ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มณิกัณฐชาดก
ชาดกที่ ๒๕๓ · ติกนิบาตชาดก · สังกัปปวรรค

มณิกัณฐชาดก

ว่าด้วยขอสิ่งที่ไม่ควรขอ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๕๘ · บรรทัด ๒๐๐๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมณิกัณฐชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่ออาศัยเมืองอาฬวีประทับอยู่ ณ อัคคาฬวเจดีย์ทรงปรารภกุฎิการสิกขาบท จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า มมนฺนปานํ ดังนี้.

ได้ยินว่า ภิกษุชาวเมืองอาฬวีพากันสร้างกุฏิ ด้วยการเที่ยวขอ มากด้วยการขอ มากด้วยการทำวิญญัติการขอร้อง พูดคำเป็นต้นว่า ท่านทั้งหลายจงให้คน ท่านทั้งหลายจงให้คนชี้แจงแนะนำพวกมนุษย์ถูกเบียดเบียนด้วยการขอ ถูกเบียดเบียนด้วยการขอร้องเห็นภิกษุเข้าก็หวาดเสียวสะดุ้งตกใจหลีกหนีไป. ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสป เข้าไปจนถึงเมื่องอาฬวีแล้วเข้าไปบิณฑบาต. พวกมนุษย์เห็นแม้แต่พระเถระก็พากันหวาดกลัวเหมือนอย่างนั้น. พระเถระกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัตตาหารแล้วจึงเรียกภิกษุทั้งหลายมาถามว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อก่อน เมืองอาฬวีนี้หาภิกษาหารได้ง่ายเพราะเหตุไร บัดนี้จึงหาภิกษาหารได้ยาก ครั้นได้เหตุการณ์นั้นจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อเสด็จมาเมืองอาฬวี ประทับอยู่ที่อัคคาฬวเจดีย์ แล้วกราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบ ในเพราะเหตุนั้น พระศาสดาจึงรับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์แล้วทรงสอบถามพวกภิกษุชาวเมืองอาฬวี จริงหรือที่มีข่าวว่า พวกเธอให้เขาสร้างกุฏิด้วยการเที่ยวขอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลรับว่า จริงพระเจ้าข้าจึงทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าการขอนี้ ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจแม้ของพวกนาคทั้งปวงผู้อยู่ในนาคพิภพอันบริบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ จะป่วยกล่าวไปใยถึงพวกมนุษย์ผู้ทำทรัพย์ให้เกิดขึ้นสัก ๑ กหาปณะ ก็ยังยาก เป็นประหนึ่งทำเนื้อให้เกิดขึ้นจากหินดังนี้แล้ว ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ซึ่งมีทรัพย์สมบัติมาก. แม้ในเวลาพระโพธิสัตว์นั้นเที่ยววิ่งเล่นได้ สัตว์ผู้มีบุญอีกผู้หนึ่งก็บังเกิดในครรภ์มารดาของพระโพธิสัตว์นั้น. พี่น้องทั้งสองนั้นเจริญวัยแล้ว มารดาบิดาก็ทำกาลกิริยา จึงมีความสังเวชสลดใจพากันบวชเป็นฤๅษีสร้างบรรณศาลาอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา บรรดาฤๅษีทั้งสองนั้น บรรณศาลาของฤๅษีผู้พี่ชายอยู่เหนือแม่น้ำคงคา