ติตถชาดก
ว่าด้วยการเบื่อเพราะซ้ำซาก
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๕ · บรรทัด ๑๖๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้เคยเป็นช่างทองรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นสัทธิวิหาริกของพระธรรมเสนาบดี จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อญฺมญฺเหิ ติฏฺเหิ ดังนี้. ๑. บาลีเป็น ติตถชาดก
ก็อาสยานุสยญาณย่อมมีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้น ย่อมไม่มีแก่คนอื่น เพราะฉะนั้น พระธรรมเสนาบดีจึงไม่รู้อาสยะคืออัธยาศัย และอนุสัยคือกิเลสอันเนื่องอยู่ในสันดานของสัทธิวิหาริก เพราะความที่คนไม่มีอาสยานุสยญาณ จึงบอกเฉพาะอสุภกรรมฐานเท่านั้น อสุภกรรมฐานนั้นไม่เป็นสัปปายะแก่สัทธิวิหาริกนั้น. เพราะเหตุไร เพราะได้ยินว่า สัทธิวิหาริกของพระธรรมเสนาบดีนั้น ถือปฏิสนธิในเรือนของช่างทองเท่านั้น ถึง ๕๐๐ ชาติ เมื่อเป็นเช่นนั้น อสุภกรรมฐานจึงไม่เป็นสัปปายะแก่สัทธิวิหาริกนั้น เพราะเป็นผู้เคยชินต่อการเห็นทองคำบริสุทธิ์เท่านั้น เป็นเวลานานี้ สัทธิวิหาริกนั้น ไม่อาจทำแม้มาตรว่านิมิตให้เกิดขึ้นในกรรมฐานนั้น ให้เวลาสิ้นไป ๔ เดือน. พระธรรมเสนาบดีเมื่อไม่อาจให้พระอรหัตแก่สัทธิวิหาริกของตน จึงคิดว่า ภิกษุนี้จักเป็นพุทธเวไนยแน่นอน เราจักนำไปยังสำนักของพระตถาคต จึงพาสัทธิวิหาริกนั้น ไปยังสำนักของพระศาสดาด้วยตนเอง แต่เช้าตรู่. พระศาสดาตรัสถามว่า สารีบุตร เธอพาภิกษุรูปหนึ่งมาหรือหนอ. พระสารีบุตรกราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ให้กรรมฐานแก่ภิกษุนี้ แก่ภิกษุนี้ไม่อาจทำแม้มาตรว่านิมิตให้เกิดขึ้น โดยเวลา ๔ เดือน ข้าพระองค์นั้นคิดว่า ภิกษุนี้จักเป็นพุทธเวไนยผู้ที่พระพุทธเจ้าจะพึงทรงแนะนำ จึงได้พามายังสำนักของพระองค์ พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสถามว่า สารีบุตร เธอให้กรรมฐานชนิดไหนแก่สัทธิวิหาริกของเธอ ? พระสารีบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ให้อสุภกรรมฐาน พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่าสารีบุตร เธอไม่มีญาณเครื่องรู้อัธยาศัยและอนุสัยของสัตว์ทั้งหลาย เธอไปก่อนเถิด เวลาเย็นเธอมา พึงพาสัทธิวิหาริกของเธอมาด้วย. พระศาสดาทรงส่งพระเถระไปอย่างนี้แล้ว ได้ให้ผ้านุ่งและจีวรอันน่าชอบใจแก่ภิกษุนั้นแล้วทรงพาภิกษุนั้นเข้าไปบิณฑบาตยังบ้าน ให้ของเคี้ยวของฉันอันประณีตแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่กลับ มายังพระวิหารอีก ทรงยังเวลาส่วนกลางวันให้สิ้นไปในพระคันธกุฎี พอเวลาเย็น ทรงพาภิกษุนั้นเที่ยวจาริกไปในวิหารแล้วทรงนิรมิตสระโบกขรณีสระหนึ่งในอัมพวัน แล้วทรงนิรมิตกอปทุมใหญ่ในสระโบกขรณีนั้น