ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ติรีติวัจฉชาดก
ชาดกที่ ๒๕๙ · ติกนิบาตชาดก · สังกัปปวรรค

ติรีติวัจฉชาดก

ว่าด้วยควรบูชาผู้มีพระคุณ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๗๖ · บรรทัด ๒๐๗๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากติรีติวัจฉชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการที่ท่านพระอานนท์ได้ผ้า ๑,๐๐๐ ผืน คือได้จากมือแห่งพระสนมของพระเจ้าโกศล ๕๐๐ ผืน ได้จากพระหัตถ์ของพระราชา ๕๐๐ ผืนจึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า นยิมสฺส วิชฺชา ดังนี้. เรื่องท่านกล่าวไว้พิสดารแล้ว ในสิคาลชาดก ทุกนิบาต ในหนหลัง. (ในที่นี้) ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ในแคว้นกาสีในวันตั้งชื่อ พวกญาติได้ตั้งชื่อว่า ติรีติวัจฉกุมาร. พระโพธิสัตว์นั้นได้ถึงความเจริญวัยโดยลำดับ ได้เล่าเรียนศิลปศาสตร์ทุกอย่างในเมืองตักกศิลาแล้วอยู่ครองเรือน เมื่อบิดามารดาทำกาลกิริยาตายไปแล้วสลดใจ จึงออกบวชเป็นฤาษี มีรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหารสำเร็จการอยู่ในราวป่า. เมื่อพระโพธิสัตว์อยู่ในราวป่านั้น ท้องถิ่นชายอาณาเขตของพระเจ้าพาราณสี เกิดกำเริบจลาจลขึ้น. พระองค์เสด็จไปในประเทศชายแดนนั้น ทรงพ่ายแพ้ในการรบ ทรงกลัวต่อมรณภัย เสด็จขึ้นคอช้าตัวประเสริฐเท่านั้น เสด็จหนีไปทางด้านหนึ่งท่องเที่ยวไปในป่า พอดีเป็นเวลาเช้า เป็นเวลาที่ติรีติวัจฉฤๅษีออกไปเพื่อต้องการผลาผล จึงเสด็จเข้าไปยังอาศรมของติรีติวัจฉฤๅษีนั้น. พระราชานั้นทรงทราบว่าเป็นสถานที่อยู่ของดาบส จึงเสด็จลงจากคอช้าง ทรงเหน็ดเหนื่อยเพราะลมและแดด จึงทรงกระหายน้ำทอดพระเนตรหาหม้อน้ำก็ไม่ทรงเห็นในที่ไหน แต่ได้ทรงเห็นบ่อน้ำอยู่ในท้ายที่จงกรม แต่เมื่อเที่ยวหาเชือกและกระออม เพื่อต้องการจะตักน้ำ ก็มิได้เห็น เมื่อไม่ทรงสามารถจะอดกลั้นความกระหายน้ำจึงเอาเชือกที่รัดท้องช้างมา ให้ช้างยืนอยู่ใกล้ปากบ่อน้ำ เอาเชือกผูกที่เท้าช้างนั้นแล้วไต่เชือกลงบ่อน้ำ เชือกก็ยังไม่พอ จึงเสด็จกลับขึ้นมาใหม่ ทรงเอาผ้าสาฎกสำหรับห่มต่อเข้ากับปลายเชือกแล้วเสร็จลงไปอีก. แม้ถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่พออยู่ดี. พระองค์ทรงเอาปลายพระบาททั้งสองแตะน้ำ กลับทรงกระหายยิ่งขึ้น