บรรณศาลาของฤๅษีผู้น้องชายอยู่ใต้แม่น้ำคงคา. อยู่มาวันหนึ่ง พระยานาคนามว่ามณิกัฏฐะออกจากนาคพิภพ จำแลงเพศเป็นมาณพน้อยเที่ยวไปตามฝั่งแม่น้ำคงคา ไปถึงอาศรมของฤๅษีผู้น้อง จึงไหว้แล้วนั่งณ ส่วนข้างหนึ่ง ต่างกระทำสัมโมทนียกถาได้เป็นผู้สนิทสนมคุ้นเคยกัน. ไม่อาจเว้นว่างห่างกัน. มณิกัณฐนาคมายังสำนักของพระดาบสผู้น้องแล้วนั่งสนทนาปราศัยกันเมื่อเวลาจะไป ด้วยความสิเนหาพระดาบส จึงเปลี่ยนแปลงอัตตภาพแล้วเอาขนดหางตระหวัดรัดรอบพระดาบส แล้วแผ่พังพานใหญ่ไว้เหนือศีรษะ. นอนพักอยู่หน่อยหนึ่งพอบรรเทาความสิเนหานั้นแล้วจึงคลายร่างไหว้พระดาบแล้วกลับไปนาคพิภพของตน. เพระความกลัวพระยานาคนั้น พระดาบสจึงซูบผอมเศร้าหมอง ผิวพรรณไม่ผ่องใส เกิดเป็นโรคผอมเหลือง มีเนื้อตัวสะพรั่งไปด้วยแถวเส้นเอ็น. วันหนึ่ง จึงไปหาดาบสผู้พี่ชาย. ลำดับนั้น ดาบสผู้พี่ชายจึงได้ถามดาบสผู้น้องชายนั้นว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญเพราะเหตุไรท่านจึงซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณทราม เกิดเป็นโรคผอมเหลือง เนื้อตัวสะพรั่งด้วยแถวเส้นเอ็น. ดาบสผู้น้องชายจึงบอกเรื่องราวนั้นแก่ดาบสผู้พี่ชาย ผู้อันดาบสผู้พี่ชายถามว่า ท่านผู้เจริญ ก็ท่านไม่ต้องการให้พระยานาคนั้นมาหรือ จึงตอบว่า ไม่ต้องการ เมื่อดาบสผู้พี่ชายกล่าวว่า ก็พระยานาคนั้น เมื่อมายังสำนักของท่านประดับเครื่องประดับอะไรมา จึงกล่าวตอบว่า ประดับแก้วมณีมา. ดาบสผู้พี่ชายกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น เมื่อพระยานาคนั้นมาไหว้ท่านแล้วยังไม่ทันนั่ง จงรีบขอว่า ท่านจงให้แก้วมณี เมื่อขออย่างนั้น พระยานาคนั้นจักไม่รัดท่านด้วยขนดเลย จักไปทันทีวันรุ่งขึ้นพระยานาคนั้นมายืนที่ประตูอาศรมบทยังไม่ทันเข้าไป ท่านพึงขอ ในวันที่ ๓ ท่านจงไปยืนอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา พอพระยานาคนั้นผุดขึ้นจากน้ำ พึงร้องขอทันที เมื่อเป็นอย่างนี้ พระยานาคนั้นจักไม่มาหาท่านอีกต่อไป. พระดาบสรับคำแล้วกลับไปบรรณศาลาของตนวันรุ่งขึ้น พระยานาคพอมายืนเท่านั้น ก็ร้องขอว่า ท่านจงให้แก้วมณีเครื่องประดับตนลูกนั้นแก่เราเถิด. พระยานาคนั้น ไม่นั่ง หนีไปเลย. ครั้นวันที่สอง พระยานาคนั้นมายืนอยู่ที่ประตูอาศรมบทเท่านั้นก็กล่าวว่า เมื่อวานท่านยังไม่ได้ให้แก้วมณีแก่เรา แม้วันนี้ ท่านก็จงให้ในบัดนี้เถิด. เมื่อเป็นเช่นนั้น พระยานาคนั้นก็มิได้เข้าไปยังอาศรมบท รีบหนีไป. ในวันที่สาม พอพระยานาคนั้นโผล่ขึ้นจากน้ำเท่านั้นพระดาบสก็กล่าวว่า เมื่อเราร้องขออยู่วันนี้เป็นวันที่สามแล้วบัดนี้ ท่านจงให้แก้วมณีดวงนั้นแก่เราเถิด. พระยานาคแม้อยู่ในน้ำเมื่อจะห้ามดาบสนั้นมิให้ขอ จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-

