ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. วาตัคคสินธวชาดก
ชาดกที่ ๒๖๖ · ติกนิบาตชาดก · ปทุมวรรค

วาตัคคสินธวชาดก

ว่าด้วยมิตรสันถวะเกิดแต่แรกพบ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๓๙๗ · บรรทัด ๒๑๗๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากวาตัคคสินธวชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับ อยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภกฎุมพีคนหนึ่งในพระนครสาวัตถี จึงตรัสเรื่องนี้ มีค่าเริ่มต้นว่าเยนาสิ กีสิยา ปณฺฑุ ดังนี้. ได้ยินว่า หญิงคนหนึ่งในเมืองสาวัตถี เห็นกฎุมพีรูปงามคนหนึ่ง ได้มีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่. ไฟคือกิเลสเกิดขึ้นภายในของนางประดุจเผาร่างกายทั้งสิ้น. นางไม่ได้รับความยินดีเพลิดเพลินทางกายและทางใจเลย แม้อาหารนางก็ไม่ชอบใจ นอนเกาะแม่แคร่เตียงอย่างเดียว. ลำดับนั้น หญิงผู้รับใช้และหญิงสหาย ได้ถามนางว่าเพราะเหตุไรหนอ เธอจึงมีจิตซัดส่ายนอนเกาะแม่แคร่เตียง เธอไม่มีความผาสุกอะไรหรือ ? นางอันพวกเพื่อนหญิงไม่ได้กล่าวครั้งเดียว สองครั้ง กล่าวบ่อย ๆ จึงได้บอกเนื้อความนั้น แก่เพื่อนหญิงเหล่านั้น. ลำดับนั้น เพื่อนหญิงเหล่านั้นจึงปลอบโยนนางให้เบาใจแล้วกล่าวว่า นางผู้เจริญ เธออย่าเสียใจเลย พวกเราจักนำกฎุมพีมาให้ แล้วไปปรึกษากับกฎุมพี. กฎุมพีนั้นปฏิเสธ เมื่อพวกหญิงเหล่านั้นพูดจาบ่อยเข้าจึงรับคำ. หญิงเหล่านั้นกล่าวว่า ท่านจงมาในวันโน้นเวลาโน้น ดังนี้ ให้กฎุมพีรับคำปฏิญญาแล้ว จึงไปบอกให้หญิงนั้นทราบ. หญิงนั้นเมื่อได้ฟังข่าวจึงจัดแจงห้องนอนของตนแต่งตัวแล้วนั่งบนที่นอน เมื่อกฎุมพีนั้นมานั่ง ณ ส่วนหนึ่งของที่นอน จึงคิดว่า ถ้าเราไม่ทำให้นักแน่นต่อเขาไว้ ให้โอกาสเสียแต่เดี๋ยวนี้ ความเป็นใหญ่ของเราก็จักเสื่อมไป ชื่อว่าการให้โอกาสในวันที่เขามาถึงทีเดียว มิใช่เหตุอันควร วันนี้เราทำให้เขาเก้อ ในวันอื่น จึงจักให้โอกาส. ลำดับนั้น นางจูงมือเขาผู้ปรารภ จะหยอกล้อเล่นด้วยการจับมือเป็นต้น แล้วฉุดออกมาพร้อมกับพูดว่า หลีกไปหลีกไป เราไม่ต้องการท่าน. กฎุมพีนั้นจึงหยุดชะงัก ละอายใจลุกขึ้นไปบ้านของตนเลยทีเดียว. หญิงนอกนี้รู้ว่า หญิงนั้นกระทำอย่างนั้นเมื่อกฎุมพีออกไปแล้ว จึงเข้าไปหาหญิงนั้นพากันพูดอย่างนี้ว่า เธอมีจิตปฏิพัทธ์กฎุมพีนั้น ถึงกับห้ามอาหารนอนอยู่ เมื่อเป็นเช่นนั้นพวกเราอ้อนวอนเธอบ่อย ๆ แล้วนำเขามาให้ เพราะเหตุไร จึงไม่ให้โอกาสแก่เขา. นางจึงบอกความมุ่งหมายอันนั้นให้ทราบ. หญิงเหล่านั้นกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น เจ้าจักปรากฏผลในวันหน้า แล้วพากันหลีกไปเสีย. กฎุมพีก็ไม่หันกลับมามองดูอีก. หญิงนั้นเมื่อไม่ได้กฎุมพีนั้นก็ซูบซีดอดอาหาร ถึงความสิ้นชีวิตไปในที่นั้นเอง. กฎุมพีได้ฟังว่าหญิงนั้นตายแล้ว จึงถือดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นอันมากไปยังพระวิหารเขตวัน บูชาพระศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง และถูกพระศาสดาตรัสถามว่า อุบาสก เพราะเหตุไรหนอท่านจึงหายหน้าไปไม่ปรากฏ จึงกราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ละอายใจ ตลอดกาลประมาณเท่านี้ จึงไม่ได้มาสู่ที่พุทธอุปัฏฐาก. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก หญิงนั้นให้เรียกท่านมาด้วยอำนาจของกิเลส ครั้นในเวลาท่านมาแล้ว ไม่ให้โอกาส ทำให้ท่านได้อาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น ก็แม้ในกาลก่อน นางมีจิตปฏิพัทธ์แม้ในบัณฑิตทั้งหลาย ให้เรียกมาแล้วครั้นในเวลามาถึงไม่ให้โอกาส ทำให้ลำบากถ่ายเดียวแล้วส่งไป อันกฏุมพีนั้นทูลอ้อนวอนแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลม้าสินธพ ได้ชื่อว่าวาตัคคสินธพ ได้เป็นม้ามงคลของพระเจ้าพรหมทัตนั้น. คนผู้ดูแลม้า พาม้าสินธพนั้นไปอาบน้ำในแม่น้ำคงคา. ครั้งนั้น นางม้าชื่อว่าภัททลีได้เห็นม้าสินธพนั้นมีจิตปฏิพัทธ์ สั่นด้วยอำนาจกิเลส ไม่กินหญ้าไม่ดื่มน้ำ ซูบซีด ผอมได้มีสักแต่ว่าหนังหุ้มกระดูก. ลำดับนั้น ลูกม้าเห็นแม่นั้นซูบผอมจึงถามว่า แม่ เพราะเหตุไรหนอ แม่จึงไม่กินหญ้า ไม่ดื่มน้ำ ซูบซีด นอนสั่นอยู่ในที่นั้น ๆ แม่ไม่มีผาสุกอะไรหรือนางม้านั้นไม่บอก เมื่อถูกถามบ่อย ๆ เข้า จึงได้บอกเนื้อความนั้นลำดับนั้นลูกม้าจึงปลอบโยนแม่ม้าให้เบาใจแล้วกล่าวว่า แม่อย่าเสียใจฉันจักนำม้าสินธพนั้นมาแสดง ครั้นในเวลาที่ม้าวาตัคคสินธพมาอาบน้ำ จึงเข้าไปหาแล้วกล่าวว่า ข้าแต่พ่อ มารดาของข้าพเจ้ามีจิตปฏิพัทธ์ในตัวท่าน อดอาหารซูบซีดจักตาย ขอท่านจงให้ทานชีวิตแก่มารดาของข้าพเจ้าด้วยเถิด. วาตัคคสินธพกล่าวว่า ดีละพ่อ เราจักให้พวกคนเลี้ยงม้าให้เราอาบน้ำแล้ว จะปล่อยเพื่อให้เที่ยวหาอาหารกินที่ฝั่งแม่น้ำคงคาสักพักหนึ่ง เจ้าจงพามารดามายังประเทศนั้นเถิด. ลูกม้านั้นไปพามารดามาแล้วปล่อยไว้ในประเทศที่นั้น แล้วได้ยืนอยู่ในที่มิดชิด ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ฝ่ายคนเลี้ยงม้าทั้งหลายได้ปล่อยวาตัคคสินธพไว้ในที่นั้น. วาตัคคสินธพนั้นแลเห็นนางม้าจึงเข้าไปหา. ลำดับนั้น นางม้านั้น เมื่อม้าวาตัคคสินธพเข้าไปเสียดสีกายตนอยู่ จึงคิดว่าถ้าเราไม่หนักแน่นให้โอกาสแก่เขาในขณะที่มาถึงทีเดียว เมื่อเป็นเช่นนั้น ยศและความเป็นใหญ่ของเราจักเสื่อมเสียไป เราควรจะทำเป็นเหมือนไม่ปรารถนาเถิด แล้วจึงเอาเท้าดีดลูกคางม้าสินธพแล้วหนีไป. ทันใดนั้น ได้เป็นเหมือนเวลาที่รากฟันทำลายล่วงไป. วาตัคคสินธพคิดว่า เราจะประโยชน์อะไรกับอีม้าตัวนี้ เป็นผู้มีความละอายใจหนีไปจากที่นั้นทันที. นางม้านั้นมีความวิปฏิสาร ล้มลงในที่นั้นเองนอนเศร้าโศกอยู่. ลำดับนั้น ลูกม้าได้เข้าไปหานางม้าผู้มารดา เมื่อจะถามจึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