บันเทาความกระหายไม่ได้จึงทรงพระดำริว่า แม้จะตายก็ตายดี แล้วปล่อยให้ตกลงไปในบ่อน้ำดื่มจนพอแก่ความต้องการ เมื่อไม่สามารถจะกลับขึ้นมา จึงได้ประทับยืนอยู่ในบ่อน้ำนั้นนั่นเอง. ในเวลาเย็น พระโพธิสัตว์นำเอาผลาผลทั้งหลายมา แลเห็นช้างจึงคิดว่า พระราชาคงจักเสด็จมา ช่างทรงจึงปรากฏ เหตุอะไรหนอ จึงเข้าไปใกล้ช่าง. ฝ่ายช้างรู้ว่าพระโพธิสัตว์นั้นเข้ามาหา จึงได้ยินเสีย ณ ส่วนข่างหนึ่ง. พระโพธิสัตว์เดินไปยังปากบ่อน้ำ แลเห็นพระราชา จ่งปลอบโยนว่า ข้าแต่มหาราชพระองค์อย่ากลัวเลย แล้วผูกบันใดให้พระราชาเสด็จขึ้น นวดฟั้นพระวรกายของพระราชา หาน้ำมันให้สรงสนาน ให้เสวยผลไม้น้อยใหญ่ แล้วให้เปลืองเครื่องผูกสอดช้าง. พระราชาทรงพักอยู่ ๒-๓วัน ทรงถือเอาปฏิญญา เพื่อให้พระโพธิสัตว์มาสำนักของพระองค์แล้วเสด็จหลีกไป. พลนิกายของพระราชาตั้งค่ายอยู่ในที่ไม่ไกลพระนคร เห็นพระราชาเสด็จมาจึงพากันห้อมล้อม. พระราชาเสด็จเข้ายังพระนคร. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ ต่อล่วงเวลาไปกึ่งเดือน ก็ไปยังนครพาราณสี พักอยู่ในพระราชอุทยาน วันรุ่งขึ้น เที่ยวภิกขาจารไปถึงประตูวัง. พระราชาทรงเปิดพระแกลบานใหญ่ทอดพระเนตรพระลานหลวง ทรงเห็นพระโพธิสัตว์ก็จำได้ จึงเสด็จลงมาจากปราสาท ไหว้แล้วทรงพาขึ้นท้องพระโรง ให้นั่งบนราชบัลลังก์ที่ยกเศวตฉัตร ให้ฉันอาหารที่เขาจัดไว้สำหรับพระองค์ แม้พระองค์เองก็เสวย เสร็จแล้วนำไปยังพระราชอุทยาน ให้สร้างสถานที่อยู่ประกอบด้วยที่จงกรมเป็นต้นแก่พระโพธิสัตว์นั้น ในพระราชอุทยานนั้นแล้วถวายบริขารสำหรับบรรพชิตทุกอย่าง ทรงมอบหมายให้นายอุทยานบาลเป็นเวรดูแล ไหว้แล้วเสด็จหลีกไป. จำเดิมแต่นั้น พระโพธิสัตว์บริโภคเฉพาะในพระราชนิเวศน์ ได้มีสักการะและสัมมานะมากมาย. อำมาตย์ทั้งหลายอดทนการกระทำอันนั้นไม่ได้พากันกล่าวว่า สักการะเห็นปานนี้ ทหารแม้คนหนึ่งเมื่อจะได้ ควรกระทำอย่างไรแล้วพากันเข้าไปเฝ้าอุปราช ทำความเคารพแล้วทูลว่า ขอเดชะพระราชาของข้าพระองค์ ยึดถือพระดาบสรูปหนึ่งว่าเป็นของเราเสียอย่างจริงจัง ชื่อคุณอะไรที่พระราชานั้นได้ทรงเห็นในพระดาบสนั้นขอพระองค์โปรดทรงปรึกษาหารือกับพระราชาดูก่อน. อุปราชรับคำแล้วเข้าไปเฝ้าพระราชาพร้อมกับพวกอำมาตย์ ถวายบังคมแล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

