เสยยชาดก
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๔๕ · บรรทัด ๒๓๗๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภอำมาตย์ของพระเจ้าโกศลคนหนึ่งจึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า เสยฺยํโส เสยฺยโส อโหสิ ดังนี้. ได้ยินว่า อำมาตย์ผู้นั้นมีอุปการะเป็นอันมากแก่พระราชา ได้เป็นผู้จัดสรรพทั้งปวงให้สำเร็จ. พระราชาทรงพระดำริว่า อำมาตย์นี้มีอุปการะเป็นอันมากแก่เรา จึงได้ประทานยศใหญ่โตแก่อำมาตย์นั้นอำมาตย์พวกอื่นอดทนอำมาตย์นั้นไม่ได้ ก็คอยส่อเสียดยุยงพระราชาทำลายอำมาตย์นั้น. พระราชาทรงเชื่อคำของอำมาตย์เหล่านั้น มิได้ทรงพิจารณาโทษ รับสั่งให้จองจำอำมาตย์ผู้มีศีลนั้น ผู้หาโทษมิได้ด้วยเครื่องจองจำคือโซ่ตรวนแล้วให้ขังไว้ในเรือนจำ. อำมาตย์นั้นตัวคนเดียวแท้อยู่ในเรือนจำนั้น อาศัยศีลสมบัติได้เอกัคคตาจิตแน่วแน่ในอารมณ์เดียว พิจารณาสังขารทั้งหลายก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล. ครั้นในกาลต่อมา พระราชาทรงทราบว่า อำมาตย์นั้นไม่มีโทษจึงรับสั่งให้ถอดเครื่องพันธนาการคือโซ่ตรวน แล้วได้พระราชทานยศอันยิ่งใหญ่กว่ายศครั้งแรก. อำมาตย์คิดว่า จักถวายบังคมพระศาสดาจึงถือเอาของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้นเป็นอันมาก ไปยังพระวิหาร บูชาพระตถาคตถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระศาสดาเมื่อจะทรงกระทำปฏิสันถารกับอำมาตย์นั้น จึงตรัสว่าเราตถาคตได้ยินว่า ราชทัณฑ์อันหาประโยชน์มิได้ เกิดขึ้นแก่ท่านหรือ. อำมาตย์กราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญราชทัณฑ์อันหาประโยชน์มิได้ เกิดขึ้นแล้ว แต่ข้าพระองค์ได้กระทำประโยชน์จากสิ่งที่หาประโยชน์มิได้นั้น ข้าพระองค์นั้นนั่งอยู่ในเรือนจำแล้วทำโสดาปัตติผลให้เกิดขึ้นแล้ว. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก มิใช่ท่านเท่านั้น ที่นำเอาประโยชน์มาจากสิ่งที่มิใช่ประโยชน์แม้โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย ก็นำเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์มาจากสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ตนเหมือนกัน อันอำมาตย์นั้นทูลอาราธนาแล้วจึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตนั้น พอเจริญวัยก็เล่าเรียนศิลปะทั้งปวงในเมืองตักกศิลา