ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กุณฑกกุจฉิสินธวชาดก
ชาดกที่ ๒๕๔ · ติกนิบาตชาดก · สังกัปปวรรค

กุณฑกกุจฉิสินธวชาดก

ว่าด้วยรู้ว่าเขาดีก็ต้องเลี้ยงให้สมดี

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๖๑ · บรรทัด ๒๐๒๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกุณฑกกุจฉิสินธวชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระสารีบุตรเถระ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ภุตฺวา ติณปริฆาสํ ดังนี้.

ได้ยินว่า สมัยหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับอยู่ในพระนครสาวัตถี ออกพรรษาแล้วเสด็จเที่ยวจาริกแล้วเสด็จกลับมาอีก. คนทั้งหลายคิดกันว่า จักกระทำอาคันตุกสักการะ จึงถวายมหาทานแก่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. พากันตั้งภิกษุผู้ประกาศธรรมรูปหนึ่งไว้ในพระวิหาร. ภิกษุนั้นจัดภิกษุให้แก่ทายกเท่าจำนวนที่ต้องการ. ครั้งนั้น มีหญิงแก่เข็ญใจคนหนึ่ง ได้จัดแจงส่วนทานวัตถุไว้เฉพาะส่วนเดียว เมื่อพระธรรมโฆษกจัดภิกษุให้แก่คนเหล่านั้นแล้ว ในเวลาสายนางจึงไปยังสำนักของพระธรรมโฆษกแล้วกล่าวว่าขอท่านจงจัดภิกษุให้แก่ดิฉันรูปหนึ่งเถิด. พระธรรมโฆษกกล่าวว่าอาตมาจักภิกษุให้ไปหมดแล้ว แต่พระสารีบุตรเถระยังอยู่ในวิหารท่านจงถวายภิกษาหารแก่ท่านเถิด. หญิงชรานั้นดีใจ. ยืนอยู่ที่ซุ้มประตูพระเชตวันในเวลาพระเถระมา จึงไหว้แล้วรับบาตรจากมือนำไปเรือนนิมนต์ให้นั่งในบ้าน. พวกตระกูลที่มีศรัทธาเป็นอันมากได้ข่าวว่า หญิงชราคนหนึ่งนิมนต์พระธรรมเสนาบดีให้นั่งในเรือนของตน. ในบรรดาชนเหล่านั้นพระเจ้ากับเสนทิโกศลได้ทรงสดับเหตุนั้นจึงทรงส่งภัตรและโภชนะพร้อมกับผ้าสาฏก และถุงทรัพย์หนึ่งพันไปให้หญิงชรา โดยตรัสสั่งว่า หญิงชราเมื่อจะอังคาสพระผู้เป็นเจ้าของเรา จงนุ่งห่มผ้าสาฎกนี้แล้วใช้จ่ายกหาปณะเหล่านี้อังคาสพระเถระเถิด. ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านจุลลอนาถบิณฑิกเศรษฐี แม้นางวิสาขามหาอุบาสิกาก็ส่งไปเหมือนตัวที่พระราชาทรงส่งไป ส่วนตระกูลอื่น ๆ ก็ส่งกหาปณะไปตามควรแก่กำลังของตน ๆ คนละร้อยสองร้อยเป็นต้น. โดยวิธีอย่างนี้ หญิงชราคนนั้นได้ทรัพย์ประมาณหนึ่งแสนเพียงวันเดียวเท่านั้น. ฝ่ายพระเถระดื่มยาคูเฉพาะที่หญิงชรานั้นถวาย และฉันเฉพาะของเคี้ยว และเฉพาะภัตรที่สุกแล้วที่หญิงชรานั้นกระทำ แล้วกล่าวอนุโมทนา ให้หญิงชรานั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล แล้วได้ไปยังวิหารทีเดียว. ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนาถึงคุณของพระเถระในโรงธรรมสภาว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระธรรมเสนาบดีได้เป็นที่พึงช่วยปลดเปลื้องหญิงชราผู้เป็นแม่เรือนให้พ้นจากความเข็ญใจ ไม่รังเกียจอาหารที่นางถวาย ฉันได้. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นที่พึ่งอาศัยของหญิงชราคนนี้ ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ ทรงมิได้รังเกียจบริโภคอาหารที่นางถวายในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน ก็ได้บริโภคเหมือนกัน ดังนี้แล้ว ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในเมืองพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพาณิช ในอุตตราปถชนบท. พ่อค้าม้า ๕๐๐ คน จากอุตตราปถชนบทนำม้ามาขายยังเมืองพาราณสี. พ่อค้าม้าอีกคนหนึ่ง นำม้า ๕๐๐ ตัวเดินทางไปเมืองพาราณี. ในระหว่างทางมีหมู่บ้านนิคมหนึ่งอยู่ในที่ไม่ไกลเมืองพาราณสี. เมื่อก่อนได้มีเศรษฐีมีทรัพย์สมบัติมากอยู่ในหมู่บ้านนั้น นิเวศน์ของเขาใหญ่โต แต่ตระกูลนั้นได้ถึงความเสื่อมสลายไปโดยลำดับ. เหลือแต่หญิงชราผู้เดียวเท่านั้น. หญิงชราคนนั้นอาศัยอยู่ในนิเวศน์นั้น. ครั้งนั้น พ่อค้าม้าคนนั้นไปถึงหมู่บ้านนั้นแล้วพูดกะหญิงชราว่า ฉันจะให้ค่าเช่าแก่ท่าน แล้วจับจองการอยู่อาศัยในนิเวศน์ของหญิงชรานั้น พักม้าทั้งหลายไว้ ณ ส่วนสุดด้านหนึ่ง. ในวันนั้นเองแม่ม้าอาชาไนยตัวหนึ่งของพ่อค้านั้นตกลูกออกมา. พ่อค้านั้นพักอยู่ ๒-๓วัน พอให้ม้าทั้งหลายมีกำลัง จึงกล่าวว่า ฉันจักไปเฝ้าพระราชา จึงพาม้าทั้งหลายไป. ลำดับนั้น หญิงชราได้พูดกับพ่อค้านั้นว่า ท่านจงให้ค่าเช่าบ้าน เมื่อพ่อค้ากล่าวว่า ดีล่ะแม่ฉันจะให้ นางจึงกล่าวว่าดูก่อนพ่อ เมื่อท่านจะให้ค่าเช่าบ้านแก่ฉัน จงให้ลูกม้าตัวนี้ โดยหักกับค่าเช่าบ้าน พ่อค้านั้นได้กระทำเหมือนอย่างนั้นแล้วก็หลีกไป. หญิงชรานั้นเข้าไปตั้งความเป็นเสน่หาในลูกม้านั้นประหนึ่งบุตร เมื่อเป็นอย่างนั้น ได้ให้ภัตรที่เป็นข้าวตังและหญ้าที่เป็นเดนแก่ลูกม้านั้นปรนนิบัติอยู่. ครั้นกาลต่อมาอีก พระโพธิสัตว์พาม้า ๕๐๐ ตัวไปจับจองการอยู่อาศัยในเรือนนั้น พอได้กลิ่นจากที่ที่ลูกม้าสินธพกินรำอยู่ แม้ม้าสักตัวเดียวก็ไม่อาจเข้าไปยังลานของเรือนนั้น. พระโพธิสัตว์จึงถามหญิงชรานั้นว่า ดูก่อนแม่ ในเรือนี้มีม้าบ้างไหม ? หญิงชรากล่าวว่า ดูก่อนพ่อ ชื่อว่าม้าตัวอื่นไม่มี แต่เราปรนนิบัติลูกม้าตัวหนึ่งเหมือนอย่างลูก ลูกม้าตัวนั้นมีอยู่ในเรือนนี้.

