ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สิริชาดก
ชาดกที่ ๒๘๔ · ติกนิบาตชาดก · อัพภันตรวรรค

สิริชาดก

ว่าด้วยโภคะเกิดแก่ผู้มีบุญ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๕๑ · บรรทัด ๒๓๙๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสิริชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภพราหมณ์โจรผู้ลักสิริคนหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยํ อุสฺสุกฺกา สงฺฆรนฺติ ดังนี้. ในชาดกนี้ เรื่องปัจจุบันมีพิสดารแล้วในขทิรังคารชาดกในหนหลังนั่นแล. แต่ในที่นี้ เทวดาผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิซึ่งสิงอยู่ที่ซุ้มประตูที่สี่ ในเรือนของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีนั้น เมื่อจะทำทัณฑกรรมแก่ตนเอง จึงนำเอาเงิน ๕๔ โกฏิมาใส่เต็มฉาง ได้เป็นสหายกับท่านเศรษฐี. ลำดับนั้น ท่านเศรษฐีได้นำเทวดานั้นไปยังสำนักของพระศาสดา. พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่เทวดานั้น เทวดานั้นครั้นได้ฟังธรรมแล้วได้เป็นพระโสดาบัน. ตั้งแต่นั้นมายศของท่านเศรษฐีก็ได้เป็นเหมือนอย่างเดิม. ครั้งนั้น มีพราหมณ์ผู้รู้ลักษณะสิริชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่งคิดว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นคนเข็ญใจแล้วกลับเป็นใหญ่ขึ้นอีก อย่ากระนั้นเลย เราทำทีเหมือนต้องการจะไปเยี่ยมท่านเศรษฐีนั้น ไปลักเอาสิริจากเรือนของท่านเศรษฐีนั้นมาเสีย. พราหมณ์นั้นไปยังเรือนของท่านเศรษฐี อันท่านเศรษฐีนั้นกระทำสักการะและสัมมานะแล้ว เมื่อกำลังกล่าวถ้อยคำเครื่องให้ระลึกถึงกันและกันอยู่ ท่านเศรษฐีกล่าวว่า ท่านมาหาข้าพเจ้า เพื่อต้องการอะไร ? ก็ตรวจดูว่า สิริประดิษฐานอยู่ที่ไหนหนอ. ก็ท่านเศรษฐีมีไก่ขาวปลอดมีส่วนเปรียบดุจสังข์ที่ขัดแล้ว ใส่ไว้ในกรงทองตั้งอยู่. สิริประดิษฐานอยู่ที่หงอนของไก่นั้น. พราหมณ์ตรวจดูอยู่รู้ว่าสิริประดิษฐานอยู่ที่ไก่นั้น จึงกล่าวว่า ท่านมหาเศรษฐีข้าพเจ้าสอนมนต์พวกมาณพ ๕๐๐ คน เพราะอาศัยไก่ตัวหนึ่งขันไม่เป็นเวลา พวกมาณพ และข้าพเจ้าจึงย่อมลําบาก ได้ยินว่า ก็ไก่ตัวนี้ขันตรงเวลา ข้าพเจ้ามาเพื่อต้องการไก่ตัวนี้ ท่านโปรดให้ไก่ตัวนี้แก่ข้าพเจ้าเถิด ท่านเศรษฐีกล่าวว่า จับเอาไปเถอะพราหมณ์ข้าพเจ้าให้ไก่ตัวนี้ก็ท่าน. ก็ในขณะที่ท่านเศรษฐีกล่าวว่า ให้ เท่านั้น สิริก็เคลื่อนจากหงอนของไก่นั้นไปประดิษฐานอยู่ที่ดวงแก้วมณี ซึ่งวางอยู่เหนือหัวนอน. พราหมณ์รู้ว่าสิริไปประดิษฐานอยู่ที่แก้วมณึจึงขอแก้วมณีแม้ดวงนั้น. ในขณะที่ท่านเศรษฐีกล่าวว่า ข้าพเจ้าให้แก้วมณี เท่านั้น สิริก็เคลื่อนจากแก้วมณีไปประดิษฐานอยู่ที่ไม้เจว็ดซึ่งวางอยู่เหนือหัวนอน. พราหมณ์รู้ว่าสิริไปประดิษฐานอยู่ที่ไม้เจว็ดนั้น จึงขอไม้เจว็ดแม้นั้น. ในขณะที่ท่านเศรษฐีกล่าวว่า จงถือเอาไปเถอะ เท่านั้น