ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สุกชาดก
ชาดกที่ ๒๕๕ · ติกนิบาตชาดก · สังกัปปวรรค

สุกชาดก

ว่าด้วยโทษของการไม่รู้ประมาณ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๖๔ · บรรทัด ๒๐๓๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสุกชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับ ณ พระวิหารเชตวันทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่งผู้มรณภาพเพราะฉันมากเกินไปจนอาหารไม่ย่อย จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยาว โส มตฺตมญฺาสิ ดังนี้. ได้ยินว่า เมื่อภิกษุนั้นมรณภาพไปอย่างนี้แล้ว ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันถึงโทษมิใช่คุณของภิกษุรูปนั้นในโรงธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุโน้นไม่รู้ประมาณท้องของตน บริโภคมากเกินไปไม่สามารถทำอาหารให้ย่อยถึงมรณภาพ. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน ภิกษุนี้ก็ตายเพราะบริโภคมากเป็นปัจจัย ดังนี้แล้วจึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดนกแขกเต้าในประเทศหิมพานต์ ได้เป็นพระยาของนกแขกเต้าหลายพัน อยู่ในหิมวันตประเทศอันเลียบไปตามมหาสมุทร. พระโพธิสัตว์นั้นมีลูกอยู่ตัวหนึ่ง เมื่อลูกนกนั้นเจริญวัย พระโพธิสัตว์ก็มีจักษุทุรพล. ได้ยินว่า นกแขกเต้าทั้งหลายมีกำลังบินเร็ว ด้วยเหตุนั้นในเวลานกแขกเต้าเหล่านั้นแก่ตัวลง จักษุนั่นแลจึงทุรพลไปก่อน ลูกนกแขกเต้าตัวนั้น ให้บิดามารดาอยู่เฉพาะในรัง แล้วนำอาหารมาเลี้ยงดู. วันหนึ่ง ลูกนกแขกเต้านั้นไปยังที่หากินแล้วจับอยู่บนยอดเขา มองดูสมุทรเห็นเกาะๆหนึ่ง. ก็ที่เกาะนั้น มีป่ามะม่วง มีผลหวาน มีสีเหมือนทอง. วันรุ่งขึ้น ได้เวลาหากิน ลูกนกแขกเต้านั้นบินไปลงที่ป่ามะม่วงนั้นดื่มรสมะม่วงแล้วได้คาบเอาผลมะม่วงสุกมาให้บิดามารดา พระโพธิสัตว์กินผลมะม่วงนั้นแล้วจำรสได้จึงกล่าวว่า ลูกเอ๋ย นี้ผลมะม่วงสุกในเกาะโน้นมิใช่หรือ เมื่อลูกนกแขกเต้ารับว่าใช้จ้ะพ่อ จึงกล่าวว่าลูกเอ๋ย พวกนกแขกเต้าที่ไปยังเกาะนั้น ชื่อว่าจะรักษาอายุให้ยืนยาวได้ไม่มีเลย เจ้าอย่าได้ไปยังเกาะนั้นอีกเลย ลูกนกแขกเต้านั้นไม่เชื่อคำของพระโพธิสัตว์นั้น คงไปอยู่อย่างนั้น. ครั้นวันหนึ่ง ลูกนกแขกเต้าดื่มรสมะม่วงเป็นอันมาแล้วคาบเอามะม่วงสุกมาเพื่อบิดามารดาเมื่อบินมาถึงกลางมหาสมุทร เพราะบินเร็วเกินไป ร่างกายก็เหน็จเหนื่อยถูกความง่วงครอบงำ ทั้งที่หลับอยู่ก็ยังบินมาอยู่นั่นแหละ. ส่วนมะม่วงสุกที่คาบมาด้วยจงอยปากก็หลุดล่วงไป. ลูกนกแขกเต้านั้นได้ละทางที่เคยมาเสียโดยลำดับ จึงตกลงในน้ำ เขาลอยมาตามพื้นน้ำจึงจมลงในน้ำ. ที่นั้น ปลาตัวหนึ่งคาบลูกนกแขกเต้านั้นกินเสีย. เมื่อลูกนกแขกเต้านั้นไม่มาตามเวลาที่เคยมา พระโพธิสัตว์ก็รู้ได้ว่า เห็นจะตกมหาสมุทรตายเสียแล้ว. ครั้งนั้น เมื่อบิดามารดาของเขาไม่ได้อาหารจึงซูบผอมตายไป. พระศาสดาครั้นทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธกแล้ว ทรงเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :-

