มูลปริยายชาดก
ว่าด้วยกาลเวลากินสัตว์พร้อมทั้งตัวเอง
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๔๐ · บรรทัด ๑๙๒๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ สุภควัน อาศัยอุกกัฏฐธานีทรงปรารภ มูลปริยายสูตร ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กาโล ฆสติ ภูตานิ ดังนี้.
ได้ยินว่า ในกาลนั้นมีพราหมณ์ ๕๐๐ จบไตรเพทแล้วออกบวชในพระศาสดาเรียนพระไตรปิฎก เป็นผู้มัวเมาด้วยความทะนงตนคิดว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้พระไตรปิฎก แม้เราก็รู้พระไตรปิฎก เมื่อเป็นอย่างนี้ เรากับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะต่างกันอย่างไร จึงไม่ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์. อยู่มาวันหนึ่ง พระศาสดาเมื่อภิกษุเหล่านั้นประชุมกันในสำนักของพระองค์ ตรัสมูลปริยายสูตรประดับด้วยภูมิ ๘. ภิกษุเหล่านั้นกำหนดอะไรไม่ได้. จึงมีความคิดว่า พวกเราทะนงตนว่า ไม่มีใครฉลาดเท่ากับพวกเรา แต่บัดนี้พวกเราไม่รู้อะไรเลย ชื่อว่าผู้ฉลาดเช่นกับพระพุทธเจ้าย่อมไม่มี ชื่อว่าพระพุทธคุณน่าอัศจรรย์. ตั้งแต่นั้นมาภิกษุเหล่านั้นก็หมดความทะนงตน สิ้นความหลงผิด ดังงูพิษที่ถูกถอนเขี้ยวแล้วฉะนั้น.
พระศาสดาประทับอยู่ ณ อุกกัฏฐธานี ตามพระสำราญแล้วเสด็จไปกรุงเวสาลี ตรัสโคตมกสูตรที่โคตมกเจดีย์. ทั้งหมื่นโลกธาตุหวั่นไหวแล้ว ภิกษุเหล่านั้นฟังโคตมกสูตรนั้นแล้วได้บรรลุพระอรหัต. เมื่อจบมูลปริยายสูตร พระศาสดายังประทับอยู่ ณ อุกกัฏฐธานีนั่นเอง ภิกษุทั้งหลายประชุมสนทนากันในโรงธรรมว่า อาวุโสทั้งหลายน่าอัศจรรย์พระพุทธานุภาพ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำให้ภิกษุเหล่านั้นเป็นพราหมณ์ออกบวชมัวเมาด้วยความทะนงตนอย่างนั้น หมดความทะนงตนด้วยมูลปริยายเทศนา.
พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนเราก็ได้ทำภิกษุเหล่านั้นผู้มีหัวรุนแรงด้วยความทะนงตนให้หมดความทะนงตนแล้ว ทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ครั้นเจริญวัยสำเร็จไตรเพท เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ สอนมนต์แก่มาณพ ๕๐๐. มาณพทั้ง ๕๐๐ นั้น ครั้นเรียนจบศิลปะผ่านการซักซ้อมสอบทานในศิลปะทั้งหลายแล้ว เกิดกระด้างด้วยความทะนงตนว่า พวกเรารู้เท่าใด แม้อาจารย์ก็รู้เท่านั้นเหมือนกันไม่มีความพิเศษกว่ากัน ไม่ไปสำนักอาจารย์ ไม่กระทำวัตรปฏิบัติ. ครั้นวันหนึ่งเมื่ออาจารย์นั่งอยู่โคนต้นพุทรา. พวกมาณพเหล่านั้นประสงค์จะดูหมิ่นอาจารย์จึงเอาเล็บมือเคาะต้นพุทราพูดว่า ต้นไม้นี่ไม่มีแก่น. พระโพธิสัตว์ก็รู้ว่าดูหมิ่นตน จึงกล่าวกะอันเตวาสิกว่า เราจักถามปัญหาพวกท่านข้อหนึ่ง. มาณพเหล่านั้นต่างดีอกดีใจกล่าวว่า จงถามมาเถิด พวกผมจักแก้. อาจารย์เมื่อจะถามปัญหา ได้กล่าวคาถาแรกว่า :-
