คามณิจันทชาดก
ว่าด้วยลิงเป็นสัตว์ไม่รู้จักเหตุ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๗๐ · บรรทัด ๒๐๕๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๓
เรื่องเล่า
เรื่องโค ๑ เรื่องบุตร ๑ เรื่องม้า ๑เรื่องช่างสาน ๑ เรื่องนายบ้านส่วย ๑ เรื่องหญิงแพศยา ๑ เรื่องหญิงรุ่นสาว ๑ เรื่องงู ๑เรื่องเนื้อ ๑ เรื่องนกกระทา ๑ เรื่องรุกขเทวดา ๑ เรื่องพระยานาค ๑ เรื่องดาบสมีตบะ ๑ เรื่องพราหมณ์มาณพ ๑ในนิทาน ๑๔ เรื่องนั้น มีเรื่องราว ตามลำดับดังต่อไปนี้เมื่อพระโพธิสัตว์อภิเษกอยู่ในราชสมบัตินั้น บุรุษผู้หนึ่งชื่อคามณิจันท์ ผู้เคยเป็นบาทมูลิกาของพระเจ้าชนสันธะ คิดอย่างนี้ว่าธรรมดาว่าความเป็นพระราชานี้ ย่อมจะงดงามกับคนผู้มีวัยเสมอกันส่วนเราเป็นคนแก่จักไม่เหมาะที่จะบำรุงพระกุมารหนุ่ม เราจักทำกสิกรรมเลี้ยงชีวิตอยู่ในชนบท. เขาจึงออกจากพระนครไปยังที่ไกลประมาณ ๓ โยชน์ สำเร็จการอยู่ในบ้านแห่งหนึ่ง แต่เขาไม่มีแม้แต่โคสำหรับจะทำกสิกรรม. เมื่อฝนตกเขาจึงขอยืมโค ๒ ตัว กับสหายคนหนึ่งไถนาอยู่ ตลอดทั้งวันแล้วให้โคกินหญ้าแล้วได้ไปยังเรือนเพื่อจะมอบโคทั้ง ๒ ตัวให้กับเจ้าของ. ขณะนั้น เจ้าของโคกำลังนั่งบริโภคอาการอยู่กลางบ้านพร้อมกับภรรยา. ฝ่ายโคทั้งสองตัวก็เข้าไปยังบ้านด้วยความคุ้นเคย. เมื่อโคเหล่านั้นเข้าไป สามียกถาด ภรรยาเอาถาดออกไป. นายคามณิจันท์มองดูด้วยคิดว่าสามีภรรยาทั้งสองนี้จะเชื้อเชิญเรารับประทานข้าว จึงยังไม่มอบโคให้รีบกลับไปเสีย. ในเวลากลางคืน พวกโจรตัดคอกลักโคเหล่านั้นแหละไปเสีย. เจ้าของโคเข้าไปยังคอกโคแต่เช้าตรู่ ไม่เห็นโคเหล่านั้น แม้จะรู้อยู่ว่าถูกพวกโจรลักไปก็เข้าไปหานายคามณิจันท์นั้นด้วยตั้งใจว่า จักปรับเอาสินไหมแก่นายคามณิจันท์จึงกล่าวว่า ผู้เจริญ ท่านจงมอบโคทั้งสองให้เรา นายคามณิจันท์ว่า โคเข้าบ้านไปแล้วมิใช่หรือ. เจ้าของโคว่า ท่านมอบโคเหล่านั้นแก่เราแล้วหรือ. นายคามณิจันท์ว่า ยังไม่ได้มอบ. เจ้าของโคกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นเรื่องนี้เป็นความอาญาสำหรับท่านๆ จงมา จริงอยู่ในชนบทเหล่านั้นเมื่อใคร ๆ ยกเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นจะเป็นก้อนกรวดหรือชิ้นกระเบื้องก็ตาม แล้วกล่าวว่า นี้เป็นความอาญาสำหรับท่านท่านจงมา ดังนี้ ผู้ใดไม่ไปก็ย่อมลงอาญาแก่ผู้นั้น เพราะฉะนั้นนายคามณิจันท์นั้น พอได้ฟังว่าเป็นความอาญา ก็ออกไปทันที. เขาไปยังราชสกุลกับเจ้าของโคนั้น ไปถึงบ้านอันเป็นที่อยู่ของสหาย เข้าบ้านหนึ่ง จึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าหิวจัด ท่านจงรออยู่ที่นี้แหละจนกว่าจะเข้าไปยังบ้าน รับประทานอาหารแล้วกลับมา ว่าแล้วก็ได้ไปยังบ้านของสหาย. ส่วนสหายของเขาไม่อยู่บ้าน หญิงสหายเป็นเข้าก็กล่าวว่า นายอาหารที่หุงต้มสุกไม่มี ท่านจงรอสักครู่ดิฉันจักหุงให้ท่านเดี๋ยวนี้แหละ แล้วรีบขึ้นฉางข้าวสารทางพะอง จึงพลัดตกไปที่พื้นดิน. ครรภ์ของนางพอดีได้ ๗ เดือนก็ตกไปในขณะนั้นนั่นเองขณะนั้น สามีของนางกลับมาเห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า ท่านประหารภรรยาของเราทำให้ครรภ์ตก นี้เป็นความอาญาของท่าน นางจงมาแล้วพานายคามณิจันท์นั้นออกไป. จำเดิมแต่นั้น คนทั้งสองเดินไปให้นายคามณิจันท์อยู่กลาง. ครั้งนั้น ที่ประตูบ้านแห่งหนึ่ง คนเลี้ยงม้าผู้หนึ่งไม่สามารถต้อนม้าให้กลับบ้าน. ฝ่ายม้าก็เดินไปในสำนักของคนเหล่านั้น คนเลี้ยงม้าเห็นนายคามณิจันท์จึงกล่าวว่า ลุงคามณิจันท์ช่วยเอาอะไร ๆ ปาม้าตัวนี้ให้กลับทีเถิด. นายคามณิจันท์จึงเอาหินก้อนหนึ่งขว้างไป ก้อนหินนั้นกระทบขาม้าหักเหมือนท่อนไม่ละหุ่งฉะนั้น. ลำดับนั้น คนเลี้ยงม้าได้กล่าวกะนายคามณิจันท์ว่า ท่านทำขาม้าของเราหัก นี้เป็นความอาญาสำหรับท่านแล้วจับตัวไป. ฝ่ายนายคามณิจันท์นั้น เมื่อถูกคนทั้ง ๓ นำไป จึงคิดว่า คนเหล่านี้จักแสดงเราแก่พระราชา แม้มูลค่าราคาโค เราก็ไม่อาจให้ได้ จะป่วยกล่าวใยถึงอาญาที่ทำให้ครรภ์ตก ก็เราจักได้มูลค่าม้ามาแต่ไหน เราตายเสียประเสริฐกว่า. เขาเดินไปได้เห็นภูเขาลูกหนึ่งซึ่งมีหน้าผาชันข้างหนึ่งณ ที่ใกล้ทางในดง ระหว่างทาง. ช่างสาน ๒ คนพ่อลูกสานเสื่อลำแพนอยู่ในร่มเงาของภูเขานั้น. นายคามณิจันท์กล่าวว่า ข้าพเจ้าจะถ่ายอุจจาระ ท่านทั้งหลายจงรออยู่ที่นี้แหละสักครู่จนกว่าข้าพเจ้าจะมาแล้วขึ้นไปยังภูเขานั้น กระโดดลงไปทางด้านหน้าผา ตกลงไปบนหลังช่างสานผู้เป็นพ่อ ช่างสานผู้เป็นพ่อนั้นถึงแก่ความตายทันที นายคามณิจันท์ไม่ตาย ลุกขึ้นได้ก็ไปเสีย. ช่างสานผู้บุตรกล่าวว่า ท่านเป็นโจรฆ่าพ่อฉัน นี้เป็นความอาญาสำหรับท่าน