ลูกนกแขกเต้าตัวนั้น รู้ประมาณใน การบริโภคอยู่เพียงใด ก็ได้สืบอายุ และ ได้เลี้ยงดูบิดามารดาอยู่เพียงนั้น. อนึ่ง ใน กาลใด ลูกนกแขกเต้านั้นกลืนกินโภชนะ มากเกินไป ในกาลนั้น ก็ได้ชื่อว่าไม่รู้จัก ประมาณในการบริโภค จึงจมลงในมหาสมุทร นั่นเอง. เพราะฉะนั้น ความเป็นผู้รู้ประมาณ ความไม่หลงติดในโภชนะเป็นความดี. ด้วย ว่า บุคคลผู้ไม่รู้จักประมาณ ย่อมจมลงใน อบายทั้ง ๔ บุคคลผู้รู้จักประมารเท่านั้น

ย่อมไม่จมลงในอบาย ๔. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาว โส ความว่า นกนั้นได้รู้ประมาณในโภชนะอยู่เพียงใด. บทว่า ตาว อทฺธานมาปาทิ ความว่า ให้ถึงความเป็นอยู่นาน คือได้อายุ ตลอดกาลเพียงนั้น. บทว่า มาตรญฺจ นี้เป็นเพียงหัวข้อเทศนา. อธิบายว่า ได้เลี้ยงดูบิดามารดา. บทว่า ยโต จ โข แปลว่า ก็ในกาลใดแล. บทว่า โภชนํ อชฺฌวาหริ ความว่า กลืนกินรสมะม่วง. บทว่า ตโตแปลว่า ในกาลนั้น. บทว่า ตตฺเถว สํสีทิ ความว่า จมลง คือดำลงในสมุทรนั้นนั่นแหละ ถึงความเป็นอาหารของปลา. บทว่า ตสฺมา มตฺตญฺญุตา สาธุ ความว่า เพราะเหตุที่นกแขกเต้าไม่รู้ประมาณในโภชนะ จึงตกมหาสมุทรตาย เพราะฉะนั้น ความเป็นผู้รู้จักประมาณ กล่าวคือความเป็นผู้ไม่ติดในโภชนะเป็นความดีอธิบายว่า การรู้ประมาณเป็นความดี. อีกอย่างหนึ่งแม้ความเป็นผู้รู้ประมาณก็เป็นความดี ซึ่งท่านพรรณนาไว้อย่างนี้ว่า ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้วกลืนกินอาหาร มิใช่เพื่อเล่น มิใช่เพื่อมัวเมา ฯลฯด้วยการอยู่อย่างผาสุก และว่า :-

ภิกษุบริโภคของสดหรือของแห้งไม่ ควรให้อิ่มเกินไป เป็นผู้มีท้องพร่อง รู้จัก ประมาณในอาหาร มีสติพึงงดเว้นเสีย ยังอยู่ ๔-๕ คำ ก็จะอิ่ม อย่าบริโภค พึงดื่มน้ำ แทน เป็นการเพียงพอเพื่อจะอยู่อย่าง ผาสุก สำหรับภิกษุผู้มีจิตตั้งมั่น. เวทนา ของภิกษุนั้นผู้เป็นมนุษย์มีสติอยู่ทุกเวลา ผู้ ได้โภชนะแล้วรู้จักประมาณ ย่อมเป็นเวทนา ที่เบา อาหารที่บริโภคย่อมค่อย ๆ ย่อยไป