พ่อค้ากล่าวว่า ดูก่อนแม่ ลูกม้าตัวนั้นอยู่ที่ไหน. หญิงชราตอบว่า ไปเที่ยวหากินจ้ะพ่อ. พ่อค้าว่า เวลาใดจักมาล่ะแม่. หญิงชราตอบว่า ต่อเวลาจวนค่ำนั่นแหละ จึงจะมานะพ่อ. พระโพธิสัตว์เมื่อจะคอยการมาของลูกม้าสินธพนั้น จึงพักม้าทั้งหลายไว้ภายนอกแล้วนั่งอยู่. ฝ่ายลูกม้าสินธพเที่ยวหากินแล้ว ต่อเวลาจวนค่ำนั้นแล จึงได้กลับมา. พระโพธิสัตว์เห็นลูกม้าสินธพมีท้องเปื้อนรำ พิจารณาลักษณะทั้งหลายแล้วคิดว่า ม้าสินธพตัวนี้มีค่ามาก เราจะให้มูลค่าแก่หญิงชราแล้ว ถือเอาลูกม้าสินธพจึงจะควร. ฝ่ายลูกม้าสินธพก็เข้าเรือนยินอยู่ในที่อยู่ของตนเท่านั้น. ขณะนั้น ม้าเหล่านั้นไม่อาจเข้าไปยังเรือน. พระโพธิสัตว์พักอยู่ ๒-๓ วัน ทำม้าทั้งหลายให้อิ่มหน้าแล้ว เมื่อจะไปจึงกล่าวว่า แม่ท่านจงเอามูลค่าแล้วให้ลูกม้าตัวนี้แก่ฉัน. หญิงชราว่า ท่านพูดว่าอะไรพ่อ ขึ้นชื่อว่าบุตร คนที่จะขายย่อมไม่มี. พ่อค้าว่า แม่ ท่านให้ลูกม้าตัวนี้กินอะไรปรนนิบัติอยู่. หญิงชราว่า ดูก่อนพ่อ เราให้กินรำข้าว ข้าวตังและหญ้าที่เป็นเดนและให้ดื่มข้าวยาคูต้มด้วยรำข้าวปรนนิบัติอยู่. พ่อค้าว่า ดูก่อนแม่ฉันได้ลูกม้าตัวนี้แล้วจักให้บริโภคโภชนะมีรสอร่อยทั้งก้อน แล้วขึงเพดานผ้าตรงที่ที่เขายืน แล้วให้ยืนตั่งที่ลาดไว้. หญิงชราว่า ดูก่อนพ่อเมื่อเป็นอย่างนั้น บุตรของเราจงเสวยสุขอันเกิดจากโภคะ ท่านจงพาเอาไปเถิด. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงวางถึงทรัพย์หกพัน โดยเป็นมูลค่าของเท้าทั้ง ๔ เท้า หางและศีรษะของลูกม้านั้น แห่งละพันแล้วให้หญิงชรานุ่งห่มผ้าใหม่ ตกแต่งแล้วให้ยืนอยู่ข้างหน้าลูกม้าสินธพ. ลูกม้าสินธพนั้นลืมตาดูมารดาหลั่งน้ำตา. ฝ่ายหญิงชราลูบหลังลูกม้าอาชาไนยนั้นแล้วกล่าวว่า เราได้ทำการเลี้ยงดูเหมือนดังลูกเจ้าจงไปเถิดพ่อ. ขณะนั้น ลูกม้าสินธพนั้นได้ไปแล้ว วันรุ่งขึ้นพระโพธิสัตว์จัดแจงโภชนะมีรส สำหรับลูกม้านั้น คิดว่า เราจักทดลองลูกม้านั้นดูก่อน ลูกม้านั้นจะรู้กำลังของตนหรือไม่ จึงให้เทข้าวยาคูที่ต้มด้วยรำลงในรางแล้วให้กิน. ลูกม้าสินธพนั้นคิดว่าเราจักไม่กินโภชนะนี้ จึงไม่ปรารถนาจะดื่มข้าวยาคูนั้น. พระโพธิสัตว์เมื่อจะทดลองลูกม้าสินธพนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

ท่านกินหญ้าที่เป็นเดน กินข้าวตัง และรำ นี้เป็นอาหารของท่าน บัดนี้ เพราะ เหตุไรท่านจึงไม่มีโภค.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภุตฺวา ติณปริฆาสํ ความว่าเมื่อก่อน ท่านกินหญ้าที่เป็นเดน คือเดนหญ้าที่เหลือจากม้าทั้งหลายนั้น ๆ กิน ที่หญิงชราให้จนเติบโต. ในบทว่า ภุตฺวา อาจามกุณฺฑกํ นี้ ข้าวสุกสุดท้ายที่ติดก้นหม้อ เรียกว่าข้าวตัง รำนั่นแหละเรียกว่ากุณฑกะ. ท่านแสดงว่า ท่านกินข้าวตังและรำนั่นจนเติบโต. บทว่า เอตํ เต ความว่า ข้าวตังและรำนั่นเป็นโภชนะของท่านในกาลก่อน. บทว่า กสฺมาทานิ น ภุญฺชสิ ความว่า เพราะเหตุไรบัดนี้ ท่านจึงไม่กินข้าวตังและรำนั้น.

ลูกม้าสินธนได้ฟังดังนั้น จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถา นอกนี้ว่า :ข้าแต่ท่านมหาพราหมณ์ ในที่ใดชน ทั้งหลายไม่รู้จักสัตว์เลี้ยง โดยชาติ หรือ โดยวินัย ในที่นั้น รำและข้าวตังมีอยู่เป็น อันมาก. ท่านก็รู้จักข้าพเจ้าดีแล้วว่า ม้าตัว นี้เป็นม้าสูงส่งเพียงไร ข้าพเจ้ารู้สึกตัว เพราะ อาศัยท่านผู้รู้ จึงไม่บริโภครำของท่าน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยตฺถ แปลว่า ในที่ใด. บทว่า โปสํ แปลว่า สัตว์. บทว่า ชาติยา วินเยน วา ความว่าชนทั้งหลายย่อมรู้อย่างนี้ว่า ม้าตัวนี้สมบูรณ์ด้วยชาติหรือไม่ หรือว่าประกอบด้วยมารยาทหรือไม่. ม้าสินธพเมื่อจะเรียกจึงกล่าวการเรียกอย่างเคารพว่า ข้าแต่ท่านมหาพราหมณ์. บทว่า ยาทิโสยํ ตัดเป็น ยาทิโส อยํ แปลว่า ม้านี้เป็นม้าเช่นใด. ม้าสินธพกล่าวหมายถึงตน. บทว่า ชานนฺโต ชานมาคมฺม ความว่า ข้าพเจ้ารู้กำลังของตน เพราะอาศัยท่านผู้รู้อยู่นั่นแหละ จึงไม่กินรำในสำนักของท่าน ก็ท่านให้ทรัพย์ ๖ พันแล้วพาเอาข้าพเจ้ามา เพราะประสงค์จะให้กินรำ ก็หามิได้.

พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงปลอบโยนลูกม้าสินธพนั้นว่าเราทำดังนั้นเพื่อจะทดลองเจ้าอย่าโกรธเลย แล้วให้บริโภคโภชนะดีพาไปพระลานหลวง กันม้า ๕๐๐ ตัวไว้ด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่ง แวดวงด้วยม่านอันวิจิตร ลาดเครื่องลาดข้างล่าง เบื้องบนดาดเพดานผ้าให้ลูกม้าสินธนยืนอยู่ในนั้น. พระราชาเสด็จมาทอดพระเนตรดูฝูงม้า ตรัสถามว่า เหตุไฉน ม้าตัวนี้จึงแยกไว้ต่างหาก ได้ทรงสดับว่า ม้าตัวนี้เป็นม้าสินธพ ถ้าไม่แยกไว้ในฝูงม้าเหล้านี้ก็จักหลุดหนีไป จึงตรัสถามว่า พ่อมหาจำเริญ ม้าสินธพงดงามว่องไวหรือ ? พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า งดงามว่องไวดี พระเจ้าข้า. เมื่อพระองค์ตรัสว่า ถ้าอย่างนั้นเราจะดูความว่องไวของม้าสินธพตัวนี้ จึงผูกม้านั้นแล้วขึ้นขี่ พลางกราบทูลว่า ขอเดชะ ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตร แล้วให้พวกมนุษย์หลีกออกไปแล้วควบขับไปในพระลานหลวง พระลานหลวงทั้งหมดได้เป็นเหมือนแถวม้าติดกันไปหมด. พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ขอเดชะ ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตรกำลังเร็วของลูกม้าสินธพพระเจ้าข้า แล้วปล่อยออกไปอีก แม้คนสักคนหนึ่งก็แลไม่เห็นมาลูกม้าสินธพนั้น. จึงเอาแผ่นผ้าแดงผูกที่ท้องแล้วปล่อยออกไปอีก. พวกมหาชนเห็นแต่แผ่นผ้าแดงที่เขาผูกไว้ที่แล้วของลูกม้าสินธพนั้นเท่านั้น. ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์จึงปล่อยม้าสินธพนั้นบนหลังน้ำสระโบกขรณีแห่งหนึ่ง ภายในพระนคร. เมื่อม้าสินธพนั้นบนหลังน้ำในสระโบกขรณีแห่งหนึ่ง ภายในพระนคร. เมื่อม้าสินธพนั้นวิ่งไปบนหลังพื้นน้ำในสระโบกขรณีนั้น แม้แต่ปลายกีบก็ไม่เปียก เมื่อวิ่งควบไปบนใบบัวอีกครั้งหนึ่ง แม้ใบบัวสักใบหนึ่งก็มิได้จมลงในน้ำ. พระโพธิสัตว์ครั้นแสดงสมบัติแห่งความรวดเร็วของลูกม้าสินธพนั้นอย่างนี้แล้ว จึงลง ปรบมือยื่นฝ่ามือเข้าไป. ม้ากระโดดขึ้นไปยืนบนฝ่ามือ กระทำเท้าทั้งสี่ให้รวมอยู่ในที่เดียวกัน. ลำดับนั้น มหาสัตว์กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช เมื่อข้าพระองค์แสดงกำลังเร็วของอัศวโปดกตัวนี้โดยอาการทุกอย่าง เมื่อจะทรงเก็บไว้ในแว่นแคว้นอันมีสมุทรเป็นขอบเขต ก็ย่อมไม่เพียงพอที่จะเก็บไว้. พระราชาทรงดีพระทัย ได้ประทานตำแหน่งอุปราชแก่พระมหาสัตว์ ได้อภิเษกลูกม้าสินธพแล้วตั้งให้เป็นม้ามิ่งมงคล. ลูกม้าสินธพนั้นได้เป็นที่รักใคร่โปรดปรานของพระราชา. แม้สักการะก็ได้มีเป็นอันมากแก่ลูกม้าสินธพนั้น. แม้ที่อยู่ของลูกม้าสินธพนั้น ได้เป็นดุจห้องเรือนอบที่พระราชาทรงตกแต่งประดับประดาไว้ได้ทำการฉาบทาพื้นด้วยความหอมมีชาติ ๔ ให้ห้อยพวงของหอมและพวงดอกไม้ เบื้องบนมีเพดานผ้าวิจิตรงดงามด้วยดาวทอง. ได้แวดวงม่านอันวิจิตรไว้รอบด้าน. ตามประทีปน้ำมันหอมไว้เป็นนิตย์. ให้ตั้งกระถางทองไว้ในที่ที่ลูกม้าสินธพนั้นถ่ายอุจจาระปัสสาวะ บริโภคโภชนะของเสวยสำหรับพระราชาเป็นนิตย์ทีเดียว. จำเดิมแต่ลูกม้าสินธพนั้นมาอยู่ ราชสมบัติในชมพูทวีปทั้งสิ้น ได้อยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของพระราชาทั้งนั้น. พระราชาทรงดำรงอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์ ทรงบำเพ็ญบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น ได้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ ชนเป็นอันมากได้เป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี. หญิงชราในกาลนั้น ได้เป็นหญิงชราคนนี้แหละ. ม้าสินธพในกาลนั้น ได้เป็นพระสารีบุตร. พระราชาในกาลนั้น ได้เป็นพระอานนท์ในบัดนี้ส่วนพ่อค้าม้า คือเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถากุณฑกกุจฉิสินธวชาดกที่ ๔

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๓๐–๓๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติกนิบาตชาดก · ๑๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

kuṇḍakakucchisindhavajātakaṃ

bhutvā tiṇaparighāsanti idaṃ satthā jetavane viharanto sārīputtattheraṃ ārabbha kathesi.

Ekasmiṃ hi samaye sammāsambuddho sāvatthiyaṃ vasitvā vassaṃ vuṭṭho cārikaṃ caritvā puna paccāgato. Manussā āgantukasakkāraṃ karissāmāti buddhappamukhassa bhikkhusaṅghassa mahādānaṃ dadanti. Vihāre ekaṃ dhammaghosakaṃ bhikkhuṃ ṭhapesuṃ. So ye āgantvā yattake bhikkhū icchanti tesaṃ te bhikkhū vicāretvā deti. Athekā duggatā mahallikā itthī ekameva paṭiviṃsaṃ sajjetvā tesaṃ manussānaṃ bhikkhūsu vicāretvā dinnesu ussure dhammaghosakassa santikaṃ āgantavā mayhaṃ ekaṃ bhikkhuṃ dethāti āha. So mayā sabbe bhikkhū vicāretvā dinnā sārīputtatthero pana vihāreyeva Vasati tvaṃ tassa bhikkhaṃ dehīti āha. Sā sādhūti tuṭṭhacittā jetavanadvārakoṭṭhake ṭhatvā therassa āgatakāle vanditvā hatthato pattaṃ gahetvā gharaṃ netvā gehe nisīdāpesi. Ekāya kira mahallikāya dhammasenāpati attano ghare nisīdāpitoti bahūni saddhāni kulāni assosuṃ. Tesu rājā passenadikosalo taṃ pavuttiṃ sutvā tassā sāṭakena ca sahassatthavikāya ca saddhiṃ bhattabhojanāni pahiṇi mayhaṃ ayyaṃ parivisamānā imaṃ sāṭakaṃ nivāsetvā ime kahāpaṇe valañjetvā theraṃ parivisatūti. Yathā ca rājā evaṃ anāthapiṇḍiko cullaanāthapiṇḍiko visākhā mahāupāsikāpi pahiṇiṃsu. Aññāni pana kulāni ekasatadvesatādivasena attano balānurūpena kahāpaṇe pahiṇiṃsu. Evaṃ ekāheneva sā mahallikā satasahassamattaṃ labhi. Thero pana tāya dinnaṃ yāgumeva pivitvā tāya kataṃ khajjakameva pakkabhattameva ca paribhuñjitvā bhattānumodanaṃ katvā taṃ mahallikaṃ sotāpattiphale patiṭṭhāpetvā vihārameva agamāsi. Dhammasabhāyaṃ bhikkhū therassa guṇakathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso dhammasenāpati mahallikaṃ gahapatāniṃ duggatabhāvato mocetvā patiṭṭhā ahosi tāya dinnaṃ āhāraṃ ajigucchanto paribhuñjatīti. Satthā āgantvā kāyanuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave sārīputto idāneva etissā mahallikāya avassayo jāto na idāneva tāya dinnaṃ āhāramajigucchanto paribhuñjati pubbepi paribhuñjatiyevāti vatvā atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto uttarāpathe vāṇijakule nibbatti. Uttarāpathajanapadato pañcasatā assavāṇijā asse bārāṇasiṃ ānetvā vikkīṇanti. Aññataropi. Assavāṇijo pañca assasatāni ādāya bārāṇasīmaggaṃ paṭipajji. Antarāmagge bārāṇasito avidūre eko nigamagāmo atthi. Tattha pubbe mahāvibhavo seṭṭhī ahosi. Tassa mahantaṃ nivesanaṃ. Taṃ pana kulaṃ anukkamena parikkhayaṃ gataṃ. Ekāva mahallikā avasiṭṭhā. Sā tasmiṃ nivesane vasati. Athakho so assavāṇijo taṃ nigamagāmaṃ patvā vettanaṃ te dassāmīti tasmiṃ tassā nivesane nivāsaṃ gaṇhitvā asse ekamante