ปูฏทูสกชาดก
ว่าด้วยผู้ชอบทำลาย
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๓๙ · บรรทัด ๒๓๔๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับ อยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภกุมารผู้ประทุษร้ายห่อใบไม้คนหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า อทฺธา หิ นูน มิคราชา ดังนี้. ได้ยินว่า อำมาตย์คนหนึ่งในกรุงสาวัตถี ได้นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ให้ประทับนั่งในสวน เมื่อจะถวายทานกล่าวว่า ในระหว่างภัตตาหาร ภิกษุทั้งหลายผู้ใคร่จะเที่ยวไปในสวนก็จงเที่ยวไปเถิด. ภิกษุทั้งหลายจึงเที่ยวไปในสวน. ในขณะนั้นคนรักษาส่วนขึ้นต้นไม้อันสะพรั่งด้วยใบแล้วเก็บใบไม้ใหญ่ ทำให้เป็นห่อ ๆ แล้วทิ้งลงที่โคนต้นไม้ด้วยคิดว่า นี้จัดเป็นห่อดอกไม้ นี้จัดเป็นห่อผลไม้. ฝ่ายทารกผู้เป็นบุตรของตนรักษาสวนนั้น ก็ฉีกห่อใบไม้ที่คนรักษาสวนทิ้งลงมา ๆ. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระศาสดาจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายมิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนทารกผู้นี้ก็ได้เป็นผู้ทำลายห่อใบไม้เหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในเมืองพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ตระกูลหนึ่งในเมืองพาราณสี เจริญวัยแล้ว ได้อยู่ครองเรือน วันหนึ่ง ได้ไปสวนด้วยกรณียกิจเฉพาะบางอย่าง. วานรจำนวนหนึ่งได้อยู่ในสวนนั้นฝ่ายคนรักษาสวนทำห่อใบไม้ให้ตกลงโดยทำนองนี้แหละ. วานรจ่าฝูงก็มารื้อห่อใบไม้ที่คนรักษาสวนให้ตกลงมา ๆ. พระโพธิสัตว์จึงเรียกวานรจ่าฝูงนั้นมากล่าวว่า เจ้ารื้อห่อใบไม้ที่คนรักษาสวนทิ้งลงมา ๆเห็นจะประสงค์จะทำห่อใบไม้ที่เขาทิ้งลง ๆ ให้เป็นที่น่าชอบใจกว่ากระมัง แล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :พระยาเนื้อเห็นจะฉลาดในการทำห่อใบไม้เป็นแท้ เพราะฉะนั้น จึงได้รื้อห่อใบไม่เสีย คงจะทำห่อใบไม้อย่างอื่นให้ดีกว่าเก่า. เป็นมั่นคง. พระโพธิสัตว์เมื่อจะยกย่องลิงจึงกล่าวว่า มิคราชา พระยาเนื้อ ในคาถานั้น. บทว่า ปูฏกมฺมสฺส ได้แก่ ในการกระทำห่อดอกไม้. บทว่า เฉโก แปลว่า ผู้ฉลาด. ก็ในคาถานี้ มีความย่อดังต่อไปนี้. ก็พระยาเนื้อนี้ เห็นจะเป็นคนผู้ฉลาดในปูฏกรรมงานทำห่อใบไม้โดยแน่แท้จริงอย่างนั้น พระยาเนื้อนี้จึงทำลายห่อใบไม้อื่นที่คนเฝ้าสวนทิ้งลงมาเสีย คงจักกระทำห่อใบไม้อย่างอื่นให้เป็นที่น่าชอบใจกว่านั้นเป็นแน่. ลิงได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :บิดาหรือมารดาของข้าพเจ้า มิใช่เป็นผู้ฉลาดในการทำห่อใบไม้ พวกเราได้แต่รื้อของที่เขาทำไว้แล้ว ๆ เท่านั้น ตระกูลของข้าพเจ้านี้ มีธรรมดาเป็นอย่างนี้. พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :ธรรมดาของพวกท่านเป็นถึงเช่นนี้ ก็สภาพที่มิใช่ธรรมดาจะเป็นเช่นไร ขอพวกเราอย่าได้เห็นธรรมดาหรือมิใช่ธรรมดาของท่านทั้งหลายในกาลไหน ๆ เลย. ก็แหละครั้นกล่าวแล้วจึงติเตียนหมู่วานรแล้วหลีกไป. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย แล้วทรงประชุมชาดกว่า วานรในครั้งนั้นได้เป็นทารกผู้ทำลายห่อใบไม้ในบัดนี้ ส่วนบุรุษบัณฑิตในครั้งนั้นได้เป็นเราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาปูฏทูสกชาดกที่ ๑๐
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ๑. อุทปานทูสกชาดก ๒. พยัคฆชาดก ๓. กัจฉปชาดก๔. โลลชาดก ๕. รุจิรชาดก ๖. กุรุธรรมชาดก ๗. โรมชาดก๘. มหิสชาดก ๙. สตปัตตชาดก ๑๐. ปูฏทูสกชาดก.
จบ อุทปานวรรคที่ ๓ ๔. อัพภัณตรวรรค
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๒๓๔–๒๓๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติกนิบาตชาดก ๑๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
Pūṭadūsakajātakaṃ
addhā hi nūna migarājāti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ kumāraṃ pūṭadūsakaṃ ārabbha kathesi.
Sāvatthiyaṃ kireko amacco buddhappamukhaṃ bhikkhusaṅghaṃ nimantetvā uyyāne nisīdāpetvā dānaṃ dadamāno antarābhatte uyyāne vicaritukāmā carantūti āha. Bhikkhū uyyānacārikaṃ cariṃsu. Tasmiṃ khaṇe uyyānapālo pattasampannaṃ rukkhaṃ abhirūhitvā mahantamahantāni pattāni gahetvā ayaṃ pupphānaṃ bhavisasati ayaṃ phalānanti pūṭe katvā rukkhamūle pātesi. Tassa puttadārako pātitaṃ pātitaṃ pūṭaṃ viddhaṃseti. Bhikkhū tamatthaṃ satthu ārocesuṃ. Satthā na bhikkhave idāneva pubbepesa pūṭadūsakoyevāti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto bārāṇasiyaṃ ekasmiṃ brāhmaṇakule nibbattitvā vayappatto agāraṃ ajjhāvasamāno ekadivasaṃ kenacideva karaṇīyena uyyānaṃ agamāsi. Tattha bahū vānarā vasanti. Uyyānapālo pana imināva niyāmena pattapūṭe pāteti. Jeṭṭhakavānaro pātitapātite viddhaṃseti. Bodhisatto taṃ āmantetvā uyyānapālena pātitapātite pūṭe viddhaṃsetvā pātitapātitaṃ manāpataraṃ kātukāmo maññasīti vatvā paṭhamaṃ gāthamāha
Addhā hi nūna migarājā pūṭakammassa kovido
tathā hi pūṭaṃ dūseti aññaṃ nūna karissatīti.
Tattha migarājāti makkaṭaṃ vaṇṇento vadati. Pūṭakammassāti mālāpūṭakaraṇassa. Kovidoti cheko. Ayaṃ panettha saṅkhepattho ayaṃ hi migarājā ekaṃsena pūṭakammassa kovido maññe tathā hi aññaṃ pātitaṃ pūṭaṃ dūseti aññaṃ nūna tato manāpataraṃ karissatīti.
Taṃ sutvā makkaṭo dutiyaṃ gāthamāha
na me pitā vā mātā vā pūṭakammassa kovidā
kataṃ kataṃ kho dūsema evaṃdhammamidaṃ kulanti.
Taṃ sutvā bodhisatto tatiyaṃ gāthamāha
yesaṃ vo īdiso dhammo adhammo pana kīdiso
mā vo dhammaṃ adhammaṃ vā addasāma kudācananti. Vatvā capana vānaragaṇaṃ garahitvā pakkāmi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi tadā vānaro pūṭadūsakadārako ahosi paṇḍitapuriso pana ahamevāti.
Pūṭadūsakajātakaṃ dasamaṃ
udapānavaggo tatiyo
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