กรรมอะไร ๆ ที่สำเร็จด้วยวิชาของดาบสนี้ มิได้มีเลย อนึ่ง ดาบสนั้น ก็ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ ไม่ใช่พระสหายของพระองค์ เมื่อเป็นเช่นนั้นเพราะเหตุอะไร ตีรีติวัจฉดาบสผู้มีมือถือไม้ ๓ อัน จึงบริโภคก้อนข้าวอันเลิศ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นยิมสฺส วิชฺชามยมตฺถิ กิญฺจิ ความว่า การงานอะไร ๆ อันสำเร็จด้วยวิชาของดาบสนี้ มิได้มี. บทว่า น พนฺธโว ความว่า บรรดาเผ่าพันธุ์ทางโอรส เผ่าพันธุ์ทางศิลปะ เผ่าพันธุ์ทางพระโคตร และเผ่าพันธุ์ทางพระญาติ แม้เผ่าพันธุ์ทางใดทางหนึ่ง ก็มิได้มี. บทว่า โน ปน เต สหาโยความว่า ทั้งไม่ได้เป็นพระสหายผู้เล่นฝุ่นมากับพระองค์ บทว่าเกน วณฺเณน แปลว่า เพราะเหตุไร. คำว่า ติรัติวัจโฉ เป็นชื่อของดาบสนั้น. บทว่า เตทณฺฑิโก ความว่า ผู้ถือไม้ ๓ อัน เพื่อต้องการวาง ( แขวน ) คณโฑน้ำเที่ยวไป. บทว่า อคฺคปิณฺฑํ ความว่าย่อมบริโภคโภชนะอันเลิศสมบูรณ์ด้วยรส อันควรแก่พระราชา. พระราชาได้ทรงสดับดังนั้นจึงตรัสเรียกพระโอรสมาแล้วตรัสว่าดูก่อนพ่อ เจ้ายังจะระลึกได้ถึงคราวที่พ่อไปประเทศชายแดนรบแพ้กลัวไม่ได้มา ๒-๓ วัน เมื่อพระโอรสทูลว่า ระลึกได้พระเจ้าข้าจึงตรัสว่า ในคราวนั้นพ่ออาศัยดาบสนี้จึงได้รอดชีวิต แล้วตรัสบอกเรื่องราวทั้งหมด แล้วตรัสต่อไปว่า ดูก่อนพ่อ เมื่อท่านผู้ให้ชีวิตเรามายังสำนักของเรา แม้เมื่อจะให้ราชสมบัติ เราก็ไม่อาจที่จะกระทำให้สมควรแก่คุณที่ท่านดาบสนี้ได้กระทำไว้ ดังนี้แล้วจึงได้ตรัสคาถา๒ คาถานี้ว่า :-

