ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. วัฑฒกีสูกรชาดก
ชาดกที่ ๒๘๓ · ติกนิบาตชาดก · อัพภันตรวรรค

วัฑฒกีสูกรชาดก

ว่าด้วยหมูสู้เสือได้ด้วยสามัคคีกัน

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๔๘ · บรรทัด ๒๓๘๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากวัฑฒกีสูกรชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระธนุคคหติสสเถระ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า วรํ วรํ ตฺวํ ดังนี้. ได้ยินว่า พระเจ้ามหาโกศลผู้เป็นพระชนกของเจ้าปัสเสนทิโกศล ได้พระราชทานนางโกศลเทวีราชธิดา แก่พระเจ้าพิมพิสารได้พระราชทานบ้านกาสิกคามอันเป็นบ้านที่มีรายได้เกิดขึ้นหนึ่งแสนให้เป็นมูลค่าแห่งจุรณสำหรับสรงสนานแก่พระราชธิดานั้น. แต่เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูปลงพระชนม์พระบิดา ฝ่ายพระนางโกศลเทวีถูกความโศกครอบงำก็ทิวงคต. ลำดับนั้น พระเจ้าปัสเสนทิโกศลทรงพระดำริว่า พระเจ้าอชาตศัตรูปลงพระชนม์พระบิดา ฝ่ายพระภคินีของเรา เมื่อพระสวามีสวรรคตแล้วก็ทิวงคต เพราะความโศก เราจักไม่ให้กาสิกคามแก่โจรผู้ฆ่าพ่อ. ทรงดำริฉะนั้นแล้ว ก็ไม่ยอมยกบ้านกาสิกคามนั้นให้พระเจ้าอชาตศัตรู. เพราะอาศัยบ้านนั้นเองพระราชาแม้ทั้งสองพระองค์นั้น จึงมีการรบกันตลอดเวลา. พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเป็นหนุ่มเข้มแข็งสามารถ ส่วนพระเจ้าปัสเสนทิโกศลทรงชราภาพแล้ว พระองค์จึงรบแพ้อยู่เนือง ๆ. ผู้คนแม้ของพระเจ้ามหาโกศลก็พ่ายแพ้อยู่โดยมาก. ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามพวกอำมาตย์ว่า พวกเราแพ้พระเจ้าอชาตศัตรูนั้นเนือง ๆ ควรจะทำอย่างไรดีอำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ธรรมดาพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความคิดอ่าน ควรจะพึงถ้อยคำของภิกษุทั้งหลายในพระเชตวันมหาวิหาร. พระราชาทรงสั่งบังคับจารบุรุษทั้งหลายว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังถ้อยคำสนทนาของภิกษุทั้งหลายในเวลานั้น. จารบุรุษเหล่านั้น ได้กระทำอย่างนั้นจำเดิมแต่นั้นมา. ก็ในกาลนั้นพระเถระผู้เฒ่า ๒ รูป คือพระทันตเถระและพระธนุคคหติสสเถระ อยู่ในบรรณศาลาท้ายวิหาร. บรรดาพระเถระ ๒ รูปนั้น พระธนุคคหติสสเถระ หลับทั้งในปฐมยามและมัชฌิมยาม แล้วตื่นขึ้นในตอนปัจฉิมยาม นั่งเคาะดุ้นฟืนก่อไฟให้สว่างแล้วกล่าวว่า ท่านทันตเถระผู้เจริญ ท่านนอนอยู่หรือว่านั่งอยู่. พระทันตเถระกล่าวว่า ผมไม่นอนแล้วจักทำอะไร. พระธนุคคหติสสเถระกล่าวว่า ลุกขึ้นนั่งก่อนเถอะขอรับ. พระธนุคคหติสสเถระนั้นลุกขึ้นนั่งแล้วกล่าวว่า ท่านทันตเถระผู้เจริญ พระเจ้าโกศลท้องพลุ้ยองค์นี้เขลา กระทำพระกระยาหารที่เสวยในถาดให้เสียไปเปล่า แต่ไม่ทรงทราบการจัดกระบวนรบอะไรๆ พระองค์ผู้เป็นจอมนรชนจึงทรงแพ้แล้วแพ้เล่า. พระทันตเถระถามว่าก็อย่างนั้น ควรจะทำอย่างไร ? ขณะนั้น จารบุรุษเหล่านั้น ได้ยินฟังถ้อยคำของพระเถระทั้งสองนั้น. พระธนุคคหติสสเถระวิจารณ์การรบว่า ท่านผู้เจริญ ชื่อว่าในการรบมีกระบวนจัดทัพอยู่ ๓ กระบวน คือ ปทุมพยูหะ กระบวนทัพรูปดอกปทุม ๑ จักกพยูหะ กระบวนทัพรูปล้อรถ ๑ สกฏพยูหะกระบวนทัพรูปเกวียน ๑ ถ้าพระเจ้าปัสเสนทิโกศลมีพระประสงค์จะจับพระเจ้าอชาตศัตรู ควรซุ่มคนไว้ที่เหลี่ยมเขาทั้งสองด้านไว้ในท้องภูเขาชื่อโน้น แสดงกำลังพลข้างหน้าให้รู้ว่าอ่อนแอ อย่าให้พระเจ้าอชาตศัตรูทราบว่าเข้าไปในระหว่างภูเขา แล้วสกัดกั้นทางเข้าไปเสียแล้วให้คนที่ซุ่มอยู่ที่เหลี่ยมเขาทั้งสองข้างโห่ร้องตีโอบเข้ามาทั้งข้างหน้าและข้างหลัง ก็อาจสามารถจับพระเจ้าอชาตศัตรูได้ เหมือนจับปลาที่เข้าไปในข่าย และเหมือนจับลูกนกกระจาบไว้ในกำมือฉะนั้น. พวกจารบุรุษจึงกราบทูลข่าวนั้นแก่พระราชา. พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น จึงรับสั่งให้ลั่นกลองสงครามเภรี แล้วเสด็จไปตั้งกระบวนรบสกฏพยูหะ จับพระเจ้าอชาตศัตรูได้ทั้งเป็น ได้ประทานราชธิดาของพระองค์พระนามว่าวชิรกุมารีแก่พระภาคิไนย และได้ประทานบ้านกาสิกคามให้เป็นค่าสำหรับสรงสนานแก่พระราชธิดานั้นแล้วทรงส่งไป. ประพฤติเหตุนั้นได้ปรากฏในหมู่ภิกษุสงฆ์. ครั้นวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ได้ยินว่าพระเจ้าโกศลทรงชนะพระเจ้าอชาตศัตรูเพราะการวิจารณ์ของพระธนุคคหติสสเถระ. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลได้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น มิในกาลก่อนพระธนุคคหติสสะ ก็เป็นผู้ฉลาดในการจัดการรบมาแล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นรุกขเทวดาอยู่ในป่า. ในกาลนั้น ช่างไม้คนหนึ่งจากหมู่บ้านช่างไม้ซึ่งตั้งอาศัยเมืองพาราณสีอยู่ ไปป่าเพื่อต้องการไม้ เห็นลูกสุกรตกหลุมอยู่ จึงพาเอาไปเรือนเลี้ยงไว้. ลูกสุกรนั้นถึงความเติบโต มีร่างกายใหญ่ มีเขี้ยวโง้งเป็นสัตว์เพียบพร้อมด้วยมารยาท. ก็เพราะนายช่างไม้นำมาเลี้ยงไว้จึงปรากฏชื่อว่าวัฑฒกีสุกร. วัฑฒกีสุกรนั้น ในเวลาช่างไม้ถากไม้ก็เอาจะงอยปากพลิกไม้ให้ เอาปากคาบนำมีด ขวาน สีว และฆ้อนมาให้ ช่วยยุดปลายเส้นบรรทัดให้. ลำดับนั้น ช่างไม้นั้น จึงนำวัฑฒกีสุกรนั้นไปปล่อยป่า เพราะกลัวว่า ใคร ๆ นั่นแหละจะฆ่ามันกินเสีย. ฝ่ายวัฑฒกีสุกรนั้นก็เข้าป่าตรวจดูสถานที่อันผาสุกสำราญปลอดภัย ได้เห็นซอกเขาใหญ่ในระหว่างภูเขาแห่งหนึ่ง บริบูรณ์ด้วยเหง้ามันและรากไม้เป็นสถานที่อยู่น่าผาสุกคราคร่ำด้วยสุกรหลายร้อย. สุกรเหล่านั้นเห็นวัฑฒกีสุกรนั้นแล้ว จึงมายังสำนักของวัฑฒกีสุกรนั้น. ฝ่ายวัฑฒกีสุกรนั้นก็กล่าวกะสุกรเหล่านั้นว่า เราเที่ยวมองหาพวกท่านอยู่ทีเดียว เออก็บัดนี้เราได้พบพวกท่านแล้ว อนึ่ง สถานที่นี้ก็เป็นสถานที่น่ารื่นรมย์ และบัดนี้ เราก็จักอยู่ในที่นี้แล. สุกรทั้งหลายกล่าวว่า จริง สถานที่นี้น่ารื่นรมย์ แต่ในที่นี้มีอันตรายวัฑฒกีสุกรกล่าวว่า แม้เราได้เห็นท่านทั้งหลายแล้วก็ได้รู้ถึงข้อนั้นเมื่อท่านทั้งหลายอยู่ในที่อันสมบูรณ์ด้วยโคจรอย่างนี้ เนื้อและเลือดในร่างกายของท่านก็ไม่มี พวกท่านมีภัยอะไรในที่นี้. สุกรทั้งหลายกล่าวว่า มีเสือโคร่งตัวหนึ่งมาแต่เช้าตรู่ ตะครุบเอาสุกรตัวใดตัวหนึ่งที่มันพบเห็นเอาไป. วัฑฒกีสุกรถามว่า ก็เสือโคร่งนั้นมันตะครุบเอาไปทุกวันเป็นประจำ หรือเว้นวันบ้าง ? สุกรทั้งหลายกล่าวว่า มันตะครุบอาเป็นประจำทุกวัน. วัฑฒกีสุกรถามว่า เสือโคร่งนั้นมีเท่าไร. สุกรทั้งหลายกล่าวว่า ตัวเดียว. วัฑฒกีสุกรกล่าวว่า พวกท่านมีประมาณเท่านี้ ไม่สามารถเอาชนะเสือโคร่งตัวเดียวได้หรือ ?. สุกรทั้งหลายกล่าวว่า ไม่สามารถ. วัฑฒกีสุกรกล่าวว่า เราจักจับมันขอให้พวกท่านกระทำตามคำของเราอย่างเดียว เสือโคร่งตัวนั้นมันอยู่ที่ไหน ? สุกรทั้งหลายกล่าวว่า มันอยู่ที่ภูเขาลูกหนึ่ง. วัฑฒกีสุกรนั้นในคืนนั้นเองให้จัดสุกรทั้งหลาย เมื่อจะจัดแจงเฉพาะการสู้รบ จึงกล่าวว่า ชื่อว่าการสู้รบมี ๓ กระบวน คือ กระบวนปทุมพยูหะ ๑กระบวนจักกพยูหะ ๑ กระบวนสกกฏพยูหะ ๑ แล้วจัดโดยกระบวนปทุมพยูหะ. ก็วัฑฒกีสุกรนั้นรู้จักที่อันเป็นชัยภูมิ เพราะฉะนั้นจึงคิดว่า ควรจัดการสู้รบในที่นี้ จึงวางสุกรชั้นพ่อแม่ที่มีลูกอ่อนไว้ในที่ท่ามกลางของสุกรเหล่านั้น วางนางสุกรปูนกลางล้อมสุกรชั้นพ่อแม่ที่มีลูกอ่อนเหล่านั้น วางสุกรหนุ่มล้อมนางสุกรวัยปูนกลางเหล่านั้นวางสุกรแก่ล้อมสุกรหนุ่มเหล่านั้น วางสุกรที่มีเขี้ยวยาวล้อมสุกรแก่เหล่านั้น แล้ววางสุกรที่มีพลกำลังสามารถในการสู้รบ จัดทำให้หมวดหมู่ในที่นั้นๆ หมู่ละ ๑๐ และ ๒๐ ตัว ล้อมพวกสุกรที่มีเขี้ยวยาวเหล่านั้น. ให้ขุดหลุมกลมไว้หลุมหนึ่ง ข้างหน้าที่ที่ตนยืนและให้ขุดหลุมหนึ่งไว้ข้างหลังที่ที่ตนยืน