และทรงนิรมิตดอกปทุมใหญ่ดอกหนึ่งในกอปทุมแม้นั้น แล้วรับสั่งให้นั่งลงด้วยพระดำรัสว่า ภิกษุ เธอจงนั่งแลดูดอกปทุมนี้ แล้วเสด็จเข้าพระคันธกุฎี. ภิกษุนั้นแลดูดอกปทุมนั้นบ่อย ๆ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ดอกปทุมนั้นเหี่ยว. ดอกปทุมนั้น เมื่อภิกษุนั้นแลดูอยู่นั่นแหละได้เหี่ยวเปลี่ยนสีไป ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น กลีบของดอกปทุมนั้นก็ร่วงไปตั้งแต่รอบนอก ได้ร่วงไปหมดโดยครู่เดียว. แต่นั้น เกสรก็ร่วงไปเหลืออยู่แต่ผักบัว. ภิกษุนั้น เห็นอยู่ตั้งนั้นจึงคิดว่า ดอกปทุมนี้ได้งดงามน่าดูอยู่เดียวนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้น สีของมันก็แปรไป กลีบและเกสรร่วงไป ตั้งอยู่แต่เพียงผักบัวเท่านั้น ความชราถึงแก่ดอกปทุมชื่อเห็นปานนี้ อย่างไรจักไม่ถึงร่างกายของเรา สังขาร ทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ จึงเริ่มเจริญวิปัสสนา พระศาสดาทรงทราบว่า จิตของภิกษุนั้น ขึ้นสู่วิปัสสนาแล้ว ประทับอยู่ในพระคันธุฎีนั่นแล ทรงเปล่งโอภาสแสงสว่างไป แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า
เธอจงตัดความสิเนหาของตนเสีย เหมือนคน ตัดดอกโกมุทอันเกิดในสารทกาล เธอจงพอกพูนทาง แห่งความสงบ เพราะพระนิพพาน ตถาคตแสดงไว้ แล้ว.
ในเวลาจบคาถา ภิกษุนั้นบรรลุพระอรหัตแล้วคิดว่า เราเป็นผู้พ้นแล้วหนอจากภพทั้งปวง จึงเปล่งอุทานด้วยคาถาทั้งหลายมีอาทิว่า
เรานั้น มีธรรมเครื่องอยู่อันอยู่จบแล้ว มีฉันทะ ในใจบริบูรณ์แล้ว มีอาสวะสิ้นไปแล้ว ทรงไว้ซึ่ง ร่างกายครั้งสุดท้าย มีศีลบริสุทธิ์ มีอินทรีย์ตั้งมั่น ด้วยดี ที่สุดพ้นแล้ว เหมือนพระจันทร์พ้นจากปาก ของราหูฉะนั้น เราบรรเทามลทินทั้งปวงอันกระทำ ความมืด ซึ่งมืดมนอนธถารเพราะโมหะได้เด็ดขาด เหมือนพระอาทิตย์มีรัศมีตั้งพัน ผู้สร้างแสงสว่าง ทำ
ความโซติช่วงด้วยแสงสว่างในท้องฟ้าฉะนั้น. ก็แหละครั้นเปล่งอุทานแล้ว จึงมาถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ฝ่ายพระเถระก็มาถวายบังคมพระศาสดาแล้วได้พาสัทธิวิหาริกของตนไป. ข่าวนี้เกิดปรากฏในระหว่างภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลายนั่งพรรณนาพระคุณของพระทศพลอยู่ในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระสารีบุตรเถระไม่รู้อัธยาศัยของสัทธิวิหาริกของตน เพราะไม่มีอาสยานุสยญาณ แต่พระศาสดาทรงทราบ ได้ประทานพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาแก่ภิกษุนั้น โดยวันเดียวเท่านั้น โอ! ชื่อว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงมีอานุภาพมาก พระศาสดาเสด็จมาแล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าพวกข้าพระองค์นั่งสนทนากันด้วยเรื่องอื่นหามิได้ แต่นั่งสนทนากันด้วยเรื่องพระญาณเครื่องรู้อัธยาศัย และอนุสัยแห่ง สัทธิวิหาริกของพระธรรม เสนาบดีเฉพาะของพระองค์เท่านั้น. