พยัคฆชาดก
ว่าด้วยเรื่องของมิตร
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๑๕ · บรรทัด ๒๒๔๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภโกกาลิกภิกษุ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า เยน มิตฺเตน สํสคฺคา ดังนี้. เรื่องพระโกกาลิกะจักมีแจ้งในตักการิยชาดก เตรสนิบาต. พระโกกาลิกะคิดว่า จักไปพาพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะมา จึงออกจากกาสิกรัฐไปยังพระวิหารเชตวัน ถวายบังคมพระศาสดา แล้วเข้าไปหาพระเถระทั้งสอง แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้อาวุโส มนุษย์ชาวแว่นแคว้นเรียกหาท่านทั้งหลาย มาเถิดท่านเราทั้งหลายจะได้ไปด้วยกัน. พระเถระทั้งสองกล่าวว่า ไปเถอะคุณพวกเรายังจะไม่ไป. พระโกกาลิกะนั้นอันพระเถระทั้งสองปฏิเสธแล้วจึงได้ไปโดยลำพังตนเอง. ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระโกกาลิกะไม่อาจเป็นไปร่วมหรือเว้นจากพระสารีบุตรและพระโมคคัลานะ แม้ร่วมก็อดกลั้นไม่ได้ แม้พลัดพรากก็อดกลั้นไม่ได้. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่าภิกษุทั้งหลาย. บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า มิใช่ในบัดนี้เท่านั้นดอกนะภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน พระโกกาลิกะนี้ไม่อาจอยู่ร่วมหรือเว้นจากพระสารีบุตระเละพระโมคคัลลานะได้แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นรุกขเทวดาอยู่ในราวป่าแห่งหนึ่ง. ในที่ไม่ไกลวิมานของพระโพธิสัตว์นั้น มีรุกขเทวดาตนหนึ่งอยู่ในต้นไม้เจ้าป่าต้นหนึ่ง. สีหะและพยัคฆ์ก็อยู่ในไพรสณฑ์นั้น. เพราะกลัวสีหะพยัคฆ์ใคร ๆ จึงไม่ไถนา ไม่ตัดไม้ในไพรสณฑ์นั้น. ชื่อว่าบุคคลผู้สามารถที่เหลียวกลับมาดู ย่อมไม่มี. ก็สีหะและพยัคฆ์เหล่านั้นฆ่าเนื้อทั้งหลาย แม้มีประการต่าง ๆ เคี้ยวกิน. ทิ้งสิ่งที่เหลือจากการเคี้ยวกินไว้ในที่นั้นนั่นเองเเล้วก็ไปเสีย. ไพรสณฑ์นั้นจึงมีกลิ่นซากสัตว์อันไม่สะอาด เพราะกลิ่นของเนื้อเหล่านั้น. ลำดับนั้นรุกขเทวดา นอกนี้เป็นผู้โง่เขลาไม่รู้จักเหตุและมิใช่เหตุ วันหนึ่งได้กล่าวกะพระโพธิสัตว์ว่า ดูก่อนสหาย ไพรสณฑ์เกิดกลิ่นซากสัตว์อันไม่สะอาดแก่พวกเรา เพราะอาศัยสีหะและพยัคฆ์เหล่านี้ เราจะไล่สีหะและพยัคฆ์เหล่านี้ให้หนีไปเสีย. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ดูก่อนสหาย เพราะอาศัยสีหะและพยัคฆ์ทั้งสองตัวนี้พวกเราจึงรักษาวิมานอยู่ได้ เมื่อสีหะและพยัคฆ์เหล่านี้หนีไปเสีย วิมานของพวกเราก็จักฉิบหาย เพราะพวกมนุษย์เมื่อไม่เห็นรอยเท้าของสีหะและพยัคฆ์ทั้งหลาย ก็จักตัดป่าทั้งหมดกระทำให้เป็นเนินลานเดียวกันแล้วไถนาท่านอย่าชอบใจอย่างนี้เลย แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถาแรกว่า :ความเกษมจากโยคะย่อมเสื่อมไปเพราะการคบหากับมิตรคนใด บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงรักษาลาภ ยศ และชีวิตของตนที่มิตรนั้นครอบงำไว้เสียก่อน ดุจบุคคลผู้รักษาดวงตาของตนไว้ฉะนั้น. ความเกษมจากโยคะย่อมเจริญ เพราะการคบหากับมิตรคนใด บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงกระทำความเป็นไปในกิจทั้งปวงของกัลยาณมิตรนั้นให้เสมอเหมือนของตน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เยน มิตฺเตน สํสคฺคา ได้แก่เพราะเหตุแห่งการเกี่ยวข้อง คือเพราะการณ์แห่งการเกี่ยวข้องกับปาปมิตรใด อธิบายว่า เพราะกระทำความเกี่ยวข้อง ๕ ประการนี้ คือทัสสนสังสัคคะ เกี่ยวข้องด้วยการเห็น สวนสังสัคคะ เกี่ยวข้องด้วยการฟัง กายสังสัคคะ เกี่ยวข้องด้วยกาย สมุลลาปสังสัคคะ เกี่ยวข้องด้วยการเจรจา และปริโภคสังสัคคะ เกี่ยวข้องด้วยการบริโภคบทว่า โยคกฺเขโม ได้แก่ ความสุขทางกายและทางจิต. จริงอยู่ความสุขทางกายและทางจิตนั้น ท่านประสงค์เอาว่า โยคักเขมะความเกษมจากโยคะ ในที่นี้ เพราะเป็นความเกษมจากโยคะ คือทุกข์. บทว่า วิหียติ แปลว่า ย่อมเสื่อม. บทว่า ปุพฺเพวชฺฌาภวนฺตสฺส รกฺเข อกฺขึว ปณฺฑิโต ความว่า บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงรักษาลาภยศ และชีวิตของตนที่ปาปมิตรนั้นยึดครอง คือที่ปาปมิตรนั้นจะพึงครอบครองไว้เสียก่อน โดยอาการที่ปาปมิตรนั้นครอบครองลาภ ยศและชีวิตนั้นไม่ได้ ประดุจรักษานัยน์ตาทั้งสองของตนฉะนั้น พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :- บทว่า เยน ได้แก่ เพราะเหตุ คือเพราะการณ์เกี่ยวข้องกับด้วยกัลยาณมิตรใด. บทว่า โยคกฺเขโม ปวฑฺฒติ ความว่า ความสุขทางกายและจิตย่อมเจริญ บทว่า กเรยฺยตฺตสมํ วุตฺตึ ความว่า บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงกระทำกิจทั้งปวงทั้งพึงกระทำให้ยิ่งในกิจทั้งปวงของกัลยาณมิตรนั้น เหมือนกระทำการเลี้ยงชีวิตและการใช้เครื่องอุปโภคและเครื่องบริโภคของตน ฉะนั้น. เมื่อพระโพธิสัตว์แม้จะกล่าวเหตุอย่างนี้ เทวดาเขลาตนนั้นไม่พิจารณาใคร่ครวญเลย วันหนึ่ง แสดงรูปอันน่ากลัว ทำให้สีหะและพยัคฆ์เหล่านั้นหนีไป. พวกมนุษย์ไม่เห็นรอยเท้าของสีหะและพยัคฆ์เหล่านั้นรู้ได้ว่า พวกสีหะและพยัคฆ์หนีไปอยู่ชัฏป่าอื่น. จึงถางชัฏป่าได้ด้านหนึ่ง. เทวดาเขลาจึงเข้าไปหาพระโพธิสัตว์แล้วกล่าวว่า ดูก่อนสหาย ข้าพเจ้าไม่กระทำตามคำของท่านจึงทำสีหะและพยัคฆ์ทั้งหลายให้หนีไป บัดนี้ มนุษย์ทั้งหลายรู้ว่าสีหะและพยัคฆ์เหล่านั้นหนีไปแล้วจึงพากันตัดชัฏป่า เราจะพึงทำอย่างไรหนอ อันพระโพธิสัตว์กล่าวว่า บัดนี้ สีหะและพยัคฆ์เหล่านั้นอยู่ในชัฏป่าโน้นท่านจงไปนำเอาสีหะและพยัคฆ์เหล่านั้นมา จึงไปที่ชัฏป่านั้น ยืนประคองอัญชลีข้างหน้าสีหะและพยัคฆ์เหล่านั้น แล้วกล่าวคาถาที่ ๓ว่า :ดูก่อนสีหะและพยัคฆ์ จงมาเถิดขอเชิญท่านทั้งสองจงกลับเข้าไปยังป่าใหญ่พวกมนุษย์อย่ามาตัดป่าของเราให้ปราศจากสีหะและพยัคฆ์เลย สีหะและพยัคฆ์อย่าได้เป็นผู้ไร้ป่า ดังนี้. พระโพธิสัตว์เรียกสีหะและพยัคฆ์แม้ทั้งสองนั้น โดยนามว่าพยัคฆ์ จึงกล่าวว่า พฺยคฺฆา ในคาถานั้น. บทว่า นิวตฺตวฺโห แปลว่า ขอจงกลับ. บทว่า ปจฺจุเปถ มหาวนํ ความว่า ท่านทั้งหลายจงเข้าไปยังป่าใหญ่นั้น คือจงกลับเข้าไปอีก. อีกอย่างหนึ่งพระบาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า มา โน วนํ ฉินฺทิ นิพฺยคฺฆํ ความว่า บัดนี้ มนุษย์ทั้งหลายอย่าได้ตัดชัฏป่าอันเป็นที่อยู่ของพวกเรา ชื่อว่าให้ปราศจากสีหะและพยัคฆ์ เพราะไม่มีพวกท่าน. บทว่า พฺยคฺฆา มาเหสุ นิพฺพนา ความว่า พระยาสีหะและพยัคฆ์ทั้งสองเช่นท่าน ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ไร้ป่า คือ อย่าเป็นผู้เว้นจากป่าอันที่อยู่เพราะหนีไปจากสถานที่อยู่ของตน. สีหะและพยัคฆ์ทั้งสองนั้น แม้ถูกเทวดานั้นอ้อนวอนอยู่อย่างนี้ก็ยังคงปฏิเสธว่า ท่านไปเถอะ พวกเรายังไม่ไป. เทวดาผู้เดียวเท่านั้นกับมายังชัฏป่า. ฝ่ายมนุษย์ทั้งหลายก็ตัดป่าทั้งหมด โดย๒-๓ วันเท่านั้น กระทำให้เป็นเนื้อนาแล้วกระทำกสิกรรม. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะแล้วทรงประชุมชาดกว่า เทวดาผู้ไม่ฉลาดในกาลนั้น ได้เป็นพระโกกาลิกะในบัดนี้ ส่วนเทวดาผู้ฉลาดในกาลนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาพยัคฆชาดกที่ ๒
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๑๖๘–๑๗๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติกนิบาตชาดก ๑๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
