มหิสชาดก
ว่าด้วยลิงกับควาย
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๓๓ · บรรทัด ๒๓๑๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภลิงโลเลตัวหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า กิมตฺถมภิสนฺธาย ดังนี้. ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี มีลิงโลเลที่เขาเลี้ยงไว้ตัวหนึ่ง ในตระกูลหนึ่ง ได้ไปยังโรงช้าง นั่งบนหลังช้างผู้มีศีลตัวหนึ่งถ่ายอุจจาระปัสสาวะ และเดินไปเดินมาบนหลัง. ช้างก็ไม่ทำอะไรเพราะตนมีศีลถึงพร้อมด้วยความอดทน. ครั้นวันหนึ่งลูกช้างดุตัวหนึ่ง ได้ยินอยู่ในที่ของช้างเชือกนั้น. ลิงได้ขึ้นหลังช้างดุด้วยสำคัญว่า ช้างนี้ก็คือช้างนั้นนั่นแหละ. ลำดับนั้น ลูกช้างดุนั้น เอางวงจับลิงนั้นไว้ด้วยความรวดเร็วแล้วฟาดลงที่พื้นดิน เอาเท้าเหยียบขยี้ให้แหลกลานไป. ประพฤติเหตุนั้นได้ปรากฏแก่หมู่ภิกษุสงฆ์. ครั้นวันหนึ่งภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ได้ยินว่าลิงโลเลขึ้นหลังช้างดุ ด้วยสำคัญว่าเป็นช้างผู้มีศีล เมื่อเป็นเช่นนั้นช้างดุเชือกนั้นก็ทำให้ลิงโลเลตัวนั้นถึงความสิ้นชีวิต. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้นที่ลิงโลเลตัวนั้นเป็นผู้มีปกติเป็นอย่างนั้น ตั้งแต่โบราณกาลมาแล้วก็มีปกติเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดกระบืออยู่ในหิมวันตประเทศพอเจริญวัยก็สมบูรณ์ด้วยกำลังแรง มีร่างกายใหญ่ ท่องเที่ยวไปตามเชิงเขา เงื้อมเขา ซอกเขาและป่าทึบ เห็นโคนไม้อันผาสุกสำราญแห่งหนึ่ง เที่ยวหากินอิ่มแล้ว ในตอนกลางวันได้มายืนพักอยู่ที่โคนไม้นั้น. ครั้งนั้นมีลิงโลนตัวหนึ่งลงจากต้นไม้ แล้วขึ้นบนหลังของกระบือนั้น ถ่ายอุจจาระปัสสาวะรด จับเขาทั้งสองโหนจับหางแกว่งไปแกว่งมาเล่น. พระโพธิสัตว์มิได้ใส่ใจอนาจารนั้น ของลิงโลนตัวนั้น เพราะประกอบด้วยขันติ เมตตาและความเอ็นดู. ลิงกระทำอย่างนั้นนั่นแลบ่อย ๆ. ครั้นวันหนึ่ง เทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นไม้นั้นยืนอยู่ที่ลำตันของต้นไม้นั้น กล่าวกะกระบือโพธิสัตว์นั้นว่า ดูก่อนพระยากระบือ เพราะเหตุไร ท่านจึงอดกลั้นการดูหมิ่นของลิงชั่วตัวนี้ ท่านจงเกียดกันมันเสีย เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้นจึงได้กล่าว๒ คาถาแรกว่า :ท่านอาศัยเหตุอะไรจึงอดกลั้นทุกข์นี้ต่อลิงผู้มีจิตกลับกลอก มักประทุษร้ายมิตรประหนึ่งเจ้าของผู้ให้ความใคร่ทั้งปวง. ท่านจงขวิดมันด้วยเขา จงเหยียดเสียด้วยเท้าไม่ห้ามปรามมันเสีย