กาลย่อมกินสัตว์ทั้งปวงกับทั้งตัวเองด้วย ก็ผู้ใดกินกาล ผู้นั้นเผาตัณหาที่เผาแล้วได้แล้ว.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กาโล ได้แก่ เวลาเป็นต้น เช่นเวลาก่อนอาหาร หลังอาหาร. บทว่า ภูตานิ นี้เป็นชื่อของสัตว์กาลมิได้ถอนหนังและเนื้อเป็นต้นของสัตว์ไปกิน เป็นแต่ยังอายุวรรณและพละของสัตว์เหล่านั้นให้สิ้นไป ย่ำยีวัยหนุ่มสาว ทำความไม่มีโรคให้พินาศ เรียกว่า กินสัตว์ คือ เคี้ยวกินสัตว์. ก็กาลที่กินสัตว์อยู่อย่างนี้ ไม่เว้นใคร ๆ ย่อมกินหมดทั้งนั้น. อนึ่งมิได้กินแก่สัตว์ทั้งหลายเท่านั้น ย่อมกินแม้ตนเองด้วยกาลก่อนอาหาร ย่อมไม่เหลืออยู่ในเวลาหลังอาหาร. ในเรื่องเวลาหลังอาหารเป็นต้น ก็นัยเดียวกัน. ที่ว่าสัตว์ผู้กินกาลนั้น หมายถึงพระขีณาสพ. จริงอยู่พระขีณาสพนั้นเรียกว่าผู้กินกาล เพราะยังกาลปฏิสนธิต่อไปให้สิ้นด้วยอริยมรรค. บทว่า ส ภูตปจนึ ปจิความว่า พระขีณาสพนั้นเผา คือทำให้ไหม้เป็นเถ้าซึ่งตัณหาที่เผาสัตว์ในอบาย ด้วยไฟคือญาณ.
พวกมาณพเหล่านั้นฟังปัญหานี้แล้ว ไม่มีผู้สามารถจะรู้ได้แม้คนเดียว. ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์จึงกล่าวกะมาณพเหล่านั้นว่า พวกท่านอย่าได้เข้าใจว่าปัญหานี้มีอยู่ในไตรเพท พวกท่านสำคัญว่าอาจารย์รู้สิ่งใด เราก็รู้สิ่งนั้นทั้งหมด จึงได้เปรียบเราเช่นกับด้วยต้นพุทรา พวกท่านมิได้รู้ว่า เรารู้สิ่งที่พวกท่านยังไม่รู้อีกมาก จงไปเถิด เราให้เวลา ๗ วัน จงช่วยกันคิดปัญหานี้ตามกาลกำหนด. มาณพเหล่านั้นไหว้พระโพธิสัตว์แล้วกลับไปยังที่อยู่ของตน แม้คิดกันตลอด ๗ วันก็มิได้เห็นที่สุด มิได้เห็นเงื่อนงำแห่งปัญหา. ครั้นวันที่ ๗ จึงพากันมาหาอาจารย์ไหว้แล้วนั่งลง เมื่ออาจารย์ถามว่า พวกท่านมีหน้าตาเบิกบาน รู้ปัญหานี้หรือ กล่าวว่า ยังไม่รู้. พระโพธิสัตว์เมื่อจะตำหนิมาณพเหล่านั้นอีก จึงถามปัญหาที่ ๒ ว่า :-
ศีรษะของนรชนปรากฏว่ามีมาก มีผม ดำยาว ปกคลุมถึงคอ บรรดาคนทั้งหลายนี้จะ หาคนที่มีปัญญาสักคนก็ไม่ได้.
ความของคาถานั้นว่า ศีรษะคนปรากฎมีมากหลาย และศีรษะเหล่านั้นมีผมดกดำประถึงคอ เอามือจับดูไม่เหมือนผลตาลบุคคลเหล่านั้นไม่มีข้อแตกต่างกันด้วยธรรมเหล่านี้เลย. บทว่า กณฺณวา คือผู้มีมีปัญญา. ก็ช่องหูจะไม่มีแก่ใคร ๆ ก็หามิได้.
