ทูตชาดก
ว่าด้วยทุกชีวิตเป็นทูตของท้อง
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๗๙ · บรรทัด ๒๐๙๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุโลเลรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า ยสฺสตฺถา ทูรมายนฺติ ดังนี้. เรื่องจักมีแจ้งในกากชาดก นวกนิบาต. ก็พระศาสดาตรัสเรียกภิกษุรูปนั้นมาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธอเป็นผู้โลเลเหลาะแหละเฉพาะในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน เธอก็เป็นผู้โลเลเหลาะแหละก็เพราะความเป็นผู้โลเลเหลาะแหละ เธอจวนจะถูกตัดศีรษะด้วยดาบ. แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นโอรสของพระเจ้าพรหมทัตนั้นพอเจริญวัยก็ได้เล่าเรียนศิลปศาสตร์ทั้งปวงในเมืองตักกศิลา พอพระชนกล่วงลับไป ก็ได้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ ได้เสวยโภชนะอันบริสุทธิ์ ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงมีพระนามว่า พระเจ้าโภชนสุทธิกราช. ได้ยินว่า พระองค์ทรงดำรงอยู่ในวิธีการเห็นปานนั้นเสวยพระกระยาหารซึ่งมีภาชนะใบหนึ่งสิ้นเปลืองค่าถึงแสนกหาปณะอนึ่ง เมื่อเสวยก็ไม่เสวยภายในพระราชมณเฑียรเพราะมีพระประสงค์จะให้มหาชนผู้ได้เห็นวิธีการเสวยของพระองค์ได้กระทำบุญ จึงให้สร้างรัตนมณฑปที่ประตูพระราชวัง เวลาจะเสวยก็ให้ประดับประดารัตนมณฑปนั้น แล้วประทับนั่งบนราชบัลลังก์อันล้วนด้วยทองคำภายใต้เศวตฉัตร แวดล้อมด้วยนางกษัตริย์ทั้งหลาย จึงเสวยพระกระยาหารอันมีรสซึ่งมีค่าถึงแสนกหาปณะ ด้วยภาชนะทองอันมีค่าแสนกหาปณะ. ครั้งนั้น มีบุรุษโลเลคนหนึ่งได้เห็นวิธีเสวยพระกระยาหารของพระราชานั้น อยากจะบริโภคโภชนะนั้น เมื่อไม่สามารถจะอดกลั้นความอยากได้ คิดว่าอุบายนี้ดี จึงนุ่งผ้าให้มั่นคงแล้วยกมือขึ้นข้างหนึ่งร้องเสียงดัง ๆ ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย เราเป็นทูต พลางเข้าไปเฝ้าพระราชา. ก็สมัยนั้น ในชนบทนั้น ใคร ๆ ย่อมห้ามคนที่กล่าวว่าเราเป็นทูต เพราฉะนั้น มหาชนจึงแยกออกเป็นสองฝ่ายให้โอกาส. บุรุษผู้นั้นรีบไปคว้าเอาก้อนภัตรก้อนหนึ่งจากภาชนะทองของพระราชาใส่ปาก. ลำดับนั้น ทหารดาบชักดาบออกด้วยหมายใจจักตัดหัวของบุรุษนั้น. พระราชาตรัสห้ามว่า อย่าประหาร แล้วตรัสว่าเจ้าอย่ากลัว จงบริโภคเถอะ แล้วทรงล้างพระหัตถ์ประทับนั่ง. และในเวลาเสร็จสิ้นการบริโภค พระราชาให้ประทานน้ำดื่มและหมากพลูแก่บุรุษผู้นั้นแล้วตรัสถานว่า บุรุษผู้เจริญ เจ้ากล่าวว่าเป็นทูต เจ้าเป็นทูตของใคร. บุรุษนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์เป็นทูตของตัณหา ตัณหาตั้งข้าพระองค์ให้เป็นทูตแล้วบังคับส่งมาว่าเจ้าจงไป ดังนี้แล้วได้กล่าวคาถา ๒ คาถาแรกว่า :-