เมื่อเรารบพ่ายแพ้ตกอยู่ในอันตรายทั้งหลาย ติรีติวัจฉดาบสผู้นี้ได้กระทำความอนุเคราะห์แก่เราผู้ตัวคนเดียวไม่มีเพื่อน ในป่าที่ไม่มีน้ำอันทารุณร้ายกาจ ได้เหยียดมือช่วยเราผู้ได้รับความลำบาก เพราะเหตุนั้นเราแม้ถูกความทุกข์ครอบงำ ก็ขึ้นจากบ่อน้ำได้. เรามาถึงเมืองนี้ได้โดยความยากของดาบสผู้นี้ เราถึงจะเป็นอยู่ในมนุษยโลก ก็เหมือนกับไปยังประโลกอันเป็นวิสัยของพระยม ลูกรัก ติรีติด้วยวัจฉดาบสเป็นผู้ควรแก่ปัจจัยลาภ ท่านทั้งหลายจงถวายของควรบริโภคและยัญที่ควรบูชาแก่ติรีติวัจฉดาบสเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาปาสุ ได้แก่ ในอันตรายทั้งหลาย. บทว่า เอกสฺส ได้แก่ ไม่มีเพื่อน. บทว่า กตฺวา ได้แก่กระทำความอนุเคราะห์ คือทำความรักให้เกิดขึ้น. บทว่า วิวนสฺมึ ได้แก่ ในป่าที่เว้นจากน้ำดื่ม. บทว่า โฆเร แปลว่า ร้ายกาจ. บทว่า ปสารยิ กิจฺฉคตสฺส ปาณี ความว่า ติรีติวัจฉดาบสผูกพะอง เหยียดมืออันประกอบด้วยความเพียรออก เพื่อช่วยเราผู้ตกบ่อได้รับความทุกข์ให้ขึ้นจากบ่อ. บทว่า เตนุทฺธตารึ ทุขสมฺปเรโต ความว่า เพราะเหตุนั้น แม้เราจะถูกุความทุกข์ครอบงำก็ขึ้นจากบ่อนั้นได้. บทว่า เอตสฺส กิจฺเฉน อิธานุปตฺโต ความว่า เรามาถึงเมืองนี้ได้ด้วยความยากของดาบสผู้นี้ คือด้วยอานุภาพแห่งความยากที่ท่านดาบสผู้นี้กระทำ. บทว่า เวยฺยาสิโน วีสยา ความว่าท้าวยม เรียกว่า เวยยาสิ วิสัยแห่งท้าวยมนั้น. บทว่า ชีวโลเกได้แก่ ในมนุษยโลก. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ด้วยว่าเราผู้ยังดำรงอยู่ในมนุษยโลกนี้แหละ แต่ก็ได้เป็นคนผู้ชื่อว่าไปยังปรโลกด้วยอันเป็นวิสัยของพระยม คือเป็นวิสัยแห่งพระยามัจจุราช เรานั้นเป็นผู้จากวิสัยแห่งพระยมมาเมืองนี้ได้อีก เพราะเหตุแห่งดาบสผู้นี้. บทว่า ลาภารโห แปลว่า เป็นผู้ควรแก่ลาภ คือ เป็นผู้สมควรได้จตุปัจจัยทั้ง ๔. บทว่า เทถสฺส โภคํ ความว่า ท่านทั้งหลายจงให้เครื่องบริโภค กล่าวคือสมณบริขารอันเป็นปัจจัย ๔ ที่ดาบสนี้พึงใช้สอยแก่ดาบสผู้นี้. บทว่า ยชิตญฺจ ยญฺํ ความว่า ท่านทั้งหลายแม้ทั้งปวง คือ ตัวเจ้า พวกอำมาตย์ และชาวนครจงให้เครื่องบริโภคและบูชายัญแก่ดาบสนี้. ด้วยว่า ไทยธรรมที่ท่านทั้งหลายให้แก่ดาบสนั้น ย่อมชื่อว่าเป็นเครื่องบริโภค เพราะเป็นของที่ดาบสนั้นจะต้องบริโภคใช้สอย และชื่อว่าเป็นยัญ เพราะเป็นยัญคือทานของคนนอกนี้. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงพากันถวายของควรบริโภคและของควรบูชาแก่ติรีติวัจฉดาบสเถิด. เมื่อพระราชาทรงประกาศคุณของพระโพธิสัตว์ ประดุจทำพระจันทร์ให้ลอยเด่นขึ้นในพื้นท้องฟ้า ด้วยประการอย่างนี้ คุณของติรีติวัจฉดาบสนั้น ก็เกิดปรากฏมีประโยชน์ในทุกสถานที่ทีเดียว และลาภสักการะอันเหลือเพื่อยิ่งก็เกิดขึ้นแก่ติรีติวัจฉดาบสนั้น จำเดิมแต่นั้นใคร ๆ จะเป็นอุปราช พวกอำมาตย์ หรือคนอื่นก็ตาม ย่อมไม่อาจว่ากล่าวอะไร ๆ พระราชาได้. พระราชาทรงดำรงอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์ บำเพ็ญบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น ทรงทำให้สวรรค์เต็มบริบูรณ์ ส่วนพระโพธิสัตว์ก็ทำอภิญญาและสมาบัติทั้งหลายให้เกิดขึ้น ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้ที่ว่า แม้โบราณกบัณฑิตทั้งหลายก็กระทำการอุปการะ. ดังนี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในกาลนั้น ได้เป็นพระอานนท์ในบัดนี้ ส่วนพระดาบสในกาลนั้น คือเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาติรีติวัจฉชาดกที่ ๙