ให้มีสัณฐานเหมือนกระด้งฝัดข้าว ลาดลึกไปโดยลำดับคล้ายเงื้อมเขา. เมื่อวัฑฒกีสุกรนั้นพาสุกรนักรบประมาณ ๖๐-๗๐ ตัว เที่ยวจัดแจงการงานในที่นั้น ๆพร้อมกับพูดว่าพวกท่านอย่ากลัวเลย ดังนี้ จนอรุณขึ้น ฝ่ายเสือโคร่งลุกขึ้นแล้วรู้ว่าได้เวลา ก็ไปยืนที่พื้นภูเขาชื่อตั้งอยู่ตรงหน้าสุกรเหล่านั้น จ้องตาแลดูสุกรทั้งหลาย. วัฑฒกีสุกรได้อาณัติสัญญาณแก่สุกรเหล่านั้นว่า พวกท่านจงจ้องตาตอบมัน สุกรเหล่านั้นก็จ้องตาตอบ. เสือโคร่งอ้าปากหายใจ ฝ่ายสุกรทั้งหลายก็ได้กระทำเหมือนอย่างนั้น เสือโคร่งถ่ายปัสสาวะ แม้พวกสุกรก็ถ่ายปัสสาวะบ้าง. ดังนั้น เสือโคร่งนั้นกระทำกิริยาอาการอย่างใด สุกรทั้งหลายก็ทำกิริยาอาการอย่างนั้น. เสือโคร่งนั้นคิดว่า เมื่อก่อนในเวลาที่เรามองดูสุกรทั้งหลายพากันหนีไป วันนี้มันไม่หนีกลับเป็นศัตรูตอบเรากระทำล้อเลียนกิริยาอาการที่เรากระทำ ในพื้นที่อันเป็นประธานนั้นมีสุกรตัวหนึ่งยืนสั่งการสุกรเหล่านั้นอยู่ วันนี้ความปราชัยจะปรากฏแก่เราผู้มาแล้ว. เสือโคร่งคิดดังนี้แล้วจึงได้กลับไปยังที่อยู่ของตนที่เดียว. อนึ่ง มีชฎิลโกงคนหนึ่งผู้คอยกินเนื้อที่เสือโคร่งนั้นคาบเอามาแล้ว ๆ ชฎิลโกงนั้น เสือโคร่งกลับมามือเปล่า เมื่อจะปราศรัยกับเสือโคร่งนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :ดูก่อนเสือโคร่ง วันก่อน ๆ ท่านเคยย่ำยีหมูทั้งหลายในประเทศนี้ แล้วนำเอาหมูตัวอ้วนๆ มา บัดนี้ ท่านเดินซบเซามาแต่ผู้เดียว ดูก่อนเสือโคร่ง ก็วันนี้ กำลังกายของท่านไม่มีหรือ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วรํ วรํ ตฺวํ นิหนํ ปุเร จริ อสฺมึ ปเทเส อภิภุยฺย สูกเร ความว่า ดูก่อนเสือโคร่งผู้เจริญเมื่อก่อน ท่านครอบงำสุกรทั้งปวงในประเทศนี้ บรรดาสุกรเหล่านี้ท่านเที่ยวฆ่าสุกรตัวล่ำ ๆ คือตัวอ้วน ๆ ได้แก่ ตัวที่อุดมสมบูรณ์. บทว่า โสทานิ เอโก พฺยคฺฆ ปคมฺม ฌายสิ ความว่า บัดนี้ท่านไม่จับสุกรตัวอื่น ตัวเดียวเท่านั้น เดินซบเซาซึมมา. บทว่า พลนฺนุ เจ พฺยคฺฆ น จชฺช วิชฺชติ ความว่า ดูก่อนเสือโคร่งผู้เจริญ วันนี้ กำลังกายของท่านไม่มีหรือหนอ. เสือโคร่งได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :ได้ยินว่า วันก่อน ๆ หมูเหล่านี้เห็นข้าพเจ้าแล้วก็กลัว ต่างบ่ายหน้าหนีไปหาที่ซ่อนเร้นคนละทิศละทาง บัดนี้ หมูเหล่านั้นมาประชุมกันเป็นหมวดเป็นหมู่ อยู่ในที่ชัยภูมิดี ยากที่จะย่ำยีได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺสุตา เป็นนิบาต. ก็เนื้อความย่อมีดังต่อไปนี้ :- เมื่อก่อนสุกรเหล่านี้เห็นข้าพเจ้าแล้วถูกความกลัวกดขี่เบียดเบียน แสวงหาที่ต้านทานที่ซ่อนเร้นของตน ๆ เป็นคนละพวกคือต่างแยกกันไปคนละทิศละทาง คือบ่ายหน้าหนีไปยังทิศนั้น ๆบัดนี้ สุกรเหล่านั้นแม้ทั้งหมดมาประชุมอยู่รวมกันบันลืออยู่ และอยู่ในชัยภูมิอันยากที่ข้าพเจ้าจะย่ำยีได้ คือว่า วันนี้สุกรเหล่านี้ตั้งอยู่ในชัยภูมิที่ข้าพเจ้าข่มขี่ย่ำยีได้ยาก. ลำดับนั้น ชฎิลโกงเมื่อจะยังความอุตสาหะให้เกิดแก่เสือโคร่งนั้นจึงกล่าวว่า อย่ากลัว ไปเถอะ เมื่อท่านบันลือวิ่งเข้าไป สุกรทั้งหมดกลัว จักพากันแตกหนีไป. เมื่อชฎิลโกงนั้นทำให้เกิดความอุตสาหะเสือโคร่งก็มีใจกล้าหาญกลับไปยืนที่พื้นภูเขาอีก. วัฑฒกีสุกรคงยืนอยู่ระหว่างหลุมทั้งสอง. ฝ่ายสุกรทั้งหลายก็กล่าวว่า นาย มหาโจรมาอีกแล้ว. วัฑฒกีสุกรกล่าวว่า อย่ากลัว อย่ากลัว เราจักจับมันเดี๋ยวนี้. เสือโคร่งบันลือแล้วกระโจนขึ้นเบื้องบนวัฑฒกีสุกร. ในเวลาที่เสือโคร่งนั้นตกลงมาเหนือตน วัฑฒกีสุกรก็กลิ้งตัวหลูบขึ้นไปในหลุมที่ขุดไว้ตรง ๆ โดยส่วนเบื้องหลังของเสือโคร่ง เสือโคร่งไม่อาจยั้งความเร็วไว้ได้ก็เลยไปทางส่วนเบื้องบน ตกลงไปในปากหลุมอันคับแคบที่ขุดขวางไว้อันมีปากคล้ายกระด้ง