ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. โลลชาดก
ชาดกที่ ๒๗๔ · ติกนิบาตชาดก · อุทปานทูสกวรรค

โลลชาดก

ว่าด้วยโทษของความโลเล

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๒๑ · บรรทัด ๒๒๗๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากโลลชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภภิกษุโลเลรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า ภายํ พลากา สิขินีดังนี้. ได้ยินว่า พระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นผู้ถูกนำมายังโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนภิกษุ เธอเป็นผู้โลเลในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน เธอก็ได้เป็นผู้โลเลมาแล้ว และได้ถึงความสิ้นชีวิตไปเพราะความเป็นผู้โลเล แม้โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย ก็ได้เป็นผู้เสื่อมจากที่สถานที่อยู่ของตน ก็เพราะอาศัยเธอ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระ นครพาราณสี พ่อครัวในโรงครัวของเศรษฐีในพระนครพาราณสี ตั้งกระเช้าสำหรับเป็นรังนกไว้ เพื่อต้องการบุญ ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดนกพิราบ สำเร็จการอยู่ในกระเช้าที่เป็นรังนั้น. ลำดับนั้น กาโลเลตัวหนึ่ง บินมาทางชายโรงครัว ได้เห็นปลาและเนื้อชนิดแปลก ๆ มีประการต่าง ๆ ถูกความหยากครอบงำ คิดอยู่ว่าเราอาศัยใครหนอ จึงจะได้โอกาสกินปลาและเนื้อ เมื่อกำลังคิดก็ได้เห็นพระโพธิสัตว์ จึงตกลงใจว่า เราอาศัยนกพิราบผู้นี้ จะอาจได้โอกาส จึงในเวลาพระโพธิสัตว์นั้นไปป่าหากิน ก็ติดตามไปข้างหลัง ๆ. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์กล่าวกะกานั้นว่า ดูก่อนกา เรามีสิ่งอื่นเป็นเหยื่อ ท่านก็มีอีกสิ่งหนึ่งเป็นเหยื่อ เพราะเหตุไร ? ท่านจึงเที่ยวติดตามเรา. กากล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าชอบใจกิริยาของท่าน แม้ข้าพเจ้าจะเป็นผู้มีเหยื่อไม่เหมือนกับท่าน ก็ปรารถนาจะอุปัฏฐากท่าน. พระโพธิสัตว์ก็ยอมรับ. กานั้นทำทีเที่ยวหากินเหยื่ออย่างเดียวกันในที่เที่ยวหากินร่วมกับพระโพธิสัตว์ ทำล้าหลังแล้วเจาะกองโคมัยแล้วเคี้ยวกินสัตว์ตัวเล็ก ๆ จนเต็มท้องแล้วเข้าไปหาพระโพธิสัตว์แล้วพูดว่า ท่านเที่ยวหากินตลอดกาลประมาณเท่านี้ การรู้ประมาณในโภชนะ. ย่อมสมควรมิใช่หรือ มาเถอะท่าน เราจะได้ไปในเวลายังไม่เย็นเกินไป. พระโพธิสัตว์ได้พากานั้นไปยังสถานที่อยู่. พ่อครัวคิดว่านกพิราบของเราพาสหายมา จึงตั้งกระเช้าแกลบไว้ในที่แห่งหนึ่งสำหรับกา. ฝ่ายกาอยู่โดยทำนองนั้นนั่นแล ๔-๕ วัน ครั้นวันหนึ่ง คนทั้งหลายนำปลาและเนื้อเป็นอันมากมาให้ท่านเศรษฐี. กาเห็นดังนั้น ถูกความโลภครอบงำ นอนทอดถอนใจตั้งแต่เวลาใกล้รุ่ง. ครั้นในวันรุ่งขึ้น พระโพธิสัตว์กล่าวกะกาว่า มาเถอะสหาย เราพากันหลีกไปหากินเถิด. กากล่าวว่า ท่านไปเถอะ ข้าพเจ้ามีโรคอาหารไม่ย่อย. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ดูก่อนสหาย ธรรมดาโรคอาหารไม่ย่อย ย่อมไม่มีแก่พวกกาเลย เพราะมาตรว่าไส้ประทีปที่กินเข้าไปจะอยู่ในท้องของพวกท่านเพียงครู่เดียวทุก ๆ อย่าง พอสักว่ากลืนกินไปเท่านั้น ย่อมย่อยไปหมด ท่านจงกระทำตามคำของเรา ท่านอย่าได้ทำอย่างนี้ เพราะได้เห็นปลานและเนื้อ. กากล่าวว่า ข้าแต่นายท่านพูดอะไรอย่างนั้น สำหรับข้าพเจ้ามีความสงสัยว่าอาหารไม่ย่อยจริงๆ พระโพธิสัตว์ให้โอวาทกานั้นว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงอย่าเป็นผู้ประมาท แล้วหลีกไป. ฝ่ายพ่อครัวจัดแจงปลาและเนื้อชนิดต่าง ๆ เสร็จแล้ว เมื่อจะชำระล้างเหงื่อออกจากร่างกาย จึงได้ไปยืนอยู่ที่ประตูครัว. กาคิดว่าเวลานี้เป็นเวลาควรจะเคี้ยวกินเนื้อ จึงบินไปจับอยู่เหนือจานสำหรับปรุงรส. พ่อครัวได้ยินเสียงกริ๊ก จึงเหลียวมาดู แลเห็นกา จึงเข้าไปจับมันมาถอนขนหมดทั้งตัว เหลือเป็นหงอนไว้บนหัว แล้วบดขิงกับพริกเป็นต้นเคล้ากับเปรียง ทาทั่วตัวกานั้น พลางกล่าวว่า เจ้าจะทำปลาและเนื้อของท่านเศรษฐีของพวกเราให้เป็นเดน แล้วโยนทิ้งลงในกระเช้าที่ทำเป็นรัง. เวทนาแสนสาหัสเกิดขึ้น. พระโพธิสัตว์กลับมาจากที่หากิน เห็นกานั้นทอดถอนใจอยู่ เมื่อจะทำการล้อเล่นจึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า:-

