ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. อภิณหชาดก
ชาดกที่ ๒๗ · เอกกนิบาตชาดก · กุรุงควรรค

อภิณหชาดก

ว่าด้วยการเห็นกันบ่อยๆ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๗ · บรรทัด ๑๗๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากอภิณหชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันวิหาร ทรงปรารภอุบาสกคนหนึ่งกับพระเถระแก่ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นาลํ กพลํ ปทาตเว ดังนี้.

ได้ยินว่า ในนครสาวัตถีมีสหาย ๒ คน บรรดาสหายทั้งสองนั้นคนหนึ่งบวชแล้วได้ไปยังเรือนของสหายนอกนี้ทุกวัน สหายนั้นได้ถวายภิกษาแก่ภิกษุผู้สหายนั้น แม้ตนเองก็บริโภคแล้ว ได้ไปวิหารพร้อมกับภิกษุผู้สหายนั้นนั่นแหละ นั่งสนทนาปราศัยอยู่จนพระอาทิตย์อัสดง จึงกลับเข้าเมือง. ฝ่ายภิกษุผู้สหายนอกนี้ก็ตามสหายนั้นไปจนถึงประตูเมืองแล้วก็กลับ. ความคุ้นเคยของสหายทั้งสองนั้น เกิดปรากฏในระหว่างภิกษุทั้งหลาย. อยู่มาวันหนึ่งภิกษุทั้งหลายนั่งกล่าวถึงความคุ้นเคยของสหายทั้งสองนั้น ในโรงธรรมสภา. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลายบัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยกถาเรื่องอะไรหนอ ? ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ด้วยกถาเรื่องชื่อนี้พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย สหายทั้งสองนี้เป็นผู้คุ้นเคยกันแต่ในบัดนี้ เท่านั้น หามิได้ แม้ในกาลก่อน ก็ได้เป็นผู้คุ้นเคยกันเหมือนกันแล้วทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสีในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ได้เป็นอำมาตย์ของพระเจ้าพรหมทัตนั้น. ในกาลนั้นสุนัขตัวหนึ่งไปยังโรงช้างมงคลกินเมล็ดข้าวสุกแห่งภัตที่ตกอยู่ในที่ที่ช้างมงคลบริโภค สุนัขนั้นเติบโตด้วยโภชนะนั้นนั่นแล จึงเกิดความคุ้นเคยกับช้างมงคลบริโภคอยู่ในสำนักของช้างมงคลนั้นเอง. สัตว์แม้ทั้งสองไม่อาจเป็นไปเว้นจากกัน. ช้างนั้น เอางวงจับสุนัขนั้นไสไปไสมาเล่น ยกขึ้นวางบนกระพองบ้าง. อยู่มาวันหนึ่ง มนุษย์ชาวบ้านคนหนึ่งให้มูลค่าแก่คนเลี้ยงช้าง แล้วได้พาเอาสุนัขนั้นไปบ้านของตน ตั้งแต่นั้น ช้างนั้นเนื้อไม่เห็นสุนัขก็ไม่กิน ไม่ดื่มไม่อาบ พวกคนเลี้ยงช้างจึงกราบทูลเรื่องนั้นแก่พระราชา พระราชาทรงสั่งพระโพธิสัตว์ไปด้วยพระดำรัสว่า บัณฑิต ท่านจงไป จงรู้ว่า เพราะเหตุไรช้างจึงกระทำอย่างนั้น พระโพธิสัตว์ไปยังโรงช้าง รู้ว่าช้างเสียใจ คิดว่าโรคไม่ปรากฏในทั้งกายของช้างนี้ ก็ความสนิทสนมฐานมิตรกับใครๆ จะพึงมีแก่ช้างนั้น ช้างนั้น เห็นจะไม่เห็นมิตรนั้น จึงถูกความโศกครอบงำ ครั้นคิดแล้ว จึงถามพวกคนเลี้ยงช้างว่า ความคุ้นเคยกับใครๆ ของช้างนี้ มีอยู่หรือ ? พวกคนเลี้ยงช้างกล่าวว่า มีจ้ะนาย ช้างนี้ถึงความคุ้นเคยกันมากกับสุนัขตัวหนึ่งพระโพธิสัตว์ถามว่า บัดนี้ สุนัขตัวนั้นอยู่ที่ไหน ? พวกคนเลี้ยงช้างกล่าวว่าถูกมนุษย์คนหนึ่งนำไป พระโพธิสัตว์ถามว่า ก็ที่เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์คนนั้น พวกท่านรู้จักไหม ? พวกคนเลี้ยงช้างกล่าวว่า ไม่รู้จักดอกนาย. พระโพธิสัตว์ได้ไปยังสำนักของพระราชาแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ อาพาธไร ๆ ของช้างไม่มี แต่ช้างนั้นมีความคุ้นเคยอย่างแรงกล้ากับสุนัขตัวหนึ่งช้างนั้นเห็นจะไม่เห็นสุนัขนั้นจึงไม่บริโภค แล้วกล่าวคาถานี้ว่า