ได้เป็นเหมือนกระทำให้กองฉะนั้น. วัฑฒกีสุกรขึ้นจากหลุมรีบไปโดยเร็วดุจสายฟ้า เอาเขี้ยวขวิดเสือโคร่งเข้าในระหว่างขาอ่อน ฉีกผ่าไปจนถึงม้าม เอาเขี้ยวพันเนื้ออร่อย ๕ อย่าง ออกมาวงรอบหัวเสือโคร่งแล้วยกขึ้นทิ้งออกไปนอกหลุมโดยกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงจับปัจจามิตรของพวกท่าน. พวกสุกรที่มาก่อนก็ได้กินเนื้อเสือโคร่ง พวกที่มาภายหลังกล่าวว่าชื่อว่าเนื้อเสือโคร่งเป็นเช่นไร ? จึงเที่ยวดมปากของสุกรเหล่านั้น. สุกรเหล่านั้นต่างก็ยังไม่พากันดีใจ. วัฑฒกีสุกรเห็นอาการของสุกรเหล่านั้นจึงกล่าวว่า เพราะเหตุไรหนอ. พวกท่านจึงไม่ยินดี. สุกรทั้งหลายกล่าวว่า นาย ประโยชน์อะไรด้วยเสือโคร่งตัวเดียวที่ถูกฆ่าชฎิลโกงผู้สามารถจะนำเอาเสือโคร่งตัวอื่น ๆ ตั้ง ๑๐ มาได้ ยังมีอยู่. วัฑฒกีสุกรถามว่า ชฎิลโกงนั้นคือใคร ? พวกสุกรกล่าวว่า ดาบสทุศีลคนหนึ่ง. วัฑฒกีสุกรกล่าวว่า แม้เสือโคร่งเราก็ยังฆ่าได้ ดาบสทุศีลนั้นจะพออะไรเรา มาเถิดท่านทั้งหลาย พวกเราจักจับดาบสทุศีลนั้น ว่าแล้วก็ไปพร้อมหมู่สุกร. ฝ่ายดาบสโกง เมื่อเสือโคร่งชักช้าอยู่ก็คิดว่า พวกสุกรจับเสือโคร่งไปกระมังหนอ จึงเดินสวนทางไปได้เห็นสุกรทั้งหลายกำลังเดินมา จึงถือเอาบริขารของตนหนีไป ถูกสุกรเหล่านั้นติดตาม จึงทิ้งบริขารทั้งหลายแล้วรีบขึ้นต้นมะเดื่อไปโดยเร็ว. สุกรทั้งหลายกล่าวว่า นาย บัดนี้ดาบสร้ายหนีขึ้นต้นไม้ไปแล้ว. วัฑฒกีสุกรถามว่า ต้นไม้ชื่ออะไร ? สุกรทั้งหลายบอกว่าต้นมะเดื่อ. วัฑฒกีสุกรนั้นจัดแจงว่า นางสุกรจงไปนำน้ำมา ลูกสุกรจงขุด สุกรที่มีเขี้ยวยาวจงกัดราก ฝ่ายสุกรที่เหลือจงล้อมรักษาไว้เมื่อสุกรเหล่านั้นกระทำอยู่อย่างนั้น ตนเองก็งัดรากแก้วของต้นมะเดื่อให้ต้นมะเดื่อล้มลงทันที เหมือนคนเอาขวานฟันฉะนั้น. พวกสุกรที่ยืนล้อมอยู่ ก็ทำให้ชฎิลโกงล้มลงบนภาคพื้นแล้วทำให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่แล้วกัดกินจนถึงกระดูก เชิญให้วัฑฒกีสุกรนั่งบนลำต้นมะเดื่อนั่นแหละ แล้วให้เอาสังข์เครื่องใช้สอยของชฎิลโกงไปตักน้ำมาอภิเษกแต่งตั้งให้เป็นราชา และแต่งตั้งนางสุกรรุ่นสาวตัวหนึ่งแต่งตั้งให้เป็นอัครมเหสีของวัฑฒกีสุกรนั้น. ได้ยินว่า จำเดิมแต่นั้นมาอำมาตย์ราชเสวกทั้งหลาย เชิญเสด็จพระราชาให้นั่ง ณ อุทุมพรภัตรบิฐ แล้วอภิเษกด้วยสังข์ ๓ ชนิด สืบมาจนกระทั่งทุกวันนี้เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ในไพรสณฑ์นั้น เห็นความอัศจรรย์อันนั้น จึงเยี่ยมหน้าเฉพาะต่อสุกรทั้งหลาย ณ ค่าคบไม้แห่งหนึ่ง กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :ข้าพเจ้าขอนอบน้อม แก่หมู่สุกรที่มาประชุมกัน ข้าพเจ้าได้เห็นมิตรภาพอันน่าอัศจรรย์ควรสรรเสริญ จึงขอกล่าวสรรเสริญไว้ หมูทั้งหลายผู้มีเขี้ยวเป็นกำลัง ได้ชนะเสือโคร่งด้วยสามัคคีอันใด ก็พากันพ้นมรณภัย ด้วยสามัคคีอันนั้น ในเพราะกำลังแห่งเขี้ยวทั้งหลาย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นมตฺถุ สงฺฆานํ ความว่าการกระทำความนอบน้อมของเรานี้ จงมีแก่หมู่สุกรผู้มาประชุมกัน. บทว่า ทิสฺวา สยํ สขฺยํ วทามิ อพฺภุตํ ความว่า ข้าพเจ้าได้เห็นความเป็นสหาย คือมิตรภาพอันไม่เคยมีในกาลก่อน ชื่อว่าไม่เคยมีนี้จึงกล่าว. บทว่า พฺยคฺฆํ มิคา ยตฺถ ชินึสุ ทาิโนความว่า ชื่อก็สุกรมฤคทั้งหลายผู้มีเขี้ยว ชนะเสือโคร่งด้วยความสามัคคีใด. อีกอย่างหนึ่งบาลีก็อันนี้แหละ. บทว่า สามคฺคิยา ทาพเลสุ มุจฺจเร ความว่า ก็ความสามัคคี คือความเป็นผู้มีอัธยาศัยเป็นอันเดียวกันในหมู่สุกรผู้มีเขี้ยวเป็นกำลังนี้ใด ด้วยความสามัคคีในหมู่สุกรอันนั้น สุกรผู้มีเขี้ยวเป็นกำลังเหล่านั้น จับปัจจามิตรได้จึงพ้นจากมรณภัยในวันนี้. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า พระธนุคคหติสสะ ได้เป็นวัฑฒกีสุกรในครั้งนั้นส่วนรุกขเทวดาในครั้งนั้นได้เป็นเราตถาคต ฉะนั้นแล.