ṭhapesi. Taṃdivasamevassa ekissā ājānīyāvaḷavāya gabbhavuṭṭhānaṃ ahosi. So dve tayo divase vasitvā asse ca balaṃ gāhāpetvā rājānaṃ passissāmīti asse ādāya pāyāsi. Atha naṃ mahallikā gehavettanaṃ dehīti vatvā sādhu amma demīti vutte tāta vettanaṃ me dadamāno imampi assapotakaṃ gehavettanato khaṇḍetvā dehīti āha. Assavāṇijo tathā katvā pakkāmi. Sā tasmiṃ assapotake puttasinehaṃ paccupaṭṭhapetvā athassācāmakabhattaṃ vighāsatiṇāni datvā paṭijaggi. Athāparabhāge bodhisatto pañca assasatāni ādāya gacchanto tasmiṃ gehe nivāsaṃ gaṇhi. Kuṇḍakakhādakassa sindhavapotakassa ṭhitaṭṭhānato gandhaṃ ghāyitvā eko assopi gehaṅgaṇaṃ pavisituṃ nāsakkhi. Bodhisatto taṃ mahallikaṃ pucchi amma kacci imasmiṃ gehe asso Atthīti. Tāta añño asso nāma natthi ahaṃ pana puttakaṃ katvā ekaṃ assapotakaṃ paṭijaggāmi so ettha atthīti. Kahaṃ so ammāti. Gocaraṃ carituṃ gato tātāti. Kāya velāya āgamissati ammāti. Sakālasseva āgacchati tātāti. Bodhisatto tassa āgamanaṃ patimānento asse bahi ṭhapetvāva nisīdi. Sindhavapotakopi gocaraṃ caritvā sakālasseva āgami. Bodhisatto kuṇḍakakucchisindhavapotakaṃ disvā lakkhaṇāni samānetvā ayaṃ sindhavo anaggho sindhavapotakassa mahallikāya mūlaṃ datvā gahetuṃ vaṭṭatīti cintesi. Sindhavapotakopi gehaṃ pavisitvā attano vasanaṭṭhāneyeva ṭhito. Tasmiṃ khaṇe te assā gehaṃ pavisituṃ nāsakkhiṃsu. Bodhisatto dvīhaṃ tīhaṃ vasitvā asse santappetvā gacchanto amma imaṃ assapotakaṃ mūlaṃ gahetvā mayhaṃ dehīti āha. Kiṃ vadesi tāta puttaṃ nāma vikkīṇanto na atthīti. Amma tvaṃ etaṃ kiṃ khādāpetvā paṭijaggasīti. Odanakuṇḍakaṃ ācāmakabhattaṃ vighāsatiṇañca khādāpetvā kuṇḍakayāguñca pāyetvā paṭijaggāmi tātāti. Amma ahaṃ etaṃ labhitvā piṇḍarasabhojanaṃ bhojessāmi ṭhitaṭṭhāne celavitānaṃ pasāretvā attharakapiṭṭhe ṭhapessāmīti. Tāta evaṃ sante mama putto bhogasukhaṃ anubhavatu gahetvāna gacchāhīti. Atha bodhisatto tassa catunnaṃ pādānaṃ naṅguṭṭhassa ca muddhassa ca mūlaṃ ekekaṃ katvā cha sahassatthavikāyo ṭhapetvā mahallikaṃ navavatthaṃ nivāsāpetvā alaṅkaritvā sindhavapotakassa purato ṭhapesi. So akkhīni Ummīletvā mātaraṃ oloketvā assūni pavattesi. Sāpi tassa piṭṭhiṃ parimajjitvā mayā puttaposāvanikaṃ laddhaṃ tvaṃ gaccha tātāti āha. Tadā so agamāsi. Bodhisatto punadivase tassa assapotakassapi rasabhojanaṃ sajjetvā vīmaṃsissāmi tāva naṃ jānāti nukho attano balaṃ udāhu na jānātīti doṇiyaṃ kuṇḍakayāguṃ ākīrāpetvā dāpesi. So nāhaṃ imaṃ bhojanaṃ bhuñjissāmīti taṃ yāguṃ na pātuṃ icchi. Bodhisatto taṃ vīmaṃsento paṭhamaṃ gāthamāha