เมื่อพระราชบิดาสวรรคตแล้วก็ดำรงอยู่ในราชสมบัติมิได้ทรงยังทศพิธราชธรรมให้กำเริบ ครองราชสมบัติโดยธรรมสม่ำเสมอ บำเพ็ญทาน รักษาศีล ๕ รักษาอุโบสถกรรมลำดับนั้น อำมาตย์ผู้หนึ่งของพระองค์ก่อการประทุษร้ายขึ้นภายในพระราชวัง. ข้าราชบริพารที่เป็นบาทบริจาริกาเป็นต้น จึงกราบทูลแก่พระราชาว่า อำมาตย์ผู้โน้นก่อประทุษร้ายในภายในพระราชวัง. พระราชาทรงสืบสวนแล้วทรงทราบได้ตามสภาพ จึงรับสั่งให้พาอำมาตย์นั้นมาเฝ้าแล้วตรัสว่า จำเดิมแต่นี้ไป เจ้าอย่าได้มาอุปัฏฐากเราเลย แล้วทรงถอดยศเสีย. อำมาตย์นั้นไปอุปัฏฐากพระเจ้าสามันตราชองค์อื่น. เรื่องทั้งปวงได้กล่าวไว้ในมหาสีลวชาดกในหนหลังนั่นแหละ แม้ในชาดกนี้ พระราชานั้นทรงทดลองถึง ๓ ครั้งจึงเชื่อคำของอำมาตย์นั้น ทรงดำริว่า จักยึดราชสมบัติในเมืองพาราณสี จึงพร้อมด้วยบริวารอันใหญ่หลวงประชิดราชอาณาเขตของพระเจ้าพาราณสี. นายทหารผู้ใหญ่ของพระเจ้าพาราณสีประมาณ ๗๐๐ นาย รู้ประพฤติเหตุนั้นแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่สมมุติเทพ ได้ยินว่า พระราชาองค์โน้นคิดว่าจักยึดราชสมบัติในเมืองพาราณสี จึงตีชนบทเข้ามา พวกข้าพระองค์จักไปในชนบทนั้นนั่นแหละ แล้วจักจับพระราชาองค์โน้นมา. พระเจ้าพาราณสีตรัสว่า เราไม่มีการกระทำกรรมด้วยราชสมบัติที่ได้ด้วยการเบียดเบียนผู้อื่น พวกท่านอย่ากระทำอะไร ๆ เขา. พระราชาโจรเสด็จมาล้อมพระนครไว้. อำมาตย์ทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระราชาอีกกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพขอพระองค์อย่าทรงกระทำอย่างนี้ พวกข้าพระองค์จะจับพระราชาโจรนั้น. พระราชาตรัสว่า อย่าได้กระทำอะไร ๆ พวกท่านจงเปิดประตูเมืองทุกประตู พระองค์เองทรงแวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ ประทับนั่งบนบัลลังก์ในท้องพระโรง. พระราชาโจรโบยตีพวกมนุษย์ที่ประตูทั้ง ๔ เข้าเมืองได้แล้วขึ้นยังปราสาทให้จับพระราชาผู้แวดล้อมด้วยอำมาตย์ ๑๐๐ คน จองจำด้วยโซ่ตรวนทั้งหลายแล้วให้ขังไว้ในเรือนจำ. พระราชาประทับนั่งในเรือนจำนั่นแล ทรงแผ่เมตตาไปยังพระราชาโจร ทรงยังฌานมีเมตตาเป็นอารมณ์ให้เกิดขึ้น. ด้วยอานุภาพแห่งเมตตาของพระเจ้าพาราณสีนั้น ความเร่าร้อนจึงเกิดขึ้นในกายของพระราชาโจร. พระสรีระกายทั้งสิ้นของพระราชาโจรนั้นเป็นประหนึ่งถูกคบเพลิงในยมโลกลวกลน. พระราชาโจรนั้นถูกมหันตทุกข์ครอบงำจึงตรัสถามว่า มีเหตุอะไรหนอ. อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า