สิริก็เคลื่อนจากไม้เจว็ดไปประดิษฐานอยู่ที่ศีรษะของภรรยาเอกของท่านเศรษฐีชื่อว่าบุญญลักษณาเทวี. พราหมณ์ผู้เป็นโจรลักสิริรู้ว่าสิริไปประดิษฐานอยู่ที่ภรรยาเอกของท่านเศรษฐี จึงคิดว่า เราไม่อาจขอภรรยาเอกนี้ซึ่งเป็นภัณฑ์ที่ท่านเศรษฐีสละไม่ได้ จึงได้กล่าวคำนี้กะท่านเศรษฐีว่าท่านมหาเศรษฐี ข้าพเจ้ามาด้วยใจว่า จักลักสิริในเรือนของท่านไปก็สิริได้ประดิษฐานอยู่ที่หงอนไก่ของท่าน เมื่อท่านให้ไก่นี้แก่ข้าพเจ้าสิริก็เคลื่อนที่จากไก่นั้นไปประดิษฐานที่แก้วมณี เมื่อท่านให้แก้วมณีสิริก็ไปประดิษฐานอยู่ที่ไม้เจว็ด เมื่อท่านให้ไม้เจว็ด สิริก็เคลื่อนจากไม้เจว็ดไปประดิษฐานที่ศีรษะของนางบุญญลักษณาเทวี ข้าพเจ้าคิดว่า สิ่งนี้หนอเป็นสิ่งที่สละไม่ได้ จึงไม่อาจลักสิริของท่าน ของของท่านก็จงเป็นของท่านเท่านั้น ครั้นกล่าวแล้วก็ลุกจากอาสนะหลีกไป. ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีคิดว่าจักกราบทูลเหตุการณ์นี้แก่พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงไปยังวิหาร บูชาพระศาสดา ถวายบังคมพระศาสดาเเล้วนั่ง ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง กราบทูลเรื่องราวนั้นทั้งหมดแก่พระตถาคตเจ้า. พระศาสดาได้ทรงสดับดังนั้นจึงตรัสว่า คฤหบดีมิใช่ในบัดนี้เท่านั้นที่สิริของคนอื่นจะไปในที่อื่น ก็แม้ในกาลก่อนสิริที่คนผู้มีบุญน้อยให้เกิดขึ้น ก็ไปอยู่แทบบาทมูลของคนผู้มีบุญเท่านั้น อันท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีทูลอ้อนวอนแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกาสิกรัฐพอเจริญวัยแล้วก็ได้เล่าเรียนศิลปะทั้งปวงในเมืองตักกศิลา อยู่ครองเรือน สลดใจเพราะบิดามารดาทำกาลกิริยาตายไป จึงออกบวชเป็นฤาษีอยู่ในหิมวันตประเทศ ยังอภิญญาและสมบัติให้บังเกิดขึ้น โดยกาลล่วงมาช้านาน ได้ไปยังชนบทเพื่อต้องการรสเค็มและรสเปรี้ยวได้อยู่ในพระราชอุทยานของพระเจ้าพาราณสี วันรุ่งขึ้น เมื่อจะเที่ยวภิกขาจาร ได้ไปยังประตูเรือนของนายหัตถาจารย์. นายหัตถาจารย์นั้นเลื่อมใสในอาจารมารยาทและวิหารธรรมของดาบสนั้น จึงถวายภิกษาหารแล้วให้อยู่ในอุทยานปรนนิบัติอยู่เป็นนิตย์. เวลานั้น คนหาฟืนเลี้ยงชีพคนหนึ่ง นำฟืนมาจากป่าไม่สามารถจะมาทันประตูเมืองได้ตามเวลา ในเวลาเย็นจึงทำฟ่อนไม้ให้เป็นเครื่องหนุนศีรษะนอนณ ศาลเจ้าแห่งหนึ่ง. มีไก่จำนวนมากแม้ที่ชาวบ้านเขาปล่อยไว้ที่ศาลเจ้า พากันนอนอยู่บนต้นไม้ต้นหนึ่ง ไม่ใกล้ชายหาฟืนนั้น. ในเวลาใกล้รุ่ง ไก่ตัวที่นอนอยู่เหนือไก่เหล่านั้น ถ่ายคูถรดตามตัวของไก่ซึ่งนอนอยู่เบื้องล่าง และเมื่อไก่ที่นอนเบื้องล่างถามว่า ใครถ่ายคูถรดตัวเรา จึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าเอง. และเมื่อไก่ตัวล่างกล่าวว่าเพราะอะไร ? จึงกล่าวว่า เพราะไม่ทันพิจารณาแล้วก็ถ่ายคูถรดลงไปอีก. แต่นั้น ไก่ทั้งสองตัวก็โกรธกันและกัน ทำการทะเลาะกันว่ากำลังของท่านมีหรือ กำลังของท่านมีหรือ ? ลำดับนั้น ไก่ตัวที่นอนอยู่เบื้องล่างกล่าวว่า ใครฆ่าเราแล้วกินเนื้อที่สุกด้วยถ่านไฟ จักได้ทรัพย์พันกหาปณะแต่เช้าตรู่. ไก่ตัวที่นอนอยู่เบื้องบนกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ท่านอย่าอวดอ้างด้วยอานุภาพมีประมาณเท่านี้ ด้วยว่าบุคคลผู้กินเนื้อล่าของเราจะได้เป็นพระราชา ผู้กินเนื้อภายนอก ถ้าเป็นบุรุษจะได้ตำแหน่งเสนาบดี ถ้าเป็นสตรีจะได้ตำแหน่งอัครมเหสีส่วนผู้กินเนื้อติดกระดูกของเรา ถ้าเป็นคฤหัสถ์จะได้ตำแหน่งขุนคลังถ้าเป็นบรรพชิตจะได้เป็นพระประจำราชตระกูล. ชายหาฟืนได้ฟังคำของไก่ทั้งสองตัวนั้นแล้ว คิดว่า เมื่อเราได้ครองราชสมบัติแล้วกิจด้วยทรัพย์พันหนึ่ง ย่อมไม่มีจึงค่อย ๆ ปีนขึ้นไปจับไก่ตัวที่นอนเบื้องบนฆ่าแล้วห่อไว้ คิดว่าเราจักเป็นพระราชา จึงเดินไป พอประตูเมืองเปิดก็เข้าเมืองจัดการถอนขนไก่ ล้างน้ำให้สะอาดแล้วได้ให้แก่ภรรยาโดยสั่งว่า จงปรุงเนื้อไก่นี้ให้ดี. ภรรยาจัดแจงเนื้อไก่และข้าวเสร็จแล้วน้อมเข้าไปให้แก่สามีโดยกล่าวว่า จงบริโภคเถอะนาย. สามีกล่าวว่า นางผู้เจริญ เนื้อนี้มีอานุภาพมาก เราบริโภคเนื้อนี้แล้วจักเป็นพระราชา เธอจักได้เป็นอัครมเหสี ดังนั้น สามีภรรยาทั้งสองจึงถือเอาข้าวและเนื้อนั้นไปฝั่งแม่น้ำคงคา คิดว่า อาบน้ำแล้วจึงจักบริโภค จึงได้วางภาชนะอาหารไว้ที่ริมฝั่งแล้วลงไปอาบน้ำ. ขณะนั้น น้ำถูกลมพัดปั่นป่วนซัดมา ได้พาเอาภาชนะภัตตาหารลอยไป. ภาชนะภัตตาหารนั้นถูกกระแสน้ำพัดมา มหาอำมาตย์ผู้เป็นหัตถาจารย์ผู้หนึ่ง กำลังให้ช้างอาบน้ำอยู่ในแม่น้ำข้างใต้เห็นเข้า จึงให้ยกขึ้นมาแล้วให้เปิดดู ถามว่ามีอะไร ? พวกบริวารบอกว่า ภัตตาหารและเนื้อไก่ครับนาย. มหาอำมาตย์นั้นจึงให้ปิดภาชนะภัตตาหารนั้นแล้วให้ประทับตรา ส่งไปให้ภรรยาโดยสั่งว่า เธออย่าเปิดเนื้อและข้าวจนกว่าฉันจะมา. ฝ่ายบุรุษหาฟืนนั้นท้องอืดเพราะน้ำปนทรายซัดเข้าปาก จึงหนีไป. ลำดับนั้น ดาบสผู้มีจักษุทิพย์รูปหนึ่งซึ่งเป็นกุลุปกะของนายหัตถาจารย์นั้น คิดว่าอุปัฏฐากของเรายังไม่พ้นตำแหน่งนายหัตถาจารย์ เมื่อไรหนอจึงจักได้สมบัติ จึงใคร่ครวญด้วยทิพยจักษุ เห็นบุรุษนั้น รู้เหตุการณ์นั้น จึงรีบไปเรือนเสียก่อนแล้วนั่งในนิเวศน์ของนายหัตถาจารย์. นายหัตถาจารย์มาถึงไหว้พระดาบสนั้น แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ให้นำภาชนะภัตตาหารนั้นมา แล้วกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงอังคาสพระดาบสด้วยเนื้อและข้าวสุก. พระดาบสรับแต่ข้าวไม่รับเนื้อที่เขาถวายกล่าวว่า เราจะจัดแจงเนื้อนี้ เมื่อนายหัตถาจารย์กล่าวว่า จงจัดเถิดขอรับ จึงให้กระทำเป็นส่วน ๆ ในบรรดาเนื้อล่ำเป็นต้น แล้วให้เนื้อล่ำแก่นายหัตถาจารย์ ให้เนื้อภายนอกแก่ภรรยาของนายหัตถาจารย์นั้น ตนเองบริโภคเนื้อติดกระดูก. ในเวลาเสร็จภัตตกิจ พระดาบสนั้นเมื่อจะไปกล่าวว่า ในวันที่สามจากวันนี้ไป ท่านจักได้เป็นพระราชา จงอย่าเป็นผู้ประมาทครั้นกล่าวแล้วก็หลีกไป. ในวันที่สาม พระเจ้าสามันตราชยกทัพมาล้อมเมืองพาราณสี. พระเจ้าพาราณสีให้นายหัตถาจารย์แต่งตัวเป็นพระราชาแล้วทรงสั่งว่า ท่านจงขี่ช้างรบ ส่วนพระองค์เองปลอมเพศที่ใครไม่รู้จักเที่ยวไปในหมู่เสนา ถูกยิงด้วยลูกศรลูกหนึ่งซึ่งมีกำลังเร็วมาก จึงสวรรคตในขณะนั้นทันที. นายหัตถาจารย์นั้นรู้ว่าพระราชาสวรรคตแล้ว จึงให้ขนกหาปณะออกมาเป็นอันมาก แล้วให้เที่ยวตีกลองป่าวร้องว่า ผู้ที่ต้องการทรัพย์จงออกแนวหน้าสู้รบเถิด. พลนิกายจึงปลงพระชนม์พระราชาผู้เป็นข้าศึกได้โดยครู่เดียวเท่านั้น. อำมาตย์ทั้งหลายถวายพระเพลิงพระศพของพระราชาแล้ว ปรึกษากันว่า เราจะตั้งใครให้เป็นพระราชา จึงตกลงกันว่า พระราชาเมื่อยังมีพระชนม์อยู่ได้พระราชทานเพศของพระองค์แก่นายหัตถาจารย์ นายหัตถาจารย์นี้แหละกระทำการรบจึงยึดราชสมบัติไว้ได้ เราทั้งหลายจักให้ราชสมบัติแก่นายหัตถาจารย์นี้เท่านั้นแล้วจึงอภิเษกนายหัตถาจารย์นั้นในราชสมบัติ ทั้งได้กระทำภรรยาของนายหัตถาจารย์นั้นให้เป็นอัครมเหสี. พระโพธิสัตว์ได้เป็นพระประจำราชตระกูล. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว พระองค์เป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถามนี้ว่า :ผู้ไม่มีบุญ จะเป็นผู้มีศิลปะหรือไม่มีศิลปะก็ตาม ย่อมขวนขวายรวบรวมทรัพย์ใดไว้เป็นอันมาก ผู้มีบุตย่อมใช้สอยทรัพย์เหล่านั้น. โภคะเป็นอันมากย่อมล่วงเลยสัตว์เหล่าอื่นไปเสีย เกิดขึ้นในที่ทั้งปวงแก่ผู้มีบุญอันได้กระทำไว้แล้ว ใช่แต่เท่านั้นรัตนะทั้งหลายยังเกิดขึ้นแม้ในที่อันมิใช่บ่อเกิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ อุสฺสุกฺกา ความว่า บุคคลผู้ไม่มีบุญถึงความขวนขวาย คือ เกิดฉันทะเพื่อจะรวบรวมทรัพย์ใดย่อมรวบรวมทรัพย์ไว้เป็นอันมากด้วยกิจการงาน. บาลีว่า เย อุสฺสุกฺกา ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า บุรุษเหล่าใดขวนขวายในการรวบรวมทรัพย์จะมีศิลปะเช่นศิลปะในเพราะช้างเป็นต้น หรือไม่มีศิลปะก็ตาม กระทำการงานโดยชั้นที่สุดด้วยการรับจ้าง รวบรวมทรัพย์เป็นอันมากไว้บทว่า ลกฺขิกา ตานิ ภุญฺชเร ความว่า บุรุษอื่นผู้มีบุญเมื่อจะบริโภคผลบุญของตนแม้จะไม่ทำการงานอะไร ๆ ก็ย่อมได้ใช้สอยทรัพย์ทั้งหลายที่เรียกว่าทรัพย์มากเหล่านั้น. บทว่า อติจฺจญฺเว ปาณิโนได้แก่ ล่วงเลยสัตว์ทั้งหลายเหล่าอื่นเสีย. เอว อักษร ในบทว่า อติจฺจญฺเว นี้แหละ พึงประกอบเข้ากับบทแรก มีใจความว่าล่วงเลยเหล่าสัตว์ผู้ไม่ได้กระทำบุญไว้ ย่อมเกิดขึ้นในที่ทั้งปวงทีเดียวแก่บุคคลผู้ที่ได้กระทำบุญไว้. บทว่า อปิ นายตเนสุปิ ความว่าโดยที่แท้ โภคะทั้งหลายเป็นอันมากทั้งที่เป็นทรัพย์ที่มีวิญญาณครองและทรัพย์ที่ไม่มีวิญญาณครอง ย่อมเกิดขึ้นแม้ในที่อันมิใช่บ่อเกิด คือรัตนะทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นในที่อันมิใช่บ่อเกิดแห่งรัตนะ ทองเป็นต้นย่อมเกิดขึ้นในที่อันมิใช่บ่อเกิดแห่งทองเป็นต้น