แล้วจับมือนายคามณิจันท์ลากออกจากพุ่มไม้ เมื่อนายคามณิจันท์พูดว่า นี่อะไรกัน จึงกล่าวว่า เจ้าเป็นโจรฆ่าพ่อของข้า. ตั้งแต่นั้นมา ชนทั้ง ๔ คน ให้นายคามณิจันท์อยู่กลางพากันห้อมล้อมไป. ครั้นไปถึงประตูบ้านอีกแห่งหนึ่ง นายบ้านส่วยคนหนึ่งเห็นนายคามณิจันท์ จึงกล่าวว่า ลุงคามณิจันท์ ท่านจะไปไหน ? เมื่อนายคามณิจันท์กล่าวว่า จะไปเฝ้าพระราชา จึงกล่าวว่า ท่านจักไปเฝ้าพระราชาจริงแล้ว ข้าพเจ้าประสงค์จะถวายสาสน์แด่พระราชา ท่านจักนำไปได้ไหม. นายคามณิจันท์ว่า ได้ฉันจักนำไปให้. นายบ้านส่วยกล่าวว่าเมื่อก่อนตามปกติ ข้าพเจ้ามีรูปงาม มีทรัพย์ สมบูรณ์ด้วยยศศักดิ์ไม่มีโรค มาบัดนี้ ข้าพเจ้าเป็นคนเข็ญใจ เกิดโรคผอมเหลือง ท่านจงทูลถามพระราชาว่าในเรื่องนั้นเป็นเพราะเหตุไร ? ได้ยินว่าพระราชาเป็นผู้ฉลาด พระองค์จักตรัสบอกแก่ท่าน ท่านจงบอกพระดำรัสของพระองค์แก่ข้าพเจ้าด้วย. นายคามณิจันท์รับว่าได้. ลำดับนั้น หญิงคณิกาคนหนึ่ง อยู่ที่ประตูบ้านแห่งหนึ่งข้างหน้า เห็นนายคามณิจันท์นั้น จึงกล่าวว่า ลุงคามณิจันท์ ท่านจะไปไหน ? เมื่อนายคามณิจันท์บอกว่าจะไปเฝ้าพระราชา จึงกล่าวว่า เขาลือว่า พระราชาเป็นบัณฑิตผู้ฉลาด ท่านจงนำข่าวสาสน์ของเราไปด้วย แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า เมื่อก่อน ข้าพเจ้าได้ค่าจ้างมาก มาบัดนี้ ไม่ได้แม้แต่หมากพลู ใคร ๆผู้จะมายังสำนักของเรา ไม่มีเลย ท่านจงทูลถามพระราชาว่า ในเรื่องนั้นเป็นเพราะเหตุไรแล้วพึงกลับมาบอกแก่ข้าพเจ้า. ลำดับนั้น หญิงสาวคนหนึ่งที่ประตูบ้านแห่งหนึ่งข้างหน้า เห็นนายคามณิจันท์นั้นแล้วได้ถามเหมือนอย่างนั้น แล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่อาจอยู่ในเรือนของสามี ทั้งไม่อาจอยู่ในเรือนของตระกูล ท่านจงทูลถามพระราชาว่าในเรื่องนั้น เป็นเพราะเหตุอะไร ? แล้วพึงบอกแก่ข้าพเจ้า. ครั้นในกาลต่อมาจากนั้น มีงูอยู่ในจอมปลวกแห่งหนึ่ง ใกล้ทางใหญ่ เห็นนายคามณิจันท์นั้นจึงถามว่า ท่านคามณิจันท์ จะไปไหน ? เมื่อเขาบอกว่า จะไปเฝ้าพระราชา จึงกล่าวว่า ข่าวว่า พระราชาเป็นบัณฑิตท่านจงนำข่าวสาสน์ของข้าพเจ้าไปด้วย แล้วกล่าวว่า ในเวลาไปหากินข้าพเจ้าถูกความหิวแผดเผา มีร่างกายเหี่ยวแห้ง เมื่อจะออกจากจอมปลวก ร่างกายเต็มคับปล่อง เคลื่อนตัวออกด้วยความยากลำบาก แต่ครั้นเที่ยวหากินแล้วกลับมา เป็นผู้อิ่มหนำ มีร่างกายอ้วนพี เมื่อจะเข้าไป ไม่กระทบกระทั่งข้างปล่องเลย เข้าไปอย่างง่ายดาย ท่านจงทูลถามพระราชาว่า ในเรื่องนั้น เป็นเพราะเหตุไร ? แล้วพึงบอกแก่ข้าพเจ้า. ลำดับนั้น เนื้อตัวหนึ่งข้างหน้าเห็นนายคามณิจันท์นั้นจึงถามเหมือนอย่างนั้นแล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่อาจไปกินหญ้าในที่อื่นได้สามารถกินอยู่ในที่โคนต้นไม้แห่งเดียวเท่านั้น ท่านพึงทูลถามพระราชาว่า ในเรื่องนั้น เป็นเพราะเหตุไร ? ครั้นต่อมา มีนกกระทาตัวหนึ่งข้างหน้า เห็นนายคามณิจันท์นั้นแล้ว จึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าจับอยู่ที่จอมปลวกแห่งเดียวเท่านั้น สามารถอยู่ได้อย่างสบายใจ จับอยู่ที่อื่น ไม่สามารถจะอยู่ได้ ท่านพึงทูลถามพระราชาว่า ในเรื่องนั้นเป็นเพราะเหตุไร ? ลำดับนั้น รุกขเทวดาตนหนึ่งข้างหน้า เห็นนายคามณิจันท์นั้น จึงถามว่า ดูก่อนคามณิจันท์ ท่านจะไปไหน ? เมื่อเขาบอกว่า จะไปเฝ้าพระราชา จึงกล่าวว่า เขาเล่าลือกันว่า พระราชาเป็นผู้ฉลาด เมื่อก่อนเราได้สักการะ. มาบัดนี้ แม้มาตรว่าใบไม้อ่อนสักกำมือก็ยังไม่ได้ ท่านช่วยทูลถามพระราชาว่า ในเรื่องนั้น เป็นเพราะเหตุไร ? ในกาลต่อจากนั้น พระยานาคตัวหนึ่งเห็นนายคามณิจันท์จึงถามเหมือนอย่างนั้น แล้วกล่าวว่า ได้ยินว่าพระราชาเป็นบัณฑิตเมื่อก่อนน้ำในสระนี้ใส มีสีเหมือนแก้วมณี บัดนี้ ขุ่นมัว มีแหนปกคลุม ท่านพึงทูลถามพระราชาว่า ในเรื่องนั้น เป็นเพราะเหตุไร ? ที่นั้น ดาบสทั้งหลายผู้อยู่ในอารามแห่งหนึ่ง ในที่ใกล้พระนคร เห็นนายคามณิจันท์นั้น จึงถามเหมือนอย่างนั้นแล้วกล่าวว่า เขาว่าพระราชาเป็นบัณฑิต เมื่อก่อนผลาผลทั้งหลายในอารามนี้ อร่อย บัดนี้เฝื่อนฝาด ไม่อร่อย ไม่เป็นรส ท่านช่วยทูลถามพระราชาว่า ในเรื่องนี้เป็นเพราะเหตุไร ? ข้างหน้าแต่นั้นไป มีพราหมณ์มาณพอยู่ในศาลาแห่งหนึ่ง ในที่ใกล้ประตูพระนคร เห็นนายคามณิจันท์นั้น จึงกล่าวว่าคามณิจันท์ผู้เจริญ ท่านจะไปไหน เมื่อเขากล่าวว่า จะไปเฝ้าพระราชาจึงพากันกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านช่วยถือเอาข่าวสาสน์ของพวกเราไปด้วย เพราะว่า เมื่อก่อน ที่ที่พวกเราร่ำเรียนเอาแล้ว ย่อมปรากฏแต่มาบัดนี้ ไม่ทรงจำอยู่ เหมือนน้ำในหม้อทะลุ ย่อมปรากฏเป็นเหมือนความมืดมนอนธการ ท่านพึงทูลถามพระราชาว่า ในเรื่องนี้เป็นเพราะเหตุไร ? นายคามณิจันท์รับเอาข่าวสาสน์ทั้ง ๑๐ ข้อนี้แล้วได้ไปเฝ้าพระราชา. พระราชาได้เสด็จประทับนั่ง ณ สถานที่ที่วินิจฉัยอรรถคดี. เจ้าของโคได้พานายคามณิจันท์เข้าเฝ้าพระราชา. พระราชาพอทรงเห็นนายคามณิจันท์ก็จำได้ ทรงพระดำริว่า นายคามณิจันท์เป็นอุปัฏฐากแห่งพระชนกของเรา พอยกเราขึ้นแล้วก็หลีกเลี่ยงไปตลอดเวลาประมาณเท่านี้ เขาอยู่ที่ไหนหนอ จึงตรัสถาม ท่านคามณิจันท์ผู้เจริญ ขอเวลามีประมาณเท่านี้ ท่านอยู่ที่ไหน ? เป็นเวลานานแล้ว ไม่ปรากฏ ท่านมาด้วยต้องการอะไร. นายคามณิจันท์กราบทูลว่า ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า จำเดิมแต่พระชนกของพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว ข้าพระองค์ไปอยู่ชนบทกระทำกสิกรรมเลี้ยงชีพ แต่นั้น บุรุษผู้นี้ได้แสดงความอาญาเพราะเหตุเกี่ยวกับคดีเรื่องโค จึงคร่าตัวข้าพระองค์มาเฝ้าพระองค์พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ท่านไม่ถูกคร่าตัวมาก็คงไม่มา เพราะเหตุนั้น ความที่ท่านลูกคร่าตัวมานั่นแหละเป็นความดีงาม บัดนี้ เราจะเห็นบุรุษผู้นั้น บุรุษผู้นั้นอยู่ที่ไหน. นายคามณิจันท์กราบทูลว่า คนนี้พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า ผู้เจริญได้ยินว่า ท่านฟ้องความอาญาแก่นายคามณิจันท์ของเราจริงหรือ. เจ้าของโคทูลว่า จริงพระเจ้าข้า. พระราชตรัสถามว่า เพราะเหตุไร. เจ้าของโคทูลว่า เพราะนายคามณิจันท์นี้ ไม่คืนโค ๒ ตัวให้แก่ข้าพระองค์พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า เขาว่าจริงหรือ จันทะ ? นายคามณิจันท์ทูลว่า ขอเดชะ ถ้าอย่างนั้น. ขอพระองค์โปรดทรงสดับขอข้าพระองค์เถิด แล้วกราบทูลเรื่องราวทั้งปวงให้ทรงทราบ. พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสถามเจ้าของโคว่า ผู้เจริญเมื่อโคเข้าบ้านของท่าน ท่านเห็นหรือเปล่า ? เจ้าของโคทูลว่า ไม่เห็น พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ท่านไม่เคยได้ยินคนเขาพูดถึงเราว่า พระราชาพระนามว่าอาทาสมุข บ้างหรือ ท่านอย่าหวาดระแวงเลย จงบอกมาเถิด. เจ้าของโคทูลว่า ได้เห็นพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า คามณิจันท์ผู้เจริญ เพราะท่านไม่มอบโคให้เจ้าของค่าโคปรับเป็นสินไหมสำหรับท่าน แต่บุรุษนี้ทั้งที่เห็น พูดมุสาวาทที่รู้ ว่าไม่เห็น เพราะฉะนั้น ท่านนั่นแหละเป็นผู้ประกอบการควักนัยน์ตาทั้งสองข้างของบุรุษผู้นี้ และภรรยาของบุรุษผู้นี้ด้วย ส่วนตนเองให้กหาปณะ ๒๔ กหาปณะเป็นมูลค่าราคาโค. เมื่อตรัสอย่างนี้แล้ว นักการก็พาตัวเจ้าของโคออกไปข้างนอก. เจ้าของโคนั้นคิดว่าเมื่อเขาควักลูกตาเสียแล้ว เราจักเอากหาปณะไปทำอะไร จึงหมอบลงแทบเท้าของนายคามณิจันท์แล้วกล่าวว่า ท่านคามณิจันท์ผู้เป็นนาย กหาปณะที่เป็นมูลค่าค่าโคจงเป็นของท่านเถิด และจงถือเอากหาปณะเหล่านี้ด้วย แล้วในกหาปณะทั้งหลาย แม้อื่น ๆ แล้วหนีไป. ลำดับนั้น บุรุษคนที่ ๒ ทูลว่า ขอเดชะ นายคามณิจันท์นี้ประหารภรรยาของข้าพระองค์ ทำให้ครรภ์ตกไป. พระราชาตรัสถามว่า จริงหรือ จันทะ ? นายคามณิจันท์ทูลว่า ข้าแต่มหาราชขอพระองค์โปรดทรงสดับ แล้วกราบทูลเรื่องทั้งปวงให้ทรงทราบโดยพิสดาร. ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามนายคามณิจันท์นั้นว่า ก็ท่านประหารภรรยาของบุรุษผู้นี้ ทำให้ครรภ์ตกไปหรือ ? นายคามณิจันท์ทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระองค์มิได้ทำให้ตกไปพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามบุรุษนั้นว่า ผู้เจริญ ความที่นายคามณิจันท์นี้ประหารแล้วทำครรภ์ให้ตกไป ท่านอาจให้เกิดมีขึ้นได้หรือไม่ ? บุรุษนั้นทูลว่าไม่อาจ พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามเขาว่า บัดนี้ ท่านจะกระทำอย่างไร ? บุรุษนั้นทูลว่า ข้าพระองค์ต้องการบุตรคืนมาพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า จันทะผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น ท่านเอาภรรยาของบุรุษผู้นี้ไปไว้ในเรือนของท่าน ในคราวที่นางคลอดบุตร จงนำบุตรนั้นมาให้บุรุษผู้นี้. ฝ่ายบุรุษผู้นั้นจึงหมอบลงแทบเท้าของนายคามณิจันท์แล้วกล่าวว่า นายท่านอย่าทำลายเรือนของเราเลย ได้ให้กหาปณะแล้วหลีกหนีไป. ลำดับนั้น บุรุษคนที่ ๓ มากราบทูลว่า ขอเดชะ นายคามณิจันท์นี้ประหารทำเท้าม้าของข้าพระองค์หัก พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า เขาว่า จริงหรือ จันทะ ? นายคามณิจันท์กราบทูลว่าข้าแต่มหาราชขอได้โปรดสดับ แล้วกราบทูลประพฤติเหตุนั้นโดยพิสดาร. พระราชาได้ทรงสดับดังนั้นจึงตรัสถามคนเลี้ยงม้าว่า เขาว่าท่านพูดว่า จงขว้างม้าให้กลับ จริงหรือ ? คนเลี้ยงม้านั้นทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระองค์ไม่ได้พูด พระเจ้าข้า เขาถูกตรัสถามซ้ำจึงกราบทูลว่า ข้าพระองค์พูดพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสเรียกนายคามณิจันท์มาตรัสว่า จันทะผู้เจริญ บุรุษผู้นี้ พูดแล้ว กลับกล่าวมุสาวาทว่าไม่ได้พูด ท่านจงตัดลิ้นของเขาแล้วเอาของที่มีของเราเป็นมูลค่าม้าให้ไปพันหนึ่ง. คนเลี้ยงม้ากลับให้กหาปณะ แม้อื่นอีกแล้วหลบหนีไป. ลำดับนั้น บุตรช่างสานกราบทูลว่า ขอเดชะ นายคามณิจันท์นี้ เป็นโจรฆ่าบิดาของข้าพระองค์ พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า เขาว่า จริงหรือ จันทะ ? นายคามณิจันท์กราบทูลว่า ขอเดชะพระองค์โปรดทรงสดับ แล้วกราบทูลเหตุนั้นให้ทรงทราบโดยพิสดาร. พระราชารับสั่งให้เรียกช่างสานมาแล้วตรัสถามว่า บัดนี้ ท่านจะกระทำอย่างไร ? ช่างสานทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระองค์ขอบิดาของข้าพระองค์คืนมา พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า จันทะผู้เจริญ การได้บิดาของช่างสานนี้คืนมาจึงจะควร ก็คนตายแล้วไม่อาจนำมาอีกได้ ท่านจงนำมารดาของช่างสานคนนี้มาไว้ในเรือนท่านแล้ว เป็นบิดาของช่างสานนี้. บุตรช่างสานกล่าวว่า นาย ท่านอย่าทำลายเรือนแห่งบิดาผู้ชายแล้วของข้าพเจ้าเลย ได้ให้กหาปนะแก่นายคามณิจันท์แล้วหลบหนีไปนายคามณิจันท์ได้ประสบชัยชนะเฉพาะวันนี้ มีจิตยินดีกราบทูลพระราชาว่า ขอเดชะ มีคนบางคนส่งสาสน์มาแก่พระองค์ ข้าพระองค์ขอกราบทูลสาสน์นั้นแก่พระองค์. พระราชาตรัสว่า จงบอกมาเถิด จันทะ. นายคามณิจันท์จึงกราบทูลทีละเรื่อง ๆ โดยย้อนลำดับเริ่มสาสน์ของพวกพราหมณ์มาณพเป็นเรื่องต้น. พระราชาได้ทรงวิสัชนาไปโดยลำดับ.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๕๑–๗๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติกนิบาตชาดก ๓๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
คามณิจนฺทชาตกํ
นายํ ฆรานํ กุสโลติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ปญฺญาปสํสนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ธมฺมสภายํ หิ ภิกฺขู ทสพลสฺส ปญฺญํ ปสํสนฺตา นิสีทึสุ อาวุโส ตถาคโต มหาปญฺโญ ปุถุปญฺโญ หาสปญฺโญ ชวนปญฺโญ ติกฺขปญฺโญ นิพฺเพธิกปญฺโญ สเทวกํ โลกํ ปญฺญาย อติกฺกมตีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ ตถาคโต ปญฺญวาเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ ชนสนฺโธ นาม ราชา รชฺชํ กาเรสิ ฯ โพธิสตฺโต ตสฺส อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ นิพฺพตฺติ ฯ ตสฺส มุขํ สุปริมชฺชิตํ กาญฺจนาทาสตลํ วิย ปริสุทฺธํ อโหสิ อติโสภคฺคปฺปตฺตํ ฯ เตนสฺส นามคฺคหณทิวเส อาทาสมุขกุมาโรติ นามํ อกํสุ ฯ ตํ สตฺตวสฺสพฺภนฺตเรเยว ปิตา ตโย เวเท สพฺพญฺจ โลเก กตฺตพฺพํ สิกฺขาเปตฺวา ตสฺส สตฺตวสฺสิกกาเล กาลมกาสิ ฯ อมจฺจา มหนฺเตน ปริวาเรน รญฺโญ สรีรกิจฺจํ กตฺวา มตกทานํ ทตฺวา สตฺตเม ทิวเส ราชงฺคเณ สนฺนิปติตฺวา กุมาโร อติทหโร น สกฺกา รชฺเช อภิสิญฺจิตุํ วีมํสิตฺวา นํ อภิสิญฺจิสฺสามาติ ฯ เต เอกทิวสํ นครํ อลงฺการาเปตฺวา วินิจฺฉยฏฺฐานํ สชฺเชตฺวา ปลฺลงฺกํ ปญฺญาเปตฺวา กุมารสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา วินิจฺฉยฏฺฐานํ เทว คนฺตุํ วฏฺฏตีติ อาหํสุ ฯ กุมาโร สาธูติ มหนฺเตน ปริวาเรน คนฺตฺวา ปลฺลงฺเก นิสีทิ ฯ ตสฺส นิสินฺนกาเล เต อมจฺจา เอกํ ทฺวีหิ ปาเทหิ วิจรณมกฺกฏํ วตฺถุวิชฺชาจริยเวสํ คาหาเปตฺวา วินิจฺฉยฏฺฐานํ เนตฺวา เทว อยํ ปุริโส ปิตุ มหาราชสฺส กาเล วตฺถุวิชฺชาจริโย ปคุณวิชฺชาย อนฺโตภูมิยํ สตฺตรตนฏฺฐาเน คุณโทสํ ปสฺสติ เอเตเนว คหิตํ ราชกุลานํ เคหฏฺฐานํ โหติ อิมํ เทโว สงฺคณฺหิตฺวา ฐานนฺตเร ฐเปตูติ อาหํสุ ฯ กุมาโร ตํ เหฏฺฐา จ อุปริ จ โอโลเกตฺวา นายํ มนุสฺโส มกฺกโฏ เอโสติ ญตฺวา มกฺกฏา นาม กตํ วิทฺธํเสตุํ ชานนฺติ อกตํ ปน กาตุํ วา วิจาเรตุํ วา น ชานนฺตีติ จินฺเตตฺวา อมจฺจานํ ปฐมํ คาถมาห
นายํ ฆรานํ กุสโล โลโล อยํ วลีมุโข
กตํ กตํ โข ปทูเสยฺย เอวํธมฺมมิทํ กุลนฺติ ฯ
ตตฺถ นายํ ฆรานํ กุสโลติ อยํ สตฺโต น ฆรานํ กุสโล ฆรานํ วิจาเรตุํ วา กาเรตุํ วา เฉโก น โหติ ฯ โลโลติ โลลชาติโก ฯ วลีมุโขติ วลิโย มุเข อสฺสาติ วลีมุโข ฯ เอวํธมฺมมิทํ กุลนฺติ อิทํ มกฺกฏกุลํ นาม กตํ ทูเสตพฺพํ วินาเสตพฺพนฺติ เอวํสภาวํ ฯ