พระโพธิสัตว์ติเตียนพวกมาณพเหล่านั้นว่า พวกท่านเป็นคนโง่ มีแต่ช่องหูเท่านั้น ไม่มีปัญญา ฉะนี้แล้วจึงแก้ปัญหามาณพเหล่านั้นฟังแล้วกล่าวว่า ธรรมดาอาจารย์เป็นผู้ยิ่งใหญ่อย่างน่าอัศจรรย์ขอขมาอาจารย์แล้วต่างก็หมดความทะนงตนปรนนิบัติพระโพธิสัตว์ตามเดิม.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประชุมชาดก. มาณพทั้ง ๕๐๐ ในครั้งนั้นได้เป็นภิกษุเหล่านี้ส่วนอาจารย์คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถามูลปริยายชาดกที่ ๕
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๕๐๒–๕๐๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๕ มูลปริยายชาตกํ
กาโล ฆสติ ภูตานีติ อิทํ สตฺถา อุกฺกฏฺฐํ นิสฺสาย สุภควเน วิหรนฺโต มูลปริยายสุตฺตนฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตทา กิร ปญฺจสตา พฺราหฺมณา ติณฺณํ เวทานํ ปารคู สาสเน ปพฺพชิตฺวา ตีณิ ปิฏกานิ อุคฺคณฺหิตฺวา มานมทมตฺตา หุตฺวา สมฺมาสมฺพุทฺโธปิ ตีณิ ปิฏกานิ ชานาติ, มยมฺปิ ตานิ ชานาม, เอวํ สนฺเต กึ ตสฺส อมฺเหหิ นานากรณนฺติ พุทฺธุปฏฺฐานํ น คจฺฉนฺติ ปฏิปกฺขา หุตฺวา จรนฺติ ฯ อเถกทิวสํ สตฺถา เตสุ อาคนฺตฺวา อตฺตโน สนฺติเก สนฺนิสินฺเนสุ อฏฺฐหิ ภูมีหิ ปฏิมณฺฑิตฺวา มูลปริยายสุตฺตํ กเถสิ ฯ เต น กิญฺจิ สลฺลกฺขึสุ ฯ อถ เนสํ เอตทโหสิ มยํ อมฺเหหิ สทิสา ปณฺฑิตา นตฺถีติ มานํ กโรม, อิทานิ ปน น กิญฺจิ ชานาม, พุทฺเธหิ สทิโส ปณฺฑิโต นาม นตฺถิ, อโห พุทฺธคุณา นามาติ ฯ เต ตโต ปฏฺฐาย นีหตมานา หุตฺวา อุทฺธตทาฐา วิย สปฺปา นิพฺพิเสวนา ชาตา ฯ สตฺถา อุกฺกฏฺฐายํ ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา เวสาลึ คนฺตฺวา โคตมเก เจติเย โคตมกสุตฺตนฺตํ กเถสิ ฯ ทสสหสฺสี โลกธาตุ กมฺปิ ฯ ตํ สุตฺวา เต ภิกฺขู อรหตฺตํ ปาปุณึสุ ฯ มูลปริยายสุตฺตนฺตปริโยสาเน ปน สตฺถริ อุกฺกฏฺฐายํ วิหรนฺเต เยว ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส อโห พุทฺธานํ อานุภาโว, เต นาม พฺราหฺมณา ปพฺพชิตฺวา ตถา มานมทมตฺตา ภควตา มูลปริยายเทสนาย นีหตมานา กตาติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปาหํ อิเม เอวํ มานปคฺคหิตสิเร วิจรนฺเต นีหตมาเน อกาสึ เยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ติณฺณํ เวทานํ ปารคู ทิสาปาโมกฺโข อาจริโย หุตฺวา ปญฺจมาณวกสตานํ มนฺเต วาเจสิ ฯ เต ปญฺจสตา นิฏฺฐิตสิปฺปา สิปฺเปสุ อนุโยคํ ทตฺวา ยตฺตกํ อมฺเห ชานาม, อาจริโยปิ ตตฺตกเมว, วิเสโส นตฺถีติ มานถทฺธา หุตฺวา อาจริยสฺส สนฺติกํ น คจฺฉนฺติ วตฺตปฏิวตฺตํ น กโรนฺติ ฯ เต เอกทิวสํ อาจริเย พทรรุกฺขมูเล นิสินฺเน ตํ วมฺเภตุกามา พทรรุกฺขํ นเขน อาโกเฏตฺวา นิสฺสาโร จายํ รุกฺโขติ อาหํสุ ฯ โพธิสตฺโต อตฺตโน วมฺภนภาวํ ญตฺวา อนฺเตวาสิกา เอกํ โว ปญฺหํ ปุจฺฉิสฺสามีติ อาห ฯ เต หฏฺฐปหฏฺฐาว วเทถ, กเถสฺสามาติ ฯ อาจริโย ปญฺหํ ปุจฺฉนฺโต ปฐมํ คาถมาห