จบ อรรถกถาวัฑฒกีสุกรชาดกที่ ๓

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๒๖๒–๒๗๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติกนิบาตชาดก · ๒๙ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

วฑฺฒกิสูกรชาตกํ

วรํ วรํ ตฺวนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ธนุคฺคหติสฺสตฺเถรํ นาม อารพฺภ กเถสิ ฯ

ปสฺเสนทิโกสลรญฺโญ ปิตา มหาโกสโล พิมฺพิสารรญฺโญ ธีตรํ โกสลเทวึ ททมาโน ตสฺสา นฺหานจุณฺณมูลเมว สตสหสฺสุฏฺฐานํ กาสิกคามํ อทาสิ ฯ อชาตสตฺตุนา ปน ปิตริ มาริเต โกสลเทวีปิ โสกาภิภูตา กาลมกาสิ ฯ ตโต ปสฺเสนทิโกสลราชา จินฺเตสิ อชาตสตฺตุนา ปิตา มาริโต ภคินีปิ เม สามิเก กาลกเต โสเกน กาลกตา ปิตุฆาตกสฺส โจรสฺส กาสิกคามํ น ทสฺสามีติ ฯ โส ตํ อชาตสตฺตุสฺส น อทาสิ ฯ ตํ คามํ นิสฺสาย เตสํ ทฺวินฺนมฺปิ กาเลน กาลํ ยุทฺธํ โหติ ฯ อชาตสตฺตุ ตรุโณ สมตฺโถ ฯ ปสฺเสนทิโกสโล มหลฺลโกเยว ฯ โส อภิกฺขณํ ปราเชติ ฯ มหาโกสลสฺสาปิ มนุสฺสา เยภุยฺเยน ปราชิตา ฯ อถ ราชา เตน มยํ อภิณฺหํ ปราชิตา กินฺนุโข กาตพฺพนฺติ อมจฺเจ ปุจฺฉิ ฯ เทว อยฺยา นาม มนฺตจฺเฉกา โหนฺติ เชตวนมหาวิหาเร ภิกฺขูนํ กถํ โสตุํ วฏฺฏตีติ ฯ ราชา เตนหิ ตาย เวลาย ภิกฺขูนํ กถาสลฺลาปํ สุณาถาติ จารปุริเส อาณาเปสิ ฯ เต ตโต ปฏฺฐาย ตถา อกํสุ ฯ ตสฺมึ ปน กาเล เทฺว มหลฺลกตฺเถรา วิหารปจฺจนฺเต ปณฺณสาลายํ วสนฺติ ทนฺตตฺเถโร ๑- ธนุคฺคหติสฺสตฺเถโร จ ฯ เตสุ ธนุคฺคหติสฺสตฺเถโร ปฐมยาเมปิ มชฺฌิมยาเมปิ สุปิตฺวา ปจฺฉิมยาเม ปพุชฺฌิตฺวา อุมฺมุกฺกานิ โปเถตฺวา อคฺคึ ชาเลตฺวา นิสินฺโน อาห ภนฺเต ทนฺตตฺเถร กึ นิทฺทายนฺโต นิสินฺโน ตฺวนฺติ ฯ มยํ อนิทฺทายนฺตา กึ กริสฺสามาติ อุฏฺฐาย ตาว นิสีทถาติ ฯ โส อุฏฺฐาย นิสินฺโน ภนฺเต ทนฺตตฺเถร อยํ พาโล มโหทโร โกสโล ปาติภุตฺตภตฺตํ ปูติเมว กโรติ ยุทฺธวิจารณํ ปน กิญฺจิ น ชานาติ ปราชิโต ปราชิโตว นรินฺโทติ ฯ กึ ปน กาตุํ วฏฺฏตีติ ฯ ตสฺมึ ขเณ เต จารปุริสา เตสํ กถํ สุณนฺตา อฏฺฐํสุ ฯ ธนุคฺคหติสฺสตฺเถโร ยุทฺธํ วิจาเรสิ ภนฺเต ยุทฺเธ นาม ปทุมพฺยูโห จกฺกพฺยูโห สกฏพฺยูโหติ ตโย พฺยูหา โหนฺติ อชาตสตฺตุํ คณฺหิตุกาเมน อสุเก นาม ปพฺพตกุจฺฉิสฺมึ ทฺวีสุ ปพฺพตภิตฺตีสุ มนุสฺเส ฐเปตฺวา ปุรโต ทุพฺพลํ ทุพฺพลํ ทสฺเสตฺวา ปพฺพตนฺตเร ปวิฏฺฐภาวํ อชานาเปตฺวา ๒- ปวิฏฺฐมคฺคํ อุปจฺฉินฺทิตฺวา ปุรโต จ ปจฺฉโต จ อุโภสุ ปพฺพตภิตฺตีสุ วคฺคิตฺวา อุนฺนาทิตฺวา ชาเล ปวิฏฺฐํ มจฺฉํ วิย อนฺโตมุฏฺฐิยํ วฏฺฏกโปตกํ ๓- วิย จ กตฺวา สกฺกา อสฺส ตํ คเหตุนฺติ ฯ จารปุริสา ตํ สาสนํ รญฺโญ อาโรเจสุํ ฯ ตํ สุตฺวา ราชา สงฺคามเภรึ จาราเปตฺวา คนฺตฺวา สกฏพฺยูหํ กตฺวา