อมจฺจา เอวํ ภวิสฺสติ เทวาติ ตํ อปเนตฺวา เอกาหทฺวีหจฺจเยน ปุน ตเมว อลงฺกริตฺวา วินิจฺฉยฏฺฐานํ อาเนตฺวา อยํ เทว ปิตุ มหาราชสฺส กาเล วินิจฺฉยามจฺโจ วินิจฺฉยสุตฺตมสฺส สุปฺปวตฺตติ อิมํ สงฺคณฺหิตฺวา วินิจฺฉยกมฺมํ วิจาเรตุํ วฏฺฏตีติ อาหํสุ ฯ กุมาโร ตํ โอโลเกตฺวา จิตฺตวโต สมฺปนฺนมนุสฺสสฺส โลมํ นาม เอวรูปํ น โหติ อยมฺปิ นิจิตฺตโก วานโร วินิจฺฉยกมฺมํ กาตุํ น สกฺขิสฺสตีติ ญตฺวา ทุติยํ คาถมาห
นยิทํ จิตฺตวโต โลมํ นายํ อสฺสาสิโก มิโค
สตฺถํ เม ชนสนฺเธน นายํ กิญฺจิ วิชานตีติ ฯ
ตตฺถ นยิทํ จิตฺตวโต โลมนฺติ ยํ อิทํ เอตสฺส สรีเร ผรุสโลมํ อิทํ วิจารณปญฺญาย สมฺปยุตฺตจิตฺตวโต น โหติ ปากติกจิตฺเตน ปน อจิตฺตโก นาม ติรจฺฉานคโต นตฺถิ ฯ นายํ อสฺสาสิโกติ อยํ อวสฺสโย วา หุตฺวา อนุสาสนึ วา ทตฺวา อญฺญํ อสฺสาเสตุํ อสมตฺถตาย น อสฺสาสิโก ฯ มิโคติ มกฺกโฏ ฯ สตฺถํ เม ชนสนฺเธนาติ มยฺหํ ปิตรา ชนสนฺเธน เอตํ สตฺถํ กถิตํ มกฺกโฏ นาม การณาการณํ น ชานาตีติ เอวํ อนุสาสนี ทินฺนาติ ทีเปติ ฯ นายํ กิญฺจิ วิชานตีติ ตสฺมา อยํ วานโร นาม น กิญฺจิ ชานาตีติ นิฏฺฐเมตฺถ คนฺตพฺพํ ฯ ปาลิยํ ปน นายํ กิญฺจิ น ทูสเยติ ลิขิตํ ฯ ตํ อฏฺฐกถายํ นตฺถิ ฯ
อมจฺจา อิมมฺปิ กถํ สุตฺวา เอวํ ภวิสฺสติ เทวาติ ตํ อปเนตฺวา ปุนปิ เอกทิวสํ ตเมว อลงฺกริตฺวา วินิจฺฉยฏฺฐานํ อาเนตฺวา อยํ เทว ปุริโส ปิตุ มหาราชสฺส กาเล มาตุปฏฺฐานปิตุปฏฺฐานปูรโก กุเล เชฏฺฐาปจายิกกมฺมการโก อิมํ สงฺคณฺหิตุํ วฏฺฏตีติ อาหํสุ ฯ ปุน กุมาโร ตํ โอโลเกตฺวา มกฺกฏา นาม จลจิตฺตา เอวรูปํ กมฺมํ กาตุํ น สมตฺถาติ จินฺเตตฺวา ตติยํ คาถมาห
น มาตรํ ปิตรํ วา ภาตรํ ภคินึ สกํ
ภเรยฺย ตาทิโส โปโส สิฏฺฐํ ทสรเถน เมติ ฯ
ตตฺถ ภาตรํ ภคินึ สกนฺติ อตฺตโน ภาตรํ วา ภคินึ วา ฯ ปาลิยํ ปน สขนฺติ ลิขิตํ ฯ ตํ ปน อฏฺฐกถายํ สกนฺติ วุตฺเต สกภาติกภคินิโย ลพฺภนฺติ สขนฺติ วุตฺเต สหาโย ลพฺภตีติ วิจาริตเมว ฯ ภเรยฺยาติ โปเสยฺย ฯ ตาทิโส โปโสติ ยาทิโส เอส ทิสฺสติ ตาทิโส มกฺกฏชาติโก สตฺโต น ภเรยฺย ฯ สิฏฺฐํ ทสรเถน เมติ เอวํ เม ปิตรา อนุสิฏฺฐํ ปิตา หิสฺส จตูหิ สงฺคหวตฺถูหิ ชนสงฺคหณโต ชนสนฺโธติ วุจฺจติ ทสหิ รเถหิ กตฺตพฺพํ อตฺตโน เอเกเนว รเถน กรณโต ทสรโถติ ตสฺส สนฺติกา เอวรูปสฺส โอวาทสฺส สุตตฺตา เอวมาห ฯ
อมจฺจา เอวํ ภวิสฺสติ เทวาติ มกฺกฏํ อปเนตฺวา ปณฺฑิโต กุมาโร สกฺขิสฺสติ รชฺชํ กาเรตุนฺติ โพธิสตฺตํ รชฺเช อภิสิญฺจิตฺวา อาทาสมุขรญฺโญ อาณาติ นคเร เภริญฺจาราเปสุํ ฯ ตโต ปฏฺฐาย โพธิสตฺโต ธมฺเมน สเมน รชฺชํ กาเรสิ ฯ ปณฺฑิตภาโวปิสฺส สกลชมฺพูทีปํ ปตฺถริตฺวา คโต ฯ ปณฺฑิตภาวํ ทีปนตฺถํ ปนสฺส อิมานิ จุทฺทส วตฺถูนิ อาภตานิ
โคโณ ปุตฺโต หโย เจว นฬกาโร คามโภชโก
คณิกา ตรุณี สปฺโป มิโค ติตฺติรเทวตา
นาโค ตปสฺสิโน เจว อโถ พฺราหฺมณมาณวาติ ฯ ตตฺรายํ อนุปุพฺพิกถา ฯ
โพธิสตฺเต ตสฺมึ รชฺเช อภิสิญฺจิเต เอโก ชนสนฺธรญฺโญ ปาทมูลิโก นาเมน คามณิจนฺโท นาม เอวํ จินฺเตสิ อิทํ รชฺชํ นาม สมานวเยหิ สทฺธึ โสภติ อหญฺจ มหลฺลโก ทหรํ กุมารํ อุปฏฺฐาตุํ อยุตฺโต ภวิสฺสามิ ชนปเท กสิกมฺมํ กตฺวา ชีวิสฺสามีติ ฯ โส นครโต ติโยชนมตฺตํ ฐานํ คนฺตฺวา เอกสฺมึ คามเก วาสํ กปฺเปสิ ฯ กสิกมฺมตฺถาย ปนสฺส โคโณปิ นตฺถิ ฯ โส เทเว วสฺสนฺเต เอกํ สหายกํ เทฺว โคเณ ยาจิตฺวา สพฺพทิวสํ กสิตฺวา ติณํ ขาทาเปตฺวา โคเณ สามิกสฺส นิยฺยาเทตุํ เคหํ อคมาสิ ฯ โส ตสฺมึ ขเณ ภริยาย สทฺธึ เคหมชฺเฌ นิสีทิตฺวา ภตฺตํ ภุญฺชติ ฯ โคณาปิ ปริจฺจเยน เคหํ ปวิสึสุ ฯ เตสุ ปวิสนฺเตสุ สามิโก ถาลํ อุกฺขิปิ ฯ ภริยา ถาลํ อปเนสิ ฯ คามณิจนฺโท ภตฺเตน มํ นิมนฺเตยฺยุนฺติ โอโลเกนฺโต โคเณ อนิยุยาเทตฺวาว นิวตฺติ ฯ โจรา รตฺตึ วชํ ฉินฺทิตฺวา เตเยว โคเณ หรึสุ ฯ โคณสามิโก ปาโตว วชํ ปวิฏฺโฐ เต โคเณ อทิสฺวา โจเรหิ คหิตภาวํ ชานนฺโตปิ คามณิจนฺทสฺส คีวํ กริสฺสามีติ นํ อุปสงฺกมิตฺวา โภ โคเณ เม เทหีติ อาห ฯ นนุ โคณา เคหํ ปวิฏฺฐาติ ฯ กึ ปน เต มยฺหํ นิยฺยาทิตาติ ฯ น นิยฺยาทิตาติ ฯ เตนหิ อยํ เต ราชทูโต เอหีติ อาห ฯ เตสุ หิ ชนปเทสุ ยํ กิญฺจิ สกฺขรํ วา กปาลขณฺฑํ วา อุกฺขิปิตฺวา อยํ เต ราชทูโต เอหีติ วุตฺเต โย น คจฺฉติ ตสฺส ราชอาณํ กโรติ ตสฺมา โส ราชทูโตติ สุตฺวาว นิกฺขมิ ฯ โส เตน สทฺธึ ราชกุลํ คจฺฉนฺโต เอกํ สหายกสฺส วสนคามํ ปตฺวา โภ อติจฺฉาโตสฺมิ ยาว คามํ ปวิสิตฺวา อาหารกิจฺจํ กตฺวา อาคจฺฉามิ ตาว อิเธว โหหีติ วตฺวา สหายกสฺส เคหํ อคมาสิ ฯ สหาโย ปนสฺส เคเห นตฺถิ ฯ สหายิกา ทิสฺวา สามิ ปกฺกาหาโร นตฺถิ มุหุตฺตํ อธิวาเสหิ อิทาเนว ปจิตฺวา ทสฺสามีติ นิสฺเสณิยา เวเคน ตณฺฑุลโกฏฺฐํ อภิรูหนฺตี ภูมิยํ ปติ ฯ ตํขณญฺเญวสฺสา สตฺตมาสิโก คพฺโภ ปติโต ฯ ตสฺมึ ขเณ ตสฺสา สามิโก อาคนฺตฺวา ตํ ทิสฺวา ตฺวํ เม ภริยํ ปหริตฺวา คพฺภํ ปาเตสิ อยํ เต ราชทูโต เอหีติ ตํ คเหตฺวา นิกฺขมิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย เทฺว ชนา คามณิจนฺทํ มชฺเฌ กตฺวา คจฺฉนฺติ ฯ อเถกสฺมึ คามทฺวาเร เอโก อสฺสโคปโก อสฺสํ นิวตฺเตตุํ น สกฺโกติ ฯ อสฺโสปิ เตสํ สนฺติเก คจฺฉติ ฯ อสฺสโคปโก คามณึ ทิสฺวา มาตุล คามณิจนฺท เอตํ ตาว อสฺสํ เกนจิเทว ปหริตฺวา นิวตฺเตหีติ อาห ฯ โส เอกํ ปาสาณํ คเหตฺวา ขิปิ ฯ ปาสาโณ อสฺสสฺส ปาทํ ปหริตฺวา เอรณฺฑทณฺฑกํ วิย ภินฺทิ ฯ อถ นํ อสฺสโคปโก ตยา เม อสฺสสฺส ปาโท ภินฺโน อยํ เต ราชทูโตติ วตฺวา คณฺหิ ฯ โสปิ ตีหิ ชเนหิ นิยฺยมาโน จินฺเตสิ อิเม มํ รญฺโญ ทสฺเสสฺสนฺติ อหํ โคณมูลมฺปิ ทาตุํ น สกฺโกมิ ปเคว คพฺภปาตนทณฺฑํ อสฺสมูลํ ปน กุโต ลภิสฺสามิ มตํ เม เสยฺโยติ ฯ โส คจฺฉนฺโต อนฺตรามคฺเค อฏวิยํ มคฺคสมีเปเยว เอกํ เอกโตปปาตํ ปพฺพตํ อทฺทส ฯ ตสฺส ฉายาย เทฺว ปิตาปุตฺตา นฬการา กิลญฺชํ วีนนฺติ ฯ คามณิจนฺโท โภ สรีรกิจฺจํ กาตุกาโมมฺหิ โถกํ อิเธว โหถ ยาว อาคจฺฉามีติ วตฺวา ตํ ปพฺพตํ อภิรูหิตฺวา ปปาตปสฺเสน ปตมาโน ปิตุนฬการสฺส ปิฏฺฐิยํ ปติ ฯ นฬกาโร เอกปฺปหาเรเนว ชีวิตกฺขยํ ปาปุณิ ฯ คามณิจนฺโท อุฏฺฐาย ปายาสิ ฯ นฬการปุตฺโต ตฺวํ เม ปิตุฆาตโก โจโร อยํ เต ราชทูโตติ วตฺวา ตํ หตฺเถ คเหตฺวา คุมฺพโต นิกฺขมิตฺวา กึ เอตนฺติ วุตฺเต ปิตุฆาตโก โจโร เมติ อาห ฯ ตโต ปฏฺฐาย คามณิจนฺทํ มชฺเฌ กตฺวา จตฺตาโร ชนา ปริวาเรตฺวา นยึสุ ฯ
อถาปรสฺมึ คามทฺวาเร เอโก คามโภชโก คามณิจนฺทํ ทิสฺวา มาตุล คามณิจนฺท กหํ คจฺฉสีติ วตฺวา ราชานํ ปสฺสิตุนฺติ วุตฺเต อทฺธา ตฺวํ ราชานํ ปสฺสิสฺสสิ อหํ รญฺโญ สาสนํ ทาตุกาโม หริสฺสสีติ อาห ฯ อาม หริสฺสามีติ อาห ฯ ปุพฺเพ อหํ ปกติยา อภิรูโป ธนวา ยสสมฺปนฺโน อโรโค อิทานิ ปนมฺหิ ทุคฺคโต เจว ปณฺฑุโรโค จ ชาโต ตตฺถ กึ การณนฺติ ราชานํ ปุจฺฉ ราชา กิร ปณฺฑิโต โส เต กเถสฺสติ ตสฺส สาสนํ ปน มยฺหํ กเถยฺยาสีติ อาห ฯ โส สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ อถ นํ ปุรโต อญฺญตรสฺมึ คามทฺวาเร เอกา คณิกา ทิสฺวา มาตุล คามณิจนฺท กหํ ยาสีติ วตฺวา ราชานํ ปสฺสิตุนฺติ วุตฺเต ราชา กิร ปณฺฑิโต มม สาสนํ หราหีติ วตฺวา เอวมาห อหํ ปุพฺเพ พหุํ ภตึ ลภามิ อิทานิ ปน ตมฺพุลมตฺตมฺปิ น ลภามิ โกจิ เม สนฺติกํ อาคโต นาม นตฺถิ ตตฺถ กึ การณนฺติ ราชานํ ปุจฺฉิตฺวา ปจฺจาคนฺตฺวา มยฺหํ กเถยฺยาสีติ ฯ อถ นํ ปุรโต อญฺญตรสฺมึ คามทฺวาเร เอกา ตรุณิตฺถี ทิสฺวา ตเถว ปุจฺฉิตฺวา อหํ เนว สามิกสฺส เคเห วสิตุํ สกฺโกมิ น กุลเคเห ตตฺถ กึ การณนฺติ ราชานํ ปุจฺฉิตฺวา มยฺหํ กเถยฺยาสีติ อาห ฯ อถ นํ ตโต อปรภาเค มหามคฺคสมีเป เอกสฺมึ วมฺมิเก วสนฺโต สปฺโป ทิสฺวา คามณิจนฺท กหํ ยาสีติ ปุจฺฉิตฺวา ราชานํ ปสฺสิตุนฺติ วุตฺเต ราชา กิร ปณฺฑิโต สาสนํ เม หราหีติ วตฺวา อหํ โคจราย คมนกาเล ฉาตชฺฌตฺโต มิลาตสรีโร วมฺมิกโต นิกฺขมนฺโต สรีเรน พิลํ ปูเรตฺวา สรีรํ กฑฺฒนฺโต กิจฺเฉน นิกฺขมามิ จริตฺวา อาคโต ปน สุหิโต ถูลสรีโร หุตฺวา ปวิสนฺโต วิลปสฺสานิ อผุสนฺโต สหสาว ปวิสามิ ตตฺถ กึ การณนฺติ ราชานํ ปุจฺฉิตฺวา มยฺหํ กเถยฺยาสีติ อาห ฯ อถ นํ ปุรโต เอโก มิโค ทิสฺวา ตเถว ปุจฺฉิตฺวา อหํ อญฺญตฺถ ฐาเน ติณํ ขาทิตุํ น สกฺโกมิ เอกสฺมิญฺเญว รุกฺขมูเล สกฺโกมิ ตตฺถ กึ การณนฺติ ราชานํ ปุจฺเฉยฺยาสีติ อาห ฯ อถ นํ ปุรโต อปรภาเค เอโก ติตฺติโร ทิสฺวา อหํ เอกสฺมิญฺเญว วมฺมิกฏฺฐาเน นิสีทิตฺวา วสฺสนฺโต มนาปํ กตฺวา วสฺสิตุํ สกฺโกมิ เสสฏฺฐาเนสุ นิสินฺโน น สกฺโกมิ ตตฺถ กึ การณนฺติ ราชานํ ปุจฺเฉยฺยาสีติ อาห ฯ อถ นํ ปุรโต เอกา รุกฺขเทวตา ทิสฺวา คามณิจนฺท กหํ ยาสีติ ปุจฺฉิตฺวา รญฺโญ สนฺติกนฺติ วุตฺเต ราชา กิร ปณฺฑิโต อหํ ปุพฺเพ สกฺการํ ปตฺโต อโหสึ อิทานิ ปน ปลฺลวมุฏฺฐิมตฺตมฺปิ น ลภามิ ตตฺถ กึ การณนฺติ ราชานํ ปุจฺเฉยฺยาสีติ อาห ฯ ตโต อปรภาเค เอโก นาคราชา ตํ ทิสฺวา ตเถว ปุจฺฉิตฺวา ราชา กิร ปณฺฑิโต ปุพฺเพ อิมสฺมึ สเร อุทกํ ปสนฺนํ มณิวณฺณํ อิทานิ อาวิลํ ปณฺณกปริโยนทฺธํ ตตฺถ กึ การณนฺติ ราชานํ ปุจฺเฉยฺยาสีติ อาห ฯ อถ นํ ปุรโต นครสฺส อาสนฺนฏฺฐาเน เอกสฺมึ อาราเม วสนฺตา ตาปสา ทิสฺวา ตเถว ปุจฺฉิตฺวา ราชา กิร ปณฺฑิโต ปุพฺเพ อิมสฺมึ อาราเม ผลาผลานิ มธุรานิ อเหสุํ อิทานิ กสฏานิ น มธุรานิ น รสานิ ชาตานิ ตตฺถ กึ การณนฺติ ราชานํ ปุจฺเฉยฺยาสีติ อาหํสุ ฯ ตโต ปุรโต ตํ นครทฺวารสมีเป เอกิสฺสา สาลาย พฺราหฺมณมาณวกา ทิสฺวา โภ คามณิจนฺท กหํ คจฺฉสีติ วตฺวา รญฺโญ สนฺติกนฺติ วุตฺเต เตนหิ โน สาสนํ คเหตฺวา คจฺฉ อมฺหากํ หิ ปุพฺเพ คหิตคหิตฏฺฐานํ ปากฏํ โหติ อิทานิ ปน ฉิทฺทฆเฏ อุทกํ วิย น สณฺฐาติ น ปญฺญายติ อนฺธกาโร วิย โหติ ตตฺถ กึ การณนฺติ ราชานํ ปุจฺเฉยฺยาสีติ อาหํสุ ฯ คามณิจนฺโท อิมานิ ทส สาสนานิ คเหตฺวา รญฺโญ สนฺติกํ อคมาสิ ฯ ราชา วินิจฺฉยฏฺฐาเน นิสินฺโน อโหสิ ฯ
