ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สังกัปปราคชาดก
ชาดกที่ ๒๕๑ · ติกนิบาตชาดก · สังกัปปวรรค

สังกัปปราคชาดก

ว่าด้วยลูกศรคือกิเลส

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๕๒ · บรรทัด ๑๙๘๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสังกัปปราคชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้กระสัน จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า สงฺกปฺปราคโธเตน ดังนี้.

ได้ยินว่า มีกุลบุตรชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง บวชถวายชีวิตได้เห็นศาสนาของพระศาสดา วันหนึ่งเที่ยวบิณฑบาตไปในเมืองสาวัตถีได้เห็นหญิงคนหนึ่งตกแต่งประดับประดาสวยงาม เกิดความกำหนัดรักใคร่ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ อาจารย์และอุปัชฌาย์เป็นต้น ได้เห็นอาการดังนั้น จึงถามถึงเหตุที่ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ครั้นทราบว่าเธอมีความประสงค์จะสึก จึงพากันกล่าวว่า นี่แน่ะคุณ ธรรมดาว่าพระบรมศาสดาทรงสังหารกิเลสมีราคะเป็นต้น ทรงทรมานแล้วประกาศอริยสัจ ประทานโสดาปัตติมรรคเป็นต้น มาเถิดคุณ พวกเราจะพาไปเฝ้าพระศาสดาแล้วได้พาไป และเมื่อพระบรมศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพาภิกษุผู้ไม่มีแก่ใจมาทำไมหรือ จึงพากันกราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบ. พระบรมศาสดาตรัสถามว่า ได้ยินว่าเธอกระสันจะสึกจริงหรือภิกษุ ? เมื่อเธอกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสถามว่า เพราะเหตุไร ? ภิกษุนั้นจึงกราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบ. ลำดับนั้น พระบรมศาสดา จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ธรรมดาว่าสตรีทั้งหลายนี้ ได้เคยทำความเศร้าหมองให้เกิดแม้แก่สัตว์ผู้บริสุทธิ์ทั้งหลายผู้ที่ข่มกิเลสได้ด้วยกำลังฌาน เหตุไฉนจักไม่ทำบุคคลผู้ไร้คุณสมบัติเช่นเธอให้เศร้าหมองเล่า ท่านผู้บริสุทธิ์ยังเศร้าหมองได้ทั้งท่านผู้พรั่งพร้อมด้วยอุดมยศก็ยังถึงความเสื่อมยศได้ จะป่วยกล่าวไปใยถึงผู้ไม่บริสุทธิ์เล่า ลมที่พัดภูเขาสิเนรุให้หวั่นไหว ไฉนจักไม่พัดขยะใบไม้เก่าให้กระจัดกระจายเล่า กิเลสนี้ยังก่อกวนสัตว์ผู้นั่งอยู่ที่โคนต้นโพธิ์ กำลังจะตรัสรู้ได้ ไฉนจักไม่ก่อกวนคนเช่นเธอเล่า ครั้นตรัสดังนี้แล้วภิกษุทั้งหลายทูลอาราธนา จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาลมีทรัพย์สมบัติ ๘๐ โกฏิ ครั้นเจริญวัยแล้วไปเล่าเรียนศิลปะทั้งปวงในเมืองตักกศิลา เมื่อเรียนสำเร็จแล้ว ก็กลับมายังเมืองพาราณสีอยู่ครองเรือนมีบุตรภรรยา ครั้นบิดามารดาล่วงลับไป ก็ได้กระทำกิจเกี่ยวกับการตายของบิดามารดา เมื่อกระทำการตรวจตราในข้อที่ลี้ลับ จึงรำพึงว่า ทรัพย์ที่บิดามารดารวบรวมไว้ยังปรากฎอยู่แต่บิดามารดาไม่ปรากฏ จึงมีความสลดใจ เหงื่อไหลออกจากร่างกายเขาอยู่ครองเรือนเป็นเวลานาน ได้ให้ทานมากมายละกามทั้งหลาย ละหมู่ญาติผู้มีหน้านองด้วยน้ำตา เข้าป่าหิมพานต์สร้างบรรณศาลาอยู่ในที่อันน่ารื่นรมย์ เที่ยวแสวงหารากไม้และผลไม้ในป่าเลี้ยงชีพ ไม่นานเท่าไรก็ทำอภิญญาและสมาบัติให้เกิดขึ้น เล่นฌานอยู่มาช้านานจึงคิดได้ว่า เราไปยังถีนมนุษย์จักได้เสพรสเค็มและรสเปรี้ยว เมื่อเป็นเช่นนั้น ร่างกายของเรา จักแข็งแรง และจักใด้เป็นการพักผ่อนของเราไปด้วย ทั้งชนเหล่าใดจักให้ภิกษาหรือจักกระทำการอภิวาทเป็นต้นแก่ผู้มีศีลเช่นกับเรา ชนเหล่านั้นจักได้ไปเกิดบนสวรรค์ครั้นคิดแล้วจึงออกจากป่าหิมพานต์ เที่ยวจาริกไปโดยลำดับจนถึงเมืองพาราณสี ในเวลาใกล้ค่ำ จึงเที่ยวเลือกหาที่พักอาศัย แลเห็นพระราชอุทยานจึงคิดว่า ที่นี้สมควรแก่การหลีกเร้น เราจักพักอยู่ในที่นี้ครั้นคิดแล้วจึงเข้าไปยังพระราชอุทยาน นั่งอยู่ที่โคนไม้ต้นหนึ่งทำเวลาราตรีให้หมดไปด้วยความสุขในฌาน วันรุ่งขึ้นเวลาเช้า ชำระสรีระกายแล้ว จัดแจงผูกชฎาห่มหนังเสือและนุ่งผ้าเปลือกไม้ ถือภาชนะสำหรับภิกขาจาร สำรวมอินทรีย์สงบระงับ สมบูรณ์ด้วยอิริยาบถ ทอดจักษุดูไปชั่วแอก มีรูปสิริของตนสมบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง อาจดึงเอาสายตาของชาวโลกให้และ เดินเข้าพระนครเที่ยวภิกขาจารไปจนถึงประตูพระราชนิเวศน์. พระราชากำลังเสด็จดำเนินอยู่ที่ห้องพระโรง ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ทางช่องพระแกล ทรงเลื่อมใสในอิริยาบถของเธอ ทรงพระดำริว่า ถ้าธรรมอันสงบระงับมีอยู่ ก็คงจะมีในภายในจิตของท่านผู้นี้ จึงดำรัสสั่งอำมาตย์ผู้หนึ่งว่า เจ้าจงไปนำพระดาบสนั้นมา. อำมาตย์นั้นไปไหว้แล้วขอรับเอาภาชนะสำหรับภิกขาจารแล้วกล่าวว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า. พระราชารับสั่งนิมนต์ท่าน พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ท่านผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่พระราชาไม่ทรงรู้จักกับอาตมา อำมาตย์จึงเรียนว่า ถ้ากระนั้น ขอนิมนต์พระคุณเจ้ายับยั้งอยู่ที่นี้จนกว่ากระผมจะกลับมา แล้วกลับไปกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ. พระราชารับสั่งว่า พระดาบสรูปอื่นผู้ที่จะเข้าไปยังราชตระกูลของเรายังไม่มี เจ้าจงไปนิมนต์พระดาบสนั้นมา. ฝ่ายพระองค์เองก็ทรงเหยียดพระหัตถ์ออกไหว้ทางช่องพระแกลตรัสว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ ขอนิมนต์มาทางพระราชนิเวศน์นี้เถิด. พระโพธิสัตว์จึงมอบภาชนะสำหรับภิกขาจารให้อำมาตย์ถือไปแล้วก็เดินขึ้นสู่ท้องพระโรง. ลำดับนั้น พระราชาทรงไหว้พระโพธิสัตว์นั้นแล้วนิมนต์ให้นั่งบนราชบัลลังก์ แล้วอังคาลเลี้ยงดูด้วยข้าวยาคู ของขบเคี้ยว และภัตตาหารที่เจ้าพนักงานจัดไว้สำหรับพระองค์ พระโพธิสัตว์ฉันเสร็จแล้ว จึงตรัสถามปัญหา ทรงพอพระราชหฤทัยการพยากรณ์ปัญหาของพระโพธิสัตว์ยิ่งนักจึงนมัสการแล้วตรัสถามว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ พระคุณเจ้าอยู่ที่ไหน และมาจากไหน พระโพธิสัตว์จึงทูลว่ามหาบพิตร อาตมาภาพอยู่ป่าหิมพานต์ และมาจากป่าหิมพานต์ จึงตรัสถามอีกว่า มาเพราะเหตุอะไร จึงทูลว่า มหาบพิตร ในฤดูกาลฝนควรจะได้การอยู่ประจำที่ ทรงตรัสว่า ถ้าอย่างนั้นขอนิมนต์พระคุณเจ้าพักอยู่ในพระราชอุทยาน พระคุณเจ้าจักไม่ลำบากด้วยปัจจัยทั้ง ๔ และโยมก็จักได้บุญอันจะนำตนให้ไปเกิดในสวรรค์ ครั้นทรงทำความตกลงแล้ว และเสวยพระกระยาหารแล้ว ได้เสด็จไปพระราชอุทยานพร้อมกับพระโพธิสัตว์ รับสั่งให้ให้สร้างบรรณศาลา สร้างที่จงกรม จัดเสนาสนะที่พักกลางคืนและที่พักกลางวันเป็นต้น ให้พร้อมเสร็จ แล้วมอบถวายบริขารสำหรับบรรพชิต แล้วตรัสว่า ขอพระคุณเจ้าจงอยู่โดยความสุขสำราญเถิด แล้วมอบนายอุทยานบาลให้ดูแล. ตั้งแต่นั้นมา พระโพธิสัตว์ได้อยู่ในพระราชอุทยานนั้นเป็นเวลา ๑๒ ปี. ต่อมาภายหลัง ประเทศชายแดนของพระราชาเกิดการกำเริบ พระราชามีพระประสงค์จะเสด็จไประงับเหตุการณ์นั้นที่ตรัสเรียกพระเทวีมาแล้วตรัสว่า น้องนางผู้เจริญ เจ้าควรยับยั้งอยู่ยังพระนครก่อน. พระเทวีทูลถามว่า ข้าแต่สมมติเทพ เพราะอาศัยเหตุอะไร พระองค์จึงตรัส อย่างนี้ พระราชา เพราะอาศัยพระดาบสผู้มีศีล