คุณแม่เป็นโรคผอมเหลือง ไม่ชอบใจอาหาร เพราะม้าตัวใดเป็นเหตุให้มีจิตปฏิพัทธ์ ม้าตัวนั้นก็มาคบหาสมาคมแล้วเพราะเหตุไร คุณแม่จึงให้ม้าตัวนั้นหนีไปเสียในบัดนี้เล่าบรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เยนาสิ ความว่า เพราะม้าตัวใดเป็นเหตุให้มีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่. นางม้าได้ฟังคำลูก จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :ลูกเอ๋ย ขึ้นชื่อว่ามิตรสันถวะ จะเกิดแต่แรกทีเดียว ยศของสตรีทั้งหลายก็จะเสื่อมเสีย เพราะฉะนั้น แม่จึงแสร้งทำให้พระยาม้าหนีไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาทิเกเนว แปลว่า แต่ต้นทีเดียว. คือแต่แรกทีเดียว. บทว่า สนฺถโว ได้แก่ มิตรสันถวะด้วยอำนาจการประกอบ เมถุนธรรม. บทว่า ยโส หายติ อิตฺถีนํ ความว่า ดูก่อนพ่อ เพราะว่า เมื่อสตรีทั้งหลายผู้ไม่เล่นตัว ย่อมทำความเชยชิดเสียแต่เริ่มแรก ยศย่อมเสื่อมเสียไป คือ ความเป็นใหญ่ที่จะพึงได้ย่อมเสื่อมไป. นางม้านั้นบอกสภาพของสตรีทั้งหลายแก่ลูก ด้วยประการฉะนี้. พระศาสดาเป็นผู้ตรัสรู้ยิ่ง แล้วตรัสคาถาที่ ๓ ว่า :-

สตรีใด ไม่ปรารถนาบุรุษผู้เกิดในตระกูลมียศศักดิ์ ที่มีคนชักพามา สตรีนั้นจะต้องเศร้าโศกอยู่สิ้นกาลนาน เหมือนนางม้าเศร้าโศกถึงพระยาม้าวาตัคคะ ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสสฺสินํ แปลว่า ผู้สมบูรณ์ด้วยยศ. บทว่า ยา น อิจฺฉติ ความว่า สตรีใดไม่ปรารถนาบุรุษเห็นปานนั้น. บทว่า จิรรตฺตาย แปลว่า ตลอดกาลนาน อธิบายว่าตลอดกาลยาวนาน. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วจึงประกาศสัจจะทั้งหลาย แล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ กฎุมพีดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. นางม้าในกาลนั้น ได้เป็นหญิงคนนั้น ในบัดนี้. ส่วนวาตัคคสินธพได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาวาตัคคสินธพชาดกที่ ๖