ช้างเป็นต้นย่อมเกิดขึ้นในที่อันมิใช่บ่อเกิดแห่งช้างเป็นต้น. จริงอยู่ ในการที่แก้วมุกดาและแก้วมณีเป็นต้นเกิดขึ้นในที่อันมิใช่บ่อเกิดนั้น พึงแสดงเรื่องของพระเจ้าทุฏฐคามณีอภัยมหาราช. ก็พระศาสดาครั้นตรัสพระคาถานี้แล้ว จึงตรัสสืบไปว่า ดูก่อนคฤหบดี ชื่อว่าบ่อเกิดอย่างอื่นเช่นกับบุญของสัตว์เหล่านี้ ย่อมไม่มีเพราะว่ารัตนะทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นแก่คนผู้มีบุญ แม้ในที่อันมิใช่บ่อเกิดทั้งหลาย แล้วทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้ว่า :ขุมทรัพย์คือบุญนี้ ให้สมบัติอันน่าใคร่ทั้งปวงแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายย่อมปรารถนาผลใดย่อมได้ผลนั้นทั้งหมดด้วยขุมทรัพย์คือบุญนี้. ความเป็นผู้มีผิวพรรณงาม ๑ ความเป็นผู้มีเสียงไพเราะ ๑ ความเป็นผู้มีทรวดทรงงาม ๑ความเป็นผู้มีรูปสวย ๑ ความเป็นอธิบดี ๑ความเป็นผู้มีบริวาร ๑ ผลทั้งหมดนี้ อันเทวดาและมนุษย์ ย่อมได้ด้วยขุมทรัพย์คือบุญนี้. ความเป็นเจ้าประเทศราช ๑ ความเป็นผู้มีอิสริยยศ ๑ ความสุขของพระเจ้าจักรพรรดิอันเป็นที่รัก ๑ ความเป็นราชาแห่งเทวดาในเทวโลก ผลทั้งหมดนี้อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยขุมทรัพย์คือบุญนี้. สมบัติอันเป็นของมนุษย์ . ความรื่นรมย์ยินดีในเทวโลก ๑ นิพพานสมบัติ ๑ ผลทั้งหมดนี้ อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยขุมทรัพย์คือบุญนี้. ผลทั้งหมดคือความที่บุคคลถึงพร้อมด้วยมิตรสัมปความเพียรด้วยอุบายอันแยบคายได้เป็นผู้ชำนาญในวิชชาและวิมุตติ อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยขุมทรัพย์ค้าบุญนี้. ปฏิสัมภิทา ๑ วิโมกข์ ๑ สาวกบารมี ๑ปัจเจกโพธิ ๑ พุทธภูมิ ๑ ผลทั้งหมดนี้อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยขุมทรัพย์คือบุญนี้. ปุญญสัมปทา คือความถึงพร้อมด้วยบุญนี้ ให้ความสำเร็จผลอันใหญ่ยิ่งอย่างนี้เพราะฉะนั้น บัณฑิตผู้เป็นนักปราชญ์ทั้งหลาย จึงสรรเสริญความเป็นผู้มีบุญอันได้กระทำไว้ ดังนี้. บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงรัตนะทั้งหลาย อันเป็นที่ประดิษฐานแห่งสิริแม้ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำมีอาทิว่า กุกฺกุโฏ ดังนี้. ดังมีคาถาประพันธ์ว่า :ไก่ แก้วมณี ไม้เท้า หญิงผู้มีบุญญลักษณะ ย่อมเกิดแก่คนผู้ไม่มีบาป มีแต่บุญอันได้กระทำไว้แล้ว. คำว่า ทณฺโฑ ไม้เท้า ในคาถานั้น ท่านกล่าวหมายเอาไม้เจว็ด. บทว่า ถิโย ได้แก่ นางบุญญลักษณาเทวี ผู้เป็นภรรยาของเศรษฐี. คำที่เหลือในคาถานี้ ง่ายทั้งนั้น. ก็แหละ ครั้นตรัสพระคาถานี้แล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์ในบัดนี้ ดาบสผู้เป็นกุลุปกะในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคตฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาสิริชาดกที่ ๔

