สาลกชาดก
ว่าด้วยสาลกวานร
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๔๘ · บรรทัด ๑๙๕๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภพระมหาเถระรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า เอกปุตฺตโก ภวิสฺสติ ดังนี้.
ได้ยินว่า พระมหาเถระนั้นให้กุมารน้อยบรรพชาแล้ว ทำให้ลำบากอยู่ ณ พระเชตวันนั้น. สามเณรนั้นไม่สามารถจะทนความลำบากได้จึงสึก. พระเถระไปเกลี้ยกล่อมกุมารน้อยนั้นว่าดูก่อนกุมารน้อย จีวรของเธอคงเป็นของเธอตามเดิม แม้บาตรก็คงเป็นของเธอ ทั้งบาตรและจีวรก็คงเป็นของเธอ จงมาบรรพชาเถิด. กุมารน้อยนั้น แม้กล่าวว่า ผมจักไม่บรรพชา ถูกพระเถระรบเร้าบ่อย ๆ เข้าก็บรรพชา ครั้งนั้นพระเถระได้ให้สามเณรนั้นลำบากอีกตั้งแต่วันที่บวช. สามเณรทนความลำบากไม่ไหวจึงสึกอีก แม้พระเถระเกลี้ยกล่อมอยู่หลายครั้งหลายครา ก็ไม่ยอมบวช โดยกล่าวว่า หลวงพ่อไม่เห็นใจผม หลวงพ่อขาดผมจะไม่สามารถเป็นไปได้เทียวหรือ ไปเถิดหลวงพ่อ ผมไม่บวชละ.
ภิกษุทั้งหลายประชุมกันในโรงธรรมว่า อาวุโสทั้งหลายทารกนั้นใจดีจริงหนอ ทราบอัธยาศัยของพระมหาเถระแล้วจึงไม่ยอมบวช. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบัดนี้พวกเธอนั่งสนทนาด้วยเรื่องอะไรกัน เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทารกนั้นมิใช่มีใจดีแต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนก็ใจดี เห็นโทษของพระเถระนั้นคราวเดียวเท่านั้น ไม่ยอมเข้าใกล้อีก ทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลกุฎุมพี ครั้นเจริญวัยเลี้ยงชีพด้วยการขายข้าวเปลือก. มีหมองูคนหนึ่ง หัดลิงตัวหนึ่งให้ถือยาแล้วให้งูแสดงการละเล่นกับลิงนั่งเลี้ยงชีพ. เมื่อมีการโฆษณาแสดงมหรสพที่กรุงพาราณสี. หมองูนั้นประสงค์จะชมมหรสพ จึงมอบลิงนั้นไว้กับพ่อค้าขายข้าวเปลือกนั้น สั่งว่าท่านอย่าดูดายลิงตัวนี้ ครั้นชมมหรสพแล้วในวันที่ ๗ จึงไปหาพ่อค้าถามว่า ลิงอยู่ที่ไหน. ลิงพอได้ยินเสียงเจ้าของรีบออกจากร้านขายข้าวเปลือก. ลำดับนั้นหมองู จึงเอาไม้เรียวตีหลังลิงพาไปสวนผูกไว้ข้างหนึ่ง แล้วหลับไป. ลิงรู้ว่าเจ้าของหลับ จึงแก้เชือกที่ผูกออกหนีไปขึ้นต้นมะม่วง กินผลมะม่วงสุก แล้วทิ้งเมล็ดลงตรงหัวหมองู. หมองูตื่นแลดูเห็นลิงนั้นแล้ว จึงคิดว่า เราจักลวงเจ้าลิงนั้นด้วยถ้อยคำไพเราะ ให้มันลงจากต้นไม้แล้วจึงจับมัน เมื่อจะเกลี้ยกล่อมลิงนั้น ได้กล่าวคาถาแรกว่า :-
ดูก่อนพ่อสาลกวานร เจ้าเป็นลูกคนเดียว ของพ่อ อนึ่ง พ่อจักได้เป็นใหญ่ในตระกูลของ พ่อ ลงมาจากต้นไม้เถิด มาเถิดลูกพ่อ จะพากลับ ไปบ้านของเรา. ลิงได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :ท่านสำคัญว่า เราเป็นสัตว์ใจดีจึงได้ตีเรา ด้วยเรียวไม้ไผ่ เราพอใจอยู่ในป่ามะม่วงที่มี ผลสุก ท่านจงกลับไปบ้านตามสบายเถิด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า นนุ มํ สุหทโยติ มญฺสิ ความว่าท่านสำคัญเราว่าเป็นสัตว์มีใจดีมิใช่หรือ อธิบายว่า ท่านสำคัญว่าลิงนี้เป็นสัตว์ใจดี. บทว่า ยญฺจ มํ หนสิ เวฬุยฏฺิยา ความว่าท่านแสดงไว้ดังนี้ว่า ท่านดูหมิ่นเราด้วยเหตุใด และท่านเฆี่ยนเราด้วยไม้เรียวด้วยเหตุใด เหตุนั้นเราจึงไม่กลับไป. เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจึงพอใจในป่ามะม่วงนี้ เชิญท่านกลับไปเรือนตามสบายเถิด. แล้วกระโดดเข้าป่าไป. แม้หมองูก็ไม่พอใจได้กลับไปเรือนของตน.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. ลิงในครั้งนั้นได้เป็นสามเณรในครั้งนี้ หมองูได้เป็นพระมหาเถระ ส่วนพ่อค้าขายข้าวเปลือกคือ เราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาสาลกชาดกที่ ๙
