ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กัจฉปชาดก
ชาดกที่ ๒๗๓ · ติกนิบาตชาดก · อุทปานทูสกวรรค

กัจฉปชาดก

ว่าด้วยลิงสัปดน

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๑๘ · บรรทัด ๒๒๖๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกัจฉปชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการสงบระงับความทะเลาะแห่งอำมาตย์ทั้งสองของพระเจ้าโกศล จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า โก นุ วฑฺฒิตภตฺโตว ดังนี้. ก็เรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ได้กล่าวไว้แล้วในทุกนิบาตนั่นแล. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในแคว้นกาสิกรัฐ พอเจริญวัยแล้ว เล่าเรียนศิลปศาสตร์ทุกอย่างในเมืองตักกศิลา แล้วละกามทั้งหลายออกบวชเป็นฤาษี สร้างอาศรมบทอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคาใกล้หิมวันตประเทศ ทำอภิญญาและสมาบัติให้บังเกิดในที่นั้นแล้วเล่นฌานสำเร็จการอยู่ในที่นั้น. ได้ยินว่า ในชาดกนี้พระโพธิสัตว์เป็นผู้มีตนเป็นกลางอย่างยิ่ง ทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี. เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นนั่งอยู่ที่ประตูบรรณศาลา ลิงทุศีลซุกซนตัวหนึ่งมาถึงก็เอาองคชาตสอดเข้าในช่องหูทั้งสองช้าง ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็ไม่ได้ห้ามวางเฉยอยู่นั่นแหละ. อยู่มาวันหนึ่ง เต่าตัวหนึ่งขึ้นมาจากน้ำนอนผิงแดดอ้าปากอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา. ลิงโลเลตัวนั้นเห็นดังนั้นจึงได้สอดองคชาตเข้าในปากของเต่านั้น. ลำดับนั้น เต่าตื่นขึ้นจึงงับองคชาตของลิงนั้นไว้ เหมือนกับใส่ไว้ในสมุคฉะนั้น. เวทนามีกำลังเกิดขึ้นแก่ลิงนั้น มันไม่สามารถจะอดกลั้นเวทนาได้จึงคิดว่า ใครหนอจักปลดเปลื้องเราจากทุกข์นี้ เราจักไปหาใครดี แล้วมาคิดว่า คนอื่นชื่อว่าผู้สามารถปลดเปลื้องเราจากทุกข์นี้ ยกเว้นพระดาบสเสีย ย่อมไม่มี เราควรจะไปหาพระดาบสเท่านั้น คิดแล้วจึงเอามือทั้งสองอุ้มเต่าไปหาพระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์เมื่อจะทำการเยาะเย้ยลิงทุศีลตัวนั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ใครหนอเดินมา เหมือนบุคคลผู้รวยอาหาร เหมือนพราหมณ์ผู้ได้ลาภมาเต็มมือท่านไปเที่ยวภิกขาจารที่ไหนหนอ หรือท่านเข้าไปหาผู้มีศรัทธาคนไรมา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก นุ วฑฺฒิตภตฺโตว ความว่านั้นใคร เหมือนคนร่ำรวยภัต คือ นั่นใครหนอเหมือนเอามือทั้งสองประคองถาดเต็มด้วยภัตที่เขาคดไว้พูนถาดหนึ่งเดินมา. บทว่า ปูรหตฺโถว พฺราหฺมโณ ความว่า นั่นใครหนอ เหมือนพราหมณ์มีลาภเต็มมือ เพราะได้ร่ายเวทในเดือน ๑๒. พระโพธิสัตว์หมายเอาวานรจึงกล่าวดังนี้. บทว่า กหนฺนุ ภิกฺขํ อจริ ความว่า วานรผู้เจริญวันนี้ท่านไปเที่ยวภิกขาจารในถิ่นไหน. ด้วยบทว่า กํ สทฺธํ อุปสงฺกมิ นี้พระโพธิสัตว์แสดงว่า ภัตของผู้มีศรัทธาที่เขาทำอุทิศบุรพเปตชนชื่อไร หรือบุคคลผู้มีศรัทธาคนไหนที่ท่านเข้าไปหา คิดว่าไทยธรรมนี้ท่านได้มาแต่ไหน. วานรทุศีลได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :ดูก่อนท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นลิงทรามปัญญาจับต้องสิ่งที่ไม่ควรจับต้อง ขอพระคุณเจ้าโปรดเปลื้องข้าพเจ้าให้พ้นทุกข์ด้วยเถิด ขอความเจริญจงมีแก่พระคุณเจ้าข้าพเจ้าพ้นจากความฉิบหายนี้แล้วจะไปอยู่ภูเขา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหํ กปิสฺมิ ทุมฺเมโธ ความว่าขอความเจริญจงมีแก่พระคุณเจ้า ข้าพเจ้าเป็นลิงทรามปัญญามีใจรวนเร. บทว่า อนามาสานิ อามสึ ได้แก่ จับต้องฐานะที่ไม่ควรจับต้อง. บทว่า ตฺวํ มํ โมเจยฺย ภทฺทนฺเต ความว่า ขอความเจริญจงมีแก่พระคุณเจ้าผู้มีความเอ็นดูกรุณาปลดเปลื้องข้าพเจ้าให้พ้นจากทุกข์นี้. บทว่า มุตฺโต คจฺเฉยฺย ปพฺพตํ ความว่า ข้าพเจ้านั้นพ้นจากความฉิบหายนี้ด้วยอานุภาพของท่านจะไปอยู่ยังภูเขา จะไม่แสดงตนในคลองจักษุของท่านอีก. พระโพธิสัตว์ เพราะความกรุณาในลิง เมื่อจะเจรจากับเต่าจึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า:เต่าทั้งหลายเป็นสัตว์สืบเนื่องมาจากกัสสปโคตร ลิงทั้งหลายเป็นสัตว์สืบเนื่องมาจากโกณฑัญญโคตร ดูก่อนเต่าผู้เทือกแถวกัสสปโคตร ท่านจงปล่อยลิงผู้เทือกแถวโกณฑัญญโคตรเสียเถิด ท่านคงเคยทำเมถุนธรรมกันแล้ว. คาถานั้นมีใจความว่า ธรรมดาเต่าทั้งหลายเป็นกัสสปโคตรส่วนลิงทั้งหลายเป็นโกณฑัญญโคตร ก็กัสสปโคตรกับโกณฑัญญโคตรต่างมีความสัมพันธ์กันและกันโดยอาวาหะและวิวาหะ คือนำเจ้าสาวมาบ้านเจ้าบ่าว และนำเจ้าบ่าวไปบ้านเจ้าสาว ลิงโลเลกับท่าน หรือท่านกับลิงทุศีลตัวนี้ คงจะได้กระทำเมถุนธรรม กล่าวคือกรรมของผู้ทุศีล อันสมควรแก่เมถุนธรรม คือที่เหมือนกับโคตรทำมาแล้วเป็นแน่ เพราะฉะนั้น ดูก่อนเต่าผู้เป็นกัสสปโคตรท่านจงปล่อยลิงผู้เป็นโกณฑัญญโคตรเสียเถิด. เต่าได้ฟังคำของพระโพธิสัตว์มีความเลื่อมใสในเหตุผล จึงปล่อยองคชาตของลิง. ฝ่ายลิงพอหลุดพ้นเท่านั้น ได้ไหว้พระโพธิสัตว์แล้วหนีไป ทั้งไม่กลับมามองดูสถานที่นั้นอีก. ฝ่ายเต่า ไหว้พระโพธิสัตว์แล้วได้ไปยังที่อยู่ของตนทันที. แม้พระโพธิสัตว์ก็มิได้เสื่อมจากฌาน ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศอริยสัจ ๔ แล้วทรงประชุมชาดกว่า เต่าและลิงในครั้งนั้นได้เป็นอำมาตย์ ๒ คน ในบัดนี้ ส่วนดาบสในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคตฉะนี้แล