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ไม่น่าอัศจรรย์ บัดนี้ เรานั้นเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ย่อมรู้อัธยาศัยของภิกษุนั้นแม้ในกาลก่อน เราก็รู้อัธยาศัยของภิกษุนั้นเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสีในกาลนั้น พระโพธิสัตว์อนุศาสน์อรรถและธรรมกะพระราชาพระองค์นั้น. ในกาลนั้น พวกคนเลี้ยงม้าให้ม้ากระจอกขาเขยกอาบก่อนกว่าม้าอื่น ณ ท่าที่ม้ามงคลของพระราชาอาบ. ม้ามงคลถูกให้ลงท่าที่ม้ากระจอกอาบ จึงเกลียดไม่ปรารถนาจะลง คนเลี้ยงม้ามากราบทูลแด่พระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพ ม้ามงคลไม่ปรารถนาจะลงท่าน้ำ พระเจ้าข้า. พระราชาทรงสั่งพระโพธิสัตว์ไปว่าดูก่อนบัณฑิต ท่านจงไป จงรู้ว่า เพราะเหตุไร ม้าถูกเขาให้ลงท่าน้ำจึงไม่ลง. พระโพธิสัตว์ทูลรับพระบัญชาแล้วไปยังฝั่งแม่น้ำ ตรวจดูม้าก็รู้ว่าม้าไม่มีโรค จึงใคร่ครวญว่า เพราะเหตุไรหนอ ม้านี้จึงไม่ลงท่าน จึงคิดว่า ม้าอื่นจักถูกอาบที่ท่านี้ก่อน ด้วยเหตุนั้น ม้านั้นเห็นจะรังเกียจจึงไม่ลงท่า แล้วถามพวกคนเลี้ยงม้าว่า ท่านผู้เจริญ ที่ท่านี้ท่านทั้งหลายให้ม้าอะไรอาบก่อน พวกคนเลี้ยงม้ากล่าวว่า ข้าแต่นายให้ม้ากระจอกอาบก่อนกว่าม้าอื่น. พระโพธิสัตว์รู้อัธยาศัยของม้านั้นว่า ม้านี้รังเกียจจึงไม่ปรารถนาจะอาบที่ท่านี้ เพราะตนเป็นสัตว์มี (คุณ) สมบัติ การให้ม้านี้อาบในท่าอื่น จึงจะควร จึงกล่าวว่าท่านผู้เลี้ยงม้าผู้เจริญ แม้ข้าวปายาสที่ปรุงด้วยเนยใส น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยเมื่อบุคคลบริโภคบ่อย ๆ ก่อน ย่อมมีความเบื่อ ม้านี้อาบที่ท่านให้ลายครั้งเบื้องต้น พวกท่านจงให้ม้านั้น ลงยังท่าแม้อื่น แล้วให้อาบและดื่ม จึงกล่าวคาถานี้ว่า
ดูก่อนนายสารถี ท่านจงยังม้าให้อาบและดื่มที่ ท่าโน้นท่านี้บ้าง แม้ข้าวปายาสที่บริโภคบ่อยครั้ง คน ย่อมอิ่มได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อญฺมญฺเหิ แยกศัพท์ออกเป็น อญฺเหิ อญฺเหิ แปลว่า อื่น ๆ. บทว่า ปาเยหิ (แปลว่าจงให้ดื่ม) นี้เป็นหัวข้อเทศนา อธิบายว่า จงให้อาบและให้ดื่ม. บทว่า อจฺจาสนสฺส นี้เป็นฉัฏฐีวิภัติใช้ในอรรถแห่งตติยาวิภัติ อธิบายว่า กินยิ่ง คือบริโภคยิ่ง. บทว่า ปายาสสฺสปิ ตปฺปติ ความว่า ย่อมอิ่มคือเป็นผู้อิ่ม เป็นผู้ที่เขาเลี้ยงดูอิ่มแล้ว แม้ด้วยข้าวมธุปายาสที่ปรุงด้วยเนยใสเป็นต้น ย่อมไม่ถึงความเป็นผู้ต้องการบริโภคอีก เพราะฉะนั้นม้าแม้นี้ก็จักถึงความพอ เพราะการอาบประจำที่ท่านี้ ท่านจงให้อาบที่ท่าอื่นเถิด.