ข้าวและน้ำอันไพบูลย์ยิ่ง ย่อมเกิด ขึ้นแก่ข้าพเจ้า เพราะเหตุแก้วมณีดวงนี้ ข้าพเจ้าจักให้แก้วมณีดวงนั้นแก่ท่านไม่ได้ ท่านก็ยิ่งขอหนักขึ้น ทั้งข้าพเจ้าก็จักไม่มาสู่ อาศรมของท่านอีกด้วย. เมื่อท่านขอแก้วมณี อันเกิดแต่หินดวงนี้ ย่อมทำให้ข้าพเจ้าหวาด เสียว เหมือนชายหนุ่มมีมือถือดาบอันลับ แล้วที่หิน มาทำให้ข้าพเจ้าหวาดเสียวฉะนั้น ข้าพเจ้าจักให้แก้วมณีดวงนั้นแก่ท่านไม่ได้ ท่านก็ยิ่งขอหนักขึ้น ทั้งตัวข้าพเจ้าก็จักไม่ มาสู่อาศรมของท่านอีกต่อไป

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มมนฺนปานํ ได้แก่ โภชนะอันเป็นทิพย์มีข้าวยาคูและภัตเป็นต้น. และน้ำดื่มอันเป็นทิพย์มีน้ำปานะ ๘ ชนิด ของข้าพเจ้า. บทว่า วิปุลํ แปลว่า มาก. บทว่า อุฬารํ ได้แก่ ประเสริฐ คือ ประณีต. บทว่า ตนฺเต ได้แก่เราจักไม่ให้แก้วมณีดวงนั้นแก่ท่าน. บทว่า อติยาจโกสิ ความว่าท่านขอแก้วมณีอันเป็นที่รักที่ชอบใจของข้าพเจ้า สิ้น ๓ วัน เข้าวันนี้ล่วงกาลและล่วงกำหนดประมาณ ชื่อว่าเป็นผู้ขอเกินไป. บทว่าน จาปิ เต ความว่า เราจักไม่ให้อย่างเดียวเท่านั้นก็หามิได้ แม้อาศรมของท่านเราก็จักไม่มา. บทว่า. สุสู ยถา ได้แก่ เหมือนมนุษย์หนุ่ม. บทว่า สกฺขรโธตปาณี แปลว่า ผู้มีฝ่ามือล้างแล้วด้วยน้ำตาลกรวด อธิบายว่า มีมือถือดาบอันลับแล้วที่หินประกอบด้วยน้ำมัน บทว่า ตาเสสิมา เสลํ ยาจมาโน ความว่า ท่านเมื่อขอแก้วมณีดวงนี้ ทำให้หวาดเสียว เหมือนบุรุษหนุ่มชักดาบมีด้ามคร่ำทองแล้วกล่าวขู่ว่า จะตัดศีรษะท่าน. พระยานาคนั้นครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วจึงดำน้ำลงไปยังนาคพิภพทีเดียว แล้วไม่กลับมาอีกต่อไป.

ต่อมา พระดาบสนั้นกลับเป็นผู้ซูบผอม เศร้าหมอง ผิวพรรณไม่งดงาม เกิดเป็นโรคผอมเหลือง มีเนื้อตัวสะพรั่งด้วยแถวเส้นเอ็นนักยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อนเพราะไม่ได้เห็นพระยานาคผู้น่าดูตนนั้น. ฝ่ายดาบสผู้พี่ชายคิดว่าจักรู้เรื่องราวของดาบสผู้น้องชาย จึงไปยังสำนักดาบสนั้น ได้เห็นดาบสผู้น้องชายนั้นมีโรคผอมเหลืองหนักกว่าเดิมจึงกล่าวว่า ผู้เจริญ เพราะเหตุไรหนอ ท่านจึงเกิดโรคผอมเหลืองยิ่งกว่าเดิม ครั้นได้สดับว่า เพราะไม่ได้พบพระยานาคผู้น่าดูตนนั้นจึงกำหนดได้ว่า ดาบสนี้ไม่อาจเหินห่างพระยานาคได้ จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-

บุคคลรู้ว่าสิ่งใดเป็นที่รักของเขาก็ไม่ ควรขอสิ่งนั้น บุคคลย่อมเป็นที่เกลียดชัง เพราะขอจัด พระยานาคถูกพราหมณ์ขอ แก้วมณีตั้งแต่นั้นมา พระยานาคก็มิได้มาให้ พราหมณ์นั้นเห็นอีกเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ตํ ยาเจ ความว่า ไม่พึงขอสิ่งนั้น. บทว่า ยสฺส ปิยํ ชิคึเส ความว่า พึงรู้ว่า สิ่งใดเป็นที่รักของบุคคลนั้น. บทว่า เทสฺโส โหติ แปลว่า ย่อมไม่เป็นที่รัก. บทว่า อติยาจนาย ได้แก่ เมื่อขอสิ่งของเกินประมาณนั้นแลชื่อว่า เพราะขอจัดนั้น. บทว่า อทสฺสนํเยว ตทชฺฌคมา ได้แก่ตั้งแต่นั้นมาก็ไปไม่เห็นอีกเลย.