จบ อรรถกถากัจฉปชาดกที่ ๓

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๑๗๕–๑๗๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติกนิบาตชาดก · ๑๗ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

กจฺฉปชาตกํ

โก นุ วฑฺฒิตภตฺโตวาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต โกสลราชสฺส ทฺวินฺนํ มหามตฺตานํ กลหวูปสมนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ ปจฺจุปฺปนฺนวตฺถุ ทุกนิปาเต กถิตเมว ฯ

อตีเต ปน พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต กาสิกรฏฺเฐ พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา กาเม ปหาย อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา หิมวนฺตปฺปเทเส คงฺคาตีเร อสฺสมปทํ มาเปตฺวา ตตฺถ อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา ฌานกีฬํ กีฬนฺโต วาสํ กปฺเปสิ ฯ อิมสฺมึ กิร ชาตเก โพธิสตฺโต ปรมมชฺฌตฺโต อโหสิ อุเปกฺขาปารมึ ปูเรสิ ฯ ตสฺส ปณฺณสาลทฺวาเร นิสินฺนสฺส เอโก ปคพฺโภ ทุสฺสีลมกฺกโฏ อาคนฺตฺวา กณฺณโสเตสุ องฺคชาเตน สลากปเวสนกมฺมํ กโรติ ฯ โพธิสตฺโตปิ อวาเรตฺวา มชฺฌตฺโต หุตฺวา นิสีทติเยว ฯ อเถกทิวสํ เอโก กจฺฉโป อุทกา อุตฺตริตฺวา คงฺคาตีเร มุขํ วิวริตฺวา อาตปํ ตปฺเปนฺโต นิทฺทายติ ฯ ตํ ทิสฺวา โส โลลวานโร ตสฺส มุเข สลากปเวสนกมฺมํ อกาสิ ฯ อถสฺส กจฺฉโป ปพุชฺฌิตฺวา องฺคชาตํ สมุคฺเค ปกฺขิปนฺโต วิย ฑํสิ ฯ ตสฺส พลวเวทนา อุปฺปชฺชิ ฯ เวทนํ อธิวาเสตุํ อสกฺโกนฺโต โก นุโข มํ อิมมฺหา ทุกฺขา โมเจยฺย กสฺส สนฺติกํ คจฺฉามีติ จินฺเตตฺวา อญฺโญ มํ อิมมฺหา ทุกฺขา โมเจตุํ สมตฺโถ นาม นตฺถิ อญฺญตฺร ตาปเสน ตาปสสฺเสว สนฺติกํ มยา ยาตุํ วฏฺฏตีติ กจฺฉปํ ทฺวีหิ หตฺเถหิ อุกฺขิปิตฺวา โพธิสตฺตสฺส สนฺติกํ อคมาสิ ฯ โพธิสตฺโต เตน ทุสฺสีลมกฺกเฏน สทฺธึ เกฬึ กโรนฺโต ปฐมํ คาถมาห

โก นุ วฑฺฒิตภตฺโตว ปูรหตฺโถว พฺราหฺมโณ

กหนฺนุ ภิกฺขํ อจริ กํ สทฺธํ อุปสงฺกมีติ ฯ

ตตฺถ โก นุ วฑฺฒิตภตฺโตวาติ โก เอส วฑฺฒิตภตฺโต วิย เอกํ วฑฺฒิตกํ ภตฺตปูรปาตึ หตฺเถหิ คเหตฺวา วิย โก นุ เอส อาคจฺฉตีติ อตฺโถ ฯ ปูรหตฺโถว พฺราหฺมโณติ กตฺติกมาเส วาจนกํ ลภิตฺวา ปุณฺณหตฺโถ พฺราหฺมโณ วิย โก นุโข เอโสติ วานรํ สนฺธาย วทติ ฯ กหนฺนุ ภิกฺขํ อจรีติ โภ วานร กสฺมึ ปเทเส อชฺช ตฺวํ ภิกฺขํ อจริ ฯ กํ สทฺธํ อุปสงฺกมีติ กตรํ นาม ปุพฺเพ เปเต อุทฺทิสฺส กตํ สทฺธาภตฺตํ วา กตรํ วา สทฺธํ ปุคฺคลํ ตฺวํ อุปสงฺกมิ กุโต เต อยํ เทยฺยธมฺโม ลทฺโธติ ทีเปติ ฯ

