ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. อุลูกชาดก
ชาดกที่ ๒๗๐ · ติกนิบาตชาดก · ปทุมวรรค

อุลูกชาดก

ว่าด้วยหน้าตาไม่ดีไม่ควรให้เป็นใหญ่

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๐๙ · บรรทัด ๒๒๑๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากอุลูกชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการทะเลาะของกาและนกเค้า จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า สพฺเพหิ กิร าตีหิ ดังนี้. ได้ยินว่า ในกาลครั้งนั้น กาทั้งหลายพากันกินนกเค้าทั้งหลายในตอนกลางวัน ฝ่ายนกเค้าทั้งหลาย จำเดิมแต่พระอาทิตย์อัศดงคตก็พากันเฉี่ยวศีรษะของพวกกาที่นอนอยู่ในที่นั้น ๆ ทำให้พวกกาเหล่านั้นถึงความสิ้นชีวิตไป. ศีรษะกาแม้มากมาย เปื้อนเลือดประมาณ๗-๘ ทนาน หล่นจากต้นไม้ ภิกษุรูปหนึ่งผู้อยู่ในบริเวณแห่งหนึ่งท้ายพระวิหารเชตวัน ต้องเก็บทิ้งในเวลากวาด. ภิกษุนั้นจึงบอกเนื้อความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุเหล่านั้นนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ได้ยินว่า ในเวลาที่ภิกษุรูปโน้นกวาดจะต้องทิ้งศีรษะกาทั้งหลายมีประมาณเท่านี้ทุกวัน ๆ พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนึ่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่ามิใช่ในบัดนี้เท่านั้นน่ะ ภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน กากับนกเค้าก็ได้กระทำการทะเลาะกันมาแล้ว. ภิกษุทั้งหลายทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กากับนกเค้าก่อเวรแก่กันและกันขึ้นในคราวไรพระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า จำเดิมแต่กาลอันเป็นปฐมกัปทีเดียวแล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งปฐมกัป มนุษย์ทั้งหลายประชุมกัน คัดเลือกบุรุษคนหนึ่งผู้มีรูปงาม ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยความงาม สมบูรณ์ด้วยมารยาท บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง แต่งตั้งให้เป็นพระราชา. ฝ่ายสัตว์ ๔ เท้าก็ประชุมกันตั้งราชสีห์ให้เป็นพระราชา. พวกปลาในมหาสมุทรก็ได้ตั้งปลาอานนท์ให้เป็นพระราชา. ลำดับนั้น หมู่นกพากันประชุมที่หินดาดแห่งหนึ่ง ในหิมวันตประเทศ ปรึกษากันว่าในหมู่มนุษย์พระราชาก็ปรากฏ ในสัตว์ ๔ เท้าและปลาทั้งหลาย ก็ปรากฏเหมือนอย่างนั้น แต่ในระหว่างพวกเรา พระราชายังไม่มีธรรมดาว่า การอยู่โดยไม่มีที่พึ่ง ย่อมไม่ควร แม้พวกเราก็ควรจะได้พระราชา พวกเราจงกำหนดนกตัวหนึ่งผู้สมควรตั้งไว้ในตำแหน่งพระราชา. นกทั้งหลายพิจารณาหานกเช่นนั้น เห็นนกเค้าตัวหนึ่งก็ชอบใจ จึงกล่าวว่า เราชอบใจนกตัวนี้. ลำดับนั้น นกตัวหนึ่งจึงประกาศขึ้น ๓ ครั้ง เพื่อต้องการหยั่งดูอัธยาศัยใจคอของนกทุกตัว. เมื่อนกตัวนั้นร้องประกาศอยู่ ๒ ครั้ง ก็ยังสงบเงียบอยู่ ในเวลาจะประกาศครั้งที่ ๓ กาตัวหนึ่งลุกขึ้นกล่าวว่า ก่อนอื่น ในเวลาอภิเษกเป็นพระราชาครั้งนี้ หน้าของนกเค้าผู้ยังไม่โกรธ ยังเห็นปานนี้ก่อนเมื่อเขาโกรธ หน้าจักเป็นเช่นไร ก็พวกเขาผู้ถูกนกเค้าตัวนี้โกรธแลดูแล้วจักแตกตื่นกันในที่นั้นทันที เหมือนเกลือที่ใส่ในกระเบื้องร้อนฉะนั้น การตั้งนกเค้านี้ให้เป็นพระราชา ข้าพเจ้าหาพอใจไม่เมื่อจะประกาศเนื้อความนี้จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ได้ยินว่า พวกญาติทั้งปวงจะตั้งนกเค้าให้เป็นใหญ่ ถ้าพวกญาติอนุญาต ฉันจะขอพูดสักคำหนึ่ง. ความของคาถานั้นว่า ฉันได้ฟังการกล่าวประกาศ ซึ่งกำลังเป็นไปอยู่นั้น จึงขอกล่าว. ได้ยินว่าพวกญาติที่มาประชุมกันนี้ทั้งหมดจะตั้งนกเค้าตัวนี้ให้เป็นพระราชา ก็ถ้าพวกญาติจะอนุญาตฉันไซร้ฉันขอกล่าวอะไร ๆ สักคำหนึ่งที่จะพึงกล่าวในสมาคมนี้. ลำดับนั้น นกทั้งหลายเมื่อจะอนุญาตกานั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ว่า :ดูก่อนสหาย เราทั้งหมดอนุญาตให้ท่านพูด แต่จงพูดแต่ถ้อยคำที่เป็นอรรถและธรรมอย่างเดียว เพราะว่านกหนุ่ม ๆ ที่มีปัญญาและทรงญาณอันรุ่งเรือง ยังมีอยู่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภณ สมฺม อนุญฺาโต ความว่าดูก่อนกาผู้สหาย พวกเราอนุญาต ท่านจงพูดสิ่งที่ควรพูดเถิด. บทว่า อตฺถํ ธมฺมญฺจ เกวลํ ความว่า ก็เมื่อท่านจะกล่าวจะกล่าวอย่าให้ละเลยเหตุ และคำอันมีมาตามประเพณีเสีย. บทว่า ปญฺวนฺโต ชุตินฺธรา ความว่า พวกนกแม้หนุ่ม ๆ ที่สมบูรณ์ด้วยปัญญา และทรงแสดงสว่างแห่งญาณความรู้ยังมีอยู่เหมือนกัน. กาตัวนั้นอันพวกนกอนุญาตอย่างนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๓ว่า :ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลายการแต่งตั้งนกเค้าให้เป็นใหญ่ ข้าพเจ้าไม่ชอบใจ ท่านจงมองดูหน้าของนกเค้าผู้ไม่โกรธเถิด นกเค้าโกรธแล้วจักทำหน้าตาอย่างไร. เนื้อความของคาถานั้นนั้นว่า ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย การที่ท่านทั้งหลายทำการอภิเษกนกเค้าด้วยการประกาศ ๓ครั้งนั้น ข้าพเจ้าไม่ชอบใจ ก็ท่านทั้งหลายจงมองดูหน้าของนกเค้านี้ผู้ดีใจยังไม่โกรธในขณะนี้ เราไม่รู้ว่า ก็นกเค้านี้โกรธแล้วจักกระทำหน้าอย่างไร การตั้งนกเค้าให้เป็นใหญ่นี้ ข้าพเจ้าจึงไม่ชอบโดยประการทั้งปวง. กานั้นครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วบินร้องไปในอากาศว่า ข้าพเจ้าไม่ชอบใจ ข้าพเจ้าไม่ชอบใจ. ฝ่ายนกเค้าก็บินขึ้นไล่ติดตามกานั้นไป. ตั้งแต่นั้นมา กากับนกเค้าจึงได้ผูกเวรกันและกัน . นกทั้งหลายตั้งหงส์ทองให้เป็นพระราชา แล้วพากันหลีกไป. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะแล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ คนเป็นอันมากได้เป็นพระโสดาบันเป็นต้น. หังสโปดกผู้ได้รับอภิเษกให้เป็นพระราชาในกาลนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาอุลูกชาดกที่ ๑๐