คนเลี้ยงม้าเหล่านั้น ได้ฟังคำของพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว จึงให้ม้าลงท่าอื่น ให้ดื่มและให้อาบ ในเวลาที่ม้าดื่มน้ำแล้วอาบ พระโพธิสัตว์ได้มายังสำนักของพระราชา. พระราชาตรัสถามว่า ดูก่อนพ่อ ม้าอาบและดื่มแล้วหรือพระโพธิสัตว์กราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่สมมติเทพ. พระราชาตรัสถามว่าทีแรก เพราะเหตุไร ม้าจึงไม่ปรารถนา? พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ เพราะเหตุชื่อแม้นี้ แล้วกราบทูลเหตุทั้งปวง พระราชาตรัสว่า โอ! ท่านบัณฑิตย่อมรู้อัธยาศัยชื่อแม้ของสัตว์ดิรัจฉานเห็นปานั้น แล้วประทานยศใหญ่แก่พระโพธิสัตว์ ในเวลาสิ้นอายุ ได้เสด็จไปตามยถากรรมแล้ว ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็ไปตามยถากรรมเหมือนกัน.
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเรารู้อัธยาศัยของภิกษุนี้ในบัดนี้ เท่านั้น หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็รู้เหมือนกัน ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาสืบต่ออนุสนธิแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า ม้านงคลในกาลนั้น. ได้เป็นภิกษุรูปนี้ พระราชาในกาลนั้น ได้เป็นพระอานนท์ ส่วนอำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิตในกาลนั้น ได้เป็นเราตถาคตแล.
จบติฏฐชาดกที่ ๕
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๒๙๓–๒๙๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๒๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๕ ติฏฺฐชาตกํ
อญฺญมญฺเญหิ ติฏฺเฐหีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ธมฺมเสนาปติสฺส สทฺธิวิหาริกํ เอกํ สุวณฺณการปุพฺพกํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