โคณสามิโก คามณิจนฺทํ คเหตฺวา ราชานํ อุปสงฺกมิ ฯ ราชา คามณิจนฺทํ ทิสฺวาว สญฺชานิตฺวา อยํ อมฺหากํ ปิตุ อุปฏฺฐาโก อมฺเห อุกฺขิปิตฺวา ปริหริ กหํ นุโข เอตฺตกํ กาลํ วสตีติ จินฺเตตฺวา อมฺโภ คามณิจนฺท กหํ เอตฺตกํ กาลํ วสสิ จิรา ปฏฺฐาย น ปญฺญายสิ เกนตฺเถน อาคโตสีติ อาห ฯ อาม เทว อมฺหากํ เทวสฺส สคฺคํ คมนกาลโต ปฏฺฐาย ชนปทํ คนฺตฺวา กสิกมฺมํ กตฺวา ชีวามิ ตโต มํ อยํ ปุริโส โคณอฏฺฏการณา ราชทูตํ ทสฺเสตฺวา ตุมฺหากํ สนฺติกํ อากฑฺฒตีติ ฯ อนากฑฺฒิยมาโน นาคจฺเฉยฺยาสีติ อากฑฺฒิตภาโวเยว เต โสภโน อิทานิ ตํ ทฏฺฐุํ ลภามิ กหํ โส ปุริโสติ ฯ อยํ เทวาติ ฯ สจฺจํ กิร โภ อมฺหากํ จนฺทสฺส ทูตํ ทสฺเสสีติ ฯ สจฺจํ เทวาติ ฯ กึการณาติ ฯ อยํ เม เทว เทฺว โคเณ น เทตีติ ฯ สจฺจํ กิร จนฺทาติ ฯ เตนหิ เทว มยฺหมฺปิ สุณาถาติ สพฺพํ ปวุตฺตึ กเถสิ ฯ ตํ สุตฺวา ราชา โคณสามิกํ ปุจฺฉิ กึ โภ ตว เคหํ ปวิสนฺเต โคเณ อทฺทสาติ ฯ นาทฺทสํ เทวาติ ฯ กึ โภ มํ อาทาสมุขราชา นามาติ กเถนฺตานํ น สุตปุพฺพํ ตยา นิราสงฺโก กเถหีติ ฯ อทฺทสํ เทวาติ ฯ โภ คามณิ โคณานํ อนิยฺยาทิตตฺตา โคณา ตว คีวา โหนฺติ อยํ ปน ปุริโส ทิสฺวาว น ปสฺสามีติ สมฺปชานมุสาวาทํ ภณิ ตสฺมา ตฺวญฺเญว กมฺมิโก หุตฺวา อิมสฺส ปุริสสฺส จ ปชาปติยา จสฺส อกฺขีนิ อุปฺปาเฏตฺวา สยํ โคณมูเล จตุวีสติ กหาปเณ เทหีติ ฯ เอวํ วุตฺเต โคณสามิกํ พหิ กรึสุ ฯ โส อกฺขีสุ อุปฺปาฏิเตสุ กหาปเณหิ กึ กริสฺสามีติ คามณิจนฺทสฺส ปาทมูเลสุ ปติตฺวา สามิ จนฺท โคณมูลา กหาปณา ตุยฺเหว โหนฺตุ อิเม จ คณฺหาติ อญฺเญปิ กหาปเณ ทตฺวา ปลายิ ฯ
ตโต ทุติโย อาห อยํ เทว มม ปชาปตึ ปหริตฺวา คพฺภํ ปาเตสีติ ฯ สจฺจํ จนฺทาติ ฯ สุณาหิ มหาราชาติ จนฺโท สพฺพํ วิตฺถาเรตฺวา กเถสิ ฯ อถ นํ ราชา กึ ปน ตฺวํ เอตสฺส ปชาปตึ ปหริตฺวา คพฺภํ ปาเตสีติ ปุจฺฉิ ฯ น ปาเตมิ เทวาติ ฯ อมฺโภ สกฺขิสฺสสิ ตฺวํ อิมินา ปหริตฺวา คพฺภสฺส ปาติตภาวํ ภาเวตุนฺติ ฯ น สกฺโกมิ เทวาติ ฯ อิทานิ กึ กโรสีติ ฯ ปุตฺตํ เม ลทฺธุํ วฏฺฏตีติ ฯ เตนหิ อมฺโภ จนฺท ตฺวํ เอตสฺส ปชาปตึ ตว เคเห กริตฺวา ยทา ปุตฺตํ วิชาตา โหติ ตทา นํ เนตฺวา เอตสฺเสว เทหีติ ฯ โสปิ คามณิจนฺทสฺส ปาทมูเลสุ ปติตฺวา มา เม สามิ เคหํ ภินฺทีติ กหาปเณ ทตฺวา ปลายิ ฯ
อถ ตติโย วตฺวา อิมินา เม เทว ปหริตฺวา อสฺสปาโท ภินฺโนติ อาห ฯ สจฺจํ กิร จนฺทาติ ฯ สุณาหิ มหาราชาติ จนฺโท ตํ ปวุตฺตึ วิตฺถาเรน กเถสิ ฯ ตํ สุตฺวา ราชา อสฺสโคปกํ อาห สจฺจํ กิร ตฺวํ อสฺสํ ปหริตฺวา นิวตฺเตหีติ กเถสีติ ฯ โส น กเถมิ เทวาติ ฯ โส ปุน ปุจฺฉิโต อาม กเถมีติ อาห ฯ ราชา จนฺทํ อามนฺเตตฺวา อมฺโภ จนฺท อยํ กเถตฺวาว น กเถมีติ มุสาวาทํ วทติ ตฺวํ เอตสฺส ชิวฺหํ ฉินฺทิตฺวา อสฺสมูลํ อมฺหากํ สนฺตกํ คเหตฺวา สหสฺสํ เทหีติ อาห ฯ อสฺสโคปโก อปเรปิ กหาปเณ ทตฺวา ปลายิ ฯ
ตโต นฬการปุตฺโต อยํ เม เทว ปิตุฆาตโก โจโรติ อาห ฯ สจฺจํ กิร จนฺทาติ ฯ สุณาหิ เทวาติ จนฺโท ตมฺปิ การณํ วิตฺถาเรตฺวา กเถสิ ฯ ราชา นฬการํ อามนฺเตตฺวา อิทานิ กึ กโรสีติ ปุจฺฉิ ฯ เทว ปิตรํ เม ลทฺธุํ วฏฺฏตีติ ฯ อมฺโภ จนฺท อิมสฺส กิร ปิตรํ ลทฺธุํ วฏฺฏติ มตกํ ปน น สกฺกา ปุน อาเนตุํ ตฺวํ อิมสฺส มาตรํ อาเนตฺวา ตว เคเห กตฺวา เอตสฺส ปิตา โหหีติ ฯ นฬการปุตฺโต มา เม สามิ มตสฺส ปิตุ เคหํ ภินฺทีติ คามณิจนฺทสฺส กหาปเณ ทตฺวา ปลายิ ฯ
คามณิจนฺโท อชฺเชว ชยํ ปตฺวา ตุฏฺฐจิตฺโต ราชานํ อาห อตฺถิ เทว ตุมฺหากํ เกหิจิ สาสนํ ปหิตํ ตํ โว กเถมีติ ฯ กเถหิ จนฺทาติ ฯ จนฺโท พฺราหฺมณมาณวกานํ สาสนํ อาทึ กตฺวา ปฏิโลมกเมน เอเกกํ กเถสิ ฯ ราชา ปฏิปาฏิยา วิสชฺเชสิ ฯ กถํ ฯ ปฐมํ ตาว สาสนํ สุตฺวา ปุพฺเพ เตสํ วสนฏฺฐาเน เวลํ ชานิตฺวา วสฺสนกุกฺกุโฏ อโหสิ เตสํ ตสฺส สทฺเทน อุฏฺฐาย มนฺเต คเหตฺวา สชฺฌายํ กโรนฺตานญฺเญว อรุโณ อุคฺคจฺฉติ เตน เตสํ คหิตคหิตํ น นสฺสิ อิทานิ ปน เตสํ วสนฏฺฐาเน อเวลาย วสฺสนกุกฺกุโฏ อตฺถิ โส อติรตฺตึ วา วสฺสติ อติปภาเต วา อติรตฺตึ วสฺสนฺตสฺส ตสฺส สทฺเทน อุฏฺฐาย มนฺเต คเหตฺวา นิทฺทาภิภูตา สชฺฌายํ กโรนฺตา ปุน สยนฺติ อติปภาเต วสฺสนฺตสฺส สทฺเทนุฏฺฐาย สชฺฌายิตุํ น ลภนฺติ เตน เตสํ คหิตคหิตํ น ปญฺญายตีติ อาห ฯ ทุติยมฺปิ สุตฺวา เต ปุพฺเพ สมณธมฺมํ กโรนฺตา กสิณปริกมฺเม ยุตฺตปฺปยุตฺตา อเหสุํ อิทานิ ปน