ซิน้องนางผู้เจริญ. พระเทวีทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพหม่อมฉันจักไม่ประมาทในพระดาบสนั้น การปรนนิบัติพระผู้เป็นเจ้าของพระองค์เป็นภาระของหม่อมฉัน ขอพระองค์อย่าทรงกังวล จะเสด็จเถิด. พระราชาจึงเสด็จออกไป. ฝ่ายพระเทวีก็ตั้งใจอุปัฎฐากพระโพธิสัตว์เหมือนอย่างเดิม. ฝ่ายพระโพธิสัตว์หลังจากพระราชาเสด็จไปแล้วก็มิได้ไปตามเวลาที่เคยมา ได้ไปยังพระราชนิเวศน์กระทำภัตตกิจตามเวลาที่ตนชอบใจ. อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อพระโพธิสัตว์ชักช้าอยู่ยังไม่มาพระราชเทวีจัดแจงขาทนียโภชนายาหารทุกอย่างเสร็จแล้ว จึงโสรจสรงพระองค์ประดับพระวรกาย แล้วให้นางพนักงานแต่งเตียงห้อยบรรทมคอยดูการมาของพระโพธิสัตว์ โดยทรงนุ่งพระภูษาเนื้อเกลี้ยงอย่างหย่อน ๆ. ฝ่ายพระโพธิสัตว์กำหนดว่าได้เวลาแล้ว ก็ถือภิกขาภาชนะเหาะมาจนถึงช่องพระแกลใหญ่. พระเทวีได้ทรงสดับเสียงผ้าเปลือกไม้กรองของพระโพธิสัตว์ก็เสด็จลุกขึ้นโดยพลัน พระภูษาเนื้อเกลี้ยงที่ทรงนุ่งนั้นก็หลุดลุ่ยลงทันที พระโพธิสัตว์ได้เห็นวิสภาคารมณ์มิได้สำรวมอินทรีย์ ตลึงแลดูด้วยสามารถแห่งความงาม. ลำดับนั้น กิเลสของพระโพธิสัตว์ซึ่งสงบนิ่งด้วยกำลังฌานก็กำเริบขึ้นเหมือนอสรพิษที่ถูกขังอยู่ในข้อง พอออกจากข้องได้ก็แผ่พังพานขึ้นฉะนั้น. พระโพธิสัตว์ได้เป็นผู้มีอาการเหมือนเวลาที่ต้นยางถูกกรีดด้วยมืดฉะนั้น. องค์ฌานทั้งหลายเสื่อมไปพร้อมกับระยะที่กิเลสเกิดขึ้น. อินทรีย์ทั้งหลายก็มิได้บริบูรณ์ ตนเองได้มีสภาพเหมือนกาปีกขาดฉะนั้น. พระโพธิสัตว์นั้นมิอาจที่จะนั่งกระทำภัตตกิจเหมือนแต่ก่อนได้ แม้พระเทวีจะตรัสบอกให้นั่งก็ไม่นั่ง. ลำดับนั้น พระเทวีจึงทรงใส่ขาทนียะ โภชนียาหารทุกอย่างลงในภิกขาภาชนะของพระโพธิสัตว์. ก็วันนั้น พระโพธิสัตว์ไม่อาจไปเหมือนในวันก่อน ๆ ซึ่งกระทำภัตตกิจแล้วก็เหาะออกไปทางสีหบัญชร ได้แต่รับภัตตาหารแล้วเดินลงทางบันใดใหญ่ไปยังพระราชอุทยาน แม้พระเทวีก็ทรงทราบว่าพระดาบสมีจิตปฏิพัทธ์ในพระองค์. พระโพธิสัตว์นั้นไปถึงพระราชอุทยานแล้วไม่บริโภคภัตตาหารเลย เอาวางไว้ใต้เตียง นอนรำพรรณว่า พระหัตถ์เห็นปานนี้ของพระเทวีงาม พระบาทก็งามนั้นพระองค์เห็นปานนี้ ลักษณะของพระอูรุเห็นปานนี้ ดังนี้เป็นต้นนอนบ่นเพ้ออยู่ถึง ๗ วัน ภัตตาหารบูด มีหมู่แมลงวันหัวเขียวตอมกันสะพรั่ง. ฝ่ายพระราชาทรงระงับปัจจันตชนบทได้แล้วก็เสด็จกลับมาทรงกระทำประทักษิณพระนครซึ่งชาวเมืองตกแต่งประดับประดาไว้รับเสด็จ แต่หาได้เสด็จไปยังพระราชนีเวศน์ไม่ ได้เสด็จไปยังพระราชอุทยานด้วยหวังพระทัยว่าจักเยี่ยมพระโพธิสัตว์ ได้ทอดพระเนตรเห็นอาศรมบทรกรุงรังด้วยหยากเยื่อ ทรงสำคัญว่าพระดาบสจักหนีไปแล้ว จึงทรงเปิดประตูบรรณศาลา เสด็จเข้าไปข้างใน ทอดพระเนตรเห็นดาบสนั้นนอนอยู่ จึงทรงดำริว่า ชรอยจะมีความไม่ผาสุกบางประการ จึงรับสั่งให้ทิ้งภัตตาหารบูดชำระปัดกวาดบรรณศาลาแล้วตรัสถามว่า พระคุณเจ้า ท่านไม่สบายไปหรือ ? พระดาบสทูลตอบว่า มหาบพิตร อาตมาภาพถูกลูกศรเสียบแทง. พระราชาเข้าพระทัยว่า ชะรอยพวกปัจจามิตรของเราไม่ได้โอกาสในตัวเรา จึงมายิงพระดาบสนี้ โดยคิดว่า จักทำฐานะอันเป็นที่รักของพระราชานั้นให้ทุรพลภาพ จึงทรงพลิกร่างกายตรวจดูรอยที่ถูกยิง ก็ไม่เห็นรอยที่ยิง จึงตรัสถามว่า ท่านถูกเขายิ่งที่ไหนหรือ พระคุณเจ้า. พระโพธิสัตว์ตรัสว่า มหาบพิตร อาตมาภาพมิได้ถูกคนอื่นยิง แต่อาตมาภาพยิงตัวของตัวเองแหละที่หัวใจ ครั้นทูลแล้วจึงลุกขึ้นนั่งกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-