สัตว์เหล่านี้ย่อมไปสู่ประเทศอันไกลหวังจะขอสิ่งของตามแต่จะได้ เพื่อประโยชน์แก่ท้องใด ข้าพระองค์เป็นทูตของท้องนั้นข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ ขอพระองค์อย่าได้ทรงพิโรธแก่ข้าพระองค์เลย. อนึ่ง มาณพทั้งหลาย ย่อมตกอยู่ในอำนาจของท้องใดทั้งกลางวันและกลางคืน ข้าพระองค์ก็เป็นทูตของท้องนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพขอพระองค์อย่าได้ทรงพิโรธแก่ข้าพระองค์เลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺสตฺถา ทูรมายนฺติ ความว่าสัตว์เหล่านี้เป็นผู้อยู่ในอำนาจของตัณหา ย่อมไปแม้ไกล ๆ เพื่อประโยชน์แก่ต้องใด. บทว่า รเถสภ ได้แก่ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพรถ. พระราชาได้ทรงสดับคำของบุรุษนั้นแล้วทรงพระดำริว่า ข้อนี้จริง สัตว์เหล่านี้เป็นทูตของท้อง เที่ยวไปด้วยอำนาจตัณหา และตัณหาก็ย่อมจัดแจงสัตว์เหล่านี้ บุรุษผู้นี้กล่าวถ้อยคำเป็นที่ชอบใจเรายิ่งนัก จึงทรงโปรดบุรุษผู้นั้น ตรัสพระคาถาที่ ๓ ว่า :-
ดูก่อนพราหมณ์ เราจะให้โคสีแดงพันตัวพร้อมทั้งโคจ่าฝูงแก่ท่าน แม้เราและสัตว์ทั้งมวลก็เป็นทูตของท้องทั้งสิ้น เพราะเราก็เป็นทูต ไฉนจะไม่ให้สิ่งของแก่ท่านผู้เป็นทูตเล่า. บทว่า พราหมณ นี้ในคาถานั้น เป็นเพียงคำร้องเรียก. บทว่า โรหิณีนํ แปลว่า มีสีแดง. บทว่า สห ปุงฺคเวน ได้แก่พร้อมกับโคผู้ซึ่งเป็นปริณายกจ่าฝูงผู้จะป้องกันอันตรายให้. บทว่า มยมฺปิ ความว่า เราและสัตว์ทั้งปวงที่เหลือ ย่อมเป็นทูตของท้องนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราเป็นทูตของต้องเสมอกันเพราะเหตุไรจึงจะไม่ให้แก่ท่านผู้เป็นทูตของท้องเล่า. ก็แหละครั้นตรัสอย่างนี้แล้วทรงมีพระทัยยินดีว่า บุรุษผู้เช่นท่านนี้แลให้เราได้ฟังเหตุที่ไม่เคยฟัง จึงได้ประทานยศใหญ่แก่บุรุษผู้นั้น. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้โลเลดำรงอยู่ในอนาคามิผล. ชนเป็นอันมากได้เป็นพระโสดาบันเป็นต้น. บุรุษผู้โลเลในกาลนั้น ได้เป็นภิกษุผู้เหลาะแหละในบัดนี้ ส่วนพระเจ้าโภชนสุทธิกราช ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาทูตชาดกที่ ๑๐
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ๑. สังกัปปราคชาดก ๒. ติลมุฏฐิชาดก ๓. มณิกัณฐชาดก๔. กุณฑกกุจฉิสินธวชาดก ๕. สุกชาดก ๖. ชรูทปานชาดก๗. คามณิจันทชาดก ๘. มันธาตุราชชาดก ๙. ติรีติวัจฉชาดก๑๐. ทูตชาดก.
จบ สังกัปปวรรคที่ ๑ ๒. ปทุมวรรค
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๘๙–๙๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติกนิบาตชาดก ๑๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
ทูตชาตกํ