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๒๗๓–๒๘๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติกนิบาตชาดก · ๓๒ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

sirijātakaṃ

yaṃ ussukkā saṅgharantīti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ siricorabrāhmaṇaṃ ārabbha kathesi.

Imasmiṃ jātake paccuppannavatthu heṭṭhā khadiraṅgārajātake vitthāritameva. Idha pana sā anāthapiṇḍikassa ghare catutthe dvārakoṭṭhake vasanakā micchādiṭṭhidevatā daṇḍakammaṃ karontī catupaṇṇāsahiraññakoṭiyo āharitvā koṭṭhake pūretvā seṭṭhinā saddhiṃ sahāyikā ahosi. Atha naṃ so ādāya satthu santikaṃ agamāsi. Satthā tassā dhammaṃ desesi. Sā dhammaṃ sutvā sotāpannā ahosi. Tato paṭṭhāya seṭṭhino yaso yathāpurāṇova jāto. Atheko sāvatthīvāsī sirilakkhaṇajānanabrāhmaṇo cintesi Anāthapiṇḍiko duggato hutvā puna issaro jāto yannūnāhaṃ taṃ daṭṭhukāmo viya gantvā tassa gharato siriṃ thenetvā āgaccheyyanti. So tassa gharaṃ gantvā tena katasakkārasammāno sārāṇīyakathāya vattamānāya kimatthaṃ āgatosīti vutte kattha nukho siri patiṭṭhitāti olokesi. Seṭṭhino ca sabbaseto dhotasaṅkhapaṭibhāgo kukkuṭo suvaṇṇapañjare pakkhipitvā ṭhapito atthi. Tassa cūḷāya siri patiṭṭhāsi. Brāhmaṇo olokayamāno siriyā tattha patiṭṭhitabhāvaṃ ñatvā ahaṃ mahāseṭṭhi pañcasate māṇave mante vācemi akālaraviṃ ekaṃ kukkuṭaṃ nissāya te ca mayañca kilamāma ayañca kira kukkuṭo kālaravī imassatthāya āgatomhi dehi me etaṃ kukkuṭanti āha. Gaṇha brāhmaṇa demi te kukkuṭanti. Demīti ca vuttakkhaṇeyeva siri tassa cūḷato apagantvā ussīsake ṭhapite maṇikkhandhe patiṭṭhāsi. Brāhmaṇo siriyā maṇimhi patiṭṭhitabhāvaṃ ñatvā tampi yāci. Maṇimpi demīti vuttakkhaṇeyeva siri maṇito apagantvā ussīsake ṭhapitaārakkhayaṭṭhiyaṃ patiṭṭhāsi. Brāhmaṇo tattha patiṭṭhitabhāvaṃ ñatvā tampi yāci. Gahetvā gacchāti vuttakkhaṇeyeva siri yaṭṭhito apagantvā puññalakkhaṇadeviyā nāma seṭṭhino aggamahesiyā sīse patiṭṭhāsi. Siricorabrāhmaṇo tattha patiṭṭhitabhāvaṃ ñatvā avisajjaniyaṃ bhaṇḍaṃ etaṃ yācitumpi na sakkomīti cintetvā seṭṭhiṃ etadavoca mahāseṭṭhi ahaṃ tumhākaṃ gehe siriṃ thenetvā gamissāmīti āgañchiṃ siri pana te Kukkuṭassa cūḷāya patiṭṭhitā ahosi imasmiṃ mama dinne tato apagantvā maṇimhi patiṭṭhahi maṇimhi dinne ārakkhayaṭṭhiyaṃ patiṭṭhahi ārakkhayaṭṭhiyā dinnāya tato apagantvā puññalakkhaṇadeviyā sīse patiṭṭhahi imaṃkho pana avisajjaniyaṃ bhaṇḍanti na sakkā tava siriṃ thenetuṃ tava santakaṃ taveva hotūti uṭṭhāyāsanā pakkāmi. Anāthapiṇḍiko imaṃ kāraṇaṃ satthu kathessāmīti vihāraṃ gantvā satthāraṃ pūjetvā vanditvā ekamantaṃ nisinno sabbantaṃ tathāgatassa ārocesi. Satthā taṃ sutvā na kho gahapati idāneva aññesaṃ siri aññattha gacchati pubbepi appapuññehi uppāditasiri pana puññavantānaṃyeva pādamūle gatāti vatvā tena yācito atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto kāsikaraṭṭhe brāhmaṇakule nibbattitvā vayappatto takkasilāyaṃ sippaṃ uggaṇhitvā agāraṃ ajjhāvasanto mātāpitūnaṃ kālakiriyāya saṃviggo nikkhamitvā himavantappadese isipabbajjaṃ pabbajitvā abhiññā ca samāpattiyo ca uppādetvā dīghassa