อาตมาภาพถูกแทงที่หัวใจ ด้วยลูก ศรนั้น อันกำชับด้วยราคะเกิดจากความดำริ อันลับด้วยวิตกคือความดำริ อันนายช่างมิได้ ตกแต่งให้เรียบร้อย อันนายช่างศรมิได้ทำ ยังไม่พ้นหมวกหู ทั้งยังไม่ติดขนนกยูง แต่ ทำความเร่าร้อนให้ทั่วสรรพางค์กาย อาตมาภาพไม่เห็นรูแผลที่เลือดไหลออก ลูกศรนั้น แทงจิตที่ไม่แยบได้มั่นเหมาะ ความทุกข์นี้ อาตมาภาพนำมาด้วยตนเอง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สงฺกปฺปราคโธเตน ความว่ากำซาบด้วยราคะอันประกอบพร้อมด้วยความดำริตริตรึกในกาม. บทว่า วิตกฺกนิสิเตน ความว่า อันลับด้วยหินคือความดำริ ด้วยน้ำคือราคะนั้นนั่นแหละ บทว่า เนวาลงฺกตภทฺเรน ความว่า อันนายช่างมิได้ทำให้เกลี้ยงเกลา. บทว่า น อุสุการกเตน จ ความว่า แม้ช่างศรทั้งหลายก็ยังมิได้ดัด. บทว่า น กณฺณายตมุตฺเตน ความว่ายังไม่ดึงสายมาให้พ้นหมวกหูขวาเป็นกำหนด. บทว่า น ปิ โมรุปเสวินา ความว่า ยังมิได้ทำการติดขนปีกนกยูง และขนปีกนกแร้งเป็นต้น. บทว่า เตนมฺหิ หทเย วิทฺโธ ความว่า ถูกลูกศรคือกิเลสนั้นเสียบแทงที่หัวใจ. ด้วยบทว่า สพฺพงฺคปริฬาหินา นี้ท่านแสดงว่า ดูก่อนมหาบพิตร อาตมาภาพถูกแทงที่หัวใจ ด้วยลูกศรคือกิเลสนั้น อันสามารถทำให้อวัยวะทั้งปวงเร่าร้อน ตั้งแต่เวลาที่อาตมาภาพถูกลูกศรนั้นแทงแล้ว อวัยวะทุกส่วนของอาตมาภาพเร่าร้อน เหมือนไฟติดไปทั่วฉะนั้น. บทว่า อาเวธญฺจ น ปสฺสามิ ความว่า อาตมาภาพไม่เห็นที่ที่ลูกศรแทง. บทว่า ยโต รุหิรมสฺสเว ความว่า เลือดของอาตมาภาพไหลออกจากรูแผลใด อาตมาภาพไม่เห็นแผลนั้น. ศัพท์ว่า ยาว ในบทว่า ยาว อโยนิโส จิตฺตํ นี้เป็นนิบาตใช้ในอรรถว่ามั่นคง. อธิบายว่า ลูกศรแทงจิตที่คิดโดยไม่แยบคายได้อย่างมั่นเหมาะเหลือเกิน. บทว่า สยํ เม ทุกฺขมาภตํ ความว่า อาตมาภาพนำทุกข์มาให้แก่ตนด้วยตนเองทีเดียว.