พระองค์ให้จำขังพระราชาผู้มีศีลไว้ในเรือนจำ ด้วยเหตุนั้น ทุกข์อันนี้จักเกิดขึ้นแก่พระองค์. ราชาโจรนั้นจึงเสด็จไปขอขมาพระโพธิสัตว์ ตรัสว่า ราชสมบัติของพระองค์. จะเป็นของพระองค์เถิด แล้วทรงมอบราชสมบัติแก่พระเจ้าพาราณสีนั้นแล แล้วทูลว่า ตั้งแต่นี้ไปข้าศึกของพระองค์จงเป็นภาระของหม่อมฉัน ให้ลงอาญาแก่อำมาตย์ผู้ประทุษร้ายแล้วเสด็จไปยังพระนครของพระองค์เองพระโพธิสัตว์ประทับนั่งบนบัลลังก์ซึ่งยกเศวตรฉัตรขึ้นแล้วในท้องพระโรงอันอลงกต เมื่อจะทรงปราศัยกับหมู่อำมาตย์ที่นั่งห้อมล้อมอยู่จึงได้ตรัสคาถา ๒ คาถาแรกว่า :ผู้ใดคบหากับบุคคลผู้ประเสริฐ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นส่วนอันประเสริฐด้วย เราสมานไมตรีกับพระยาโจรคนเดียว ก็ปลดเปลื้องท่านทั้งหลายผู้ต้องโทษได้ตั้งร้อยคน. เพราะฉะนั้น บุคคลคนเดียวสมานไมตรีกับโลกทั้งมวล สิ้นชีพแล้วก็พึงเข้าถึงสวรรค์ ท่านชาวกาสิกรัฐทั้งหลายจงฟังคำของเราเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เสยฺยํโส เสยฺยโส โหติ โย เสยฺยมุปเสวติ ความว่า บุคคลชื่อว่าผู้มีส่วนอันประเสริฐ เพราะมีส่วน คือโกฏฐาสอันประเสริฐกล่าวคือธรรมสูงสุดอันหาโทษมิได้ได้แก่ บุคคลผู้อาศัยกุศลธรรม. บุคคลใดเข้าเสพกุศลธรรมภาวนาอันประเสริฐนั้น หรือบุคคลผู้สูงสุดผู้ยินดียิ่งในกุศลธรรมอันประเสริฐนั้นบ่อย ๆ บุคคลนั้นเป็นผู้มีส่วนอันประเสริฐ คือเป็นผู้น่าสรรเสริญกว่าและเป็นผู้ยิ่งกว่า. ก็ด้วยบทว่า เอเกน สนฺธึ กตฺวาน สตํ วชฺเฌ อโมจยึ แม้นี้ พึงทราบดังนี้ว่า ก็เมื่อเราซ่องเสพเมตตาภาวนาอันประเสริฐ ได้กระทำการติดต่อคือสืบต่อเมตตาภาวนากับพระยาโจรคนเดียว ด้วยเมตตาภาวนานั้น ได้ปลดเปลื้องท่านทั้งหลายผู้จะถูกฆ่าได้ตั้งร้อยคน. ในคาถาที่ ๒ มีเนื้อความต่อไปนี้. เพราะเหตุที่เรากระทำการติดต่อด้วยเมตตาภาวนา โดยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระยาโจรคนเดียว จึงปลดเปลื้องท่านทั้งหลายผู้จะถูกฆ่าได้ตั้งร้อยคน เพราะฉะนั้น พึงทราบข้อนั้นว่าเพราะบุคคลผู้เดียวกระทำการติดต่อกับโลกทั้งปวง ด้วยเมตตาภาวนา ละไปแล้วจะเข้าถึงสวรรค์ในโลกหน้า. เพราะเมตตาภาวนาอันเป็นอุปจารฌานให้ปฏิสนธิในกามาวจรภพ เมตตาภาวนาอันเป็นอัปปนาฌาน ย่อมให้ปฏิสนธิในพรหมโลก ท่านแม้ทั้งปวงผู้เป็นชาวกาสิกรัฐ จงฟังคำของเรานี้ไว้. พระมหาสัตว์พรรณนาคุณของภาวนา