สัตว์ทั้งหลายที่โง่เขลาก็จะเบียดเบียนร่ำไป. บรรดาบทเหล่านั้น. บทว่า กิมตฺถมภิสุนฺธาย ได้แก่ อาศัยเหตุอะไรหนอ คือเห็นอะไรอยู่. บทว่า ทุพฺภิโน แปลว่า ผู้มักประทุษร้ายมิตร. บทว่า สพฺพกามทุหสฺเสว ได้แก่ ดุจเป็นเจ้าของผู้ให้สิ่งที่น่าใคร่ทั้งปวง. บทว่า ติติกฺขสิ แปลว่า อดกลั้น. บทว่าปทสาว อธิฏฺห ความว่า ท่านจงเหยียบมันด้วยเท้า และขวิดมันด้วยปลายเขาอันคมกริบ โดยประการที่มันจะตายอยู่ในที่นี้ทีเดียวด้วยบทว่า ภิยฺโย พาลา นี้ ท่านแสดงว่า ก็ถ้าท่านจะไม่ห้ามปรามมัน สัตว์ที่โง่เขลา คือสัตว์ที่ไม่รู้จะพึงข่มขี่ ย่ำยี เบียดเบียนบ่อย ๆ. พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า ท่านรุกขเทวดา ถ้าเราเป็นผู้ยิ่งกว่าลิงตัวนี้ โดยชาติ โคตร และวัสสายุกาลเป็นต้น จักไม่อดกลั้นโทษของลิงตัวนี้ไซร้ มโนรถความปรารถนาของเรา จักถึงความสำเร็จได้อย่างไร ก็ลิงตัวนี้เมื่อสำคัญแม้ผู้อื่นว่าเหมือนดังเราจักกระทำอนาจารอย่างนี้ แต่นั้น มันจักกระทำอย่างนี้แก่กระบือดุร้ายเหล่าใด กระบือดุร้ายเหล่านั้นแหละจักฆ่ามันเสีย การที่กระบือตัวอื่นฆ่าลิงตัวนี้นั้น เราก็จักพ้นจากทุกข์และปาณาติบาต แล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :เมื่อลิงตัวนี้สำคัญกระบือตัวอื่นเป็นดุจข้าพเจ้าจักกระทำอนาจารอย่างนี้แก่กระบือตัวอื่น กระบือเหล่านั้นจักฆ่ามันเสียในที่นั้นอันนั้นความหลุดพ้นจักมีแก่ข้าพเจ้า. ก็ต่อเมื่อล่วงไป ๒-๓ วัน พระโพธิสัตว์ได้ไปอยู่ในที่อื่น. กระบือดุตัวหนึ่งได้มายืนอยู่ที่โคนไม้ต้นนั้น. ลิงชั่วจึงขึ้นหลังกระบือดุตัวนั้นด้วยสำคัญว่า กระบือตัวนี้ ก็คือกระบือตัวนั้นแหละ แล้วการทำอนาจารอย่างนั้นนั่นแหละ. ลำดับนั้น กระบือดุตัวนั้นสลัดลิงนั้นให้ตกลงบนพื้นดิน เอาเขาขวิดที่หัวใจเอาเท้าทั้ง ๔ เหยียบให้ละเอียดเป็นจุรณวิจุรณ. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะทั้งหลายแล้วทรงประชุมชาดกว่า กระบือดุร้ายในครั้งนั้น ได้เป็นช้างดุร้ายตัวนี้ในบัดนี้ ลิงชั่วช้าในครั้งนั้น ได้เป็นลิงตัวนี้ในบัดนี้ ส่วนพระยากระบือในครั้งนั้นคือเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถามหิสชาดกที่ ๘
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๒๒๑–๒๒๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติกนิบาตชาดก ๑๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
mahisajātakaṃ
kimatthamabhisandhāyāti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ lolamakkaṭaṃ ārabbha kathesi.
