนัขจึงให้ผ้าสาฎกเนื้อดีและเงินแก่คนตักน้ำ แล้วเอาโซ่ผูกพาสุนัขไป. สุนัขนั้นถูกเขานำไปก็ไม่ดิ้นรน กินอาหารที่เขาให้เดินตามไปข้างหลัง. บุรุษนั้นคิดว่าเดี๋ยวนี้สุนัขนี้รักเรา จึงแก้โซ่ออก. สุนัขพอเขาแก้แล้วเท่านั้น วิ่งรวดเดียวถึงศาลานั่งพักตามเดิม. ภิกษุทั้งหลายเห็นสุนัขนั้น ทราบเหตุที่มันทำ จึงสนทนากันในโรงธรรมในตอนเย็นว่า อาวุโสทั้งหลาย สุนัขที่ศาลานั่งพัก ฉลาดในการทำให้พ้นจากเครื่องผูก พอเขาปล่อยเท่านั้นกลับหนีมาได้. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุนัขนั้นมิใช่ฉลาดในการทำให้พ้นจากเครื่องผูกในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนก็ฉลาดในการทำให้พ้นจากเครื่องผูกเหมือนกัน แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลที่มีสมบัติมากตระกูลหนึ่งในแคว้นกาสี ครั้นเจริญวัยได้ครองฆราวาส. ครั้งนั้นมนุษย์คนหนึ่งในกรุงพาราณสี ได้มีสุนัขอยู่ตัวหนึ่ง. สุนัขนั้นได้ก้อนข้าวกินจนอ้วนท้วน. ชาวบ้านคนหนึ่งมากรุงพาราณสี เห็นสุนัขนั้นจึงให้ผ้าสาฎกเนื้อดีและเงินแก่มนุษย์นั้น แล้วเอาสุนัขไป เอาเชือกหนังล่าม ถือปลายเชือกเดินจูงไป จึงเข้าไปยังศาลาไม้อ้อแห่งหนึ่งใกล้ปากดง จึงผูกสุนัขไว้ นอนหลับบนแผ่นกระดาน. ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์เดินผ่านดงไปทำธุระอย่างหนึ่ง เห็นสุนัขนั้นถูกล่ามไว้จึงกล่าวคาถาแรกว่า :-
สุนัขตัวใด ไม่กัดเชือกหนังให้ขาด สุนัข ตัวนั้นโง่เขลามาก สุนัขควรจะเปลื้องตนเสียจาก เครื่องผูก กินเชือกหนังเสียให้อิ่ม แล้วจึงค่อย กลับไปยังที่อยู่ของตน. สุนัขได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :คำที่ท่านกล่าวนี้ ฝังอยู่ในหัวใจของ ข้าพเจ้า อนึ่งข้าพเจ้ายังได้จำไว้ในใจแล้ว ข้าพเจ้า จะรอเวลาจนกว่าคนจะหลับ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺิตํ เม มนสฺมึ เม ความว่า ท่านกล่าวคำใด คำนั้นเราตั้งใจไว้แล้ว คือเก็บไว้แล้วแต่ในใจของเรา. บทว่า อโถ เม หทเย กตํ คือ แม้คำของท่านเราก็เก็บไว้ในใจทีเดียว. บทว่า กาลญฺจ ปฏิกงฺขามิ คือ ข้าพเจ้ากำลังรอเวลาอยู่. บทว่า ยาว ปสุปตุชฺชโน ความว่า ข้าพเจ้ารอเวลาจนกว่ามหาชนจะหลับ. นอกเหนือไปจากนี้ สุนัขนี้คิดว่า ความปรารถนาของตนพึงเกิดขึ้นว่าจะหนี เพราะฉะนั้น ในตอนกลางคืนเมื่อคนหลับกันหมด เราจะกัดเชือกหนีไป.