อันประกอบด้วยเมตตา แก่มหาชนอย่างนี้แล้วทรงสละเศวตรฉัตรในพระนครพาราณสีอันกว้างใหญ่ถึง ๑๒ โยชน์ แล้วเสด็จเข้าป่าหิมพานต์บวชเป็นฤๅษีพระศาสดาทรงเป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งแล้ว ทรงตรัสพระคาถาที่ ๓ ว่า :พระเจ้ากังสมหาราช ครอบครองราชสมบัติเมืองพาราณสี ได้ตรัสพระดำรัสนี้แล้ว ก็ทรงสละทิ้งธนูและลูกศรเสีย เข้าถึงความสำรวม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหาราช แปลว่า พระราชาผู้ใหญ่. คำว่า กงฺโส เป็นพระนามของพระราชาผู้ใหญ่นั้น. บทว่า พาราณสิคฺคโห ได้แก่ ผู้ยืดครองพระนครพาราณสี เพราะยึดพระนครพาราณสีครอบครองอยู่. พระราชานั้น ตรัสพระดำรัสนี้แล้ว ทรงวางคือละทิ้งธนู และลูกธนูกล่าวคือลูกศร. เข้าถึงความสำรวมในศีล คือบวช ก็แหละครั้นบวชแล้วก็ยังฌานให้เกิดขึ้นเป็นผู้มีฌานไม่เสื่อมจึงได้เกิดขึ้นในพรหมโลก. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า พระราชาผู้เป็นโจรในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์ในบัดนี้ส่วนพระเจ้าพาราณสีในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนั้นแล
จบ อรรถกถาเสยยชวดกที่ ๒
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๒๕๔–๒๖๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติกนิบาตชาดก ๑๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
เสยฺยชาตกํ
เสยฺยํโส เสยฺยํโส โหตีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ โกสลรญฺโญ อมจฺจํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
โส กิร รญฺโญ พหูปกาโร สพฺพกิจฺจนิปฺผาทโก อโหสิ ฯ ราชา พหูปกาโร เม อยนฺติ ตสฺส มหนฺตํ ยสํ อทาสิ ฯ ตํ อสหมานา อญฺเญ อมจฺจา รญฺโญ เปสุญฺญํ อุปสํหริตฺวา ตํ ปริภินฺทึสุ ฯ ราชา เตสํ วจนํ สทฺทหิตฺวา โทสํ อนุปปริกฺขิตฺวาว ตํ สีลวนฺตํ นิทฺโทสํ สงฺขลิกพนฺธเนน พนฺธาเปตฺวา พนฺธนาคาเร ปกฺขิปาเปสิ ฯ โส ตตฺถ เอกโกว วสนฺโต สีลสมฺปตฺตึ นิสฺสาย จิตฺเตกคฺคตํ ลภิตฺวา เอกคฺคจิตฺโต สงฺขาเร สมฺมสิตฺวา โสตาปตฺติผลํ ปาปุณิ ฯ อถสฺส ราชา อปรภาเค นิทฺโทสภาวํ ญตฺวา สงฺขลิกพนฺธนํ ภินฺทาเปตฺวา ปุริมยสโต มหนฺตตรํ ยสํ อทาสิ ฯ โส สตฺถารํ วนฺทิสฺสามีติ พหูนิ คนฺธมาลาทีนิ อาทาย วิหารํ คนฺตฺวา ตถาคตํ ปูเชตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ สตฺถา เตน สทฺธึ ปฏิสนฺถารํ กโรนฺโต