@เชิงอรรถ: ๑ อุตฺตตฺเถโร ฯ ทตฺตตฺเถโร ฯ ๒ ชานิตฺวา ฯ ๓ มณฺฑุกโปตกํ ฯ อชาตสตฺตุํ ชีวคฺคาหํ คเหตฺวา อตฺตโน ธีตรํ วชิรกุมารึ นาม ภาคิเนยฺยสฺส ทตฺวา กาสิกคามญฺจ ตสฺสา นฺหานมูลํ กตฺวา ทตฺวา อุยฺโยเชสิ ฯ สา ปวุตฺติ ภิกฺขุสงฺเฆ ปากฏา ชาตา ฯ อเถกทิวสํ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส โกสลราชา กิร ธนุคฺคหติสฺสตฺเถรสฺส วิจารณาย อชาตสตฺตุํ ชินีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ ธนุคฺคหติสฺโส ยุทฺธวิจารณาย เฉโกเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต อรญฺเญ รุกฺขเทวตา หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ ตทา พาราณสึ นิสฺสาย ฐิตวฑฺฒกิคามกา เอโก วฑฺฒกี ทพฺพตฺถาย อรญฺญํ คนฺตฺวา อาวาเฏ ปติตํ สูกรโปตกํ ทิสฺวา คเหตฺวา ฆรํ เนตฺวา ปฏิชคฺคิ ฯ โส วุฑฺฒิปฺปตฺโต มหาสรีโร วงฺกทาโฐ อาจารสมฺปนฺโน อโหสิ ฯ วฑฺฒกินา โปสิตตฺตา ปน วฑฺฒกิสูกโรเตฺวว ปญฺญายิ ฯ วฑฺฒกิสฺส รุกฺขสฺส ตจฺฉนกาเล ตุณฺเฑน รุกฺขํ ปริวตฺเตติ มุเขน ฑํสิตฺวา วาสีผรสุนิขาทนมุคฺคเร อาหรติ กาฬสุตฺตํ โกฏิยํ คณฺหติ ฯ อถ โส วฑฺฒกี โกจิเทว นํ ขาเทยฺยาติ ภเยน ตํ เนตฺวา อรญฺเญ วิสชฺเชสิ ฯ โสปิ อรญฺญํ ปวิสิตฺวา เขมํ ผาสุกฏฺฐานํ โอโลเกนฺโต เอกํ ปพฺพตนฺตเร มหนฺตํ คิริกนฺทรํ อทฺทส สมฺปนฺนกนฺทมูลํ ผาสุกวสนฏฺฐานํ อเนกสตสูกรสมากิณฺณํ ฯ เต สูกรา ตํ ทิสฺวา ตสฺส สนฺติกํ อาคมึสุ ฯ โสปิ เต อาห อหํ ตุมฺเหว โอโลเกนฺโต วิจรามิ อปิเทว ตุมฺเห มยา ทิฏฺฐา อิทญฺจ ฐานํ รมณียํ อหญฺจิทานิ อิเธว วสิสฺสามีติ ฯ สจฺจํ อิทํ ฐานํ รมณียํ ปริสฺสโย ปเนตฺถ อตฺถีติ ฯ อหมฺปิ ตุมฺเห ทิสฺวา เอตํ อญฺญาสึ เอวํ โคจรสมฺปนฺเน ฐาเน วสนฺตานํ โว สรีเรสุ มํสโลหิตํ นตฺถิ กินฺนาม โว เอตฺถ ภยนฺติ ฯ เอโก พฺยคฺโฆ ปาโตว อาคนฺตฺวา ทิฏฺฐทิฏฺฐํ ยํ วา ตํ วา คเหตฺวาว คจฺฉตีติ ฯ กึ ปน โส นิวทฺธํ คณฺหติ อุทาหุ อนฺตรนฺตราติ ฯ นิวทฺธํ คณฺหตีติ ฯ กตี ปน เต พฺยคฺฆาติ ฯ เอโกเยวาติ ฯ เอตฺตกา ตุมฺเห เอกสฺส ขินิตุํ น สกฺโกถาติ ฯ อาม น สกฺโกมาติ ฯ อหํ ตํ คณฺหิสฺสามิ เกวลํ ตุมฺเห มม วจนํ กโรถ โส พฺยคฺโฆ กหํ วสตีติ ฯ เอกสฺมึ ปพฺพเตติ ฯ โส รตฺตึเยว สูกเร วิจาราเปตฺวา ยุทฺธญฺเญว วิจาเรนฺโต ยุทฺธํ นาม ปทุมพฺยูหจกฺกพฺยูหสกฏพฺยูหวเสน ติวิธํ โหตีติ วตฺวา ปทุมพฺยูหวเสน วิจาเรสิ ฯ โส หิ ภูมิสีสํ ชานาติ ฯ ตสฺมา อิมสฺมึ ฐาเน ยุทฺธํ วิจาเรตุํ วฏฺฏตีติ สูกรปิตโร ๑- จ มาตโร จ เตสํ มชฺฌิเม ฐาเน ฐเปสิ เต อาวิชฺฌิตฺวา มชฺฌิมสูกริโย ตา อาวิชฺฌิตฺวา วจฺฉสูกรโปตเก เต อาวิชฺฌิตฺวา ชรสูกเร ๒- เต อาวิชฺฌิตฺวา ทีฆทาฐสูกเร เต อาวิชฺฌิตฺวา ยุทฺธสมตฺเถ พลวตเร ๓- สูกเร ทสวีสตึสชเน ๔- ตสฺมึ ตสฺมึ ๕- พลคุมฺพํ กตฺวา ฐเปสิ ฯ อตฺตโน ฐิตฏฺฐานสฺส ปุรโต เอกํ ปริมณฺฑลํ อาวาฏํ ขณาเปสิ

