สตปัตตชาดก
ว่าด้วยความสำคัญผิด
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๓๖ · บรรทัด ๒๓๒๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ชื่อว่าปัณฑกะ และโลหิตกะ จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า ยถา มาณวโฑ ปนฺเถ ดังนี้. ได้ยินว่า บรรดาภิกษุฉัพพัคคีย์ทั้งหลาย พระฉัพพัคคีย์ ๒ รูปคือ พระเมตติยะ. และพระภุมมชกะ อาศัยนครราชคฤห์อยู่. พระฉัพพัคคีย์ ๒ รูป คือพระอัสสชิ และ พระปุนัพพสุกะเข้าไปอาศัยกิฏาคิรีวิหารอยู่. ส่วนพระฉัพพัคคีย์ ๒ รูปนี้ คือพระปัณฑกะ และพระโลหิตกะ. เข้าไปอาศัยนครสาวัตถีอยู่. เธอทั้งสองนั้นรื้อฟื้นอธิกรณ์ที่ระงับแล้วโดยชอบธรรม. ซ้ำเป็นผู้สนับสนุนพวกภิกษุเป็นเพื่อนเห็นและเพื่อนคบ กล่าวคำมีอาทิว่าอาวุโสทั้งหลาย พวกท่านใช่ว่าจะเลวกว่าภิกษุเหล่านี้โดยชาติ โคตรศีลหรือวัตรเป็นต้น ก็หามิได้ ถ้าท่านทั้งหลายสละการยึดถือของตนเสีย ภิกษุเหล่านี้ก็จักข่มขี่นั้นพวกท่านหนักขึ้น แล้วชักชวนไม่ให้ละวางการยึดถือ. ด้วยเหตุนั้น ความหมายมั่น และการทะเลาะวิวาทจึงเป็นไปอยู่. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุนี้แล้วรับสั่งให้เรียกพระปัณฑกะและพระโลหิตกะมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่าพวกเธอรื้อฟื้นอธิกรณ์แม้ด้วยตนเอง ทั้งยังไม่ให้ภิกษุเหล่าอื่นปล่อยวางการยึดถือ จริงหรือ ? เมื่อพระปัณฑกะและพระโลหิตกะทูลว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็เมื่อเป็นอย่างนั้น การกระทำของพวกเธอ ย่อมเป็นเหมือนการการทำของนกกระไน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ อยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลหนึ่งในหมู่บ้านแคว้นกาสีแห่งหนึ่ง พอเจริญวัยแล้ว ไม่เลี้ยงชีวิตด้วยกสิกรรมและพาณิชกรรมเป็นต้น แต่รวบรวมพวกโจร ๕๐๐ เป็นหัวหน้าโจรเหล่านั้นกระทำโจรกรรม เช่นปล้นคนเดินทางและตัดช่องย่องเบาเป็นต้นเลี้ยงชีวิต. ในกาลนั้น มีกฎุมพีคนหนึ่งในเมืองพาราณสี ให้ทรัพย์พันกหาปณะแก่ชาวชนบทคนหนึ่ง ยืมไป แต่ยังไม่ได้เอากลับคืนมา ก็ตายเสียก่อน. ครั้นในในกาลต่อมา ภรรยาของกฎุมพีนั้น ป่วยเป็นไข้ใกล้จะตาย จึงเรียกบุตรมาบอกว่า ดูก่อนพ่อ บิดาของเจ้าให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่ชาวชนบทคนหนึ่ง ยืมไป ยังไม่ได้ให้นำคืนมาก็ตายเสียก่อน ถ้าแม้แม่จักตายไปเขาก็จักไม่ให้เจ้า ไปเถิดเจ้า เมื่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ เจ้าจงให้นำทรัพย์พันกหาปณะนั้นมาเก็บไว้. บุตรนั้นรับคำแล้วไปในที่นั้นได้กหาปณะมา. ลำดับนั้น มารดาของเฝ้าก็กระทำกาลกิริยาตายไป เพราะความรักบุตร จึงบังเกิดเป็นสุนัขจิ้งจอกโดยอุปปาติกะกำเนิดอยู่ ณ ที่ใกล้ทางมาของบุตรนั้น. ในกาลนั้น หัวหน้าโจรนั้น เมื่อจะปล้นคนเดินทาง จึงพร้อมด้วยบริวารยินอยู่ใกล้หนทางนั้น. ลำดับนั้น นางสุนัขจิ้งจอกนั้น เมื่อบุตรมาถึงปากดง จึงคุ้ยหนทางห้ามซ้ำ ๆ ซาก ๆ อันเป็นสัญญาณให้รู้ดังนี้ว่า ดูก่อนพ่อ เจ้าอย่าเข้าดงเลย พวกโจรตั้งซุ่มอยู่ที่นั้น พวกมันจักฆ่าเจ้าแล้วยึดเอากหาปณะไป. บุตรนั้นไม่รู้เหตุการณ์อันนั้นคิดว่า นางสุนัขจิ้งจอกกาลกิณีตัวนี้มาขุดคุ้ยหนทางเรา จึงหยิบก้อนดินนั้นไล่มารดาให้หนีไปแล้วเดินทางไปยังดง. ลำดับนั้น นกกระไนตัวหนึ่งบินบ่ายหน้าไปทางโจรร้องว่า บุรุษผู้นี้ มีทรัพย์พันกหาปณะอยู่ในมือ. พวกท่านจงฆ่าบุรุษผู้นี้แล้วยึดเอากหาปณะไว้. มาณพไม่รู้เหตุที่นกกระไนนั้นกระทำ จึงคิดว่า นกตัวนี้ เป็นนกมงคล บัดนี้ ความสวัสดีจักมีแก่เรา. จึงประคองอัญชลีกล่าวว่า ร้องเถอะนาย ร้องเถอะนาย. พระโพธิสัตว์เป็นผู้รู้เสียงร้องของสัตว์ทั้งปวง เห็นกิริยาของสัตว์ทั้งสองนั้นแล้วจึงคิดว่า นางสุนัขจิ้งจอกนี้ คงจะเป็นมารดาของบุรุษผู้นี้ ด้วยเหตุนั้นจึงห้ามปราม เพราะกลัวว่า พวกโจรจักฆ่าบุรุษผู้นี้แล้วยึดเอากหาปณะไป ส่วนนี้กระไนนี้ คงจะเป็นศัตรูด้วยเหตุนั้นมันจึงร้องบอกว่า ท่านทั้งหลายจงฆ่าบุรุษผู้นี้แล้วยึดเอากหาปณะ แต่บุรุษนี้ ไม่รู้ความหมายนี้ คุกคามมารดาผู้ประโยชน์นาประโยชน์ให้หนีไป ประคองอัญชลีแก่นกกระไนผู้ใคร่ต่อความฉิบหาย ด้วยความเข้าใจว่า เป็นผู้ใคร่ประโยชน์แก่เรา โอหนอ บุรุษนี้เป็นคนเขลา. ก็การถือเอาทรัพย์ของผู้อื่น แห่งพระโพธิสัตว์แม้ผู้เป็นมหาบุรุษอย่างนี้ย่อมมีได้ด้วยอำนาจการถือปฏิสนธิอันไม่สม่ำเสมอ บางอาจารย์กล่าวว่า เพราะโทษแห่งดาวนักขัตฤกษ์ ดังนี้ก็มี. มาณพเดินทางมาถึงระหว่างแดนแห่งพวกโจร. พระโพธิสัตว์ให้จับมาณพนั้น แล้วถามว่าเจ้าเป็นชาวเมืองไหน ? มาณพกล่าวว่า ข้าพเจ้าเป็นชาวเมืองพาราณสี. พระโพธิสัตว์. เจ้าไปไหนมา ? มาณพ. ทรัพย์พันกหาปณะที่ควรจะได้ มีอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ไปที่หมู่บ้านนั้นมา. พระโพธิสัตว์. ก็ทรัพย์พันกหาปณะนั้น เจ้าได้มาแล้วหรือ ? มาณพ. ได้มาแล้วขอรับ. พระโพธิสัตว์. ใครส่งเจ้าไป. ? มาณพ. นาย บิดาของข้าพเจ้าตายแล้ว ฝ่ายมารดาของข้าพเจ้าก็ป่วยไข้ มารดาสำคัญว่าเมื่อเราตายไป บุตรนี้จักไม่ได้ทรัพย์ คืน จึงส่งข้าพเจ้าไป. พระโพธิสัตว์. บัดนี้ เจ้ารู้ความเป็นไปแห่งมารดาของเจ้าไหม ? มาณพ. ข้าแต่นาย ข้าพเจ้าไม่รู้. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า มารดาของเจ้า เมื่อเจ้าออกมาแล้วก็ตาย เพราะความรักบุตรจึงเกิดเป็นนางสุนัขจิ้งจอกเป็นผู้กลัวภัยคือความตายของเจ้า จึงขุดคุ้ย ณ ที่สุดปลายทางห้ามเจ้าไว้. แต่เจ้าคุกคามนางสุนัขจิ้งจอกนั้นให้หนีไป ส่วนนกกระไนเป็นปัจจามิตรของเจ้า มันร้องบอกพวกเราว่า พวกท่านจงฆ่าบุรุษนี้แล้วยึดเอากหาปณะ เพราะเจ้าเป็นคนโง่เขลา เจ้าจึงสำคัญมารดาผู้ปรารถนาประโยชน์ว่าเป็นผู้ไม่ปรารถนาแก่เรา สำคัญนกกระไนผู้ปรารถนาความฉิบหาย ว่าเป็นผู้ใคร่ประโยชน์แก่เรา ชื่อว่าคุณความดีที่เจ้ากระทำแก่พวกเรา ไม่มี แต่มารดาของเจ้ามีพระคุณมากหลายถึงจะตายะแล้วก็จริง เจ้าจงถือเอากหาปณะทั้งหลายไปเถิด แล้วปล่อยมาณพนั้นไป. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว พระองค์เป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งเอง จึงได้ตรัสพระคาถาเหล่านั้นว่า :มาณพสำคัญนางสุนัขจิ้งจอก ซึ่งเที่ยวไปในป่า ผู้ปรารถนาประโยชน์ ผู้บอกให้ทราบด้วยอาการ ในระหว่างทาง ว่าเป็นผู้ปรารถนาความฉิบหาย และสำคัญนกกระไนผู้ใคร่ต่อความฉิบหาย ว่าเป็นผู้ปรารถนาประโยชน์ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเป็นเช่นกับมาณพนั้น ฉันนั้นเหมือนกันอันชนทั้งหลายผู้ปรารถนาประโยชน์เกื้อกูลกล่าวคำตักเตือน ย่อมรับเอาโดยไม่เคารพ. อนึ่ง ชนเหล่าใด สรรเสริญบุคคลนั้นก็คือยกย่องบุคคลนั้น เพราะความกลัวก็ดี ก็มาสำคัญชนเหล่านั้นว่าเป็นมิตร เหมือนมาณพสำคัญนกกระไนว่าเป็นมิตรฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หิเตภิ ได้แก่ผู้ปรารถนาประโยชน์เกื้อกูล คือความเจริญ. บทว่า วจนํ วุตฺโต ได้แก่ ผู้กล่าวโอวาทสั่งสอนและอนุศาสน์พร่ำสอนอันนำหิตสุขมาให้. บทว่าปฏิคฺคณฺหติ วามโต ความว่า บุคคลผู้ไม่รับโอวาท เมื่อรับเอาด้วยคิดว่า นี้ ไม่นำประโยชน์มาให้เรา นี้นำความฉิบหายมาให้เรา. ชื่อว่ารับเอาโดยไม่เคารพ. บทว่า เย จ โข นํ ความว่า อนึ่ง บุคคลเหล่าใดย่อมสรรเสริญบุคคลนั้น ผู้ถือเอาความยึดถือของตนอยู่ว่า ชื่อว่าบุคคลผู้ยึดถืออธิกรณ์มั่นอยู่ ต้องเป็นเช่นกับท่าน. บทว่า ภยา อุกฺกํสยนฺติ วา ความว่า ย่อมยกขึ้นแสดงภัย เพราะปัจจัยคือการสละอย่างนี้ว่าเพราะการสละความยึดถือนี้เป็นปัจจัย ภัยนี้แลจักเกิดขึ้นแก่ท่านท่านอย่าได้สละ คนเหล่านี้ย่อมไม่ถึงท่านด้วยพาหุสัจจะตระกูล และบริวารเป็นต้น. บทว่า ตํ หิ โส มญฺเต มิตฺตํ ความว่า บรรดาชนทั้งหลายผู้เห็นปานนั้น บุคคลนั้น บางคนเป็นคนโง่เขลา ย่อมสำคัญคนใดคนหนึ่ง ว่าเป็นมิตร เพราะความที่ตนเป็นคนเขลา คือย่อมสำคัญว่าผู้นี้ เป็นมิตรผู้ใคร่ประโยชน์แก่เรา. บทว่า สตปตฺตํว มาณโว ความว่า เหมือนมาณพนั้น สำคัญนกกระไนผู้ใคร่ต่อความฉิบหายเท่านั้น ว่าเป็นผู้ใคร่ความเจริญ เพราะความที่ตนเป็นคนเขลา ส่วนบัณฑิตไม่ถือเอาคนหัวประจบ เห็นปานนั้นว่าเป็นมิตรย่อมเว้นบุคคลนั้นเสียห่างไกลทีเดียว. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า :บุคคลผู้มิใช่มิตร ๔ จำพวกเหล่านี้ คือมิตรผู้นำเอาไปส่วนเดียว คือคนปอกลอก ๑มิตรมีวาจาเป็นเบื้องหน้า คือคนดีแต่พูด ๑มิตรผู้กล่าวแต่คำคล้อยตาม คือคนหัวประจบ๑ มิตรผู้เป็นเพื่อนในอบายทั้งหลาย คือคนที่ชักชวนในทางฉิบหาย ๑ บัณฑิตรู้แจ้งดังนี้แล้ว พึงเว้นให้ห่างไกล เสมือนบุคคลละเว้นหนทางอันมีภัยเฉพาะหน้าฉะนั้น. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย ทรงประชุมชาดกว่า หัวหน้าโจรให้กาลนั้นคือเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสตปัตตชาดกที่ ๙
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๒๒๖–๒๓๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติกนิบาตชาดก ๒๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
satapattajātakaṃ
yathā māṇavako pantheti idaṃ satthā jetavane viharanto paṇḍakalohitake ārabbha kathesi.