นกยางตัวนี้ ไฉนจึงมีหงอน เป็นโจรลอบเข้ามาอยู่ในรังกา ผู้มีเมฆเป็นบิดา. ดูก่อนนกยาง ท่านจงมาเสียข้างนี้เถิดกาผู้สหายของเราเป็นผู้ดุร้าย. ด้วยบทว่า กายํ พลากา สิขินี ในคาถานั้น พระโพธิสัตว์เมื่อจะถามกานั้น จึงร้องเรียกว่า นกยางนี้ อย่างไรจึงชื่อว่ามีหงอนเพราะกานั้นมีสีร่างกายขาวอันทาด้วยเปรียงหนา ๆ และเพราะหงอนตั้งอยู่บนหัวของกานั้น. ด้วยบทว่า โจรี นี้ พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ชื่อว่าเป็นโจร เพราะเข้าไปยังเรือนของตระกูลโดยที่ตระกูลยังไม่อนุญาตหรือเพราะเข้าไปยังรังกาโดยความไม่พอใจของกา. บทว่า ลงฺฆีปิตามหา ความว่า เมฆชื่อว่าลังฆี เพราะโลดแล่นไปในอากาศ ก็ธรรมดานกยางทั้งหลาย ย่อมตั้งครรภ์เพราะเสียงเมฆ เพราะเหตุนั้น เสียงเมฆจึงเป็นบิดาของพวกนกยาง. คือเมฆเป็นบิดาของพวกนกยาง ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ลงฺฆีปิตามหา มีเมฆเป็นบิดา. บทว่า โอรํ พลาเก อาคจฺฉ ความว่า ดูก่อนนกยาง ท่านจงมาข้างนี้เถิด. ด้วยบทว่า จณฺโฑ เม วายโส สขา นี้ พระโพธิสัตว์กล่าวว่ากาผู้สหายของเรา เป็นเจ้าของกระเข้า ดุร้าย หยาบช้า กานั้นมาเห็นท่านเข้า จะเอาจงอยปากประหนึ่งปลายหอก จิกทำให่ถึงแก่ความตาย เพราะฉะนั้น ท่านจงลงจากกระเช้าฆ่าทางนี้ คือรีบหนีไปข้างนี้ตราบเท่าที่กานั้นยังไม่มา. กาได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :ข้าพเจ้าไม่ใช่นกยางที่มีหงอน ข้าพเจ้าเป็นกาเหลาะแหละ ไม่เชื่อฟังคำของท่านท่านกลับมาแล้วจงดูเราเป็นผู้มีขนลุ่นนี้เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาคโต ความว่า บัดนี้ท่านมาจากที่หากินแล้ว จงมองดูเราผู้มีขนลุ่นนี้เถิด. พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :ดูก่อนสหาย ท่านจะได้รับทุกข์อีกเพราะว่าปกติของท่านเป็นเช่นนั้น แท้จริงเครื่องบริโภคของมนุษย์ ไม่ควรที่นกจะบริโภค. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุนปาปชฺชสี สมฺม ความว่าดูก่อนกาผู้สหาย ท่านจะได้รับทุกข์เห็นปานนี้อีก ความที่จะพ้นจากทุกข์เช่นนี้ ย่อมไม่มีแก่ท่าน เพราะเหตุไร ? เพราะปกติของท่านเป็นเช่นนั้น คือ เป็นสิ่งที่ชั่วช้าลามก คือ เพราะปกติคือความประพฤติของท่านเป็นเช่นนั้น จึงสมควรแก่การได้รับแต่ความทุกข์เท่านั้น. บทว่า น หิ มานุสิกา ความว่า ธรรมดามนุษย์ทั้งหลายเป็นผู้มีบุญมาก สัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายไม่มีบุญเห็นปานนั้น เพราะฉะนั้น เครื่องบริโภคของมนุษย์ อันนกผู้เป็นสัตว์ดิรัจฉานจึงไม่ควรบริโภค. ก็แหละพระโพธิสัตว์ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงกล่าวว่า ตั้งแต่นี้ไป เราไม่อาจอยู่ในที่นี้ ครั้นกล่าวแล้วก็ได้บินไปในที่อื่น. ส่วนกานอนถอนใจตายอยู่ในที่นั้นเอง. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศอริยสัจ ๔ แล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบอริยสัจ ภิกษุนั้นดำรงอยู่ในอนาคามิผล. กาโลเลในคราวนั้น ได้เป็นภิกษุโลเลในบัดนี้ ส่วนนกพิราบ คือเราตถาคต ฉะนั้นแล.