อนตฺโถ กิร เต อุปฺปนฺโนติ อสฺสุมฺหาติ อาห ฯ อาม ภนฺเต อุปฺปนฺโน อหํ ปน เตน อนตฺเถน อตฺถํ อกาสึ สฺวาหํ พนฺธนาคาเร นิสีทิตฺวา โสตาปตฺติผลํ นิพฺพตฺเตสินฺติ ฯ สตฺถา น โข อุปาสก ตฺวญฺเญว อนตฺเถน อตฺถํ อาหริ โปราณกปณฺฑิตาปิ อตฺตโน อนตฺเถน อตฺถํ อาหรึสุเยวาติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตสฺส อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิสฺมึ นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคเหตฺวา ปิตุ อจฺจเยน รชฺเช ปติฏฺฐาย ทส ราชธมฺเม อโกเปตฺวา ธมฺเมน สเมน รชฺชํ กาเรสิ ทานํ เทติ ปญฺจ สีลานิ รกฺขติ อุโปสถกมฺมํ กโรติ ฯ อถสฺเสโก อมจฺโจ อนฺเตปุเร ปทูสิ ฯ ปาทมูลิกาทโย ญตฺวา อสุกอมจฺโจ อนฺเตปุเร ปทุฏฺโฐติ รญฺโญ อาโรเจสุํ ฯ ราชา ปริคฺคณฺหาเปนฺโต ยถาสภาวโต ญตฺวา ตํ ปกฺโกสาเปตฺวา มา มํ อิโต ปฏฺฐาย อุปฏฺฐหีติ นิสฺสริยํ อกาสิ ฯ โส คนฺตฺวา อญฺญตรํ สามนฺตราชานํ อุปฏฺฐหิ ฯ สพฺพวตฺถุํ เหฏฺฐา มหาสีลวชาตเก กถิตเมว ฯ อิธาปิ โส ราชา ติกฺขตฺตุํ วีมํสิตฺวา ตสฺส อมจฺจสฺส วจนํ สทฺทหิตฺวา พาราณสีรชฺชํ คณฺหิสฺสามีติ มหนฺเตน ปริวาเรน รชฺชสีมํ ปาปุณิ ฯ พาราณสีรญฺโญ สตฺตสตมตฺตา ๑- มหาโยธา ตํ ปวุตฺตึ ญตฺวา เทว อสุกราชา กิร พาราณสีรชฺชํ คณฺหิสฺสามีติ ชนปทํ ภินฺทนฺโต อาคจฺฉติ เอตฺเถว นํ คนฺตฺวา คณฺหิสฺสามาติ อาหํสุ ฯ มยฺหํ ปรวิหึสาย ลทฺเธน รชฺเชน กมฺมํ นตฺถิ มา กิญฺจิ กริตฺถาติ ฯ โจรราชา อาคนฺตฺวา นครํ ปริกฺขิปิ ฯ ปุน อมจฺจา ราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา เทว มา เอวํ กริตฺถ คณฺหาม นนฺติ อาหํสุ ฯ ราชา น ลพฺภา กิญฺจิ
@เชิงอรรถ: ๑ ปญฺจสตมตฺตา ฯ กาตุํ นครทฺวารานิ วิวรถาติ วตฺวา สยํ อมจฺจคณปริวุโต มหาตเล ปลฺลงฺเก นิสีทิ ฯ โจรราชา จตูสุ ทฺวาเรสุ มนุสฺเส โปเถนฺโต นครํ ปวิสิตฺวา ปาสาทํ อารุยฺห อมจฺจสตปริวุตํ ราชานํ คาหาเปตฺวา สงฺขลิกาหิ พนฺธาเปตฺวา พนฺธนาคาเร ปกฺขิปาเปสิ ฯ ราชา พนฺธนาคาเร นิสินฺโนว โจรราชานํ เมตฺตายนฺโต เมตฺตชฺฌานํ อุปฺปาเทสิ ฯ ตสฺส เมตฺตาย อานุภาเวน โจรรญฺโญ กาเย ทาโห อุปฺปชฺชิ ฯ สกลสรีรมสฺส ยมอุกฺกาหิ ฌาปิยมานํ วิย ชาตํ ฯ โส มหาทุกฺขาภิตุนฺโน กินฺนุโข การณนฺติ ปุจฺฉิ ฯ ตุมฺเห สีลวนฺตํ ราชานํ พนฺธนาคาเร ปกฺขิปาเปถ เตน โว อิทํ ทุกฺขํ อุปฺปนฺนํ ภวิสฺสตีติ ฯ โส คนฺตฺวา โพธิสตฺตํ ขมาเปตฺวา ตุมฺหากํ รชฺชํ ตุมฺหากเมว โหตูติ รชฺชํ ตสฺเสว นิยฺยาเทตฺวา อิโต ปฏฺฐาย ตุมฺหากํ ปจฺจตฺถิโก มยฺหํ ภาโร โหตูติ วตฺวา ปทุฏฺฐามจฺจสฺส ราชาณํ กาเรตฺวา อตฺตโน นครเมว คโต ฯ โพธิสตฺโต อลงฺกตมหาตเล สมุสฺสิตเสตจฺฉตฺเตปิ ปลฺลงฺเก นิสินฺโน ปริวาเรตฺวา นิสินฺเนหิ อมจฺเจหิ สทฺธึ สลฺลปนฺโต ปุริมา เทฺว คาถา อโวจ