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๑๒๘–๑๓๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติกนิบาตชาดก · ๑๙ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

วาตคฺคสินฺธวชาตกํ

เยนาสิ กีสิยา ปณฺฑูติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต สาวตฺถิยํ อญฺญตรํ กุฏุมฺพิกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

สาวตฺถิยํ กิเรกา อิตฺถี เอกํ อภิรูปํ กุฏุมฺพิกํ ทิสฺวา ปฏิพทฺธจิตฺตา อโหสิ ฯ สกลสรีรํ ฌายมาโน วิย ตสฺสา อพฺภนฺตเร กิเลสคฺคิ อุปฺปชฺชิ ฯ สา เนว กายสฺสาทํ น จิตฺตสฺสาทํ อลภิ ฯ ภตฺตมฺปิสฺสา น รุจฺจิ ฯ เกวลํ มญฺจกอฏนึ คเหตฺวา นิปชฺชิ ฯ อถ นํ อุปฏฺฐายิกา จ สหายิกา จ ปุจฺฉึสุ กินฺนุโข ตฺวํ กมฺปมานจิตฺตา อฏนึ คเหตฺวา นิปนฺนา กินฺเต อผาสุกนฺติ ฯ ตาสํ เอกํ เทฺว วาเร อกเถตฺวา ปุนปฺปุนํ วุจฺจมานา ตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ อถ นํ ตา สมสฺสาเสตฺวา ตฺวํ มา โภติ จินฺตยิ มยํ ตํ อาเนสฺสามาติ วตฺวา คนฺตฺวา กุฏุมฺพิเกน สทฺธึ มนฺเตสุํ ฯ โส ปฏิกฺขิปิตฺวา ปุนปฺปุนํ วุจฺจมาโน อธิวาเสสิ ฯ ตา อสุกทิวเส อสุกเวลาย อาคจฺฉาหีติ ปฏิญฺญํ คาเหตฺวา คนฺตฺวา ตสฺสา อาโรเจสุํ ฯ สา สุณนฺตี อตฺตโน สยนคพฺภํ สชฺเชตฺวา อตฺตานํ อลงฺกริตฺวา สยนปิฏฺเฐ นิสินฺนา ตสฺมึ อาคนฺตฺวา สยเนกเทเส นิสินฺเน จินฺเตสิ สจาหํ อิมสฺส คุรุกํ อกตฺวา อิทาเนว โอกาสํ กริสฺสามิ อิสสริยํ เม ปริหายิสฺสติ อาคตทิวเสเยว โอกาสกรณํ นาม อการณํ อชฺช นํ มงฺกุํ กตฺวา อญฺญสฺมึ ทิวเส โอกาสํ กริสฺสามีติ ฯ อถ นํ หตฺถคฺคหณาทิวเสน เกฬึ กาตุํ อารทฺธํ หตฺเถ คเหตฺวา อเปหิ อเปหิ น เม ตยา อตฺโถติ นิกฺกฑฺเฒสิ ฯ โส โอสกฺกิตฺวา ลชฺชิโต อุฏฺฐาย อตฺตโน เคหเมว คโต ฯ อิตรา อิตฺถิโย ตาย ตถากตภาวํ ญตฺวา กุฏุมฺพิเก นิกฺขนฺเต ตํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวมาหํสุ ตฺวํ ตสฺมึ ปฏิพทฺธจิตฺตา อาหารํ ปฏิกฺขิปิตฺวา นิปชฺชิ อถ นํ มยํ ปุนปฺปุนํ ยาจิตฺวา อานยิมฺหา ตสฺส กสฺมา โอกาสํ น อกาสีติ ฯ สา ตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ อิตรา เตนหิ ปญฺญายิสฺสสีติ วตฺวา ปกฺกมึสุ ฯ กุฏุมฺพิโก ปุน นิวตฺติตฺวา น โอโลเกสิ ฯ สา ตํ อลภมานา สุสฺสมานา นิราหารา ตตฺเถว ชีวิตกฺขยํ ปาปุณิ ฯ กุฏุมฺพิโก ตสฺสา มตภาวํ สุตฺวา พหุมาลาคนฺธวิเลปนํ อาทาย เชตวนํ คนฺตฺวา สตฺถารํ ปูเชตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ สตฺถารา จ กินฺนุโข อุปาสก น ปญฺญายสีติ ปุจฺฉิโต ตมตฺถํ อาโรเจตฺวา สฺวาหํ ภนฺเต เอตฺตกํ กาลํ ลชฺชาย พุทฺธุปฏฺฐานํ นาคโตติ อาห ฯ สตฺถา อุปาสก น อิทาเนว สา กิเลสวเสน ตํ ปกฺโกสาเปตฺวา อาคตกาเล ตํ โอกาสํ อกตฺวา ลชฺชาเปสิ ปุพฺเพปิ ปน ปณฺฑิเตสุปิ (ปุพฺเพ) ปฏิพทฺธจิตฺตา หุตฺวา ปกฺโกสาเปตฺวา อาคตกาเล โอกาสํ อกตฺวา กิลเมตฺวาว อุยฺโยเชสีติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต สินฺธวกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วาตคฺคสินฺธโว นาม หุตฺวา ตสฺส มงฺคลอสฺโส อโหสิ ฯ อสฺสโคปกา ตํ เนตฺวา คงฺคาย นฺหาเปนฺติ ฯ อถ นํ ภทฺทลี ๑- นาม คทฺรภี ทิสฺวา ปฏิพทฺธจิตฺตา หุตฺวา กิเลสวเสน กมฺปมานา เนว ติณํ ขาทติ น ปานียํ ปิวติ ปริสุสฺสิตฺวา กีสา อฏฺฐิจมฺมมตฺตา อโหสิ ฯ อถ นํ คทฺรภปุตฺโต ๒- มาตรํ ปริสุสฺสมานํ ทิสฺวา กินฺนุโข ตฺวํ อมฺม เนว ติณํ ขาทสิ น ปานียํ ปิวสิ ปริสุสฺสิตฺวา ตตฺถ ตตฺถ กมฺปมานา นิปชฺชสิ กึ เต อผาสุกนฺติ ปุจฺฉิ ฯ สา อกเถตฺวา ปุนปฺปุนํ วุจฺจมานา ตมตฺถํ กเถสิ ฯ อถ นํ ปุตฺโต สมสฺสาเสตฺวา อมฺม มา จินฺตยิ อหํ ตํ อาเนตฺวา ทสฺสามีติ วตฺวา วาตคฺคสินฺธวสฺส นฺหายิตุํ อาคมนกาเล ตํ อุปสงฺกมิตฺวา ตาต มยฺหํ มาตา ตุมฺเหสุ ปฏิพทฺธจิตฺตา นิราหารา สุสฺสิตฺวา มริสฺสติ ชีวิตทานมสฺสา เทถาติ อาห ฯ สาธุ ตาต ทสฺสามิ อสฺสโคปกา มํ นฺหาเปตฺวา โถกํ คงฺคาตีเร โคจรณตฺถาย วิสชฺเชนฺติ ตฺวํ มาตรํ คเหตฺวา ตํ ปเทสํ เอหีติ ฯ โส คนฺตฺวา มาตรํ อาเนตฺวา ตสฺมึ ปเทเส วิสชฺเชตฺวา เอกมนฺตํ ปฏิจฺฉนฺเน อฏฺฐาสิ ฯ อสฺสโคปกาปิ วาตคฺคสินฺธวํ ตสฺมึ ฐาเน วิสชฺเชสุํ ฯ โส (วาตคฺโค) คทฺรภึ