เลี้ยงอายุ. มีความเป็นผู้ไม่ติดก็เป็นความดี ซึ่งท่านพรรณนาไว้อย่างนี้ว่า :-

บุคคลไม่ติดรส ย่อมกลืนกินอาหาร เพื่อต้องการยังอัตภาพให้เป็นไปเหมือน บริโภคเนื้อบุตรในหนทางกันดาร เหมือนใช้

น้ำมันหยอดเพลารถฉะนั้น. แต่ในบาลีท่านเขียนว่า อคิทฺธิตา ปาฐะในอรรถกถานี้ไพเราะกว่าพระบาลีนั้น. บทว่า อมตฺตญฺญู หิ สีทนฺติ ความว่า ด้วยว่าบุคคลผู้ไม่รู้จักประมาณในโภชนะ กระทำกรรมอันลามกด้วยอำนาจความอยากในรส ย่อมจมลงในอบายทั้ง ๔. บทว่า มตฺตญฺญูว น สีทเร ความว่า ส่วนชนเหล่าใดย่อมรู้จักประมาณในโภชนะชนเหล่านั้นย่อมไม่จมลงทั้งในทิฏฐธรรม ทั้งในสัมปรายภพ. พระศาสดาครั้นทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกแล้ว ทรงประกาศอริยสัจ ๔ แล้วประชุมชาดก. ในเวลาจบอริยสัจ ชนเป็นอันมากได้เป็นพระโสดาบันบ้าง พระสกทาคามีบ้าง พระอนาคามีบ้างพระอรหันต์บ้าง. ภิกษุผู้ไม่รู้ประมาณในโภชนะได้เป็นลูกของพระยานกแขกเต้าในกาลนั้น ส่วนพระยานกแขกเต้า คือเราตถาคตฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาสุกชาดกที่ ๕

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๔๐–๔๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติกนิบาตชาดก · ๒๔ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

sukajātakaṃ

yāva so mattamaññāsīti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ atibahuṃ bhuñjitvā ajīrakena kālakataṃ bhikkhuṃ ārabbha kathesi.

Tasmiṃ kira evaṃ kālakate dhammasabhāyaṃ bhikkhū tassa aguṇakathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso asuko bhikkhu attano kucchippamāṇaṃ ajānitvā atibhojanaṃ bhuñjitvā jīrāpetuṃ asakkonto kālakatoti. Satthā āgantvā kāyanuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idāneva pubbepesa atibhojanapaccayena matoti vatvā atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto himavantappadese sukayoniyaṃ nibbattitvā anekānaṃ sukasahassānaṃ samuddānugate himavantappadese vasanto rājā ahosi. Tasseko putto ahosi. Tasmiṃ vayappatte bodhisatto dubbalacakkhu ahosi. Sukānaṃ kira sīghavego ahosi. Tena tesaṃ mahallakakāle paṭhamaṃ cakkhumeva dubbalaṃ ahosi. So mātāpitaro kulāvakeyeva katvā gocaraṃ āharitvā posesi. So ekadivasaṃ gocarabhūmiṃ gantvā Pabbatamatthake ṭhito samuddaṃ olokento ekaṃ dīpakaṃ passi. Tasmiṃ pana suvaṇṇavaṇṇaṃ madhuraphalaṃ ambavanaṃ atthi. So punadivase gocaravelāya uppatitvā tasmiṃ ambavane otaritvā ambarasaṃ pivitvā ambapakkaṃ ādāya gantvā mātāpitūnaṃ adāsi. Bodhisatto taṃ khāditvā rasaṃ sañjānitvā tāta nanu imaṃ asukadīpake ambapakkanti vatvā āma tātāti vutte tāta etaṃ dīpakaṃ gacchantā sukā dīghamāyuṃ pālentā nāma natthi mā kho tvaṃ pana taṃ dīpakaṃ agamāsīti āha. So tassa vacanaṃ aggahetvā agamāsiyeva. Athekadivasaṃ bahuṃ ambarasaṃ pivitvā mātāpitūnaṃ ambapakkaṃ ādāya samuddamatthakena āgacchanto atidhāvatāya kilantakāyo niddābhibhūto. So niddāyantopi āgacchateva. Tuṇḍena panassa gahitaṃ ambapakkaṃ pati. So anukkamena āgamanavīthiṃ jahitvā udakeyeva pati. So udakapiṭṭhenevāgacchanto udake osīdati. Atha naṃ eko maccho gahetvā khādi. Bodhisatto tasmiṃ āgamanavelāya anāgacchanteyeva samudde patitvā mato maññeti aññāsi. Athassa mātāpitaropi āhāraṃ alabhamānā sussitvā mariṃsu.