จบ อรรถกถาโลลชวดกที่ ๔

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๑๗๙–๑๘๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติกนิบาตชาดก · ๑๙ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

โลลชาตกํ

กายํ พลากา สิขินีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ โลลภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตํ หิ ธมฺมสภายํ อานีตํ สตฺถา น ตฺวํ ภิกฺขุ อิทาเนว โลโล ปุพฺเพปิ โลโลเยว โลลภาเวน จ ชีวิตกฺขยํ ปตฺโต ตํ นิสฺสาย โปราณกปณฺฑิตาปิ อตฺตโน วสนฏฺฐานา ปริหีนา อเหสุนฺติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต พาราณสีเสฏฺฐิโน มหานเส ภตฺตการโก ปุญฺญตฺถาย นิณฺฑปจฺฉึ ๑- ฐเปสิ ฯ ตทา โพธิสตฺโต ปาราวตโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา ตตฺถ วาสํ กปฺเปสิ ฯ อเถโก โลลกาโก มหานสมตฺถเกน คจฺฉนฺโต นานปฺปการํ มจฺฉมํสวิกตึ ทิสฺวา ปิปาสาภิภูโต กินฺนุโข นิสฺสาย สกฺกา ภเวยฺย โอกาสํ ลทฺธุนฺติ จินฺเตนฺโต โพธิสตฺตํ ทิสฺวา อิมํ นิสฺสาย สกฺกา โอกาสํ ลทฺธุนฺติ สนฺนิฏฺฐานํ กตฺวา ตสฺส โคจราย อรญฺญคมนกาเล ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต อนุพนฺธิ ฯ อถ นํ โพธิสตฺโต มยํ โข กาก อญฺญโคจรา ตฺวมฺปิ อญฺญโคจโร กินฺนุโข มํ อนุพนฺธสีติ อาห ฯ ภนฺเต ตุมฺหากํ กิริยา มยฺหํ รุจฺจติ อหมฺปิ ตุมฺเหหิ สมานโคจโร หุตฺวา ตุมฺเห อุปฏฺฐาตุํ อิจฺฉามีติ ฯ โพธิสตฺโต สมฺปฏิจฺฉิ ฯ โส เตน สทฺธึ โคจรภูมิยํ เอกโคจรํ จรนฺโต วิย