@เชิงอรรถ: ๑ กุนฺทาฬี ฯ ๒ ปุตฺโต คทฺรภโปตโก ฯ โอโลเกนฺโต อุปสงฺกมิ ฯ อถ สา คทฺรภี ตสฺมึ อุปสงฺกมิตฺวา อตฺตโน สรีรํ อุปสิงฺฆมาเน สจาหํ คุรุํ อกตฺวา อาคตกฺขเณเยวสฺส โอกาสํ กริสฺสามิ เอวํ เม ยโส จ อิสฺสริยญฺจ ปริหายิสฺสติ อนิจฺฉมานาย วิย ภวิตุํ วฏฺฏตีติ จินฺเตตฺวา สินฺธวสฺส เหฏฺฐาหนุเก ปาเทน ปหริตฺวา ปลายิ ฯ ตโต ทนฺตมูลสฺส ภิชฺชิตฺวา คตกาโล วิย อโหสิ ฯ วาตคฺคสินฺธโว โก เม เอตาย อตฺโถติ ลชฺชิโต ตโตว ปลายิ ฯ สา วิปฺปฏิสารินี หุตฺวา ตตฺเถว ปติตฺวา โสจมานา นิปชฺชิ ฯ อถ นํ ปุตฺโต อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺฉนฺโต ปฐมํ คาถมาห

เยนาสิ กีสิยา ปณฺฑุ เยน ภตฺตํ น รุจฺจติ

อยํ โส อาคโต ภตฺโต ๑- กสฺมาทานิ ปลายสีติ ฯ

ตตฺถ เยนาสีติ ยสฺมึ ปฏิพทฺธจิตฺตา เยน การณภูเตน ฯ

ปุตฺตสฺส วจนํ สุตฺวา คทฺรภี ทุติยํ คาถมาห

นุ โข ปนาทิเกเนว สนฺถโว นาม ชายติ

ยโส หายติ อิตฺถีนํ ตสฺมา ตาต ปลายิหนฺติ ฯ

ตตฺถ อาทิเกเนวาติ อาทิโตว ปฐมญฺเญว ฯ สนฺถโวติ เมถุนธมฺมสํโยควเสน มิตฺตสนฺถโวติ ฯ ยโส หายติ อิตฺถีนนฺติ ตาต อิตฺถีนมฺหิ คุรุกํ อกตฺวา อาทิโตว สนฺถวํ กุรุมานานํ ยโส หายติ อิสฺสริยลภิตพฺพภาโว ปริหายตีติ ฯ เอวํ สา อิตฺถีนํ สภาวํ ปุตฺตสฺส กเถสิ ฯ

ตติยคาถํ ปุน สตฺถา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา อาห

@เชิงอรรถ: ๑ ตาโต ฯ

ยสสฺสินํ กุเล ชาตํ อาภตํ ยา น อิจฺฉติ

โสจตี จิรรตฺตาย วาตคฺคมิว คทฺรภีติ ฯ

ตตฺถ ยสสฺสินนฺติ ยสสมฺปนฺนํ ฯ ยา น อิจฺฉตีติ ยา อิตฺถี ตถารูปํ ปุริสํ น อิจฺฉติ ฯ จิรรตฺตายาติ จิรํ รตฺตํ ทีฆมทฺธานนฺติ อตฺโถ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน กุฏุมฺพิโก โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา คทฺรภี สา อิตฺถี อโหสิ ฯ วาตคฺคสินฺธโว ปน อหเมวาติ ฯ

วาตคฺคสินฺธวชาตกํ ฉฏฺฐมํ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๖๕. ขุรัปปชาดกชาดกถัดไป๒๖๗. สุวรรณกักกฏกชาดก