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ๑. ปทุมชาดก ๒. มุทุปาณิชาดก ๓. จุลลปโลภนชาดก๔. มหาปนาทชาดก ๕. ขุรัปปชาดก ๖. วาตัคคสินธวชาดก๗. สุวรรณกักกฏกชาดก ๘. อารามทูสกชาดก ๙. สุชาตาชาดก๑๐. อุลูกชาดก

จบ ปทุมวรรคที่ ๒ ๓. อุทปานทุสกวรรค

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๑๕๖–๑๖๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติกนิบาตชาดก · ๒๐ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อุลูกชาตกํ

สพฺเพหิ กิร ญาตีหีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต กาโกลูกกลหํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตสฺมึ หิ กาเล กากา ทิวา อุลูเก ขาทนฺติ ฯ อุลูกา สูริยตฺถงฺคมนโต ปฏฺฐาย ตตฺถ ตตฺถ สยิตานํ กากานํ สีสานิ ฉินฺทิตฺวา เต ชีวิตกฺขยํ ปาเปนฺติ ฯ อเถกสฺส ภิกฺขุโน เชตวน- ปจฺจนฺเต เอกสฺมึ ปริเวเณ วสนฺตสฺส สมฺมชฺชนกาเล รุกฺขโต ปติตานิ สตฺตฏฺฐนาฬิมตฺตานิปิ โลหิตมกฺขิตานิ พหุตรานิปิ กากสีสานิ ฉฑฺเฑตพฺพานิ โหนฺติ ฯ โส ตมตฺถํ ภิกฺขูนํ อาโรเจสิ ฯ เต ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส อสุกสฺส กิร ภิกฺขุโน วสนฏฺฐาเน ทิวเส ทิวเส เอตฺตกานิ นาม กากสีสานิ ฉฑฺเฑตพฺพานิ โหนฺตีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ กลหํ กโรนฺติเยวาติ วตฺวา ๑- กทา ปน ภนฺเต กากานญฺจ อุลูกานญฺจ อญฺญมญฺญํ เวรํ อุปฺปนฺนนฺติ ปุจฺฉึสุ ฯ สตฺถา ปฐมกปฺปกาลโต ปฏฺฐายาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต ปฐมกปฺปกาเล มนุสฺสา สนฺนิปติตฺวา เอกํ อภิรูปํ โสภคฺคปฺปตฺตํ อาจารสมฺปนฺนํ สพฺพาการปริปุณฺณํ ปุริสํ คเหตฺวา ราชานํ กรึสุ ฯ จตุปฺปทาปิ สนฺนิปติตฺวา เอกํ สีหํ ราชานํ กรึสุ ฯ มหาสมุทฺเท มจฺฉา อานนฺทํ นาม มจฺฉํ ราชานํ อกรึสุ ฯ ตโต

@เชิงอรรถ: ๑ อาห ฯ สกุณคณา หิมวนฺตปฺปเทเส เอกสฺมึ ปิฏฺฐิปาสาเณ สนฺนิปติตฺวา มนุสฺเสสุ ราชา ปญฺญายติ ตถา จตุปฺปเทสุ เจว มจฺเฉสุ จ อมฺหากํ ปน อนฺตเร ราชา นาม นตฺถิ อปฺปติสฺสวาโส นาม น วฏฺฏติ อมฺหากมฺปิ ราชานํ ลทฺธุํ วฏฺฏติ เอกํ ราชฏฺฐาเน ฐเปตพฺพยุตฺตกํ ชานาถาติ ฯ เต ตาทิสํ สกุณํ โอโลกยมานา เอกํ อุลูกํ ทิสฺวา โรเจตฺวา อยํ โน รุจฺจตีติ อาหํสุ ฯ อเถโก สกุโณ สพฺเพสํ อชฺฌาสยคฺคหณตฺถาย ติกฺขตฺตุํ สาเวติ ฯ ตสฺส สาเวนฺตสฺส เทฺว สาวนา อธิวาเสตฺวา ตติยสาวนาย เอโก กาโก อุฏฺฐาย อกฺกุทฺธสฺส ตาว ตสฺส อิมสฺมึ ราชาภิเสกกาเล เอวรูปํ มุขํ กุทฺธสฺส กีทิสํ ภวิสฺสติ อิมินา หิ กุทฺเธน โอโลกิตา มยํ ตตฺตกปาเล ปกฺขิตฺตโลณํ วิย ตตฺเถว ภิชฺชิสฺสาม อิมํ ราชานํ กาตุํ มยฺหํ น รุจฺจตีติ อิมมตฺถํ ปกาเสตุํ ปฐมํ คาถมาห