พระโพธิสัตว์ครั้นแสดงธรรมแก่พระราชาด้วยคาถา ๓ คาถานี้ อย่างนี้แล้ว จึงทูลให้พระราชาเสด็จออกประทับภายนอกบรรณศาลา แล้วกระทำกสิณบริกรรมทำฌานที่เสื่อมให้เกิดขึ้นแล้ว ออกจากบรรณศาลาเหาะขึ้นไปนั่งอยู่กลางอากาศ โอวาทพระราชาเสร็จแล้วทูลว่า มหาบพิตร อาตมาภาพจักไปอยู่ป่าหิมพานต์ตามเดิม แม้พระราชาจะตรัสว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ อย่าไปเลย ก็ทูลชี้แจงว่ามหาบพิตร เพราะอาตมาภาพอยู่ในที่นี้จึงได้รับอาการอันผิดแผกเห็นปานนี้ บัดนี้ ไม่อาจอยู่ในที่นี้ได้ต่อไป ทั้ง ๆ ที่พระราชาทรงอ้อนวอนอยู่นั่นเอง ก็เหาะไปป่าหิมพานต์ดำรงอยู่จนตลอดอายุ ในเวลาสิ้นสุดอายุก็ได้ไปเกิดในพรหมโลก.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประกาศสัจจะแล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจกถา ภิกษุผู้กระสันจะสึกก็ได้ดำรงอยู่ในพระอรหัต. บางพวกได้เป็นพระโสดาบันบางพวกได้เป็นพระสกทาคามี บางพวกได้เป็นพระอนาคามี. พระราชาในกาลนั้น ได้เป็นพระอานนท์ในบัดนี้ ส่วนดาบสคือเราตถาคตฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาสังกัปปราคชาดกที่ ๑

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๒–๑๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติกนิบาตชาดก · ๑๗ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ติกนิปาตชาตกฏฺฐกถา

สงฺกปฺปวคฺควณฺณนา

-------

สงฺกปฺปราคชาตกํ

สงฺกปฺปราคโธเตนาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

สาวตฺถีนครวาสี กิเรโก กุลปุตฺโต สตฺถุ สาสเน อุรํ ทตฺวา ปพฺพชิตฺวา เอกทิวสํ สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย จรนฺโต เอกํ อลงฺกตปฏิยตฺตํ อิตถึ ทิสฺวา อุปฺปนฺนกามราโค อนภิรโต วิจรติ ฯ ตเมนํ อาจริยุปชฺฌายาทโย ทิสฺวา อนภิรติการณํ ปุจฺฉิตฺวา วิพฺภมิตุกาม- ภาวมสฺส ญตฺวา อาวุโส สตฺถา นาม ราคาทิกิเลเส สํหาเรตฺวา ทเมตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา โสตาปตฺติผลาทีนิ เทติ เอหิ ตํ สตฺถุ สนฺติกํ เนสฺสามาติ อาทาย อคมํสุ สตฺถารา จ กินฺนุโข ภิกฺขเว อนิจฺฉมานกญฺเญว ภิกฺขุํ คเหตฺวา อาคตตฺถาติ วุตฺเต ตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ สตฺถา สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ อุกฺกณฺฐิโตติ ปุจฺฉิตฺวา สจฺจนฺติ วุตฺเต กึการณาติ ปุจฺฉิ ฯ โส ตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ อถ นํ สตฺถา อิตฺถิโย นาเมตา ภิกฺขุ ปุพฺเพ ฌานพเลน วิกฺขมฺภิตกิเลสานํ วิสุทฺธสตฺตานมฺปิ สงฺกิเลสํ อุปฺปาเทสุํ ตาทิสํ ตุจฺฉปุคฺคลํ กึการณา น สงฺกิลิสฺสนฺติ วิสุทฺธาปิ สตฺตา สงฺกิลิสฺสนฺติ อุตฺตมยสสมงฺคิโนปิ อายสกฺยํ ปาปุณนฺติ ปเคว อปริสุทฺธา สิเนรุกมฺปนกวาโต ปุราณปณฺณกสฏํ กึ น กมฺเปสฺสติ โพธิรุกฺขมูเล นิสีทิตฺวา อภิสมฺพุชฺฌนกสตฺตํ อยํ กิเลโส อาฬุเลติ ตาทิสํ กึ น อาฬุลิสฺสตีติ วตฺวา เตหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต อสีติโกฏิวิภเว พฺราหฺมณมหาสาลกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา พาราณสึ ปจฺจาคนฺตฺวา กตปุตฺตทารปริคฺตโห มาตาปิตูนํ อจฺจเยน เตสํ มตกิจฺจานิ กตฺวา รโหโลกนกมฺมํ กโรนฺโต อิทํ ธนํ ปญฺญายติ เยหิ ปเนตํ สมฺภูตํ เต น ปญฺญายนฺตีติ อาวชฺเชนฺโต สํเวคปฺปตฺโต อโหสิ ฯ สรีรา เสทา มุญฺจึสุ ฯ โส ฆราวาเส จิรํ วสนฺโต มหาทานํ ทตฺวา กาเม ปหาย อสฺสุมุขํ ญาติสงฺฆํ ปริจฺจชิตฺวา หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา รมณีเย ปเทเส ปณฺณสาลํ มาเปตฺวา อุญฺฉาจริยาย วนมูลผลาทีหิ ยาเปนฺโต นจิรสฺเสว อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ อุปฺปาเทตฺวา ฌานกีฬํ กีฬนฺโต จิรํ วสิตฺวา จินฺเตสิ มนุสฺสปถํ คนฺตฺวา โลณมฺพิลํ อุปเสวิสฺสามิ เอวํ เม สรีรญฺเจว ถิรํ ภวิสฺสติ ชงฺฆวิหาโร จ เม กโต ภวิสฺสติ เย จ มาทิสสฺส สีลวนฺตสฺส ภิกฺขํ วา ทสฺสนฺติ อภิวาทนาทีนิ วา กริสฺสนฺติ เต สคฺคปุรํ ปูเรสฺสนฺตีติ ฯ โส หิมวนฺตา โอตริตฺวา อนุปุพฺเพน จาริกญฺจรมาโน พาราณสึ ปตฺวา สุริยตฺถงฺคมนเวลาย วสนฏฺฐานํ โอโลเกนฺโต ราชุยฺยานํ ทิสฺวา อิทํ ปฏิสลฺลานสารูปํ เอตฺถ วสิสฺสามีติ อุยฺยานํ ปวิสิตฺวา อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล นิสินฺโน ฌานสุเขน รตฺตึ เขเปตฺวา ปุนทิวเส กตสรีรปฏิชคฺคโน ปุพฺพณฺหสมเย ชฏาชินวกฺกลานิ สณฺฐเปตฺวา ภิกฺขาภาชนํ อาทาย สนฺตินฺทฺริโย สนฺตมานโส อิริยาปถสมฺปนฺโน ยุคมตฺตทสฺสโน หุตฺวา สพฺพาการสมฺปนฺนาย อตฺตโน รูปสิริยา โลกสฺส วิโลจนานิ อากฑฺฒนฺโต นครํ ปวิสิตฺวา ภิกฺขาย จรนฺโต รญฺโญ นิเวสนทฺวารํ สมฺปาปุณิ ฯ ราชา มหาตเล จงฺกมนฺโต วาตปานนฺตเรน โพธิสตฺตํ ทิสฺวา อิริยาปถสฺมึเยวสฺส ปสีทิตฺวา สเจ สนฺตธมฺโม นาม อตฺถิ อิมสฺส อพฺภนฺตเร เตน ภวิตพฺพนฺติ จินฺเตตฺวา คจฺฉ ตฺวํ จ ตาปสํ อาเนหีติ เอกํ อมจฺจํ อาณาเปสิ ฯ โส คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา ภิกฺขาภาชนํ คเหตฺวา ราชา ภนฺเต ตํ ปกฺโกสตีติ อาห ฯ โพธิสตฺโต มหาปุญฺญ อมฺเห ราชา น ชานาตีติ อาห ฯ เตนหิ ภนฺเต ยาวาหํ อาคจฺฉามิ ตาว อิเธว โหถาติ วตฺวา รญฺโญ อาโรเจสิ ฯ ราชา อญฺโญ อมฺหากํ กุลุปกตาปโส นตฺถิ คจฺฉ ตํ ตาปสํ อาเนหีติ วตฺวา สยมฺปิ วาตปาเนน หตฺถํ ปสาเรตฺวา วนฺทนฺโต อิโต เอถ ภนฺเตติ อาห ฯ โพธิสตฺโต อมจฺจสฺส หตฺเถ ภิกฺขาภาชนํ ทตฺวา มหาตลํ อภิรูหิ ฯ อถ นํ ราชา วนฺทิตฺวา ราชปลฺลงฺเก นิสีทาเปตฺวา อตฺตโน อตฺถาย สมฺปาทิเตหิ ยาคุขชฺชกภตฺเตหิ ปริวิสิตฺวา กตภตฺตกิจฺจํ ปญฺหํ ปุจฺฉิ ปญฺหพฺยากรเณน ภิยฺโยโส มตฺตาย ปสีทิตฺวา วนฺทิตฺวา ภนฺเต ตุมฺเห กตฺถ วาสิกา กุโต อาคตาติ ปุจฺฉิตฺวา หิมวนฺตวาสิกา มยํ มหาราช หิมวนฺตโต อาคตาติ วุตฺเต ปุน กึการณา อาคตาติ ปุจฺฉิตฺวา วสฺสารตฺตกาเล มหาราช นิพทฺธวาโส นาม ลทฺธุํ วฏฺฏตีติ วุตฺเต เตนหิ ภนฺเต ราชุยฺยาเน วสถ ตุมฺเห จ จตูหิ ปจฺจเยหิ น กิลมิสฺสถ อหญฺจ สคฺคสํวตฺตนิกํ ปุญฺญํ ปาปุณิสฺสามีติ ปฏิญฺญํ คเหตฺวา ภุตฺตปาตราโส โพธิสตฺเตน สทฺธึ อุยฺยานํ คนฺตฺวา ปณฺณสาลํ กาเรตฺวา จงฺกมํ มาเปตฺวา เสนาสนานิ รตฺติฏฺฐานทิวาฏฺฐานาทีนิ สมฺปาเทตฺวา ปพฺพชิตปริกฺขาเร ปฏิยาเทตฺวา สุเขน วสถ ภนฺเตติ อุยฺยานปาลํ สมฺปฏิจฺฉาเปสิ ฯ โพธิสตฺโต ตโต ปฏฺฐาย ทฺวาทส สํวจฺฉรานิ ตตฺเถว วสิ ฯ อเถกทิวสํ รญฺโญ ปจฺจนฺโต กุปฺปิโต ฯ โส ตสฺส วูปสมนตฺถาย คนฺตุกาโม เทวึ อามนฺเตตฺวา ภทฺเท ตยา ตาว นคเร โอหิยิตุํ วฏฺฏตีติ อาห ฯ กึ นิสฺสาย กเถถ เทวาติ ฯ สีลวนฺตํ ตาปสํ ภทฺเทติ ฯ เทว นาหํ ตสฺมึ ปมชฺชิสฺสามิ อมฺหากํ อยฺยสฺส ปฏิชคฺคนํ มม ภาโร ตุมฺเห นิราสงฺกา คจฺฉถาติ อาห ฯ ราชา นิกฺขมิตฺวา คโต ฯ เทวีปิ โข โพธิสตฺตํ ตเถว สกฺกจฺจํ อุปฏฺฐหิ ฯ โพธิสตฺโต ปน รญฺโญ คตกาเล นิพทฺธเวลาย อคนฺตวา อตฺตโน รุจิตาย เวลาย ราชนิเวสนํ คนฺตฺวา ภตฺตกิจฺจํ กโรติ ฯ อเถกทิวสํ โพธิสตฺเต อติจิรายนฺเต เทวี สพฺพํ ขาทนียโภชนียํ ปฏิยาเทตฺวา นฺหาตฺวา อลงฺกริตฺวา นีจมญฺจกํ ปญฺญาเปตฺวา โพธิสตฺตสฺส อาคมนํ โอโลกยมานา มฏฺฐสาฏกํ สิถิลํ กตฺวา นิวาเสตฺวา นิปชฺชิ ฯ โพธิสตฺโตปิ เวลํ สลฺลกฺเขตฺวา ภิกฺขาภาชนํ อาทาย อากาเสนาคนฺตฺวา มหาวาตปานทฺวารํ ปาปุณิ ฯ ตสฺส วกฺกลสทฺทํ สุตฺวา สหสา อุฏฺฐหมานาย เทวิยา ปริทหิต- มฏฺฐสาฏโก ภสฺสิตฺถ ฯ โพธิสตฺโต วิสภาคารมฺมณํ ทิสฺวา อินฺทฺริยานิ ภินฺทิตฺวา สุภวเสเนว โอโลเกสิ ฯ อถสฺส ฌานพเลน สนฺนิสินฺโนปิ กิเลโส กรณฺฑเก ปกฺขิตฺตาสีวิโส วิย ผณํ กตฺวา อุฏฺฐหิ ขีรรุกฺขสฺส วาสิยา อาโกฏิตกาโล วิย อโหสิ ฯ กิเลสุปฺปาทเนน สเหว ฌานงฺคานิ ปริหายึสุ ฯ อินฺทฺริยานิ อปริปุณฺณานิ อเหสุํ ฯ สยํ ปกฺขจฺฉินฺนกาโก วิย อโหสิ ฯ โส ปุพฺเพ วิย นิสีทิตฺวา ภตฺตกิจฺจมฺปิ กาตุํ นาสกฺขิ นิสีทาติ วุจฺจมาโนปิ น นิสีทิ ฯ อถสฺส เทวี สพฺพํ ขาทนียํ โภชนียํ ภิกฺขาภาชเนเยว ปกฺขิปิ ฯ ยถา จ ปุพฺเพ ภตฺตกิจฺจํ กตฺวา สีหปญฺชเรน นิกฺขมิตฺวา อากาเสเนว คจฺฉติ เอวํ ตํทิวสํ คนฺตุํ นาสกฺขิ ภตฺตํ ปน คเหตฺวา มหานิสฺเสณิยา โอตริตฺวา อุยฺยานํ อคมาสิ ฯ เทวีปิ ตสฺส อตฺตนิ ปฏิพทฺธจิตฺตตฺตํ อญฺญาสิ ฯ โส อุยฺยานํ คนฺตฺวา ภตฺตํ อภุญฺชิตฺวาว เหฏฺฐามญฺเจ ปกฺขิปิตฺวา เทวิยา เอวรูปา หตฺถา โสภา ปาทา โสภา เอวรูปํ กฏิปริโยสานํ เอวรูปํ อูรุลกฺขณนฺติ อาทีนิ วิลปนฺโต สตฺตาหํ นิปชฺชิ ฯ ภตฺตํ ปูติกํ อโหสิ นีลมกฺขิกาหิ ปริกิณฺณํ ฯ อถ ราชา ปจฺจนฺตํ วูปสเมตฺวา ปจฺจาคโต อลงฺกตปฏิยตฺตํ นครํ ปทกฺขิณํ กตฺวา ราชนิเวสนํ อคนฺตฺวา โพธิสตฺตํ ปสฺสิสฺสามีติ อุยฺยานํ คนฺตฺวา อุกฺลาปํ อสฺสมปทํ ทิสฺวา ปกฺกนฺโต ภวิสฺสตีติ ปณฺณสาลทฺวารํ วิวริตฺวา อนฺโต ปวิฏฺโฐ ตํ นิปนฺนกํ ทิสฺวา เกนจิ อผาสุเกน ภวิตพฺพนฺติ จินฺเตตฺวา ปูติภตฺตํ ฉฑฺฑาเปตฺวา ปณฺณสาลํ ปฏิชคฺคิตฺวา ภนฺเต กึ เต อผาสุกนฺติ ปุจฺฉิ ฯ วิทฺโธสฺมิ มหาราชาติ ฯ ราชา มม ปจฺจามิตฺเตหิ มยิ โอกาสํ อลภนฺเตหิ ปิยฏฺฐานมสฺส ทุพฺพลํ กริสฺสามาติ อาคนฺตฺวา เอส วิทฺโธ ภวิสฺสติ มญฺเญติ สรีรํ ปริวตฺเตตฺวา วิทฺธฏฺฐานํ โอโลเกนฺโต เวธํ อทิสฺวา กตฺถ วิทฺโธสิ ภนฺเตติ ปุจฺฉิ ฯ โพธิสตฺโต นาหํ มหาราช อญฺเญหิ วิทฺโธ อหํ ปน อตฺตนาว อตฺตานํ หทเย วิชฺฌามีติ วตฺวา อุฏฺฐาย นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อโวจ