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๘๑–๘๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติกนิบาตชาดก · ๒๓ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ติริติวจฺฉชาตกํ

นยิมสฺส วิชฺชาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อายสฺมโต อานนฺทสฺส โกสลรญฺโญ มาตุคามานํ หตฺถโต ปญฺจสตานิ รญฺโญ หตฺถโต ปญฺจสตานีติ ทุสฺสสหสฺสปฏิลาภวตฺถุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ วตฺถุ เหฏฺฐา ทุกนิปาเต สิคาลชาตเก วิตฺถาริตเมว ฯ อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต กาสิกรฏฺเฐ พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา นามคฺคหณทิวเส ติริติวจฺฉกุมาโรติ กตนาโม อโหสิ ฯ โส อนุปุพฺเพน วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา อคารํ อชฺฌาวสนฺโต มาตาปิตูนํ กาลกิริยาย สํวิคฺคมานโส หุตฺวา นิกฺขมิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อรญฺญายตเน วนมูลผลาหาโร หุตฺวา วาสํ กปฺเปสิ ฯ ตสฺมึ ตตฺถ วสนฺเต พาราณสีรญฺโญ ปจฺจนฺโต กุปฺปิโต ฯ โส ตตฺถ คนฺตฺวา ยุทฺเธ ปราชิโต มรณภยภีโต หตฺถิกฺขนฺธวรคโตว เอเกน ปสฺเสน ปลายิตฺวา อรญฺเญ วิจรนฺโต ปุพฺพณฺหสมเยเยว ติริติวจฺฉสฺส ผลาผลตฺถาย คตกาเล ตสฺส อสฺสมปทํ ปาวิสิ ฯ โส ตาปสานํ วสนฏฺฐานนฺติ หตฺถิกฺขนฺธโต โอตริตฺวา วาตาตเปน กิลนฺโต ปิปาสิโต ปานียฆฏํ โอโลเกนฺโต กตฺถจิ อทิสฺวา จงฺกมนโกฏิยํ อุทปานํ อทฺทส ฯ อุทกํ อุสฺสิญฺจนตฺถาย ปน รชฺชุํ ฆฏกญฺจ ปริเยสนฺโต อทิสฺวา ปิปาสํ สหิตุํ อสกฺโกนฺโต หตฺถิสฺส กุจฺฉิยํ พนฺธนโยตฺตํ คเหตฺวา หตฺถึ อุทปานาวาเฏ ฐเปตฺวา ตสฺส ปาเท โยตฺตํ พนฺธิตฺวา โยตฺเตน อุทปานํ โอตริตฺวา โยตฺเต อปาปุณนฺเต ปุน อุตฺตริตฺวา อุตฺตริสาฏกํ โยตฺตโกฏิยา ฆเฏตฺวา ปุน โอตริ ฯ ตถาปิ นปฺปโหติเยว ฯ โส อคฺคปาเทหิ อุทกํ ผุสิตฺวา อติปิปาสิโตว ปิปาสํ อวิโนเทตฺวา มรณมฺปิ สุมรณนฺติ จินฺเตตฺวา อุทปาเน ปติตฺวา ยาวทตฺถํ ปิวิตฺวา ปจฺจุตฺตริตุํ อสกฺโกนฺโต ตตฺเถว อฏฺฐาสิ ฯ หตฺถีปิ สุสิกฺขิตตฺตา อญฺญตฺถ อคนฺตฺวา ราชานํ โอโลเกนฺโต ตตฺเถว อฏฺฐาสิ ฯ โพธิสตฺโต สายณฺหสมเย ผลาผลานิ อาหริตฺวา หตฺถึ ทิสฺวา ราชา อาคโต ภวิสฺสติ ธมฺมิกหตฺถีเยว ๑- ปญฺญายติ กินฺนุโข การณนฺติ (โส) หตฺถิสมีปํ อุปสงฺกมิ ฯ หตฺถีปิ ตสฺส อุปสงฺกมนภาวํ ญตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ โพธิสตฺโต อุทปานาวาฏํ คนฺตฺวา ราชานํ ทิสฺวา มา ภายิ มหาราชาติ สมสฺสาเสตฺวา นิสฺเสณึ พนฺธิตฺวา ราชานํ อุตฺตาเรตฺวา กายมสฺส สมฺพาหิตฺวา เตเลน มกฺเขตฺวา นฺหาเปตฺวา ผลาผลานิ ขาทาเปตฺวา หตฺถิสฺส สนฺนาหํ โมเจสิ ฯ ราชา ทฺวีหํ ตีหํ วิสฺสเมตฺวา โพธิสตฺตสฺส อตฺตโน สนฺติกํ อาคมนตฺถาย ปฏิญฺญํ คเหตฺวา ปกฺกามิ ฯ ราชพลนิกาโย นครสฺส อวิทูเร ขนฺธาวารํ พนฺธิตฺวา ฐิโต ราชานํ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา ปริวาเรสิ ฯ ราชา