พระยาช้างไม่สามารถจะรับเอาคำข้าว ไม่ สามารถจะรับเอาก้อนข้าว ไม่สามารถจะรับเอาหญ้า ไม่สามารถจะขัดสีกาย ข้าพระบาทมาสำคัญว่า พระยา ช้างตัวประเสริฐได้ทำความรักใคร่ในสุนัข เพราะได้ เห็นกันเนือง ๆ.

บรรดาบทเหล่ๆนั้น บทว่า นาลํ แปลว่า ไม่สามารถ. บทว่า กพลํ ได้แก่ คำข้าวที่ให้เฉพาะทีแรก ในเวลาบริโภค. บทว่า ปทาตเวแปลว่า เพื่อรับเอา. พึงทราบการลบ อา อักษร เนื่องด้วยวิธีสนธิการเชื่อมศัพท์. อธิบายว่า เพื่อถือเอา. บทว่า น ปิณฺฑํ ได้แก่ ไม่สามารถเพื่อรับเอาแม้ก้อนภัตที่เขาปั้นให้. บทว่า ห กุเส ได้แก่ ไม่สามารถรับเอาแม้หญ้าทั้งหลายที่เข้าให้กิน. บทว่า น ฆํสิตุํ ความว่า ให้อาบอยู่ก็ไม่สามารถจะขัดสีแม้ร่างกาย. พระโพธิสัตว์กราบทูลแด่พระะราชาถึงเหตุทั้งปวงที่ช้านั้นไม่สามารถจะกระทำ อย่างนี้แล้ว เมื่อจะกราบทูลถึงเหตุที่ตนกำหนด ในเพราะช้างนั้น ไม่สามารถ จึงกราบทูลคำมีอาทิว่า มญฺามิ ข้าพระบาทสำคัญว่า ดังนี้.

พระราชาทรงสดับคำของพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว จึงตรัสถามว่า ดูก่อนบัณฑิต บัดนี้ควรกระทำอย่างไร ? พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพได้ยินว่า มนุษย์ผู้หนึ่งพาเอาสุนัข ผู้เป็นสหายของช้างมงคลแห่งข้าพระบาททั้งหลายไป ขอพระองค์จงให้คนเที่ยวตีกลองประกาศว่า ชนทั้งหลายแม้เห็นสุนัขนั้น ในเรือนของคนใด คนนั้นจะมีสินไหมชื่อนี้ ดังนี้ พระเจ้าข้า. พระราชาทรงให้กระทำอย่างนั้น. บุรุษนั้น ได้สดับข่าวนั้นจึงปล่อยสุนัข สุนัขนั้นรีบไปได้ไปยังสำนักของช้างทีเดียว. ช้างเอางวงจับสุนัขนั้น วางบนกระพองร้องไห้ร่ำไรแล้วเอาลงจากกระพอง เมื่อสุนัขนั้นบริโภค คนจึงบริโภคภายหลังพระราชาทรงพระดำริว่า พระโพธิสัตว์รู้อัธยาศัยของสัตว์ดิรัจฉาน จึงได้ประทานยศใหญ่แก่พระโพธิสัตว์.

พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสองรูปนี้เป็นผู้คุ้นเคยกันในบัดนี้เท่านั้น หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็ได้เป็นผู้คุ้นเคยกันมาแล้ว ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงเปลี่ยนแสดงด้วยกถาว่าด้วยสัจจะ ๔ทรงสืบอนุสนธิ แล้วทรงประชุมชาดก. ชื่อว่าการเปลี่ยนมาแสดงกถาว่าด้วยสัจจะ ๔ นี้ ย่อมมีแม้ทุกชาดกทีเดียว แต่เราทั้งหลายจักแสดงการเปลี่ยนกลับมาแสดงกถาว่าด้วยอริยสัจ ๔ เฉพาะในชาดกที่ปรากฏอานิสงส์แก่บุคคลนั้นเท่านั้นแล. สนัขในกาลนั้น ได้เป็นอุบาสกในบัดนี้ ช้างในกาลนั้นได้เป็นพระเถระแต่ในบัดนี้ พระราชาในกาลนั้น ได้เป็นพระอานนท์ในบัดนี้ ส่วนบัณฑิตผู้เป็นอำมาตย์ได้เป็นเราแล.

จบอภิณหชาดกที่ ๗

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๓๐๔–๓๐๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๒ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๗ อภิณฺหชาตกํ

นาลํ กพลํ ปทาตเวติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ อุปาสกญฺจ มหลฺลกตฺเถรญฺจ อารพฺภ กเถสิ ฯ

สาวตฺถิยํ กิร เทฺว สหายา ฯ เตสุ เอโก ปพฺพชิตฺวา เทวสิกํ อิตรสฺส ฆรํ คจฺฉติ ฯ โส ตสฺส ภิกฺขํ ทตฺวา สยํปิ ภุญฺชิตฺวา เตเนว สทฺธึ วิหารํ คนฺตฺวา ยาว สุริยสฺสฏฺฐงฺคมา อลฺลาปสลฺลาเปน นิสีทิตฺวา นครํ ปวิสติ ฯ อิตโรปิ นํ ยาว นครทฺวารา อนุคนฺตฺวา นิวตฺตติ ฯ โส เตสํ วิสฺสาโส ภิกฺขูนํ อนฺตเร ปากโฏ ชาโต ฯ อเถกทิวสํ ภิกฺขู เตสํ วิสฺสาสกถํ กเถนฺตา ธมฺมสภายํ นิสีทึสุ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิ ฯ เต อิมาย นาม ภนฺเตติ กถยึสุ ฯ สตฺถา น ภิกฺขเว อิเม อิทาเนว วิสฺสาสิกา ปุพฺเพปิ วิสฺสาสิกาว อเหสุนฺติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต ตทา โพธิสตฺโต ตสฺส อมจฺโจ อโหสิ ฯ ตทา เอโก กุกฺกุโร มงฺคลหตฺถิสาลํ คนฺตฺวา มงฺคลหตฺถิสฺส ภุญฺชนฏฺฐาเน ปติตานิ ภตฺตสิตฺถานิ ขาทติ ฯ โส เตเนว โภชเนน สํวฑฺฒมาโน มงฺคลหตฺถิสฺส วิสฺสาสิโก ชาโต หตฺถิสฺเสว สนฺติเก ภุญฺชติ ฯ อุโภปิ วินา วตฺติตุํ น สกฺโกนฺติ ฯ โส หตฺถี นํ โสณฺฑาย คเหตฺวา อปราปรํ กโรนฺโต กีฬติ อุกฺขิปิตฺวา กุมฺเภปิ ฐเปสิ ฯ อเถกทิวสํ เอโก คามิกมนุสฺโส หตฺถิโคปกสฺส มูลํ ทตฺวา ตํ กุกฺกุรํ อาทาย อตฺตโน คามํ อคมาสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย โส หตฺถี กุกฺกุรํ อปสฺสนฺโต เนว ขาทติ น ปิวติ น นฺหายติ ฯ ตมตฺถํ รญฺโญ อาโรจยึสุ ฯ ราชา โพธิสตฺตํ ปหิณิ คจฺฉ ปณฺฑิต ชานาหิ กึการณา หตฺถี เอวํ กโรตีติ ฯ โพธิสตฺโต หตฺถิสาลํ คนฺตฺวา หตฺถิสฺส ทุมฺมนภาวํ ญตฺวา อิมสฺส สรีเร โรโค น ปญฺญายติ เกนจิ ปนสฺส สทฺธึ มิตฺตสนฺถเวน ภวิตพฺพํ ตํ อปสฺสนฺโต เอส มญฺเญ โสกาภิภูโตติ หตฺถิโคปเก ปุจฺฉิ อตฺถิ นุ โข อิมสฺส เกนจิ สทฺธึ วิสฺสาโสติ ฯ อาม สามิ เอเกน สุนเขน สทฺธึ พลววิสฺสาสเมตีติ ฯ กหํ โส เอตรหีติ ฯ เอเกน มนุสฺเสน นีโตติ ฯ ชานาถ ปนสฺส นิวาสนฏฺฐานนฺติ ฯ น ชานามิ สามีติ ฯ โพธิสตฺโต รญฺโญ สนฺติกํ คนฺตฺวา นตฺถิ เทว หตฺถิสฺส โกจิ อาพาโธ เอเกน ปนสฺส สุนเขน สทฺธึ พลววิสฺสาโส ตํ อปสฺสนฺโต น ภุญฺชติ มญฺเญติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