Satthā atītaṃ āharitvā abhisambuddho hutvā imā gāthā abhāsi

yāva so mattamaññāsi bhojanasmiṃ vihaṅgamo

tāva addhānamāpādi mātarañca aposayi

Yato ca kho so bahutaraṃ bhojanaṃ ajjhavāhari

tato tattheva saṃsīdi amattaññū ca so ahu

tasmā mattaññutā sādhu bhojanasmiṃ agiddhitā

amattaññū hi sīdanti mattaññūva na sīdareti.

Tattha yāva soti yāva so vihaṅgamo bhojanamattamaññāsi. Tāva addhānamāpādīti tattakaṃ kālaṃ jīvitaddhānaṃ āpādi āyuṃ vindi. Mātarañcāti desanāsīsamattametaṃ. Mātāpitaro ca aposayīti attho. Yato ca khoti yasmiṃ ca kho kāle. Bhojanaṃ ajjhavāharīti ambarasaṃ ajjhohari. Tatoti tasmiṃ kāle. Tattheva saṃsīdīti tasmiṃ samuddeyeva osīdi nimmujji macchabhojanattaṃ āpajji. Tasmā mattaññutā sādhūti yasmā bhojane amattaññū suko samudde osīditvā mato tasmā bhojanasmiṃ agiddhitāsaṅkhātā mattaññutā sādhu pamāṇajānanaṃ sundaranti attho. Athavā. Paṭisaṅkhā yoniso āhāraṃ āhāreti neva davāya na madāya .pe. Phāsuvihāro cāti

allaṃ sukkhaṃ ca bhuñjanto na bāḷhaṃ suhito siyā

onodaro mitāhāro sato bhikkhu paribbaje

cattāro pañca ālope abhutvā udakaṃ pive

alaṃ phāsuvihārāya pahitattassa bhikkhuno

manujassa sadā satimato

mattaṃ jānato laddhabhojanassa

Tanukassa bhavanti vedanā

saṇikaṃ jīrati āyu pālayanti evaṃ vaṇṇitā mattaññutāpi sādhu.

Kantāre puttamaṃsaṃva akkhassabbhañjanaṃ yathā

evaṃ āhāri āhāraṃ yāpanatthāya amucchitoti evaṃ vaṇṇitā agiddhitāpi sādhu. Pāliyaṃ pana agiddhimāti likhitaṃ. Tato ayaṃ aṭṭhakathāpāṭho sundarataro. Amattaññū hi sīdantīti bhojane pamāṇaṃ ajānantā hi rasataṇhāvasena pāpakammaṃ katvā catūsu apāyesu sīdanti. Mattaññūva na sīdareti ye pana bhojane pamāṇaṃ jānanti te diṭṭhadhammepi samparāyepi na sīdantīti.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi. Saccapariyosāne bahū sotāpannāpi sakadāgāminopi anāgāminopi arahantopi ahesuṃ. Tadā bhojane amattaññū bhikkhu sukarājaputto ahosi. Sukarājā pana ahamevāti.

Sukajātakaṃ pañcamaṃ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๕๔. กุณฑกกุจฉิสินธวชาดกชาดกถัดไป๒๕๖. ชรูทปานชาดก