พฺยคฺฆชาตกํ
เยน มิตฺเตน สํสคฺคาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต โกกาลิกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ โกกาลิกวตฺถุ เตรสนิปาเต ตกฺการิยชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ
โกกาลิโก ปน สารีปุตฺตโมคฺคลฺลาเน คเหตฺวา อาคมิสฺสามีติ กาสิกรฏฺฐโต เชตวนํ อาคนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เถเร อุปสงฺกมิตฺวา อาวุโส รฏฺฐวาสิโน มนุสฺสา ตุมฺเห ปกฺโกสนฺติ เอถ คจฺฉามาติ อาห ฯ คจฺฉ ตฺวํ อาวุโส มยํ น คจฺฉามาติ ฯ โส เถเรหิ ปฏิกฺขิตฺโต สยเมว อคมาสิ ฯ อถ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส โกกาลิโก สารีปุตฺตโมคฺคลฺลาเนหิ สหาปิ วินาปิ วตฺติตุํ น สกฺโกติ สํโยคมฺปิ น สหติ วิสํโยคมฺปิ น สหตีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ โกกาลิโก สารีปุตฺตโมคฺคลฺลาเนหิ เนว สห น วินา วตฺติตุํ สกฺโกตีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต อญฺญตรสฺมึ อรญฺญายตเน รุกฺขเทวตา หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ ตสฺส วิมานโต อวิทูเร อญฺญตรสฺมึ วนปฺปติเชฏฺฐเก อญฺญตรา รุกฺขเทวตา หุตฺวา วสติ ฯ ตสฺมึ วนสณฺเฑ สีโห จ พฺยคฺโฆ จ วสนฺติ ฯ เตสํ ภเยน น โกจิ ตตฺถ เขตฺตํ กสติ น รุกขํ ฉินฺทติ นิวตฺเตตฺวา โอโลเกตุํ สมตฺโถ นาม นตฺถิ ฯ เต ปน สีหพฺยคฺฆา นานปฺปกาเรปิ มิเค วเธตฺวา ขาทนฺติ ขาทิตาวเสสํ ตตฺเถว ปหาย คจฺฉนฺติ ฯ เตสํ คนฺเธน โส วนสณฺโฑ อสุจิกุณปคนฺโธ โหติ ฯ อถ อิตรา รุกฺขเทวตา อนฺธพาลา การณาการณํ อชานมานา เอกทิวสํ โพธิสตฺตํ อาห สมฺม เอเต โน สีหพฺยคฺเฆ นิสฺสาย วนสณฺโฑ อสุจิกุณปคนฺโธ ชาโต อหํ เอเต ปลาเปมีติ ฯ โพธิสตฺโต สมฺม อิเม เทฺว นิสฺสาย อมฺหากํ วิมานานิ รกฺขิยนฺติ เอเตสุ ปลายนฺเตสุ วิมานานิ โน นสฺสิสฺสนฺติ สีหพฺยคฺฆานํ ปทํ อปสฺสนฺตา มนุสฺสา สพฺพํ วนํ ฉินฺทิตฺวา เอกงฺคณํ กตฺวา เขตฺตานิ กสนฺติ มา เต เอวํ รุจฺจีติ วตฺวา ปุริมา เทฺว คาถา อภาสิ
เยน มิตฺเตน สํสคฺคา โยคกฺเขโม วิหียติ
ปุพฺเพวชฺฌาภวนฺตสฺส รกฺเข อกฺขึว ปณฺฑิโต
เยน มิตฺเตน สํสคฺคา โยคกฺเขโม ปวฑฺฒติ
กเรยฺยตฺตสมํ วุตฺตึ สพฺพกิจฺเจสุ ปณฺฑิโตติ ฯ