@เชิงอรรถ: ๑ นีฬปจฺฉึ ฯ นิลีนิปจฺฉึ ฯ โอสกฺเกตฺวา โคมยราสึ วิทฺธํสิตฺวา ปาณเก ขาทิตฺวา กุจฺฉิปูรํ กตฺวา โพธิสตฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา ตุมฺเห เอตฺตกํ กาลํ จรถ นนุ โภชเน ปมาณํ ญาตุํ วฏฺฏติ เอถ นาติสายเมว คจฺฉามาติ ฯ โพธิสตฺโต ตํ อาทาย วสนฏฐานํ อคมาสิ ฯ ภตฺตการโก อมฺหากํ ปาราวโต สหายํ คเหตฺวา อาคโตติ กากสฺสาปิ เอกสฺมึ ถุสปจฺฉึ ฐเปสิ ฯ กาโกปิ จตุปญฺจาหํ เตเนว นีหาเรน วสิ ฯ อเถกทิวสํ เสฏฺฐิโน พหู มจฺฉมํเส อาหรยิตฺถ ฯ กาโก ตํ ทิสฺวา โลภาภิภูโต ปจฺจูสกาลโต ปฏฺฐาย นิตฺถุนนฺโต นิปชฺชิ ฯ อถ นํ ปุนทิวเส โพธิสตฺโต เอหิ สมฺม โคจราย ปกฺกมิสฺสามาติ อาห ฯ ตุมฺเห คจฺฉถ มยฺหํ อชีรโก โรโค อตฺถีติ ฯ สมฺม กากานํ อชีรโก นาม นตฺถิ ทีปวฏฺฏิมตฺตเมว หิ ตุมฺหากํ กุจฺฉิยํ โถกํ ติฏฺฐติ เสสํ อชฺโฌหฏมตฺตเมว ชีรติ มม วจนํ กโรหิ มา เอตํ มจฺฉมํสํ ทิสฺวา เอวมกาสีติ ฯ สามิ กินฺนาเมตํ กเถถ อชิณฺณสงฺกาว มยฺหนฺติ ฯ เตนหิ อปฺปมตฺโต โหหีติ ตํ โอวทิตฺวา โพธิสตฺโต ปกฺกามิ ฯ ภตฺตการโกปิ นานามจฺฉมํสวิกติโย สมฺปาเทตฺวา สรีรโต เสทํ อปเนนฺโต มหานสทฺวาเร อฏฺฐาสิ ฯ กาโก อยนฺทานิ กาโล มํสํ ขาทิตุนฺติ คนฺตฺวา ปกโรติมตฺถเก นิสีทิ ฯ ภตฺตการโก กิรีติ สทฺทํ สุตฺวา นิวตฺติตฺวา โอโลเกนฺโต กากํ ทิสฺวา ปวิสิตฺวา ตํ คเหตฺวา สกลสรีรโลมํ ลุญฺจิตฺวา มตฺถเก จูฬํ ฐเปตฺวา สิงฺคิเวรมรีจาทีนิ ปึสิตฺวา ตกฺเกน อาโลเลตฺวา ตฺวํ อมฺหากํ เสฏฺฐิโน มจฺฉมํสํ อุจฺฉิฏฺฐํ กโรสีติ สกลสรีรมสฺส มกฺเขตฺวา ขิปิตฺวา นิณฺฑปจฺฉิยํ ปาเตสิ ฯ พลวเวทนา อุปฺปชฺชิ ฯ โพธิสตฺโต โครจภูมิโต อาคนฺตฺวา ตํ นิตฺถุนนฺตํ ทิสฺวา ทวํ กโรนฺโต ปฐมํ คาถมาห