Sāvatthiyaṃ kirekasmiṃ kule eko posāvaniyalolamakkaṭo hatthisālaṃ gantvā ekassa sīlavantahatthissa piṭṭhe nisīditvā uccārapassāvaṃ karoti piṭṭhiyaṃ caṅkamati. Hatthī attano sīlavantatāya Khantisampadāya na kiñci karoti. Athekadivasaṃ tassa hatthissa ṭhāne añño duṭṭhahatthipotako aṭṭhāsi. Makkaṭo soyeva ayanti saññāya duṭṭhahatthissa piṭṭhiṃ abhirūhi. Atha naṃ so vegena soṇḍāya gahetvā bhūmiyaṃ pātetvā pādena akkamitvā sañcuṇṇesi. Sā pavutti bhikkhusaṅghassa pākaṭā jātā. Athekadivasaṃ bhikkhū dhammasabhāyaṃ kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso lolamakkaṭo kira sīlavantahatthisaññāya duṭṭhahatthipiṭṭhiṃ abhiruḷho atha naṃ so jīvitakkhayaṃ pāpesīti. Satthā āgantvā kāyanuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinanāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idāneva so lolamakkaṭo evaṃsīlo porāṇato paṭṭhāya evaṃsīloyevāti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto himavantappadese mahisayoniyaṃ nibbattitvā vayappatto thāmasampanno mahāsarīro pabbatapādapabbhāragiriduggavanaghaṭesu vicaranto ekaṃ phāsukaṃ rukkhamūlaṃ disvā gocaraṃ gahetvā divā tasmiṃ rukkhamūle aṭṭhāsi. Atheko lolamakkaṭo rukkhā otaritvā tassa piṭṭhiṃ abhirūhitvā uccārapassāvaṃ katvā siṅgesu gahetvā olambanto naṅguṭṭhe gahetvā dolāyantova kīḷi. Bodhisatto khantimettānudayasampadāya taṃ tassa anācāraṃ na manasākāsi. Makkaṭo punappunaṃ tatheva karoti. Athekadivasaṃ tasmiṃ rukkhe adhivaṭṭhā devatā rukkhakkhandhe ṭhatvā naṃ mahisarāja kasmā imassa duṭṭhamakkaṭassa avamānaṃ sahasi Nisedhehi nanti vatvā etamatthaṃ pakāsentī purimā dve gāthā avoca
kimatthamabhisandhāya lahucittassa dubbhino
sabbakāmaduhasseva imaṃ dukkhaṃ titikkhasi
siṅgena nīharāsetaṃ padasāva adhiṭṭhaha
bhiyyo bālā pakuṭṭeyyuṃ 1- no cassa paṭisedhakoti.
Tattha kimatthamabhisandhāyāti kinnukho kāraṇaṃ paṭicca kiṃ sampassamāno. Dubbhinoti mittadubbhino. Sabbakāmaduhassevāti sabbakāmadadassa sāmikassa viya. Titikkhasīti adhivāsesi. Padasāva adhiṭṭhahāti pādeneva naṃ tikhiṇakhuraggena yathā ettheva marati evaṃ akkama. Bhiyyo bālāti sace hi paṭisedhako na bhaveyya bālā aññāṇasattā punappunaṃ kuṭṭeyyuṃ ghaṭṭeyyuṃ viheṭheyyumevāti dīpeti.
Taṃ sutvā bodhisatto rukkhadevate sacāhaṃ iminā jātigottavassādīhi adhiko samāno 2- imassa dosaṃ na sahissāmi kathaṃ me manoratho nipphattiṃ gamissati ayaṃ pana maṃ viya aññampi maññamāno evaṃ anācāraṃ karissati tato yesaṃ caṇḍamahisānaṃ esa evaṃ karissati teyeva etaṃ vadhissanti sā etassa aññehi māraṇā mayhaṃ dukkhato ca pāṇātipātato ca vimutti bhavissatīti vatvā tatiyaṃ gāthamāha
mamevāyaṃ maññamāno aññaṃpevaṃ karissati
te naṃ tattha vadhissanti sā me mutti bhavissatīti.
@Footnote: 1 pakujjheyyuṃ . 2 avikkosamāno.
Katipāhaccayena pana bodhisatto aññattha gato. Añño caṇḍamahiso tattha āgantvā aṭṭhāsi. Duṭṭhamakkaṭo soyeva ayanti saññāya tassa piṭṭhiṃ abhirūhitvā tatheva anācāraṃ cari. Atha naṃ so vidhūnanto bhūmiyaṃ pātetvā siṅgena hadaye vijjhitvā pādehi madditvā sañcuṇṇesi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi tadā duṭṭhamahiso ayaṃ duṭṭhahatthī ahosi duṭṭhamakkaṭo ayaṃ makkaṭo sīlavā mahisarājā pana ahamevāti.
Mahisajātakaṃ aṭṭhamaṃ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