ยสฺสตฺถา ทูรมายนฺตีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ โลลภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ วตฺถุ นวกนิปาเต กากชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ สตฺถา ปน ตํ ภิกฺขุํ อามนฺเตตฺวา นโข ภิกฺขุ อิทาเนว ปุพฺเพปิ ตฺวํ โลโล โลลฺยการเณน ปน อสินา สีสจฺเฉทํ ลภสีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตสฺส ปุตฺโต หุตฺวา วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา ปิตุ อจฺจเยน รชฺเช ปติฏฺฐาย โภชนสุทฺธิโก อโหสิ ฯ เตนสฺส โภชนสุทฺธิกราชาเตฺวว นามํ ชาตํ ฯ โส กิร ตถารูเป วิธาเน ฐตฺวา ตํ ภตฺตํ ภุญฺชติ ยโต ตสฺส เอกิสฺสา ภตฺตปาฏิยา สตสหสฺสคฺฆวโย โหติ ฯ ภุญฺชนฺโต ปน อนฺโตเคเห น ภุญฺชติ อตฺตโน โภชนวิธานํ โอโลเกนฺตํ มหาชนํ ปุญฺญานิ กาเรตุกามตาย ราชทฺวาเร รตนมณฺฑปํ การาเปตฺวา โภชนเวลาย ตํ อลงฺการาเปตฺวา กาญฺจนมเย สมุสฺสิตเสตจฺฉตฺเต ราชปลฺลงฺเก นิสีทิตฺวา ขตฺติยกญฺญาหิ ปริวุโต สตสหสฺสคฺฆนิกาย สุวณฺณปาติยา สตสหสฺสคฺฆนิกรสโภชนํ ภุญฺชติ ฯ
อเถโก โลลปุริโส ตสฺส โภชนวิธานํ โอโลเกตฺวา ตํ โภชนํ ภุญฺชิตุกาโม หุตฺวา ปิปาสํ สนฺธาเรตุํ อสกฺโกนฺโต อตฺเถโก อุปาโยติ ทฬฺหํ นิวาเสตฺวา หตฺถํ อุกฺขิปตฺวา โภ อหํ ทูโตติ อุจฺจาสทฺทํ กโรนฺโต ราชานํ อุปสงฺกมิ ฯ เตน จ สมเยน ตสฺมึ ชนปเท ทูโตมฺหีติ วทนฺเต น นิวาเรนฺติ ตสฺมา มหาชโน ทฺวิธา ภินฺทิตฺวา โอกาสํ อทาสิ ฯ โส เวเคน คนฺตฺวา รญฺโญ สุวณฺณปาติโต เอกํ ภตฺตปิณฺฑํ คเหตฺวา มุเข ปกฺขิปิ ฯ อถสฺส สีสํ ฉินฺทิสฺสามีติ อสิคฺคาโห อสึ อพฺพาเหสิ ฯ ราชา มา ปหรีติ นิวาเรตฺวา มา ภายิ ภุญฺชสฺสูติ หตฺถํ โธวิตฺวา นิสีทิ ฯ โภชนปริโยสาเน จสฺส อตฺตโน ปิวนปานียญฺเจว ตมฺพุลญฺจ ทาเปตฺวา ราชา โภ ปุริส ตฺวํ ทูโตมฺหีติ วเทสิ กสฺส ทูโตสีติ ปุจฺฉิ ฯ มหาราช อหํ ตณฺหาทูโต ตณฺหา มํ ทูตํ กตฺวา อาณาเปตฺวา ตฺวํ คจฺฉาหีติ เปเสสีติ วตฺวา ปุริมา เทฺว คาถา อโวจ
ยสฺสตฺถา ทูรมายนฺติ อมิตฺตมปิ ยาจิตุํ
ตสฺสูทรสฺสหํ ทูโต มา เม กุชฺฌ รเถสภ
ยสฺส ทิวา จ รตฺโต จ วสมายนฺติ มาณวา
ตสฺสูทรสฺสหํ ทูโต มา เม กุชฺฌ รเถสภาติ ฯ
ตตฺถ ยสฺสตฺถา ทูรมายนฺตีติ ยสฺสตฺถาย อิเม สตฺตา ตณฺหาวสิกา หุตฺวา ทูรมฺปิ คจฺฉนฺติ ฯ รเถสภาติ รถโยธเชฏฺฐก ฯ
ราชา ตสฺส วจนํ สุตฺวา สจฺจเมตํ อิเม สตฺตา อุทรทูตา ตณฺหาวเสน วิจรนฺติ ตณฺหา จ อิเม สตฺเต วิจาเรติ ยาว มนาปํ วต อิมินา กถิตนฺติ ตสฺส ปุริสสฺส ตุสิตฺวา ตติยํ คาถมาห
ททามิ เต พฺราหฺมณ โรหิณีนํ
ควํ สหสฺสํ สห ปุงฺคเวน
ทูโต หิ ทูตสฺส กถํ น ทชฺชํ
มยมฺปิ ตสฺเสว ภวาม ทูตาติ ฯ
ตตฺถ พฺราหฺมณาติ อาลปนมตฺตเมตํ ฯ โรหิณีนนฺติ รตฺตวณฺณานํ ฯ สห ปุงฺคเวนาติ ยูถปริณายเกน อุปทฺทวรกฺขเกน อุสเภน สทฺธึ ฯ มยมฺปีติ อหญฺจ อวเสสา จ สพฺพสตฺตา ตสฺเสว อุทรสฺส ทูตา ภวาม ตสฺมา อหํ อุทรทูโต สมาโน อุทรทูตสฺส ตุยฺหํ กสฺมา น ทชฺชนฺติ ฯ
เอวญฺจ ปน วตฺวา อิมินา จ ตุมฺหาทิเสน ปุริเสน อสฺสุตปุพฺพํ การณํ สาวิตนฺติ ตุฏฺฐจิตฺโต ตสฺส มหนฺตํ ยสํ อทาสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน โลลภิกฺขุ อนาคามิผเล ปติฏฺฐหิ ฯ พหู โสตาปนฺนาทโย อเหสุํ ฯ ตทา โลลปุริโส เอตรหิ โลลภิกฺขุ ฯ โภชนสุทฺธิกราชา ปน อหเมวาติ ฯ
ทูตชาตกํ ทสมํ ฯ
สงฺกปฺปวคฺโค ปฐโม ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