เสยฺยํโส เสยฺยํโส โหติ โย เสยฺยมุปเสวติ
เอเกน สนฺธึ กตฺวาน สตํ วชฺเฌ อโมจยึ
ตสฺมา สพฺเพน โลเกน สนฺธึ กตฺวาน เอกโก
เปจฺจ สคฺคํ นิคจฺเฉยฺย อิทํ สุณาถ กาสิโยติ ฯ
ตตฺถ เสยฺยํโส เสยฺยํโส โหติ โย เสยฺยมุปเสวตีติ อนวชฺชอุตฺตมธมฺมสงฺขาโต เสยฺโย อํโส โกฏฺฐาโส อสฺสาติ เสยฺยํโส กุสลธมฺมนิสฺสิโต ปุคฺคโล โย ปุนปฺปุนํ ตํ เสยฺยํ กุสลธมฺมภาวนํ กุสลาภิรตํ วา อุตฺตมปุคฺคลมุปเสวติ โส เสยฺยํโส โหติ ปสํสตโร เจว อุตฺตริตโร จ โหติ ฯ เอเกน สนฺธึ กตฺวาน สตํ วชฺเฌ อโมจยินฺติ ตทิมินาปิ เจตํ เวทิตพฺพํ อหํ หิ เสยฺยํ เมตฺตาภาวนํ อุปเสวนฺโต ตาย เมตฺตาภาวนาย เอเกน โจรรญฺญา สนฺธึ กตฺวา เมตฺตาภาวนํ ฆเฏตฺวา ตุมฺเห สตชเน วชฺฌปฺปตฺเต อโมจยึ ฯ ทุติยคาถาย อตฺโถ ฯ ยสฺมา อหํ เอเกน สทฺธึ เอกโต เมตฺตาภาวนาย สนฺธึ กตฺวา ตุมฺเห วชฺฌปฺปตฺเต สตชเน โมเจสึ ตสฺมา เวทิตพฺพเมว ตํ ตสฺมา สพฺเพน โลเกน สทฺธึ เมตฺตาภาวนาย สนฺธึ กตฺวา เอกโก ปุคฺคโล เปจฺจ ปรโลเก สคฺคํ นิคจฺเฉยฺย ฯ เมตฺตาย หิ อุปจารํ กามาวจเร ปฏิสนฺธึ เทติ อปฺปนา พฺรหฺมโลเก อิทํ มม วจนํ สพฺเพปิ ตุมฺเห กาสิกรฏฺฐวาสิโน สุณาถาติ ฯ
เอวํ มหาสตฺโต มหาชนสฺส เมตฺตายุตฺตาย ภาวนาย คุณํ วณฺเณตฺวา ทฺวาทสโยชนิเก พาราณสีนคเร เสตจฺฉตฺตํ ปหาย หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิ ฯ
สตฺถา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา ตติยํ คาถมาห
อิทํ วตฺวา มหาราชา กํโส พาราณสิคฺคโห
ธนุํ ตุณฺฑิญฺจ นิกฺขิปฺป สญฺญมํ อชฺฌุปาคมีติ
ตตฺถ มหาราชาติ มหนฺโต ราชา ฯ กํโสติ ตสฺส นามํ ฯ พาราณสิคฺคโหติ พาราณสึ คเหตฺวา อชฺฌาวสนโต พาราณสิคฺคโห ฯ โส ราชา อิทํ วจนํ วตฺวา ธนุญฺจ สรสงฺขาตํ ตุณฺฑิญฺจ นิกฺขิปฺป โอหาย ฉฑฺเฑตฺวา สีลสํยมํ อุปคโต ปพฺพชิโต ปพฺพชิตฺวา จปน ฌานํ อุปฺปาเทตฺวา อปริหีนชฺฌาโน พฺรหฺมโลเก อุปฺปนฺโนติ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา โจรราชา อานนฺโท อโหสิ พาราณสีราชา ปน อหเมวาติ ฯ
เสยฺยชาตกํ ทุติยํ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