@เชิงอรรถ: ๑ วมฺมิตหตฺถีเยว ฯ นครํ ปาวิสิ ฯ โพธิสตฺโตปิ โข อฑฺฒมาสจฺจเยน พาราณสึ คนฺตวา อุยฺยาเน วสิตฺวา ปุนทิวเส ภิกฺขํ จรมาโน ราชทฺวารํ คโต ฯ ราชา มหาวาตปานํ อุคฺฆาเฏตฺวา ราชงฺคณํ โอโลกยมาโน โพธิสตฺตํ ทิสฺวา สญฺชานิตฺวา ปาสาทา โอรุยฺห วนฺทิตฺวา มหาตลํ อาโรเปตฺวา สมุสฺสิตเสตจฺฉตฺเต ราชปลฺลงฺเก นิสีทาเปตฺวา อตฺตโน ปฏิยาทิตํ อาหารํ โภเชตฺวา สยมฺปิ ภุญฺชิตฺวา อุยฺยานํ เนตฺวา ตตฺถสฺส จงฺกมนาทิปริวารํ วสนฏฺฐานํ กาเรตฺวา สพฺเพ ปพฺพชิตปริกฺขาเร ทตฺวา อุยฺยานปาลํ ปฏิจฺฉาเปตฺวา วนฺทิตฺวา ปกฺกามิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย โพธิสตฺโต ราชนิเวสเนเยว ปริภุญฺชติ มหาสกฺการสมฺมาโน อโหสิ ฯ ตํ อสหมานา อมจฺจา เอวรูปํ สกฺการํ เอโกปิ โยโธ ลภมาโน กึ นาม กเรยฺยาติ วตฺวา อุปราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา เทว อมฺหากํ ราชา เอกํ ตาปสํ อติวิย มมายติ กึ นาม เตน ตสฺมึ ทิฏฺฐํ ตุมฺเหปิ ตาว รญฺญา สทฺธึ มนฺเตถาติ ฯ โส สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา อมจฺเจหิ สทฺธึ ราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา ปฐมํ คาถมาห

นยิมสฺส วิชฺชามยมตฺถิ กิญฺจิ

น พนฺธโว โน ปน เต สหาโย

อถ เกน วณฺเณน ติริติวจฺโฉ

เตทณฺฑิโก ภุญฺชติ อคฺคปิณฺฑนฺติ ฯ

ตตฺถ นยิมสฺส วิชฺชามยมตฺถิ กิญฺจีติ อิมสฺส ตาปสสฺส วิชฺชามยํ กิญฺจิ กมฺมํ นตฺถิ ฯ น พนฺธโวติ ปุตฺตพนฺธวสิปฺปพนฺธวโคตฺตพนฺธวญาติพนฺธเวสุ อญฺญตโรปิ น โหติ ฯ โน ปน เต สหาโยติ สหปํสุกีฬีโต สหายโกปิ (โน) เต น โหติ ฯ เกน วณฺเณนาติ เกน การเณน ฯ ติริติวจฺโฉติ ตสฺส นามํ ฯ เตทณฺฑิโกติ กุณฺฑิกฏฺฐปนตฺถาย ติทณฺฑํ คเหตฺวา จรนฺโต ฯ อคฺคปิณฺฑนฺติ รสสมฺปนฺนํ ราชารหํ อคฺคโภชนํ ภุญฺชติ ฯ

ตํ สุตฺวา ราชา ปุตฺตํ อามนฺเตตฺวา ตาต มม ปจฺจนฺตํ คนฺตฺวา ยุทฺธปราชิตสฺส ทฺวีหํ ตีหํ อนาคตภาวํ สรสีติ วตฺวา สรามิ ภทฺทนฺเตติ วุตฺเต ตทา มยา อิมํ นิสฺสาย ชีวิตํ ลทฺธนฺติ สพฺพํ ปวุตฺตึ อาจิกฺขิตฺวา ตาต มม ชีวิตทายเก มม สนฺติกํ อาคเต รชฺชํ ททนฺโตปิ อหํ เนว เอเตน กตคุณานุรูปํ กาตุํ สกฺโกมีติ วตฺวา อิตรา เทฺว คาถา อโวจ