bhutvā tiṇaparighāsaṃ bhutvā ācāmakuṇḍakaṃ

etaṃ te bhojanaṃ āsi kasmādāni na bhuñjasīti.

Tattha bhutvā tiṇaparighāsanti tvaṃ pubbe mahallikāya dinnaṃ tesaṃ tesaṃ khāditāvasesaṃ tiṇaparighāsasaṅkhātaṃ vighāsatiṇaṃ bhuñjitvā vaḍḍhito. Bhutvā ācāmakuṇḍakanti ettha ācāmo vuccati odanāvasānaṃ kuṇḍakanti kuṇḍakameva etañca bhuñjitvā vaḍḍhitosīti dīpeti. Etaṃ teti etaṃ tava pubbe bhojanaṃ āsi. Kasmādāni na bhuñjasīti mayāpi te tameva dinnaṃ tvaṃ taṃ kasmā idāni na bhuñjasīti.

Taṃ sutvā sindhavapotako itarā dve gāthā avoca

yattha posaṃ na jānanti jātiyā vinayena vā

bahu tattha mahābrahme api ācāmakuṇḍakaṃ

tvañca kho maṃ pajānāsi yādisoyaṃ hayuttamo

jānanto jānamāgamma na te bhakkhāmi kuṇḍakanti.