สพฺเพหิ กิร ญาตีหิ โกสิโย อิสฺสโร กโต

สเจ ญาตีหิ อนุญฺญาโต ภเณยฺยาหํ เอกวาจิกนฺติ ฯ

ตสฺสตฺโถ ยา เอสา สาวนา วตฺตติ ตํ สุตฺวา วทามิ สพฺเพหิ กิร อิเมหิ สมาคเตหิ ญาตีหิ อยํ โกสิโย ราชา กโต สเจ ปนาหํ ญาตีหิ อนุญฺญาโต ภเวยฺยํ เอตฺถ วตฺตพฺพํ เอกวาจิกํ กิญฺจิ ภเณยฺยนฺติ ฯ

อถ นํ อนุชานนฺตา สกุณา ทุติยํ คาถมาหํสุ

ภณ สมฺม อนุญฺญาโต อตฺถํ ธมฺมญฺจ เกวลํ

สนฺติ หิ ทหรา ปกฺขี ปญฺญวนฺโต ชุตินฺธราติ ฯ

ตตฺถ ภณ สมฺม อนุญฺญาโตติ สมฺม วายส ตฺวํ สพฺเพเหว อมฺเหหิ อนุญฺญาโต ยนฺเต ภณิตพฺพํ ตํ ภณ ฯ อตฺถํ ธมฺมญฺจ เกวลนฺติ ภณนฺโต จ การณญฺเจว ปเวณิอาคตญฺจ วจนํ อมุญฺจิตฺวา ภณ ฯ ปญฺญวนฺโต ชุตินฺธราติ ปญฺญาสมฺปนฺนา เจว ญาโณภาสธรา จ ทหราปิ หิ ปกฺขิโน อตฺถิเยว ฯ

โส เอวํ อนุญฺญาโต ตติยํ คาถมาห

น เม รุจฺจติ ภทฺทํ โว อุลูกสฺสาภิเสจนํ

อกฺกุทฺธสฺส มุขํ ปสฺส กถํ กุทฺโธ กริสฺสตีติ ฯ

ตสฺสตฺโถ ภทฺทํ ตุมฺหากํ โหตุ ยํ ปเนตํ ติกฺขตฺตุํ สาวนาย อุลูกสฺสาภิเสจนํ กยิรติ เอตํ มยฺหํ น รุจฺจติ เอตสฺส หิ อิทานิ ตุฏฺฐจิตฺตสฺส อกฺกุทฺธสฺส มุขํ ปสฺสถ กุทฺโธ ปนายํ กถํ มุขํ กริสฺสตีติ น ชานามิ สพฺพถา เจตํ มยฺหํ น รุจฺจตีติ ฯ

โส เอวํ วตฺวา มยฺหํ น รุจฺจติ มยฺหํ น รุจฺจตีติ วิรวนฺโต อากาเส อุปฺปติ ฯ อุลูโกปิ นํ อุฏฺฐาย อนุพนฺธิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย เต อญฺญมญฺญํ เวรํ พนฺธึสุ ฯ สกุณา สุวณฺณหํสํ ราชานํ กตฺวา ปกฺกมึสุ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา รชฺเช อภิสิญฺจิตหํสโปตโก ปน อหเมวาติ ฯ

อุลูกชาตกํ ทสมํ ฯ

ปทุมวคฺโค ทุติโย ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๖๙. สุชาตาชาดกชาดกถัดไป๒๗๑. อุทปานทูสกชาดก