สุนัขนั้นครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เมื่อมหาชนพากันหลับจึงกัดเชือกกินแล้วหนีไปยังเรือนของเจ้าของตนตามเดิม.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. สุนัขในครั้งนั้นได้เป็นสุนัขในครั้งนี้ ส่วนบุรุษบัณฑิตคือ เราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาสุนขชาดกที่ ๒
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๔๘๐–๔๘๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๒ สุนขชาตกํ
พาโล วตายํ สุนโขติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อมฺพณโกฏฺฐเกสุ อาสนสาลาย ภตฺตภุญฺชนสุนขํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตํ กิร ชาตกาลโต ปฏฺฐาย ปานียหารกา คเหตฺวา ตตฺถ โปเสสุํ ฯ โส อปรภาเค ตตฺถ ภตฺตํ ภุญฺชนฺโต ถูลสรีโร อโหสิ ฯ อเถกทิวสํ เอโก คามวาสี ปุริโส ตํ ฐานํ ปตฺโต สุนขํ ทิสฺวา ปานียหารกานํ อุตฺตริสาฏกญฺจ กหาปณญฺจ ทตฺวา คทฺทเลน ๑- พนฺธิตฺวา ตํ อาทาย ปกฺกามิ ฯ โส คเหตฺวา นียมาโน น วสฺสิ, ทินฺนํ ทินฺนํ ขาทนฺโต ปจฺฉโต ปจฺฉโต อคมาสิ ฯ อถ โส ปุริโส อยํ
@เชิงอรรถ: ๑ คทฺทูเลนาติปิ ฯ อิทานิ มํ ปิยายตีติ คทฺทลํ ๑- โมเจติ ฯ โส วิสฺสฏฺฐมตฺโตว เอกเวเคน อาสนสาลเมว คโต ฯ ภิกฺขู ตํ ทิสฺวา เตน กตการณํ ชานิตฺวา สายณฺหสมเย ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส อาสนสาลายํ สุนโข พนฺธนโมกฺขกุสโล วิสฺสฏฺฐมตฺโตว ปุน อาคโตติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว โส สุนโข อิทาเนว พนฺธนโมกฺขกุสโล, ปุพฺเพปิ พนฺธนโมกฺขกุสโล เยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต กาสิกรฏฺเฐ เอกสฺมึ มหาโภคกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ฆราวาสํ อคฺคเหสิ ฯ ตทา พาราณสิยํ เอกสฺส มนุสฺสสฺส สุนโข อโหสิ ฯ โส ปิณฺฑภตฺตํ ลภนฺโต ถูลสรีโร ชาโต ฯ อเถโก คามวาสี พาราณสึ อาคโต ตํ สุนขํ ทิสฺวา ตสฺส มนุสฺสสฺส อุตฺตริสาฏกญฺจ กหาปณญฺจ ทตฺวา สุนขํ คเหตฺวา จมฺมโยตฺเตน พนฺธิตฺวา โยตฺตโกฏิยํ คเหตฺวา คจฺฉนฺโต อฏวิมุเข เอกํ นฬสาลํ ปวิสิตฺวา สุนขํ พนฺธิตฺวา ผลเก นิปชฺชิตฺวา นิทฺทํ โอกฺกมิ ฯ ตสฺมึ กาเล โพธิสตฺโต เกนจิเทว กรณีเยน อฏวึ ปฏิปนฺโน ตํ สุนขํ โยตฺเตน พนฺธิตฺวา ฐปิตํ ทิสฺวา ปฐมํ คาถมาห
พาโล วตายํ สุนโข โย วรตฺตํ น ขาทติ,
พนฺธนา จ ปโมเจยฺย อสิโตว ฆรํ วเชติ ฯ
@เชิงอรรถ: ๑ คทฺทูลนฺติปิ ฯ
ตตฺถ ปโมเจยฺยาติ ปมุญฺเจยฺย ฯ อยเมว วา ปาโฐ ฯ อสิโต ว ฆรํ วเชติ อสิโต ฉาโต ๑- สุหิโต หุตฺวา อตฺตโน วสนฏฺฐานํ คจฺเฉยฺย ฯ
ตํ สุตฺวา สุนโข ทุติยํ คาถมาห
อฏฺฐิตํ เม มนสฺมึ เม อโถ เม หทเย กตํ,
กาลญฺจ ปฏิกงฺขามิ ยาว ปสุปตุชฺชโนติ ฯ
ตตฺถ อฏฺฐิตํ เม มนสฺมึ เมติ ยํ ตุมฺเห กเถถ, ตํ มยา มนสฺมึ อธิฏฺฐิตเมว มนสฺมึ เยว เม เอตํ อธิฏฺฐิตนฺติ ฯ อโถ เม หทเย กตนฺติ อถ ปน เม ตุมฺหากมฺปิ วจนํ หทเย กตเมว ฯ กาลญฺจ ปฏิกงฺขามีติ กาลญฺจ ปฏิมาเนมิ ฯ ยาว ปสุปตุชฺชโนติ ยาวายํ มหาชโน ปสุปตุ นิทฺทํ โอกฺกมตุ, ตาวาหํ กาลํ ปฏิมาเนมิ ฯ อิตรถา หิ อยํ สุนโข ปลายตีติ อตฺตโน มโนรโถ ๒- อุปฺปชฺเชยฺย, ตสฺมา รตฺติภาเค สพฺเพสํ สุตฺตกาเล จมฺมโยตฺตํ ขาทิตฺวา ปลายิสฺสามีติ ฯ
โส เอวํ วตฺวา มหาชเน นิทฺทํ โอกฺกมนฺเต โยตฺตํ ขาทิตฺวา สุหิโตว ปลายิตฺวา อตฺตโน สามิกานํ ฆรเมว คโต ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา สุนโข เอตรหิ สุนโขว, ปณฺฑิตปุริโส ปน อหเมวาติ ฯ
สุนขชาตกํ ทุติยํ ฯ
@เชิงอรรถ: ๑ ธาโตติปิ ฯ ๒ รโวติปิ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