@เชิงอรรถ: ๑ สูกรปิลฺลเก ฯ ๒ ทหรสูกเร ฯ ๓ พลวพลวสูกเร ฯ ๔ ทสทสวีสติวีสติ-

@ชเน ฯ ๕ ฐาเน ฯ ปจฺฉโต เอกํ กุลฺลกสุปฺปสณฺฐานํ อนุปุพฺพนินฺนํ ปพฺภารสทิสํ ฯ ตสฺส สฏฺฐีสตฺตติมตฺเต โยธสูกเร อาทาย ตสฺมึ ตสฺมึ ฐาเน มา ภายิตฺถาติ กมฺมํ วิจาเรนฺตสฺเสว วิจรโต อรุณํ อุฏฺฐหิ ฯ พฺยคฺโฆ อุฏฺฐาย กาโลติ ญตฺวา คนฺตฺวา เตสํ สูกรานํ สมฺมุขฏฺฐิเต ปพฺพตตเล ฐตฺวา อกฺขีนิ อุมฺมีเลตฺวา สูกเร โอโลเกสิ ฯ วฑฺฒกิสูกโร ปฏิโอโลเกถ นนฺติ สูกรานํ สญฺญํ อทาสิ ฯ เต ปฏิโอโลเกสุํ ฯ พฺยคฺโฆ มุขํ อุปฺปาเฏตฺวา อสฺสสิ ฯ สูกราปิ ตถา กรึสุ ฯ พฺยคฺโฆ มุตฺตํ ฉฑฺเฑสิ ฯ สูกราปิ ฉฑฺฑยึสุ ฯ อิติ ยํ ยํ โส กโรติ ตํ ตํ เต ปฏิกรึสุ ฯ โส จินฺเตสิ ปุพฺเพ สูกรา มยา โอโลกิตกาเล ปลายนฺติ ๑- อชฺช อปลายิตฺวา มมํ ปฏิสตฺตู หุตฺวา มยา กตเมว ปฏิกโรนฺติ เอตสฺมึ ภูมิสีเส ฐิโต เอโก เตสํ สํวิทหโกปิ อตฺถิ อชฺช มยฺหํ อาคตสฺส อชโย ปญฺญายตีติ ฯ โส นิวตฺติตฺวา อตฺตโน วสนฏฺฐานเมว อคมาสิ ฯ เตน ปน คหิตคหิตมํสขาทโก เอโก กูฏชฏิโล อตฺถิ ฯ โส ตํ ตุจฺฉหตฺถเมว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา เตน สทฺธึ สลฺลปนฺโต ปฐมํ คาถมาห

วรํ วรํ ตฺวํ นิหนํ ปุเร จริ

อสฺมึ ปเทเส อภิภุยฺย สูกเร

โสทานิ เอโก พฺยคฺฆ ๒- ปคมฺม ฌายสิ

พลนฺนุ เต พฺยคฺฆ น จชฺช วิชฺชตีติ ฯ

ตตฺถ วรํ วรํ ตฺวํ นิหนํ ปุเร จริ อสฺมึ ปเทเส อภิภุยฺย

@เชิงอรรถ: ๑ ปลายนฺตา ปลายิตุมฺปิ น สกฺโกนฺติ ฯ ๒ พฺยคฺฆคมฺม ฯ สูกเรติ อมฺโภ พฺยคฺฆ ตฺวํ ปุพฺเพ อิมสฺมึ ปเทเส สพฺเพ สูกเร อภิภวิตฺวา อิเมสุ สูกเรสุ วรํ วรํ ถูลํ ถูลํ (ตฺวํ) อุตฺตมุตฺตมํ สูกรํ นิหนนฺโต วิจริ ฯ โสทานิ เอโก พฺยคฺฆ ปคมฺม ฌายสีติ โส ตฺวํ อิทานิ อญฺญสูกรํ อคฺคเหตฺวา เอกโกว อาคนฺตฺวา ๑- ฌายสิ ปชฺฌายสิ ฯ พลนฺนุ เต พฺยคฺฆ น จชฺช วิชฺชตีติ กินฺนุ เต อมฺโภ พฺยคฺฆ อชฺช กายพลํ นตฺถีติ ฯ

ตํ สุตฺวา พฺยคฺโฆ ทุติยํ คาถมาห

อิมสฺสุตา ยนฺติ ทิโสทิสํ ปุเร

ภยทฺธิตา เลณคเวสิโน ปุถู

เตทานิ สงฺคมฺม วสนฺติ เอกโต

ยตฺถฏฺฐิตา ทุปฺปสหชฺชิเม มยาติ ฯ

ตตฺถ อสฺสุตาติ นิปาโต ฯ อยํ ปน สงฺเขปตฺโถ อิเม สูกรา ปุพฺเพ มํ ทิสฺวา ภเยน อทฺธิตา ๒- ปีฬิตา อตฺตโน ตาณํ เลณํ คเวสิโน ปุถูติ วิสุํ วิสุํ คนฺตฺวา ทิโสทิสนฺติ ตํ ตํ ทิสํ อภิมุขา ปลายนฺติ เต อิทานิ สพฺเพปิ สมาคนฺตฺวา เอกโต วสนฺติ นทนฺติ ตญฺจ ภูมิสีสํ อุปคตา ยตฺถฏฺฐิตา ทุปฺปสหชฺชิเม มยาติ อชฺช อิเม มยา ทุปฺปสหา ทุมฺมทฺทยา ยสฺมึ ฐิตาติ ฯ

อถสฺส อุสฺสาหํ ชเนนฺโต กูฏชฏิโล มา ภายิ คจฺฉ ตยิ นทิตฺวา ปกฺขนฺเต สพฺเพ ภีตา ภิชฺชิตฺวา ปลายิสฺสนฺตีติ อาห ฯ พฺยคฺโฆ ตสฺมึ อุสฺสาหํ ชเนนฺเต สูโร หุตฺวา ปุน คนฺตฺวา