อาสยานุสยญาณญฺหิ พุทฺธานญฺเญว โหติ น อญฺเญสํ ตสฺมา ธมฺมเสนาปติ อตฺตโน อาสยานุสยญาณสฺส นตฺถิตาย สทฺธิวิหาริกสฺส อาสยานุสยํ อชานนฺโต อสุภกมฺมฏฺฐานเมว กเถสิ ฯ ตสฺส ตํ น สปฺปายมโหสิ ฯ กสฺมา ฯ โส กิร ปฏิปาฏิยา ปญฺจ ชาติสตานิ สุวณฺณการเคเหเยว ปฏิสนฺธึ คณฺหิ ฯ อถสฺส ทีฆรตฺตํ ปริสุทฺธสุวณฺณทสฺสนสฺเสว ปริจิตตฺตา อสุภํ น สปฺปายมโหสิ ฯ โส ตตฺถ นิมิตฺตมตฺตมฺปิ อุปฺปาเทตุํ อสกฺโกนฺโต จตฺตาโร มาเส เขเปสิ ฯ ธมฺมเสนาปติ อตฺตโน สทฺธิวิหาริกสฺส อรหตฺตํ ทาตุํ อสกฺโกนฺโต อทฺธา อยํ พุทฺธเวเนยฺโย ภวิสฺสติ ตถาคตสฺส สนฺติกํ เนสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ปาโตว ตํ อาทาย สยํ สตฺถุ สนฺติกํ อคมาสิ ฯ สตฺถา กึ นุ โข สารีปุตฺต เอกํ ภิกฺขุํ อาทาย อาคโตสีติ ปุจฺฉิ ฯ อหํ ภนฺเต อิมสฺส กมฺมฏฺฐานํ อทาสึ อยมฺปน จตูหิ มาเสหิ นิมิตฺตมตฺตมฺปิ น อุปฺปาเทสิ สฺวาหํ พุทฺธเวเนยฺโย เอส ภวิสฺสตีติ จินฺเตตฺวา ตุมฺหากํ สนฺติกํ อาทาย อาคโตติ ฯ สารีปุตฺต กตรํ ปน เต กมฺมฏฺฐานํ สทฺธิวิหาริกสฺส ทินฺนนฺติ ฯ อสุภกมฺมฏฺฐานํ ภควาติ ฯ สารีปุตฺต นตฺถิ ตว สตฺตานํ อาสยานุสยญาณํ คจฺฉ ตฺวํ สายณฺหสมเย อาคนฺตฺวา ตว สทฺธิวิหาริกํ อาทาย คจฺเฉยฺยาสีติ ฯ เอวํ สตฺถา เถรํ อุยฺโยเชตฺวา ตสฺส ภิกฺขุโน มนาปํ นิวาสนญฺจ จีวรญฺจ ทาเปตฺวา ตํ อาทาย คามํ ปิณฺฑาย ปวิสิตฺวา ปณีตํ ขาทนียํ โภชนียํ ทาเปตฺวา มหาภิกฺขุสงฺฆปริวุโต ปุน วิหารํ อาคนฺตฺวา คนฺธกุฏิยํ ทิวสภาคํ เขเปตฺวา สายณฺหสมเย ตํ ภิกฺขุํ คเหตฺวา วิหารจาริกํ จรมาโน อมฺพวเน เอกํ โปกฺขรณึ มาเปตฺวา ตตฺถ มหนฺตํ ปทุมินิคจฺฉํ ตตฺราปิ จ มหนฺตํ เอกํ ปทุมปุปฺผํ มาเปตฺวา ภิกฺขุ อิมํ ปทุมํ โอโลเกนฺโต นิสีทาหีติ นิสีทาเปตฺวา คนฺธกุฏึ ปาวิสิ ฯ โส ภิกฺขุ ตํ ปุปฺผํ ปุนปฺปุนํ โอโลเกติ ฯ ภควา ตํ ปุปฺผํ ชรํ ปาเปสิ ฯ ตํ ตสฺส ปสฺสนฺตสฺเสว ชรํ ปตฺวา วิวณฺณํ อโหสิ ฯ อถสฺส จ ปริยนฺตโต ปฏฺฐาย ปตฺตานิ ปตนฺตานิ มุหุตฺเตน สพฺพานิ ปตึสุ ฯ ตโต กิญฺชกฺขํ ปติ กณฺณิกา อวสิสฺสติ ฯ โส ภิกฺขุ ตํ ปสฺสนฺโต จินฺเตสิ อิทํ ปทุมปุปฺผํ อิทาเนว อภิรูปํ อโหสิ ทสฺสนียํ อถสฺส วณฺโณ ปริณโต ปตฺตานิ จ กิญฺชกฺขญฺจ ปติ กณฺณิกมตฺตเมว ฐิตํ เอวรูปสฺส นาม ปทุมสฺส ชรา ปตฺตา มยฺหํ สรีรสฺส กึ น ปาปุณิสฺสติ สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ วิปสฺสนํ ปฏฺฐเปสิ ฯ สตฺถา ตสฺส จิตฺตํ วิปสฺสนํ อารุฬฺหนฺติ ญตฺวา คนฺธกุฏิยํ นิสินฺโนว โอภาสํ ผริตฺวา อิมํ คาถมาห