addhuno accayena loṇambilasevanatthāya janapadaṃ gantvā bārāṇasīrañño uyyāne vasitvā punadivase bhikkhaṃ caramāno hatthācariyassa gharadvāraṃ agamāsi. So tassa ācāravihāre pasanno bhikkhaṃ datvā uyyāne vasāpetvā niccaṃ paṭijaggi. Tasmiṃ kāle eko kaṭṭhahāriko araññato dārūni āharanto velāya nagaradvāraṃ pāpuṇituṃ nāsakkhi. Sāyaṃ ekasmiṃ devakule dārukalāpaṃ ussīsake katvā nipajji. Devakule visaṭṭhāpi Kho bahū kukkuṭā tassāvidūre ekasmiṃ rukkhe sayiṃsu. Tesaṃ uparisayitakukkuṭo paccūsakāle vaccaṃ pātento heṭṭhāsayitakukkuṭassa sarīre pātesi kena me sarīre vaccaṃ pātitanti ca vutte mayāti āha. Kiṃkāraṇāti ca vutte anupadhāretvāti vatvā punapi pātesi. Tato ubhopi aññamaññaṃ kuddhā kinte balaṃ kinte balanti kalahaṃ kariṃsu. Atha heṭṭhāsayitakukkuṭo āha maṃ māretvā aṅgāre pakkamaṃsaṃ khādanto pātova kahāpaṇasahassaṃ labhissatīti. Uparisayitakukkuṭo āha ambho mā tvaṃ ettakena gajji mama thūlamaṃsaṃ khādanto hi rājā hoti bahimaṃsaṃ khādanto puriso ce senāpatiṭṭhānaṃ itthī ce aggamahesiṭṭhānaṃ labhati aṭṭhimaṃsaṃ pana me khādanto gihī ce bhaṇḍāgārikaṭṭhānaṃ pabbajito ce rājakulupakabhāvaṃ labhatīti. Kaṭṭhahāriko tesaṃ vacanaṃ sutvā rajje patte sahassena kiccaṃ natthīti saṇikaṃ abhiruyhitvā uparisayitakukkuṭaṃ gahetvā māretvā ucchaṅge katvā rājā bhavissāmīti gantvā vivaṭe dvāreyeva nagaraṃ pavisitvā kukkuṭaṃ nittacaṃ katvā udakena sodhetvā idaṃ kukkuṭamaṃsaṃ sādhu sampādehīti pajāpatiyā adāsi. Sā kukkuṭamaṃsañca bhattañca sampādetvā bhuñja sāmīti tassa upanāmesi. Bhadde etaṃ maṃsaṃ mahānubhāvaṃ etaṃ khāditvā ahaṃ rājā bhavissāmi tvaṃ aggamahesī bhavissasīti taṃ bhattañca maṃsañca ādāya gaṅgāya tīraṃ gantvā nhātvā bhuñjissāmāti bhattabhājanaṃ tīre ṭhapetvā nhānatthāya otariṃsu. Tasmiṃ khaṇe vātena khubhitaṃ udakaṃ Āgantvā bhattabhājanaṃ ādāya agamāsi. Taṃ nadīsotena vuyhamānaṃ heṭṭhānadiyaṃ hatthiṃ nhāpento eko hatthācariyo mahāmatto disvā ukkhipāpetvā vivarāpetvā kimetanti pucchi. Bhattañceva kukkuṭamaṃsañca sāmīti. So taṃ pidahāpetvā lañcāpetvā yāva mayaṃ āgacchāma tāva maṃsabhattaṃ mā vivarāti bhariyāya pesesi. Sopi kho kaṭṭhahāriko mukhato paviṭṭhena mālutodakena 1- uddhumātaudaro palāyi. Atheko tassa hatthācariyassa kulupako dibbacakkhu tāpaso mayhaṃ upaṭṭhāko hatthācariyaṭṭhānaṃ na vijahati kadā nukho sampattiṃ pāpuṇissatīti dibbacakkhunā upadhārento taṃ purisaṃ disvā taṃ kāraṇaṃ ñatvā puretaraṃ gharaṃ gantvā hatthācariyassa nivesane nisīdi. Hatthācariyo āgantvā taṃ vanditvā ekamantaṃ nisinno taṃ bhattabhājanaṃ āharāpetvā tāpasaṃ maṃsodanena parivisathāti āha. Tāpaso bhattaṃ gahetvā maṃse dīyamāne aggahetvā imaṃ maṃsaṃ ahaṃ vicāremīti vatvā vicāretha bhanteti vutte thūlamaṃsādīsu ekekaṃ koṭṭhāsaṃ kāretvā thūlamaṃsaṃ hatthācariyassa dāpesi bahimaṃsaṃ tassa bhariyāya aṭṭhimaṃsaṃ attanā paribhuñji. So bhattakiccāvasāne gacchanto tvaṃ ito tatiye divase rājā bhavissasi appamatto hohīti vatvā pakkāmi. Tatiye divase eko sāmantarājā āgantvā bārāṇasiṃ parivāresi. Bārāṇasīrājā hatthācariyaṃ rājavesaṃ gāhāpetvā hatthiṃ abhiruyhitvā yujjhāti āṇāpetvā sayaṃ