สมณธมฺมํ วิสชฺเชตฺวา อกตฺตพฺเพสุ กิจฺเจสุ ยุตฺตปฺปยุตฺตา อาราเม อุปฺปนฺนานิ ผลาผลานิ อุปฏฺฐากานํ ทตฺวา ปิณฺฑปฏิปิณฺฑเกน มิจฺฉาชีเวน ชีวิตํ กปฺเปนฺติ เตน เตสํ ผลาผลานิ อมธุรานิ ชาตานิ สเจ ปน เต ปุพฺเพ วิย ปุน สมณธมฺเม ยุตฺตปฺปยุตฺตา ภวิสฺสนฺติ ปุน เตสํ ผลาผลานิ มธุรานิ ภวิสฺสนฺติ เต ตาปสา ราชกุลานํ ปณฺฑิตภาวํ น ชานนฺติ สมณธมฺมํ เตสํ กาตุํ วเทหีติ อาห ฯ ตติยํ สุตฺวา เต นาคราชาโน อญฺญมญฺญํ กลหํ กโรนฺติ เตน ตํ อุทกํ อาวิลํ ชาตํ สเจ เต ปุพฺเพ วิย สมคฺคา ภวิสฺสนฺติ ปุน ปสนฺนํ อุทกํ ภวิสฺสตีติ อาห ฯ จตุตฺถํ สุตฺวา สา รุกฺขเทวตา ปุพฺเพ อฏวิยํ ปฏิปนฺเน มนุสฺเส รกฺขติ ตสฺมา นานปฺปการํ พลีกมฺมํ ลภิ อิทานิ ปน อารกฺขํ น กโรติ ตสฺมา พลีกมฺมํ น ลภิ สเจ ปุพฺเพ วิย อารกฺขํ กริสฺสติ ปุน ลาภคฺคปฺปตฺตา ภวิสฺสติ สา รญฺโญ ปณฺฑิตภาวํ น ชานาติ ตสฺมา อฏวึ อารูหมนุสฺสานํ รกฺขิตุํ วเทหีติ อาห ฯ ปญฺจมํ สุตฺวา ตสฺมึ วมฺมิกปาเท นิสีทิตฺวา โส ติตฺติโร มนาปํ วสฺสติ ตสฺส เหฏฺฐา มหนฺตา นิธิกุมฺภี อตฺถิ ตํ อุทฺธริตฺวา ตฺวํ คณฺหาหีติ อาห ฯ ฉฏฺฐํ สุตฺวา ยสฺส รุกฺขสฺส มูเล โส มิโค ติณานิ ขาทิตุํ สกฺโกติ ตสฺส รุกฺขสฺส อุปริ มหนฺตํ ภมรมธุ อตฺถิ โส มธุมกฺขิเตสุ ติเณสุ ปลุทฺโธ อญฺญานิ ขาทิตุํ น สกฺโกติ ตฺวํ ตํ มธุปฏลํ หริตฺวา อคฺคมธุํ อมฺหากํ ปหิณิตฺวา ตโต เสสํ อตฺตนา ปริภุญฺชาหีติ อาห ฯ สตฺตมํ สุตฺวา ยสฺมึ วมฺมิเก โส สปฺโป วสติ ตสฺส เหฏฺฐา มหนฺตา นิธิกุมฺภี อตฺถิ โส ตํ รกฺขมาโน วสนฺโต นิกฺขมนกาเล ธนโลเภน สรีรํ สิถิลํ กตฺวา ลคฺคนฺโต นิกฺขมติ โคจรํ คเหตฺวา ธนสิเนเหน อลคฺคนฺโตว เวเคน สหสา ปวิสติ ตํ นิธิกุมภึ อุทฺธริตฺวา ตฺวํ คณฺหาหีติ อาห ฯ อฏฺฐมํ สุตฺวา ตสฺสา ตรุณิตฺถิยา สามิกสฺส จ มาตาปิตูนญฺจ วสนคามานํ อนฺตเร เอกสฺมึ คาเม ชาโร อตฺถิ สา ตํ สริตฺวา ตสฺมึ สิเนเหน สามิกสฺส เคเห วสิตุํ อสกฺโกนฺตี มาตาปิตโร ปสฺสิสฺสามีติ คตา ชารสฺส เคเห กติปาหํ วสิตฺวา มาตาปิตูนํ เคหํ คจฺฉติ ตตฺถ กติปาหํ วสิตฺวา ปุน ชารํ สริตฺวา สามิกสฺส เคหํ คมิสฺสามีติ ปุน ชารสฺเสว เคหํ คจฺฉติ ตสฺสา อิตฺถิยา ราชูนํ อตฺถิภาวํ อาจิกฺขิตฺวา สามิกสฺเสว กิร เคเห วสตุ สเจ ตํ ราชา คณฺหาเปติ ชีวิตํ เต นตฺถิ อปฺปมาทํ กาตุํ วฏฺฏตีติ ตสฺสา กเถหีติ อาห ฯ นวมํ สุตฺวา สา คณิกา ปุพฺเพ เอกสฺส หตฺถโต ภตึ คเหตฺวา ตํ อธิวาเสตฺวา อญฺญสฺส หตฺถโต น คณฺหาติ เตนสฺสา ปุพฺเพ ภติ พหุ อุปฺปชฺชิ อิทานิ ปน อตฺตโน ธมฺมตํ วิสชฺเชตฺวา เอกสฺส หตฺถโต คหิตํ อชีราเปตฺวาว อญฺญสฺส หตฺถโต คณฺหาติ ปุริมสฺส โอกาสํ อกตฺวา ปจฺฉิมกสฺส กโรติ เตนสฺสา ภติ น อุปฺปชฺชติ น เกจิ นํ อุปสงฺกมนฺติ สเจ อตฺตโน ธมฺมตาย ฐสฺสติ ปุพฺเพ สทิสาว ภวิสฺสติ อตฺตโน ธมฺเม ฐาตุมสฺสา กเถหีติ อาห ฯ ทสมํ สุตฺวา โส คามโภชโก ปุพฺเพ ธมฺเมน สเมน อฏฺฏํ วินิจฺฉินติ เตน มนุสฺสานํ ปิโย อโหสิ มนาโป สมฺปิยายมานา จสฺส มนุสฺสา พหุปณฺณาการํ อาหรึสุ เตน อภิรูโป ธนวา ยสสมฺปนฺโน อโหสิ อิทานิ ปน ลญฺจจิตฺตโก หุตฺวา อธมฺเมน อฏฺฏํ วินิจฺฉินติ เตน ทุคฺคโต กปโณ หุตฺวา ปณฺฑุโรเคน อภิภูโต สเจ ปุพฺเพ วิย ธมฺเมน อฏฺฏํ วินิจฺฉินิสฺสติ ปุน ปุพฺพสทิโส ภวิสฺสติ โส รญฺโญ อตฺถิภาวํ น ชานาติ ธมฺเมน อฏฺฏํ วินิจฺฉินิตุมสฺส กเถหีติ ฯ อิติ โส คามณิจนฺโท อิมานิ เอตฺตกานิ สาสนานิ รญฺโญ อาโรเจสิ ฯ ราชา อตฺตโน ปญฺญาย สพฺพานิปิ ตานิ ปญฺหานิ สพฺพญฺญูพุทฺโธ วิย พฺยากริตฺวา คามณิจนฺทสฺส พหุธนํ ทตฺวา ตสฺส วสนคามํ พฺรหฺมเทยฺยํ กตฺวา ตสฺเสว ทตฺวา อุยฺโยเชสิ ฯ
โส นครา นิกฺขมิตฺวา โพธิสตฺเตน ทินฺนํ สาสนํ พฺราหฺมณมาณวกานํ ตาปสานํ นาคราชสฺส รุกฺขเทวตาย จ อาโรเจตฺวา ติตฺติรสฺส นิสินฺนฏฺฐานโต นิธึ คเหตฺวา มิคสฺส ติณขาทนฏฺฐาเน รุกฺขโต ภมรมธุํ คเหตฺวา รญฺโญ มธุํ เปเสตฺวา สปฺปสฺส วสนฏฺฐาเน วมฺมิกํ ภินฺทิตฺวา นิธึ คเหตฺวา ตรุณิตฺถิยา จ คณิกาย จ คามโภชกสฺส จ รญฺโญ กถิตนิยาเมเนว สาสนํ อาโรเจตฺวา มหนฺเตน ยเสน อตฺตโน คามํ คนฺตฺวา ยาวตายุกํ ฐตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ อาทาสมุขราชาปิ ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา ชีวิตปริโยสาเน สคฺคปทํ ปูเรนฺโต คโต ฯ
สตฺถา น ภิกฺขเว ตถาคโต อิทาเนว มหาปญฺโญ ปุพฺเพปิ มหาปญฺโญเยวาติ วตฺวา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน พหู โสตาปนฺนา สกทาคามิโน อนาคามิโน อรหนฺโต อเหสุํ ฯ ตทา คามณิจนฺโท อานนฺโท อโหสิ ฯ อาทาสมุขมหาราชา ปน อหเมวาติ ฯ
คามณิจนฺทชาตกํ สตฺตมํ
-------
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