ตํ สุตฺวา ทุสฺสีลวานโร ทุติยํ คาถมาห

อหํ กปิสฺมิ ทุมฺเมโธ อนามาสานิ อามสึ

ตฺวํ มํ โมเจยฺย ภทฺทนฺเต มุตฺโต คจฺเฉยฺย ปพฺพตนฺติ ฯ

ตตฺถ อหํ กปิสฺมิ ทุมฺเมโธติ ภทฺทนฺเต อหํ อสฺมิ ทุมฺเมโธ จลจิตฺโต มกฺกโฏ ฯ อนามาสานิ อามสินฺติ อนามสิตพฺพฏฺฐานานิ อามสึ ฯ ตฺวํ มํ โมเจยฺย ภทฺทนฺเตติ โย ตฺวํ ทยาลุ อนุกมฺปโก มํ อิมมฺหา ทุกฺขา โมเจสิ ภทฺทํ เต โหตุ ฯ มุตฺโต คจฺเฉยฺย ปพฺพตนฺติ โสหํ ตวานุภาเวน อิมมฺหา พฺยสนา มุตฺโต ปพฺพตเมว คจฺเฉยฺยํ น ปุน เต จกฺขุปเถ อตฺตานํ ทสฺเสยฺยนฺติ ฯ

โพธิสตฺโต มกฺกฏสฺมึ การุญฺเญน กจฺฉเปน สทฺธึ สลฺลปนฺโต ตติยํ คาถมาห

กจฺฉปา กสฺสปา โหนฺติ โกณฺฑญฺญา โหนฺติ มกฺกฏา

มุญฺจ กสฺสป โกณฺฑญฺญํ กตํ เมถุนกํ ตยาติ ฯ

ตสฺสตฺโถ กจฺฉปา นาม กสฺสปโคตฺตา โหนฺติ มกฺกฏา โกณฺฑญฺญโคตฺตา โหนฺติ กสฺสปโกณฺฑญฺญานํ จ อญฺญมญฺญํ อาวาหวิวาหสมฺพนฺโธ อตฺถิ อทฺธา ตยิทํ โลเลน มกฺกเฏน ตยา สทฺธึ ตยา วา ทุสฺสีเลน อิมินา มกฺกเฏน สทฺธึ โคตฺตสทิสสงฺขาตสฺส เมถุนธมฺมสฺส อนุจฺฉวิกํ ทุสฺสีลกมฺมสงฺขาตํ เมถุนกมฺมํ กตํ ตสฺมา มุญฺจ กสฺสป โกณฺฑญฺญนฺติ ฯ

กจฺฉโป โพธิสตฺตสฺส วจนํ สุตฺวา การเณน ปสนฺโน วานรสฺส องฺคชาตํ มุญฺจิ ฯ มกฺกโฏ มุตฺตมตฺโตว โพธิสตฺตํ วนฺทิตฺวา ปลาโต ปุน ตํ ฐานํ นิวตฺติตฺวาปิ น โอโลเกสิ ฯ กจฺฉโปปิ โพธิสตฺตํ วนฺทิตฺวา อตฺตโน วสนฏฺฐานเมว คโต ฯ โพธิสตฺโตปิ อปริหีนชฺฌาโน พฺรหฺมโลกปรายโน อโหสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา กจฺฉปวานรา เทฺว มหามตฺตา อเหสุํ ตาปโส ปน อหเมวาติ ฯ

กจฺฉปชาตกํ ตติยํ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๗๒. พยัคฆชาดกชาดกถัดไป๒๗๔. โลลชาดก