Chabbaggiyānaṃ hi dve janā mettiyabhummajakā rājagahaṃ upanissāya vihariṃsu. Dve assajipunabbasukā kiṭāgiriṃ upanissāya vihariṃsu. Paṇḍakalohitakā ime pana dve sāvatthiṃ upanissāya jetavane vihariṃsu. Te dhammena nīhaṭaṃ adhikaraṇaṃ ukkoṭenti. Yepi tesaṃ sandiṭṭhasambhattā honti tesaṃ upatthambhakā hutvā na āvuso tumhe etehi jātiyā vā gottena vā sīlena vā vattādīhi vā hīnatarā sace tumhe attano gāhaṃ visajjetha suṭṭhutaraṃ vo ete abhibhavissantīti ādīni vatvā gāhaṃ visajjetuṃ na denti. Tena Bhaṇḍanāni ceva kalahavivādā ca pavattanti. Bhikkhū etamatthaṃ bhagavato ārocesuṃ. Atha bhagavā etasmiṃ kāraṇe bhikkhusaṅghaṃ sannipātetvā paṇḍakalohitake pakkosāpetvā saccaṃ kira tumhe bhikkhave attanāpi adhikaraṇaṃ ukkoṭetha aññesampi gāhaṃ visajjetuṃ na dethāti pucchitvā saccaṃ bhanteti vutte evaṃ sante hi bhikkhave tumhākaṃ kiriyā satapattasakuṇassa kiriyā viya hotīti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto aññatarasmiṃ kāsikagāmake ekasmiṃ kule nibbattitvā vayappatto kasivaṇijjādīhi jīvitaṃ akappetvā pañcasatamatte core gahetvā tesaṃ jeṭṭhako hutvā panthadūhanasandhicchedādīni karonto jīvitaṃ kappesi. Tadā bārāṇasiyaṃ eko kuṭumbiko ekassa jānapadassa kahāpaṇasahassaṃ datvā puna aggahetvāva kālamakāsi. Athassa bhariyā aparabhāge gilānā maraṇamañce nipannā puttamāmantetvā tāta pitā te ekassa sahassaṃ datvā anāharāpetvāva mato sace ahampi marissāmi na so tuyhaṃ dassati gaccha naṃ mayi jīvantiyā āharāpetvā gaṇhāhīti āha. So sādhūti sampaṭicchitvā tattha gantvā kahāpaṇe labhi. Athassa mātā kālakiriyaṃ katvā puttasinehena tassa āgamanamagge opapātikasigālī hutvā nibbatti. Tadā so corajeṭṭhako maggapaṭipanne vilumpamāno sapariso tasmiṃ magge aṭṭhāsi. Atha sā sigālī putte aṭavīmukhaṃ sampatte tāta mā aṭaviṃ abhirūhi corā ettha ṭhitā te taṃ Māretvā kahāpaṇe gaṇhissantīti punappunaṃ maggaṃ occhindamānā nivāreti. So taṃ kāraṇaṃ ajānanto ayaṃ kāḷakaṇṇisigālī mayhaṃ maggaṃ occhindatīti taṃ leḍḍumpi gahetvā mātaraṃ palāpetvā aṭaviṃ paṭipajji. Atheko satapattasakuṇo imassa purisassa hatthe kahāpaṇasahassaṃ atthi imaṃ māretvā kahāpaṇe gaṇhathāti viravanto corābhimukho pakkhandi. Māṇavo tena katakāraṇaṃ ajānanto ayaṃ maṅgalasakuṇo idāni me sotthi bhavissatīti cintetvā vassa sāmi vassa sāmīti añjaliṃ paggaṇhi. Bodhisatto sabbarudaññū tesaṃ dvinnaṃ kiriyaṃ disvā cintesi imāya sigāliyā etassa mātarā bhavitabbaṃ tenesā imaṃ māretvā kahāpaṇe gaṇhissantīti bhayena nivāreti iminā pana satapattena paccāmittena bhavitabbaṃ teneso imaṃ māretvā kahāpaṇe gaṇhathāti ārocesi ayaṃ pana etamatthaṃ ajānanto atthakāmaṃ mātaraṃ tajjetvā palāpesi anatthakāmassa satapattassa atthakāmo meti saññāya añjaliṃ paggaṇhati aho vatāyaṃ bāloti. Bodhisattānaṃ hi evaṃ mahāpurisānampi parasantakaggahaṇaṃ visamapaṭisandhiggahaṇādivasena hoti. Nakkhattadosenātipi vadanti. Māṇavo āgantvā corānaṃ sīmantaraṃ pāpuṇi. Bodhisatto taṃ gāhāpetvā kattha vāsikosīti pucchi. Bārāṇasīvāsikomhīti. Kahaṃ agamāsīti. Ekasmiṃ gāmake sahassaṃ laddhabbaṃ atthi tattha agamāsinti. Laddhaṃ pana teti. Āma laddhanti. Kena pesitosīti. Sāmi pitā me mato mātāpi me gilānā sā mayi matāya esa na labhissatīti Maññamānā maṃ pesesīti. Idāni tava mātu pavuttiṃ jānāsīti. Na jānāmi sāmīti. Mātā te tayi nikkhante kālaṃ katvā puttasinehena sigālī hutvā tava maraṇabhayabhītā maggante occhinditvā taṃ vāresi taṃ tajjetvā palāpesi satapattasakuṇo pana te paccāmitto so imaṃ māretvā kahāpaṇe gaṇhathāti amhākaṃ ācikkhati tvaṃ attano bālatāya atthakāmaṃ mātaraṃ anatthakāmā meti maññasi anatthakāmaṃ satapattaṃ atthakāmo meti tayā amhākaṃ kataguṇo 1- nāma natthi mātu pana te mahāguṇāya addhā matāya kahāpaṇe gahetvā gacchāhīti taṃ vissajjesi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā abhisambuddho hutvā imā gāthā avoca
yathā māṇavako panthe sigāliṃ vanagocariṃ
atthakāmaṃ pavedentiṃ anatthakāmāti maññati
anatthakāmaṃ satapattaṃ atthakāmoti maññati
evameva idhekacco puggalo hoti tādiso
hitebhi vacanaṃ vutto paṭiggaṇhati vāmato
ye ca kho naṃ pasaṃsanti bhayā ukkaṃsayanti vā
tañhi so maññate mittaṃ satapattaṃva māṇavoti.
Tattha hitebhīti hitaṃ vuḍḍhiṃ icchamānehi. Vacanaṃ vuttoti hitasukhāvahaṃ ovādānusāsaniṃ vutto. Paṭiggaṇhati vāmatoti
@Footnote: 1 tassa tumhākaṃ kataguṇo. Ovādaṃ aggaṇhanto ayaṃ me na atthāvaho hoti anatthāvaho me ayanti gaṇhanto vāmato paṭiggaṇhati nāma. Ye ca kho nanti ye ca kho taṃ attano gāhaṃ gahetvā ṭhitaṃ puggalaṃ adhikaraṇaṃ gahetvā ṭhitehi nāma tumhādisehi bhavitabbanti vaṇṇenti. Bhayā ukkaṃsayanti vāti imassa gāhassa visajjanapaccayā tumhākaṃ idañca bhayaṃ uppajjissati mā visajjayittha na ete bāhusaccakulaparivārādīhi tumhe sampāpuṇantīti evaṃ visajjanapaccayā bhayaṃ dassetvā ukkhipanti. Taṃ hi so maññate mittanti ye evarūpā honti tesu yaṃ kiñci so ekacco bālapuggalo attano bālatāya mittaṃ maññati ayaṃ me atthakāmo mittoti maññati. Satapattaṃva māṇavoti yathā anatthakāmaññeva satapattaṃ so māṇavo attano bālatāya atthakāmoti maññittha paṇḍito pana evarūpaṃ anuppiyabhāṇiṃ mittoti aggahetvā dūratova naṃ vivajjeti. Tena vuttaṃ
aññadatthuharo mitto yo ca mitto vacīparo
anuppiyañca yo āha apāyesu ca yo sakhā
ete amitte cattāro iti viññāya paṇḍito
ārakā parivajjeyya maggaṃ paṭibhayaṃ yathāti 1-.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi tadā corajeṭṭhako ahamevāti.
Satapattajātakaṃ navamaṃ
@Footnote: 1 dī. pā. 194.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