กาโล ฆสติ ภูตานิ สพฺพาเนว สหตฺตนา,
โย จ กาลฆโส ภูโต ส ภูตปจนึ ปจีติ ฯ
ตตฺถ กาโลติ ปุเรภตฺตกาโลปิ ปจฺฉาภตฺตกาโลปีติ เอวมาทิ ฯ ภูตานีติ สตฺตาธิวจนเมตํ ฯ น กาโล ภูตานํ จมฺมมํสาทีนิ ลุญฺจิตฺวา ขาทติ, อปิ จ โข เนสํ อายุวณฺณพลานิ เขเปนฺโต โยพฺพนํ มทฺทนฺโต อาโรคฺยํ วินาเสนฺโต ฆสติ ขาทตีติ วุจฺจติ ฯ เอวํ ฆสนฺโต จ น กิญฺจิ วชฺเชนฺโต สพฺพาเนว ฆสติ ฯ น เกวลญฺจ ภูตาเนว อปิ จ โข สหตฺตนา อตฺตานมฺปิ ฆสติ, ปุเรภตฺตกาโล ปจฺฉาภตฺตกาลํ น ปาปุณาติ ฯ เอส นโย ปจฺฉาภตฺตกาลาทีสุ ฯ โย จ กาลฆโส ภูโตติ ขีณาสวสฺเสตํ อธิวจนํ ฯ โส หิ อริยมคฺเคน อายตึ ปฏิสนฺธิกาลํ เขเปตฺวา ขาทิตฺวา ฐิตตฺตา กาลฆโสติ วุจฺจติ ฯ ส ภูตปจนึ ปจีติ ยายํ ตณฺหา อปาเยสุ ภูเต ปจติ ตํ ญาณคฺคินา ปจิ ทหิ ภสฺมมกาสิ ฯ เตน ภูตปจนึ ปจีติ วุจฺจติ ฯ ปชนินฺติปิ ปาโฐ ฯ ชนิตํ นิพฺพตฺติตนฺติ อตฺโถ ฯ
อิมํ ปญฺหํ สุตฺวา มาณเวสุ เอโกปิ ชานิตุํ สมตฺโถ นาโหสิ ฯ อถ เน โพธิสตฺโต มา โข ตุมฺเห อยํ ปญฺโห ตีสุ เวเทสุ อตฺถีติ สญฺญํ อกริตฺถ, ตุมฺเห ยมหํ ชานามิ, ตํ สพฺพํ ชานามาติ มญฺญมานา มํ พทรรุกฺขสทิสํ กโรถ, มม ตุมฺเหหิ อญฺญาตสฺส พหุโน ปชานนภาวํ น ชานาถ, คจฺฉถ, สตฺตเม ทิวเส กาลํ ทมฺมิ, เอตฺตเกน กาเลน อิมํ ปญฺหํ จินฺเตถาติ ฯ เต โพธิสตฺตํ วนฺทิตฺวา อตฺตโน อตฺตโน วสนฏฺฐานํ คนฺตฺวา สตฺตาหํ จินฺเตตฺวาปิ ปญฺหสฺส เนว อนฺตํ น โกฏึ ปสฺสึสุ ฯ เต สตฺตเม ทิวเส อาจริยสฺส สนฺติกํ อาคนฺตฺวา วนฺทิตฺวา นิสีทิตฺวา กึ ภทฺทมุขา ชานาถ ปญฺหนฺติ วุตฺเต น ชานามาติ วทึสุ ฯ ปุน โพธิสตฺโต เต ครหมาโน ทุติยํ คาถมาห
พหูนิ นรสีสานิ โลมสานิ พฺรหานิ จ
คีวาสุ ปฏิมุกฺกานิ โกจิเทเวตฺถ กณฺณวาติ ฯ
ตสฺสตฺโถ พหูนิ นรานํ สีสานิ ทิสฺสนฺติ, สพฺพานิ จ ตานิ โลมสานิ, สพฺพานิ มหนฺตานิ, คีวาสุ เยว ฐปิตานิ, น ตาลผลํ วิย หตฺเถน คหิตานิ, นตฺถิ เตสํ อิเมหิ ธมฺเมหิ นานากรณํ ฯ เอตฺถ ปน โกจิเทว กณฺณวาติ อตฺตานํ สนฺธายาห ฯ กณฺณวาติ ปญฺญวา ฯ กณฺณฉิทฺทํ ปน น กสฺสจิ นตฺถิ ฯ
อิติ เต มาณวเก กณฺณฉิทฺทมตฺตเมว ตุมฺหากํ พาลานํ อตฺถิ, น ปญฺญาติ ครหิตฺวา ปญฺหํ วิสฺสชฺเชสิ ฯ เต สุตฺวา อโห อาจริยา นาม มหนฺตาติ ขมาเปตฺวา นีหตมานา โพธิสตฺตํ อุปฏฺฐหึสุ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา ปญฺจสตา มาณวกา อิเม ภิกฺขู อเหสุํ, อาจริโย ปน อหเมวาติ ฯ
มูลปริยายชาตกํ ปญฺจมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