ก็ดาบสผู้พี่ชายครั้นกล่าวกะดาบสน้องชายอย่างนั้นแล้วจึงปลอบโยนว่า ผู้เจริญ ตั้งแต่บัดนี้ไปท่านอย่าเศร้าโศกเสียใจเลยแล้วกลับไปยังอาศรมของตน. ครั้นในกาลต่อมาอีกดาบสพี่น้องทั้งสองนั้นทำฌานและสมาบัติให้บังเกิดแล้ว ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระบรมศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าการขอ ไม่เป็นที่ชอบใจแม้ของพวกนาคที่อยู่ในนาคพิภพอันสมบูรณ์ด้วยรัตนะทั้ง ๗ ประการ จะป่วยกล่าวไปใยถึงมนุษย์ทั้งหลายเล่า

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ดาบสน้องชายในกาลนั้น ได้เป็นพระอานนท์ในบัดนี้ ส่วนดาบสผู้พี่ชายคือเราตถาคต ฉะนี้แล

จบ อรรถกถามณิกัณฐชาดกที่ ๓

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๒๓–๒๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติกนิบาตชาดก · ๒๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

มณิกณฺฐชาตกํ

มมนฺนปานนฺติ อิทํ สตฺถา อาฬวึ นิสฺสาย อคฺคาฬเว เจติเย วิหรนฺโต กุฏิการสิกฺขาปทํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