สงฺกปฺปราคโธเตน วิตกฺกนิสิเตน จ

เนวาลงฺกตภเทฺรน นอุสุการกเตน จ

นกณฺณายตมุตฺเตน นปิ โมรุปเสวินา

เตนมฺหิ หทเย วิทฺโธ สพฺพงฺคปริฬาหินา

อาเวธญฺจ น ปสฺสามิ ยโต รุหิรมสฺสเว

ยาว อโยนิโส จิตฺตํ สยํ เม ทุกฺขมาภตนฺติ ฯ

ตตฺถ สงฺกปฺปราคโธเตนาติ กามวิตกฺกสมฺปยุตฺตราคโธเตน ฯ วิตกฺกนิสิเตน จาติ เตเนว ราโคทเกน วิตกฺกปาสาณนิสิเตน ฯ เนวาลงฺกตภเทฺรนาติ อนาลงฺกเตน วิภจฺเฉนาติ อตฺโถ ฯ น อุสุการกเตน จาติ อุสุกาเรหิปิ อกเตน ฯ นกณฺณายตมุตฺเตนาติ ยาว ทกฺขิณกณฺณจูฬิกํ อากฑฺฒิตฺวา อมุตฺตเกน ฯ น ปิ โมรุปเสวินาติ โมรปตฺตคิชฺฌปตฺตาทีหิ อกตุปเสวเนน ฯ เตนมฺหิ หทเย วิทฺโธติ เตน กิเลสกณฺเฑน หทเย วิทฺโธ ฯ สพฺพงฺคปริฬาหินาติ. สพฺพานิ องฺคานิ ปริทหนสมตฺเถน มหาราช เตนมฺหิ กิเลสกณฺเฑน หทเย วิทฺโธ วิทฺธกาลโต ปฏฺฐาย มม อคฺคิปทิตฺตานิว สพฺพานิ องฺคานิ ทยฺหนฺตีติ ทสฺเสติ ฯ อาเวธญฺจ น ปสฺสามีติ วิทฺธฏฺฐานญฺจ น ปสฺสามิ ฯ ยโต รุหิรมสฺสเวติ ยโต เม อาเวธา โลหิตํ ปคฺฆเรยฺย ตํ น ปสฺสามีติ อตฺโถ ฯ ยาว อโยนิโส จิตฺตนฺติ เอตฺถ ยาวาติ ทฬฺหฏฺเฐ นิปาโต อติวิย ทฬฺหํ กตฺวา อโยนิโส จิตฺตํ วิทฺธนฺติ อตฺโถ ฯ สยํ เม ทุกฺขมาภตนฺติ อตฺตนาว มยา อตฺตโน ทุกฺขํ อานีตนฺติ ฯ

เอวํ โพธิสตฺโต อิมาหิ ตีหิ คาถาหิ รญฺโญ ธมฺมํ เทเสตฺวา ราชานํ ปณฺณสาลาโต พหิ กตฺวา กสิณปริกมฺมํ กตฺวา นฏฺฐชฺฌานํ อุปฺปาเทตฺวา ปณฺณสาลาย นิกฺขมิตฺวา อากาเส นิสินฺโน ราชานํ โอวทิตฺวา มหาราช อหํ หิมวนฺตเมว คมิสฺสามีติ วตฺวา น สกฺกา ภนฺเต คนฺตุนฺติ วุจฺจมาโนปิ มหาราช มยา อิธ วสนฺเตน เอวรูโป วิปฺปกาโร ปตฺโต อิทานิ น สกฺกา อิเธว วสิตุนฺติ รญฺโญ ยาจนฺตสฺเสว อากาเส อุปฺปติตฺวา หิมวนฺตํ คนฺตฺวา ยาวตายุกํ ฐตฺวา ชีวิตปริโยสาเน พฺรหฺมโลกุปโค อโหสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ อรหตฺเต ปติฏฺฐาสิ ฯ เกจิ โสตาปนฺนา เกจิ สกทาคามิโน เกจิ อนาคามิโน อเหสุํ ตทา ราชา อานนฺโท อโหสิ ตาปโส ปน อหเมวาติ ฯ

สงฺกปฺปราคชาตกํ ปฐมํ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๕๐. กปิชาดกชาดกถัดไป๒๕๒. ติลมุฏฐิชาดก