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๕๑๘–๕๒๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๘ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๙ สาลกชาตกํ
เอกปุตฺตโก ภวิสฺสสีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อญฺญตรํ มหาเถรํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
โส กิเรกํ กุมารกํ ปพฺพาเชตฺวา ปีเฬนฺโต ตตฺถ วิหรติ ฯ โส สามเณโร ปีฬํ สหิตุํ อสกฺโกนฺโต อุปฺปพฺพชิ ฯ เถโร คนฺตฺวา ตํ อุปลาเปติ กุมารก ตว จีวรํ ตเวว ภวิสฺสติ, ปตฺโตปิ ตว สนฺตโก, ปตฺตจีวรมฺปิ ตเวว ภวิสฺสติ, เอหิ, ปพฺพชาหีติ ฯ โส นาหํ ปพฺพชิสฺสามีติ วตฺวาปิ ปุนปฺปุนํ วุจฺจมาโน ปพฺพชิ ฯ อถ นํ ปพฺพชิตทิวสโต ปฏฺฐาย ปุน เถโร วิเหเฐสิ ฯ โส ปีฬํ อสหนฺโต ปุน อุปฺปพฺพชิตฺวา อเนกวารํ ยาจนฺเตปิ ตสฺมึ ตฺวํ เนว มํ สหสิ, น มํ วินาวตฺติตุํ สกฺโกสิ, คจฺฉ, น ปพฺพชิสฺสามีติ น ปพฺพชิ ฯ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส สุหทโย วต โส ทารโก มหาเถรสฺส อาสยํ ญตฺวา น ปพฺพชีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย มามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนเวส สุหทโยว, ปุพฺเพปิ สุหทโย เอกวารํ เอตสฺส โทสํ ทิสฺวา ปุน น อุปคจฺฉีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต กุฏุมฺพิกกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ธญฺญวิกฺกเยน ชีวิตํ กปฺเปสิ ฯ อญฺญตโรปิ อหิคุณฺฑิโก ๑- เอกํ มกฺกฏํ สิกฺขาเปตฺวา โอสธํ คาหาเปตฺวา เตน สปฺปํ กีฬาเปนฺโต ชีวิตํ กปฺเปสิ ฯ โส พาราณสิยํ อุสฺสเว สงฺฆุฏฺเฐ อุสฺสวํ กีฬิตุกาโม อิมํ มา ปมชฺชีติ ตํ มกฺกฏํ ตสฺส ธญฺญวาณิชกสฺส หตฺเถ ฐเปตฺวา อุสฺสวํ กีฬิตฺวา สตฺตเม ทิวเส ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา กหํ มกฺกโฏติ ปุจฺฉิ ฯ มกฺกโฏ สามิกสฺส สทฺทํ สุตฺวา ว ธญฺญาปณโต เวเคน นิกฺขมิ ฯ อถ นํ โส เวฬุเปสิกาย ปิฏฺฐิยํ โปเถตฺวา อาทาย อุยฺยานํ คนฺตฺวา เอกมนฺเต พนฺธิตฺวา นิทฺทํ โอกฺกมิ ฯ มกฺกโฏ ตสฺส นิทฺทายนภาวํ ญตฺวา อตฺตโน พนฺธนํ โมเจตฺวา ปลายิตฺวา อมฺพรุกฺขํ อารุยฺห อมฺพปกฺกํ ขาทิตฺวา อฏฺฐึ อหิคุณฺฑิกสฺส สรีเร ปาเตสิ ฯ โส ปพุชฺฌิตฺวา โอโลเกนฺโต ตํ ทิสฺวา มธุรวาจาย นํ วญฺเจตฺวา รุกฺขา โอตาเรตฺวา คณฺหิสฺสามีติ ตํ อุปลาเปนฺโต ปฐมํ คาถมาห
เอกปุตฺตโก ภวิสฺสสิ
ตฺวญฺจ โน เหสฺสสิ อิสฺสโร กุเล,
@เชิงอรรถ: ๑ อหิคุณฺฐิโกติปิ ฯ
โอโรหิ ทุมสฺมา สาลก
เอหิ, ทานิ ฆรกํ วเชมเสติ ฯ
ตสฺสตฺโถ ตฺวํ มยฺหํ เอกปุตฺตโก ภวิสฺสสิ กุเล จ เม โภคานํ อิสฺสโร, เอตมฺหา รุกฺขา โอตร เอหิ, อมฺหากํ ฆรํ คมิสฺสาม ฯ สาลกาติ นาเมน อาลปนฺโต อาห ฯ
ตํ สุตฺวา มกฺกโฏ ทุติยํ คาถมาห
นนุ มํ สุหทโยติ มญฺญสิ
ยญฺจ มํ หนสิ เวฬุยฏฺฐิยา,
ปกฺกมฺพวเน รมามเส,
คจฺฉ ตฺวํ ฆรกํ ยถาสุขนฺติ ฯ
ตตฺถ นนุ มํ สุหทโยติ มญฺญสีติ นนุ ตฺวํ มํ สุหทโยติ มญฺญสิ สุหทโย อยนฺติ มญฺญสีติ อตฺโถ ฯ ยญฺจ มํ หนสิ เวฬุยฏฺฐิยาติ ยํ มํ เอวํ อติมญฺญสิ ยญฺจ เวฬุเปสิกาย หนสิ, เตนาหํ น คจฺฉามีติ ทีเปติ ฯ อถ นํ มยํ อิมสฺมึ ปกฺกมฺพวเน รมามฺหเส, คจฺฉ ตฺวํ ฆรกํ ยถาสุขนฺติ วตฺวา อุปฺปติตฺวา วนํ ปาวิสิ ฯ อหิคุณฺฑิโกปิ อนตฺตมโน เคหํ อคมาสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา มกฺกโฏ สามเณโร อโหสิ, อหิคุณฺฑิโก มหาเถโร, ธญฺญวาณิโช ปน อหเมวาติ ฯ
สาลกชาตกํ นวมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