อาฬวิกา หิ ภิกฺขู สญฺญาจิกาย กุฏิกาโย การยมานา ยาจนพหุลา วิญฺญตฺติพหุลา วิหรึสุ ปุริสํ เทถ ปุริสตฺถกรํ เทถาติ อาทีนิ วทนฺติ ฯ มนุสฺสา อุปทฺทุตา ยาจนาย อุปทฺทุตา วิญฺญตฺติยา ภิกฺขุํ ทิสฺวา อุพฺพิชฺชึสุปิ อุตฺราสึสุปิ ปลายึสุปิ ฯ อถ อายสฺมา มหากสฺสโป เยน อาฬวี เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปิณฺฑาย ปาวิสิ ฯ มนุสฺสา เถรมฺปิ ทิสฺวา ตเถว อุพฺพิชฺชึสุ ฯ โส ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต ภิกฺขู อามนฺเตตฺวา ปุพฺพายํ อาวุโส อาฬวี สุลภปิณฺฑา อิทานิ กสฺมา ทุลฺลภปิณฺฑา ชาตาติ ปุจฺฉิตฺวา ตํ การณํ สุตฺวา ภควติ อาฬวิยํ อาคนฺตฺวา อคฺคาฬเว เจติเย วิหรนฺเต ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ สตฺถา เอตสฺมึ การเณ ภิกฺขุสงฺฆํ สนฺนิปาตาเปตฺวา อาฬวิเก ภิกฺขู ปฏิปุจฺฉิ สจฺจํ กิร ตุมฺเห ภิกฺขเว สญฺญาจิกาย กุฏิกาโย กาเรถาติ สจฺจํ ภนฺเตติ วุตฺเต เต ภิกฺขู วิครหิตฺวา ยาจนา นาเมสา ภิกฺขเว สตฺตรตนปริปุณฺเณ นาคภวเน วสนฺตานํ สพฺเพสํ นาคานมฺปิ อมนาปา ปเคว มนุสฺสานํ เยสํ เอกํ กหาปณํ อุปฺปาเทนฺตานํ ปาสาณโต มํสอุปฺปาทนกาโล วิย โหตีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต มหาวิภเว พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติ ฯ ตสฺส อาธาวิตฺวา ปริธาวิตฺวา วิจรณกาเลปิ อญฺโญปิ ปุญฺญวา สตฺโต ตสฺส มาตุกุจฺฉิยํ นิพฺพตฺติ ฯ เต อุโภปิ ภาตโร วยปฺปตฺตา มาตาปิตูนํ กาลกิริยาย สํวิคฺคหทยา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา คงฺคาตีเร ปณฺณสาลํ มาเปตฺวา วสึสุ ฯ เตสุ เชฏฺฐกสฺส อุปริคงฺคาย ปณฺณสาลา อโหสิ ฯ กนิฏฺฐสฺส เหฏฺฐาคงฺคาย อโหสิ ฯ อเถกทิวสํ มณิกณฺโฐ นาม นาคราชา นาคภวนา นิกฺขมิตฺวา คงฺคาตีเร มาณวเวเสน วิจรนฺโต กนิฏฺฐสฺส อสฺสมํ คนฺตวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เต อญฺญมญฺญํ สมฺโมทนียํ กถํ กตฺวา วิสฺสาสิกา อเหสุํ วินา วตฺติตุํ นาสกฺขึสุ ฯ มณิกณฺโฐ อภิณฺหํ กนิฏฺฐตาปสสฺส สนฺติกํ อาคนฺตฺวา กถาสลฺลาเปน นิสีทิตฺวา คมนกาเล ตาปสสิเนเหน อตฺตภาวํ วิชหิตฺวา โภเคหิ ตาปสํ ปริกฺขิปนฺโต ปริสชฺชิตฺวา อุปริ มุทฺธนิ มหนฺตํ ผณํ ผาเรตฺวา โถกํ สยิตฺวา ตํ สิเนหํ วิโนเทตฺวา สรีรํ วินิเวเฐตฺวา ตาปสํ วนฺทิตฺวา สกภวนเมว คจฺฉติ ฯ ตาปโส ตสฺส ภเยน กีโส อโหสิ ลูโข ทุพฺพณฺโณ อุปฺปณฺฑุปฺปณฺฑุกชาโต ธมนิสนฺถตคตฺโต ฯ โส เอกทิวสํ ภาตุ สนฺติกํ อคมาสิ ฯ อถ นํ โส ปุจฺฉิ กิสฺส ตฺวํ โภ กีโส ลูโข ทุพฺพณฺโณ อุปฺปณฺฑุปฺปณฺฑุกชาโต ธมนิสนฺถตคตฺโตติ ฯ โส ตสฺส ตํ ปวุตฺตึ อาโรเจตฺวา กึ ปน ตฺวํ โภ ตสฺส นาคสฺส อาคมนํ อิจฺฉสีติ ปุฏฺโฐ น อิจฺฉามีติ วตฺวา โส ปน นาคราชา ตว สนฺติกํ อาคจฺฉนฺโต กึ ปิลนฺธนํ ปิลนฺธิตฺวา อาคจฺฉตีติ วุตฺเต มณิรตนนฺติ อาห ฯ เตนหิ ตฺวํ ตสฺมึ นาคราเช ตํ วนฺทิตุํ อาคนฺตฺวา อนิสินฺเนเยว มณึ เทหีติ ยาจ เอวํ โส นาโค ตํ โภเคหิ อปริกฺขิปิตฺวาว คมิสฺสติ ปุนทิวเส อสฺสมปฺททฺวาเร ฐตฺวา อาคจฺฉนฺตํ อปวิสนฺตเมว นํ ยาเจยฺยาสิ ตติยทิวเส คงฺคาย ตีเร ฐตฺวา อุทกา อุมฺมุชฺชนฺตเมว นํ ยาเจยฺยาสิ เอวํ เต โส สนฺติกํ ปุน นาคมิสฺสตีติ ฯ ตาปโส สาธูติ ปฏิสฺสุณิตฺวา อตฺตโน ปณฺณสาลํ คนฺตฺวา ปุนทิวเส นาคราชานํ อาคนฺตฺวา ฐิตมตฺตเมว ตํ เม อตฺตโน ปิลนฺธนํ มณึ เทหีติ ยาจิ ฯ โส อนิสีทิตฺวา ปลายิ ฯ อถ นํ ทุติยทิวเส อสฺสมปททฺวาเร ฐตฺวา อาคจฺฉนฺตเมว หิยฺโย เม มณิรตนํ น อทาสิ อชฺชาปิ อิทานิ เทหีติ อาห ฯ อถ นาโค อสฺสมปทํ อปวิสิตฺวาว ปลายิ ฯ ตติยทิวเส อุทกโต อุมฺมุชฺชนฺตเมว นํ อชฺช เม ตติโย ทิวโส ยาจนฺตสฺส เทหิทานิ เม เอตํ มณิรตนนฺติ อาห ฯ นาคราชา อุทเกว ฐตฺวาปิ ตํ ตาปสํ ปฏิกฺขิปนฺโตว เทฺว คาถา อโวจ