Tattha yatthāti yasmiṃ ṭhāne. Posanti sattaṃ. Jātiyā vinayena vāti jātisampanno vā esa na vā ācārayutto vā na vāti evaṃ na jānanti. Mahābrahmeti garukaṃ ālapanaṃ ālapanto āha. Yādisoyanti yādiso ayaṃ. Attānaṃ sandhāya vadati. Jānanto jānamāgammāti ahaṃ attano balaṃ jānanto jānantameva taṃ āgamma paṭicca tava santike kuṇḍakaṃ na bhuñjāmi na hi tvaṃ kuṇḍakaṃ bhojāpetukāmatāya cha sahassāni datvā maṃ gaṇhasīti.

Taṃ sutvā bodhisatto tava vīmaṃsanatthāya taṃ mayā kataṃ mā kujjhīti taṃ samassāsetvā subhojanaṃ bhojetvā ādāya rājaṅgaṇaṃ gantvā ekasmiṃ passe pañca assasatāni katvā ekasmiṃ passe cittasāṇiyā parikkhipitvā heṭṭhā attharakaṃ pattharitvā upari celavitānaṃ bandhitvā sindhavapotakaṃ ṭhapesi. Rājā āgantvā asse olokento ayaṃ asso kasmā visuṃ ṭhapitoti pucchitvā mahārāja ayaṃ sindhavo imesu assesu visuṃ akato mocessatīti sutvā sobhano bho sindhavoti pucchi. Bodhisatto āma mahārājāti vatvā tenahissa javaṃ passissāmīti vutte taṃ assaṃ kappāpetvā abhirūhitvā passatha mahārājāti manusse ussārāpetvā rājaṅgaṇe pāhesi. Sabbaṃ rājaṅgaṇaṃ nirantaraṃ assapantīhi parikkhittamiva ahosi. Puna bodhisatto passatha mahārāja sindhavapotakassa veganti visajjesi. Ekapurisopi taṃ na addasa. Puna rattapaṭaṃ udare parikkhipitvā visajjesi. Rattapaṭamevassa Udare kataṃ mahājanā passiṃsu. Atha naṃ antonagare ekissā pokkharaṇiyā udakapiṭṭhe visajjesi. Tatthassa udakapiṭṭhe dhāvato khuraggānipi na temiṃsu. Punekavāraṃ paduminipattānaṃ upari dhāvanto ekapaṇṇampi udake na osīdāpesi. Evamassa javanasampadaṃ dassetvā oruyha pāṇiṃ paharitvā hatthatalaṃ upanāmesi. Asso uggantvā cattāro pāde ekato katvā hatthatale aṭṭhāsi. Atha mahāsatto rājānaṃ āha mahārāja imassa assapotakassa sabbākārena vege dassanīyamāne samuddapariyante raṭṭhe nikkhipanto nappahotīti. Rājā tussitvā mahāsattassa uparajjaṃ adāsi sindhavapotakampi abhisiñcitvā maṅgalaassaṃ akāsi. So rañño piyo ahosi manāpo. Sakkāropissa mahā ahosi. Tassāpi vasanaṭṭhānaṃ rañño alaṅkatapaṭiyatto vāsitagharagabbho viya ahosi. Catujātikagandhehi bhūmilepanaṃ akaṃsu. Gandhadāmamālādāmādīni ossārayiṃsu. Upari suvaṇṇatārakavicittaṃ celavitānaṃ ahosi. Samantā citrasāṇi parikkhittāva ahosi. Niccaṃ gandhatelappadīpo jhāyi. Uccārapassāvaṭaṭhānepissa suvaṇṇakaṭāhaṃ ṭhapayiṃsu. Niccaṃ rājabhojanameva bhuñji. Tassa pana āgatakālato paṭṭhāya rañño sakalajambūdīparajjaṃ hatthagatameva ahosi. Rājā bodhisattassa ovāde ṭhatvā dānādīni puññāni katvā saggaparāyano ahosi.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi. Saccapariyosāne bahū sotāpannā Sakadāgāmino anāgāmino ahesuṃ. Tadā mahallikā ayameva mahallikā ahosi. Sindhavo sārīputto. Rājā ānando ahosi. Assavāṇijo pana ahamevāti.

Kuṇḍakakucchisindhavajātakaṃ catutthaṃ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๕๓. มณิกัณฐชาดกชาดกถัดไป๒๕๕. สุกชาดก