นาลํ กพลํ ปทาตเว

น ปิณฺฑํ น กุเส น ฆํสิตุํ

มญฺญามิ อภิณฺหทสฺสนา

นาโค สิเนหมกาสิ กุกฺกุเรติ ฯ

ตตฺถ นาลนฺติ น สมตฺโถ ฯ กพลนฺติ โภชนกาเล ปฐมเมว ทินฺนํ กพลํ ฯ ปทาตเวติ ปาทาตเว ฯ สนฺธิวเสน อาการโลโป เวทิตพฺโพ ฯ คเหตุนฺติ อตฺโถ ฯ น ปิณฺฑนฺติ วฑฺเฒตฺวา ทียมานํ ภตฺตปิณฺฑํปิ นาลํ คเหตุํ ฯ น กุเสติ ขาทนตฺถาย ทินฺนานิ ติณานิปิ นาลํ คเหตุํ ฯ น ฆํสิตุนฺติ นฺหาปิยมาโน สรีรํปิ ฆํสิตุํ นาลํ ฯ เอวํ ยํ ยํ โส หตฺถี กาตุํ น สมตฺโถ ตํ ตํ สพฺพํ รญฺโญ อาโรเจตฺวา ตสฺส อสมตฺถภาเว อตฺตนา สลฺลกฺขิตํ การณํ อาโรเจนฺโต มญฺญามีติ อาทิมาห ฯ

ราชา ตสฺส โพธิสตฺตสฺส วจนํ สุตฺวา อิทานิ กึ กตฺตพฺพํ ปณฺฑิตาติ ปุจฺฉิ ฯ อมฺหากํ กิร มงฺคลหตฺถิสฺส สหายํ สุนขํ เอโก มนุสฺโส คเหตฺวา คโต ยสฺส ฆเร ตํ สุนขํ ปสฺสนฺติ ตสฺส อยํ นาม ทณฺโฑติ เภรึ จาราเปถ เทวาติ ฯ ราชา ตถา กาเรสิ ฯ ตํ ปวุตฺตึ สุตฺวา โส ปุริโส สุนขํ วิสฺสชฺเชสิ ฯ โส สุนโข เวเคน คนฺตฺวา หตฺถิสฺส สนฺติกเมว อคมาสิ ฯ หตฺถี ตํ โสณฺฑาย คเหตฺวา กุมฺเภ ฐเปตฺวา โรทิตฺวา ปริเทวิตฺวา กุมฺภา โอตาเรตฺวา เตน ภุตฺเต ปจฺฉา อตฺตนา ภุญฺชิ ฯ ติรจฺฉานคตสฺส อาสยํ ชานาตีติ ราชา โพธิสตฺตสฺส มหนฺตํ ยสํ อทาสิ ฯ

สตฺถา น ภิกฺขเว อิเม อิทาเนว วิสฺสาสิกา ปุพฺเพปิ วิสฺสาสิกาติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา จตุสฺสจฺจกถาย วินิวฏฺเฏตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ อิทํ จตุสฺสจฺจกถาย วินิวฏฺฏนํ นาม สพฺพชาตเกสุปิ อตฺถิเยว มยํ ปน นํ ยตฺถสฺส อานิสํโส ปญฺญายติ ตตฺเถว ทสฺสยิสฺสามาติ ฯ ตทา สุนโข อุปาสโก อโหสิ หตฺถี มหลฺลกตฺเถโร ราชา อานนฺโท อมจฺจปณฺฑิโต ปน อหเมว อโหสีติ ฯ

อภิณฺหชาตกํ สตฺตมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๖. มหิฬามุขชาดกชาดกถัดไป๒๘. นันทิวิสาลชาดก