มมนฺนปานํ วิปุลํ อุฬารํ

อุปฺปชฺชตีมสฺส มณิสฺส เหตุ

ตนฺเต น ทสฺสํ อติยาจโกสิ

น จาปิ เต อสฺสมมาคมิสฺสํ

สุสู ยถา สกฺขรโธตปาณี

ตาเสสิมํ เสลํ ยาจมาโน

ตนฺเต น ทสฺสํ อติยาจโกสิ

น จาปิ เต อสฺสมมาคมิสฺสนฺติ ฯ

ตตฺถ มมนฺนปานนฺติ มม ยาคุภตฺตาทิทิพฺพโภชนํ อฏฺฐปานกญฺจ ทิพฺพปานํ ฯ วิปุลนฺติ พหุํ ฯ อุฬารนฺติ เสฏฺฐํ ปณีตํ ฯ ตนฺเตติ ตํ มณิรตนํ ตุยฺหํ ฯ อติยาจโกสีติ กาลญฺจ ปมาณญฺจ อติกฺกมิตฺวา ตฺวํ อชฺช ตีณิ ทิวสานิ มยฺหํ ปิยํ มนาปํ มณิรตนํ ยาจมาโน อติกฺกมฺม ยาจโกสิ ฯ น จาปิ เตติ น เกวลํ น ทสฺสํ อสฺสมมฺปิ เต นาคมิสฺสํ ฯ สุสู ยถาติ ยถา นาม ตรุโณ มนุสฺโส ฯ สกฺขรโธตปาณีติ สกฺขราย โธตปาณี เตลปาสาเณ โธตอสิหตฺโถสีติ อตฺโถ ฯ ตาเสสิมํ เสลํ ยาจมาโนติ อิมํ มณึ ยาจมาโน ตฺวํ กญฺจนตฺถรุขคฺคํ อพฺพาหิตฺวา สีสนฺเต ฉินฺทามีติ วทนฺโต ตรุณปุริโส วิย ตาเสสิ ฯ เอวํ วตฺวา โส นาคราชา อุทเก นิมฺมุชฺชิตฺวา นาคภวนเมว คนฺตฺวา น ปจฺจาคญฺฉิ ฯ

อถ โส ตาปโส ตสฺส ทสฺสนียสฺส นาคราชสฺส อทสฺสเนน ภิยฺโยโส มตฺตาย กีโส อโหสิ ลูโข ทุพฺพณฺโณ อุปฺปณฺฑุปฺปณฺฑุกชาโต ธมนิสนฺถตคตฺโต ฯ อถ เชฏฺฐกตาปโส กนิฏฺฐสฺส ปวุตฺตึ ชานิสฺสามีติ ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา ตํ ภิยฺโยโส มตฺตาย ปณฺฑุโรคินํ ทิสฺวา กินฺนุโข โภ ตฺวํ ภิยฺโยโส มตฺตาย ปณฺฑุโรโค ชาโตติ วตฺวา ตสฺส ทสฺสนียสฺส นาคราชสฺส อทสฺสเนนาติ สุตฺวา อยํ ตาปโส นาคราชานํ วินา วตฺติตุํ น สกฺโกตีติ สลฺลกฺเขตฺวา ตติยํ คาถมาห

น ตํ ยาเจ ยสฺส ปิยํ ชิคึเส

เทสฺโส โหติ อติยาจนาย

นาโค มณึ ยาจิโต พฺราหฺมเณน

อทสฺสนํเยว ตทชฺฌคมาติ ฯ

ตตฺถ น ตํ ยาเจติ ตํ ภณฺฑํ น ยาเจยฺย ฯ ยสฺส ปิยํ ชิคึเสติ ยํ ภณฺฑํ อสฺส ปุคฺคลสฺส ปิยนฺติ ชาเนยฺย ฯ เทสฺโส โหตีติ อปฺปิโย โหติ ฯ อติยาจนายาติ ปมาณํ อติกฺกมิตฺวาว ภณฺฑํ ยาเจนฺโต ตาย อติยาจนาย ฯ อทสฺสนํเยว ตทชฺฌคมาติ ตโต ปฏฺฐาย อทสฺสนเมว คโต ฯ เอวํ ปน ตํ วตฺวา โภ อิโตทานิ มา โสจีติ สมสฺสาเสตฺวา เชฏฺฐภาตา ตาปโส อตฺตโน อสฺสมเมว คโต ฯ อถาปรภาเคปิ เต เทฺว ภาตโร อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา พฺรหฺมโลกปรายนา อเหสุํ ฯ สตฺถา เอวํ ภิกฺขเว สตฺตรตนปริปุณฺเณ นาคภวเน วสนฺตานํ นาคานมฺปิ ยาจนา นาม อมนาปา กิมงฺคมฺปน มนุสฺสานนฺติ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา กนิฏฺโฐ อานนฺโท อโหสิ เชฏฺฐกตาปโส ปน อหเมวาติ ฯ

มณิกณฺฐชาตกํ ตติยํ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๕๒. ติลมุฏฐิชาดกชาดกถัดไป๒๕๔. กุณฑกกุจฉิสินธวชาดก