อาปาสุ เม ยุทฺธปราชิตสฺส

เอกสฺส กตฺวา วิวนสฺมิ โฆเร

ปสารยิ กิจฺฉคตสฺส ปาณึ

เตนุทฺธตารึ ทุขสมฺปเรโต

เอตสฺส กิจฺเฉน อิธานุปตฺโต

เวยฺยาสิโน ๑- วีสยชีวโลเก

ลาภารโห ตาต ติรีติวจฺโฉ

เทถสฺส โภคํ ยชิตญฺจ ยญฺญนฺติ ฯ

ตตฺถ อาปาสูติ อาปทาสุ ฯ เอกสฺสาติ อทุติยสฺส ฯ กตฺวาติ

@เชิงอรรถ: ๑ เวสายิโน ฯ อนุกมฺปํ กริตฺวา เปมํ อุปฺปาเทตฺวา ฯ วิวนสฺมีติ ปานียรหิเต อรญฺเญ ฯ โฆเรติ ทารุเณ ฯ ปสารยิ กิจฺฉคตสฺส ปาณินฺติ นิสฺเสณึ พนฺธิตฺวา กูปํ โอตริตฺวา ทุกฺขิตสฺส มยฺหํ อุตฺตรณตฺถาย วิริยปฏิสํยุตฺตํ หตฺถํ ปสาเรสิ ฯ เตนุทฺธตารึ ทุขสมฺปเรโตติ เตน การเณนมฺหิ ทุกฺขปริโตปิ ตมฺหา กูปา อุตฺติณฺโณ ฯ เอตสฺส กิจฺเฉน อิธานุปตฺโตติ อหํ เอตสฺส ตาปสสฺส กิจฺเฉน เอเตน กตสฺส กิจฺฉสฺสานุภาเวน อิธานุปฺปตฺโต ฯ เวยฺยาสิโน วีสยาติ เวยฺยาสิ วุจฺจติ ยโม ตสฺส วิสโย ฯ ชีวโลเกติ มนุสฺสโลเก ฯ อหํ หิ อิมสฺมึ ชีวโลเก ฐิโตว ยมวิสยํ มจฺจุวิสยํ ปรโลกํ คโต นาม อโหสึ โสมฺหิ เอตสฺส การณา ตโต ปุน อิธาคโตติ วุตฺตํ โหติ ฯ ลาภารโหติ ลาภสฺส อรโห จตุปจฺจยลาภสฺส อนุจฺฉวิโก ฯ เทถสฺส โภคนฺติ เอเตน ปริภุญฺชิตพฺพํ จตุปจฺจยสมณปริกฺขารสงฺขาตํ โภคํ เอตสฺส เทถ ฯ ยชิตญฺจ ยญฺญนฺติ ตฺวญฺจ อมจฺจา จ นาครา จาติ สพฺเพปิ ตุมฺเห เอตสฺส โภคญฺจ เทถ ยญฺญญฺจ ยชถ ฯ ตสฺส หิ ทิยฺยมาโน เทยฺยธมฺโม เตน ภุญฺชิตพฺพตฺตา โภโค โหติ อิตเรสํ ทานยญฺญตฺตา ยญฺญํ ฯ เตนาห เทถสฺส โภคํ ยชิตญฺจ ยญฺญนฺติ ฯ

เอวํ รญฺญา คคณตเล จนฺทํ อุฏฺฐาเปนฺเตน วิย โพธิสตฺตสฺส คุเณ ปกาสิเต ตสฺส คุโณ สพฺพตฺถกเมว ปากโฏ ชาโต ฯ อติเรกตโร จสฺส ลาภสกฺกาโร อุทปาทิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย อุปราชา วา อมจฺจา วา อญฺโญ วา โกจิ กิญฺจิ ราชานํ วตฺตุํ น วิสหิ ฯ ราชา โพธิสตฺตสฺส โอวาเท ฐตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา สคฺคปูรํ ปูเรสิ ฯ โพธิสตฺโตปิ อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ อุปฺปาเทตฺวา พฺรหฺมโลกปรายโน อโหสิ ฯ

สตฺถา โปราณกปณฺฑิตาปิ อุปการวเสน กรึสูติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ราชา อานนฺโท อโหสิ ตาปโส ปน อหเมวาติ ฯ

ติริติวจฺฉชาตกํ นวมํ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๕๘. มันธาตุราชชาดกชาดกถัดไป๒๖๐. ทูตชาดก