อุจฺฉินฺท สิเนหมตฺตโน กุมุทํ สารทิกํว ปาณินา
สนฺติมคฺคเมว พฺรูหย นิพฺพานํ สุคเตน เทสิตนฺติ ฯ
โส ภิกฺขุ คาถาปริโยสาเน อรหตฺตํ ปตฺวา มุตฺโต วตมฺหิ สพฺพภเวหีติ จินฺเตตฺวา
โส วุตฺถวาโส ปริปุณฺณมานโส
ขีณาสโว อนฺติมเทหธารี
วิสุทฺธสีโล สุสมาหิตินฺทฺริโย
จนฺโท ยถา ราหุมุขา ปมุตฺโต
ตโมกตํ โมหมหนฺธการํ
วิโนทยึ สพฺพมลํ อเสสํ
อาโลกปชฺโชตกโร ปภงฺกโร
สหสฺสรํสี วิย ภานุมา นเภติ
อาทีหิ คาถาหิ อุทานํ อุทาเนสิ อุทาเนตฺวา จ ปน คนฺตฺวา ภควนฺตํ วนฺทิ ฯ เถโรปิ อาคนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา อตฺตโน สทฺธิวิหาริกํ คเหตฺวา อคมาสิ ฯ อยํ ปวุตฺติ ภิกฺขูนํ อนฺตเร ปากฏา ชาตา ฯ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ ทสพลสฺส คุณํ วณฺณยมานา นิสีทึสุ อาวุโส สารีปุตฺตตฺเถโร อาสยานุสยญาณสฺส อภาเวน อตฺตโน สทฺธิวิหาริกสฺส อาสยํ น ชานาติ สตฺถา ปน ญตฺวา เอกทิวเสเนว ตสฺส สห ปฏิสมฺภิทาหิ อรหตฺตํ อทาสิ อโห พุทฺธา นาม มหานุภาวาติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา ปญฺญตฺตาสเน นิสีทิตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา น ภควา อญฺญาย กถาย ตุมฺหากญฺเญว ปน ธมฺมเสนาปติโน สทฺธิวิหาริกสฺส อาสยานุสยญาณกถายาติ ฯ สตฺถา น ภิกฺขเว เอตํ อจฺฉริยํ สฺวาหํ เอตรหิ พุทฺโธ หุตฺวา ตสฺส อาสยํ ชานามิ ปุพฺเพปาหํ ตสฺส อาสยํ ชานามิเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต ตทา โพธิสตฺโต ตํ ราชานํ อตฺเถ จ ธมฺเม จ อนุสาสติ ฯ ตทา รญฺโญ มงฺคลสฺสสฺส นฺหานติฏฺเฐ อญฺญตรํ ปฐมํ วฬวํ ขฬุงฺกสฺสํ นฺหาเปสุํ ฯ มงฺคลสฺโส วฬเวน นฺหานติฏฺฐํ โอตาริยมาโน ชิคุจฺฉิตฺวา โอตริตุํ น อิจฺฉิ ฯ อสฺสโคปโก คนฺตฺวา รญฺโญ อาโรเจสิ เทว มงฺคลสฺโส ติฏฺฐํ โอตริตุํ น อิจฺฉตีติ ฯ ราชา โพธิสตฺตํ เปเสสิ คจฺฉ ปณฺฑิต ชานาหิ เกน การเณน อสฺโส ติฏฺฐํ โอตาริยมาโน น โอตรตีติ ฯ โพธิสตฺโต สาธุ เทวาติ นทีติรํ คนฺตฺวา อสฺสํ โอโลเกตฺวา นิโรคภาวมสฺส ญตฺวา เกน นุ โข การเณน อยํ อิมํ ติฏฺฐํ น โอตรตีติ อุปธาเรนฺโต ปฐมตรํ เอตฺถ อญฺโญ นฺหาปิโต ภวิสฺสติ เตน สํชิคุจฺฉมาโน ติฏฺฐํ น โอตรติ มญฺเญติ จินฺเตตฺวา อสฺสโคปเก ปุจฺฉิ อมฺโภ อิมสฺมึ ติฏฺเฐ กํ ปฐมํ นฺหายิตฺถาติ ฯ อญฺญตรํ วฬวสฺสํ สามีติ ฯ โพธิสตฺโต เอส อตฺตโน สิงฺคารตาย ชิคุจฺฉนฺโต เอตฺถ นฺหายิตุํ น อิจฺฉติ อิมํ อญฺญสฺมึ ติฏฺเฐ นฺหาเปตุํ วฏฺฏตีติ ตสฺส อชฺฌาสยํ ญตฺวา โภ อสฺสโคปก สปฺปิมธุผาณิตาภิสงฺขตํ ปายาสมฺปิ ตาว ปุนปฺปุนํ ภุญฺชนฺตสฺส ติตฺติ โหติ อยํ อสฺโส พหุวาเร อิธ ติฏฺเฐ นฺหาโต อญฺญมฺปิ ตาว นํ ติฏฺฐํ โอตาเรตฺวา นฺหาเปถ จ ปาเยถ จาติ วตฺวา อิมํ คาถมาห
อญฺญมญฺเญหิ ติฏฺเฐหิ อสฺสํ ปาเยหิ สารถิ
อจฺจาสนสฺส ปุริโส ปายาสสฺสปิ ตปฺปตีติ ฯ
ตตฺถ อญฺญมญฺเญหีติ อญฺเญหิ อญฺเญหิ ฯ ปาเยหีติ เทสนาสีสเมตํ ฯ นฺหาเปหิ จ ปาเยหิ จาติ อตฺโถ ฯ อจฺจาสนสฺสาติ กรณตฺเถ สามิวจนํ ฯ อติอสเนน อติภุตฺเตนาติ อตฺโถ ฯ ปายาสสฺสปิ ตปฺปตีติ สปฺปิอาทิอภิสงฺขเตน มธุปายาเสนาปิ ตปฺปติ ติตฺโต โหติ ธาโต สุหิโต น ปุน ภุญฺชิตุกามตํ อาปชฺชติ ตสฺมา อยมฺปิ อสฺโส อิมสฺมึ ติฏฺเฐ นิวทฺธํ นฺหาปเนน ปริยตฺตึ อาปนฺโน ภวิสฺสติ อญฺญตฺถ น นฺหาเปถาติ ฯ
เต ตสฺส วจนํ สุตฺวา อสฺสํ อญฺญํ ติฏฺฐํ โอตาเรตฺวา ปายึสุ เจว นฺหาเปสุํ จ ฯ โพธิสตฺโต อสฺสสฺส ปานียํ ปิวิตฺวา นฺหาตกาเล รญฺโญ สนฺติกํ อคมาสิ ฯ ราชา กึ ตาต อสฺโส นฺหาโต จ ปิวิโต จาติ ปุจฺฉิ ฯ อาม เทวาติ ฯ ปฐมํ กึการเณน น อิจฺฉตีติ ฯ อิมินาปิ นาม เทว การเณนาติ สพฺพํ อาจิกฺขิ ฯ ราชา เอวรูปสฺส ติรจฺฉานสฺสาปิ นาม อาสยํ ชานาติ อโห ปณฺฑิโตติ โพธิสตฺตสฺส มหนฺตํ ยสํ ทตฺวา ชีวิตปริโยสาเน ยถากมฺมงฺคโต ฯ โพธิสตฺโตปิ ยถากมฺมเมว คโต ฯ
สตฺถา น ภิกฺขเว อหํ เอตสฺส อิทาเนว อชฺฌาสยํ ชานามิ ปุพฺเพปิ ชานามิเยวาติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา มงฺคลสฺโส อยํ ภิกฺขุ อโหสิ ราชา อานนฺโท ปณฺฑิตอมจฺโจ ปน อหเมว อโหสีติ ฯ
ติฏฺฐชาตกํ ปญฺจมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