ตตฺถ เยน มิตฺเตน สํสคฺคาติ เยน ปาปมิตฺเตน สทฺธึ สํสคฺคเหตุ สํสคฺคการณา ทสฺสนสํสคฺโค สวนสํสคฺโค กายสํสคฺโค สมุลฺลาปสํสคฺโค ปริโภคสํสคฺโค จาติ อิมสฺส ปญฺจวิธสฺส สํสคฺคสฺส กตตฺตาติ อตฺโถ ฯ โยคกฺเขโมติ กายจิตฺตสุขํ ฯ ตํ หิ ทุกฺขโยคโต เขมตฺตา อิธ โยคกฺเขโมติ อธิปฺเปตํ ฯ วิหียตีติ ปริหายติ ฯ ปุพฺเพวชฺฌาภวนฺตสฺส รกฺเข อกฺขึว ปณฺฑิโตติ ตสฺส ปาปมิตฺตสฺส อชฺฌาภวํ เตน อภิภวิตพฺพํ อตฺตโน ลาภยสชีวิตํ ยถา นํ โส น อชฺฌาภวติ ตถา ปฐมตรเมว อตฺตโน อกฺขึ วิย ปณฺฑิโต ปุริโส รกฺเขยฺย ฯ ทุติยคาถาย ฯ เยนาติ เยน กลฺยาณมิตฺเตน สห สํสคฺคเหตุ สํสคฺคการณา ฯ โยคกฺเขโม ปวฑฺฒตีติ กายจิตฺตสุขํ วฑฺฒติ ฯ กเรยฺยตฺตสมํ วุตฺตินฺติ ตสฺส กลฺยาณมิตฺตสฺส สพฺพกิจฺเจสุ ปณฺฑิโต ปุริโส ยถา อตฺตโน ชีวิตวุตฺติญฺจ อุปโภคปริโภควุตฺติญฺจ กโรติ เอวเมว สพฺพํ กเรยฺย อธิการมฺปิ กเรยฺย หีนํ ปน น กเรยฺยาติ ฯ
เอวํ โพธิสตฺเตน การเณ กถิเตปิ สา พาลเทวตา อนุปธาเรตฺวาว เอกทิวสํ เภรวรูปารมฺมณํ ทสฺเสตฺวา เต สีหพฺยคฺเฆ ปลาเปสิ ฯ มนุสฺสา เตสํ ปทวลญฺชํ อทิสฺวา สีหพฺยคฺฆา อญฺญํ วนสณฺฑํ คตาติ ญตฺวา วนสณฺฑสฺส เอกปสฺสํ ฉินฺทึสุ ฯ เทวตา โพธิสตฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา อหํ สมฺม ตว วจนํ อกตฺวา เต ปลาเปสึ อิทานิ เตสํ คตภาวํ ญตฺวา มนุสฺสา วนสณฺฑํ ฉินฺทนฺติ กินฺนุโข กตฺตพฺพนฺติ วตฺวา อิทานิ เต อสุกวนสณฺเฑ นาม วสนฺติ คนฺตฺวา เต อาเนหีติ วุตฺตา ตตฺถ คนฺตฺวา เตสํ ปุรโต ฐตฺวา อญฺชลึ ปคฺคยฺห ตติยํ คาถมาห
เอถ พฺยคฺฆา นิวตฺตวฺโห ปจฺจุเปถ มหาวนํ
มา โน วนํ ฉินฺทิ นิพฺยคฺฆา พฺยคฺฆา มาเหสุ นิพฺพนาติ ฯ
ตตฺถ พฺยคฺฆาติ อุโภปิ เต พฺยคฺฆนาเมนาลปนฺตี อาห ฯ นิวตฺตวฺโหติ นิวตฺเตถ ฯ ปจฺจุเปถ มหาวนนฺติ ตํ มหาวนํ ปจฺจุเปถ ปุน อุปคจฺฉถ ฯ อยเมว วา ปาโฐ ฯ มา โน วนํ ฉินฺทิ นิพฺยคฺฆาติ อมฺหากํ วสนวนสณฺฑํ อิทานิ ตุมฺหากํ อภาเวน นิพฺยคฺฆํ มนุสฺสา มา ฉินฺทึสุ ฯ พฺยคฺฆา มาเหสุ นิพฺพนาติ ตุมฺหาทิสา เทฺว พฺยคฺฆราชาโน อตฺตโน วสนฏฺฐานา ปลายิตตฺตา นิพฺพนา วสนฏฺฐานภูเตน วเนน วิรหิตา มา อเหสุํ ฯ
เต เอวํ ตาย เทวตาย ยาจิยมานาปิ คจฺฉ ตวํ น มยํ คมิสฺสามาติ ปฏิกฺขิปึสุเยว ฯ เทวตา เอกิกาว วนสณฺฑํ ปจฺจาคมิ ฯ มนุสฺสาปิ กติปาเหเนว สพฺพํ วนํ ฉินฺทิตฺวา เขตฺตานิ กริตฺวา กสิกมฺมํ กรึสุ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา อปณฺฑิตเทวตา โกกาลิโก อโหสิ สีโห สารีปุตฺโต พฺยคฺโฆ โมคฺคลฺลาโน ปณฺฑิตเทวตา ปน อหเมวาติ ฯ
พฺยคฺฆชาตกํ ทุติยํ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