กายํ พลากา สิขินี โจรี ลงฺฆีปิตามหา

โอรํ พลาเก อาคจฺฉ จณฺโฑ เม วายโส สขาติ ฯ

ตตฺถ กายํ พลากา สิขินีติ ตํ กากํ ตสฺส พหลตกฺเกน มกฺขิตสรีรเสตวณฺณตฺตา มตฺถเก จ สิขาย ฐปิตตฺตา กา เอสา พลากา สิขินีติ ปุจฺฉนฺโต อาลปติ ฯ โจรีติ กุลสฺส อนนุญฺญาย กุลฆรํ กากสฺส วา อรุจิยา กากปจฺฉึ ปวิฏฺฐตฺตา โจรีติ วทติ ฯ ลงฺฆีปิตามหาติ ลงฺฆี วุจฺจติ อากาเส ลงฺฆนโต เมโฆ พลากา จ นาม เมฆสทฺเทน คพฺภํ คณฺหนฺตีติ เมฆสทฺโท พลากานํ ปิตา เมโฆ ปิตามโห โหติ ฯ เตนาห ลงฺฆีปิตามหาติ ฯ โอรํ พลาเก อาคจฺฉาติ อมฺโภ พลาเก อิโต เอหิ ฯ จณฺโฑ เม วายโส สขาติ มยฺหํ สขา ปจฺฉิสามิโก วายโส จณฺโฑ ผรุโส โส อาคโต ตํ ทิสฺวา กณยคฺคสทิเสน ตุณฺเฑน โกฏฺเฏตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปยฺย ตสฺมา ยาว โส นาคจฺฉติ ตาว ปจฺฉิโต โอตริตฺวา อิโต เอหิ อิโต สีฆํ ปลายสฺสูติ วทติ ฯ

ตํ สุตฺวา กาโก ทุติยํ คาถมาห

นาหํ พลากา สิขินี อหํ โลลสฺมิ วายโส

อกตฺวา วจนํ ตุยฺหํ ปสฺส ลูโนสฺมิ อาคโตติ ฯ

ตตฺถ อาคโตติ ตฺวํ อิทานิ โคจรภูมิโต อาคโต มํ ลูนํ ปสฺสถาติ อตฺโถ ฯ

ตํ สุตฺวา โพธิสตฺโต ตติยํ คาถมาห

ปุนปาปชฺชสี สมฺม สีลํ หิ ตว ตาทิสํ

น หิ มานุสิกา โภคา สุภุญฺชา โหนฺติ ปกฺขินาติ ฯ

ตตฺถ ปุนปาปชฺชสี สมฺมาติ สมฺม วายส ปุนปิ ตฺวํ เอวรูปํ ทุกฺขํ ปฏิลภิสฺสเสว นตฺถิ เอตฺตเกน โมกฺโข กึการณา สีลํ หิ ตว ตาทิสํ ปาปกํ ยสฺมา ตว อาจารสีลํ ตาทิสํ ทุกฺขาธิคมนสฺเสว อนุรูปํ ฯ น หิ มานุสิกาติ มนุสฺสา นาม มหาปุญฺญา ติรจฺฉานคตานํ ตถารูปํ ปุญฺญํ นตฺถิ ตสฺมา มานุสิกา โภคา ติรจฺฉานคเตน ปกฺขินา น ภุญฺชิตพฺพาติ ฯ

เอวญฺจ ปน วตฺวา โพธิสตฺโต อิโต ปฏฺฐาย มยา อิธ วสิตุํ น สกฺกาติ อุปฺปติตฺวา อญฺญตฺถ อคมาสิ ฯ กาโกปิ นิตฺถุนนฺโต ตตฺเถว กาลมกาสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน โส ภิกฺขุ อนาคามิผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา โลลกาโก โลลภิกฺขุ อโหสิ ฯ ปาราวโต ปน อหเมวาติ ฯ

โลลชาตกํ จตุตฺถํ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๗๓. กัจฉปชาดกชาดกถัดไป๒๗๕. รุจิรชาดก