@Footnote: 1 vālukodakena. Aññātakavesena senāya vicaranto ekena mahāvegena sarena viddho taṃkhaṇaññeva mari. So tassa matabhāvaṃ ñatvā (hatthācariyo) bahū kahāpaṇe nīharāpetvā dhanatthikā purato hutvā yujjhantūti bheriṃ cārāpesi. Balakāyo muhutteneva paṭirājānaṃ jīvitakkhayaṃ pāpesi. Amaccā rañño sarīrakiccaṃ katvā kaṃ rājānaṃ karomāti mantayamānā rājā jīvamāno attano vesaṃ hatthācariyassa adāsi ayameva yuddhaṃ katvā rajjaṃ gaṇhi etasseva rajjaṃ dassāmāti taṃ rajje abhisiñciṃsu bhariyampissa aggamahesiṃ akaṃsu. Bodhisatto rājakulupako ahosi.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā abhisambuddho hutvā imā dve gāthā abhāsi

yaṃ ussukkā saṅgharanti alakkhikā bahuṃ dhanaṃ

sippavanto asippā vā lakkhikā tāni bhuñjare

sabbattha katapuññassa aticcaññeva pāṇino

uppajjanti bahū bhogā apināyatanesupīti.

Tattha yaṃ ussukkāti yaṃ dhanaṃ saṅgharituṃ ussukkamāpannā chandajātā kiccena bahudhanaṃ saṅgharanti. Ye ussukkāti vā pāṭho. Ye purisā dhanasaṃharaṇe ussukkā hatthisippādivasena sippavanto vā asippā vā antamaso vettanena kammaṃ katvā bahudhanaṃ saṅgharantīti attho. Lakkhikā tāni bhuñjareti tāni bahuṃ dhananti vuttāni dhanāni aññe puññavanto purisā attano puññaphalaṃ paribhuñjantā Kiñci kammaṃ akatvāpi paribhuñjanti. Aticcaññeva pāṇinoti aticca aññeeva pāṇino. Ettheva evakāro purimapadena yojetabbo sabbattheva katapuññassa aññe akatapuññe satte atikkamitvāti attho. Apināyatanesupīti api anāyatanesupi aratanākaresu ratanāni asuvaṇṇāyatanādīsu suvaṇṇādīni ahatthāyatanādīsu hatthiādayoti saviññāṇakaaviññāṇakā bahū bhogā uppajjanti. Tattha muttāmaṇiādīnaṃ anākaresu uppattiyaṃ hi duṭṭhagāmaṇiabhayamahārājassa vatthu kathetabbaṃ.

Satthā pana imaṃ gāthaṃ vatvā gahapati imesaṃ sattānaṃ puññasadisaṃ aññaṃ āyatanaṃ nāma natthi puññavantānaṃ hi anākaresupi ratanāni uppajjantiyevāti vatvā imaṃ dhammaṃ deseti

esa devamanussānaṃ sabbakāmadado nidhi

yaṃ yaṃ devābhipaṭṭhenti sabbametena labbhati

suvaṇṇatā susaratā susaṇṭhānā surūpatā

ādhipaccaṃ parivāro sabbametena labbhati

padesarajjaṃ issariyaṃ cakkavattisukhaṃ piyaṃ

devarajjampi dibbesu sabbametena labbhati

mānusikā ca sampatti devaloke ca yā rati

yā ca nibbānasampatti sabbametena labbhati

mittasampadamāgamma yoniso ve 1- payuñjato

@Footnote: 1 ce.

Vijjāvimuttivasībhāvo sabbametena labbhati

paṭisambhidā vimokkhā ca yā ca sāvakapāramī

paccekabodhi buddhabhūmi sabbametena labbhati

evaṃ mahiddhiyā esā yadidaṃ puññasampadā

tasmā dhīrā pasaṃsanti paṇḍitā katapuññatanti.

Idāni yesu anāthapiṇḍikassāpi siri patiṭṭhitā tāni ratanāni dassetuṃ kukkuṭoti ādimāha.

Kukkuṭo maṇayo daṇḍo thiyo ca puññalakkhaṇā

uppajjanti apāpassa katapuññassa jantunoti.

Tattha daṇḍoti ārakkhayaṭṭhiṃ sandhāya vuttaṃ. Thiyoti seṭṭhibhariyā puññalakkhaṇādevī 1-. Sesamettha uttānameva. Gāthaṃ vatvā capana jātakaṃ samodhānesi tadā rājā ānando ahosi kulupakatāpaso sammāsambuddhoti.

Sirijātakaṃ catutthaṃ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๘๓. วัฑฒกีสูกรชาดกชาดกถัดไป๒๘๕. มณิสูกรชาดก