@เชิงอรรถ: ๑ อปคนฺตฺวา ฯ ๒ อฏฺฏิตา ฯ ปพฺพตตเล อฏฺฐาสิ ฯ วฑฺฒกิสูกโร ทฺวินฺนํ อาวาฏานํ อนฺตเร อฏฺฐาสิ ฯ สูกราปิ สามิ มหาโจโร ปุนาคโตติ อาหํสุ ฯ มา ภายิตฺถ มา ภายิตฺถ อิทานิ นํ คณฺหิสฺสามีติ ฯ พฺยคฺโฆ นทิตฺวา วฑฺฒกิสูกรสฺส อุปริ ปกฺขนฺทิ ฯ วฑฺฒกิสูกโร ตสฺส อตฺตโน อุปริ ปตนกาเล ปริวตฺติตฺวา ปจฺฉิมภาเคน อุชุกํ ขณิเต อาวาเฏ ปติ ฯ พฺยคฺโฆ เวคํ วาเรตุํ อสกฺโกนฺโต อุปริภาเคน คนฺตฺวา กุลฺลกมุขสฺส ติริยํ ขตาวาฏสฺส อติสมฺพาเธ มุขฏฺฐาเน ปติตฺวา ปุญฺชีกโต วิย อโหสิ ฯ สูกโร อาวาฏา อุตฺตริตฺวา อสนิเวเคน คนฺตฺวา พฺยคฺฆํ อนฺตรสตฺถิมฺหิ ทาฐาย ปหริตฺวา ยาว วกฺกปฺปเทสา ผาเลตฺวา ปญฺจมธุรมํสํ ทาฐาย ปลิเวเฐตฺวา พฺยคฺฆสฺส มตฺถเก อาวิชฺฌิตฺวา คณฺหถ ตุมฺหากํ ปจฺจามิตฺตนฺติ อุกฺขิปิตฺวา พหิอาวาเฏ ฉฑฺเฑสิ ฯ ปฐมาคตา พฺยคฺฆสฺส มํสํ ลภึสุ ฯ ปจฺฉา อาคตา พฺยคฺฆสฺส มํสํ นาม กีทิสํ โหตีติ เตสํ มุขํ อุปสิงฺฆนฺตา วิจรึสุ ฯ เต สูกรา น ตาว ตุสฺสนฺติ ฯ วฑฺฒกิสูกโร เตสํ สญฺชิตํ ๑- ทิสฺวา กินฺนุโข ตุมฺเห น ตุสฺสถาติ อาห ฯ สามิ กึ เอเกน พฺยคฺเฆน ฆาติเตน อญฺเญ ทส พฺยคฺเฆ อานยนสมตฺโถ กูฏชฏิโล อตฺถิเยวาติ ฯ โก นาม โสติ ฯ เอโก ทุสฺสีลตาปโสติ ฯ พฺยคฺโฆปิ มยา ฆาติโต โส เม กึ ปโหติ เอถ คณฺหิสฺสาม นนฺติ สูกรคณาย สทฺธึ ปายาสิ ฯ กูฏตาปโสปิ พฺยคฺเฆ จิรายนฺเต กินฺนุโข สูกรา พฺยคฺฆํ คณฺหึสูติ ปฏิปถํ คจฺฉนฺโต สูกเร

@เชิงอรรถ: ๑ ลงฺคิตํ ฯ อาคจฺฉนฺเต ทิสฺวา อตฺตโน ปริกฺขารํ อาทาย ปลายนฺโต เตหิ อนุพนฺธิโต ปริกฺขารํ ฉฑฺเฑตฺวา เวเคน อุทุมฺพรรุกฺขํ อภิรูหิ ฯ สูกรา อิทานิ สามิ ทุฏฺฐตาปโส ปลายิตฺวา รุกฺขํ อภิรุฬฺโหติ ฯ กึ ปน รุกฺขํ นามาติ ฯ อุทุมฺพรรุกฺขนฺติ ฯ โส สูกริโย อุทกํ อาหรนฺตุ สูกรโปตกา ขณนฺตุ ทีฆทาฐา สูกรา มูลานิ ฉินฺทนฺตุ เสสาปิ ปริวาเรตฺวา รกฺขนฺตูติ สํวิทหิตฺวา เตสุ ตถา กโรนฺเตสุ สยํ อุทุมฺพรสฺส อุชุคตมูลํ ผรสุนา ปหรนฺโต วิย เอกปฺปหารเมว กตฺวา อุทุมฺพรรุกฺขํ ปาเตสิ ฯ ปริวาเรตฺวา ฐิตสูกรา กูฏชฏิลํ ภูมิยํ ปาเตตฺวา ขณฺฑาขณฺฑิกํ กตฺวา ยาว อฏฺฐิโต ขาทิตฺวา วฑฺฒกิสูกรํ อุทุมฺพรรุกฺขกฺขนฺเธเยว นิสีทาเปตฺวา กูฏชฏิลสฺส ปริโภคสงฺเขน อุทกํ อาหราเปตฺวา อภิสิญฺจิตฺวา ราชานํ กรึสุ ฯ เอกญฺจ ตรุณีสูกรึ อภิสิญฺจิตฺวา ตสฺส อคฺคมเหสึ กรึสุ ฯ ตโต ปฏฺฐาย กิร ยาวชฺชตนา ราชาโน อุทุมฺพรภทฺทปีเฐ นิสีทาเปตฺวา ตีหิ สงฺเขหิ อภิสิญฺจนฺติ ฯ ตสฺมึ วนสณฺเฑ อธิวฏฺฐา เทวตา ตํ อจฺฉริยํ ทิสฺวา เอกสฺมึ ขนฺธวิฏเป สูกรานํ อภิมุขา หุตฺวา ตติยํ คาถมาห

นมตฺถุ สงฺฆานํ สมาคตานํ

ทิสฺวา สยํ สขฺยํ วทามิ อพฺภุตํ

พฺยคฺฆํ มิคา ยตฺถ ชินึสุ ทาฐิโน

สามคฺคิยา ทาฐพเลสุ มุจฺจเรติ ฯ

ตตฺถ นมตฺถุ สงฺฆานนฺติ อยํ มม นมกาโร สมาคตานํ สูกรสงฺฆานํ อตฺถุ ฯ ทิสฺวา สยํ สขฺยํ วทามิ อพฺภุตนฺติ อิทํ ปุพฺเพ อภูตปุพฺพํ อภูตํ สขฺยํ มิตฺตภาวํ สยํ ทิสฺวา วทามิ ฯ พฺยคฺฆํ มิคา ยตฺถ ชินึสุ ทาฐิโนติ ยตฺร หิ นาม ทาฐิโน สูกรา มิคา พฺยคฺฆํ ชินึสุ อยเมว วา ปาโฐ ฯ สามคฺคิยา ทาฐพเลสุ มุจฺจเรติ ยา จ เอสา ทาฐพเลสุ สูกเรสุ สามคฺคี เอกชฺฌาสยตา ตาย เตสุ สามคฺคิยา เต ทาฐพลา ปจฺจามิตฺตํ คเหตฺวา อชฺช มรณภยา มุตฺตาติ อตฺโถ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ธนุคฺคหติสฺโส วฑฺฒกิสูกโร อโหสิ รุกฺขเทวตา ปน อหเมวาติ ฯ

วฑฺฒกิสูกรชาตกํ ตติยํ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๘๒. เสยยชาดกชาดกถัดไป๒๘๔. สิริชาดก