มณิสูกรชาดก
ว่าด้วยของดีใครทำลายไม่ได้
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๕๔ · บรรทัด ๒๔๐๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภการสมาคมแห่งนางสุนทรี จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ทริยา สตฺต วสฺสานิ ดังนี้. ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ทรงได้จีวร บิณฑบาตเสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารเป็นปกติ. แม้ภิกษุสงฆ์ก็เป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์สักการะ. เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรงและเป็นผู้ได้จีวรบิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขารเป็นปกติ. ฝ่ายพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ใครๆ ไม่สักการะ เคารพนับถือ บูชา ยำเกรง ไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร. ได้ยินว่า เมื่อลาภสักการประดุจห้วงน้ำใหญ่แห่งแม่น้ำใหญ่ ๕ สาย เกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ พวกอัญญเดียรถีย์ เสื่อมลาภสักการะ เป็นผู้อับรัศมี ประดุจหิ่งห้อยในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น จึงมาร่วมประชุมหารือกันว่า จำเดิมแด่พระสมณโคดมเกิดขึ้นแล้ว พวกเราเป็นผู้เสื่อมลาภสักการะ ใครๆ ย่อมไม่รู้แม้ความที่พวกเรามีอยู่ พระสมณโคดมถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภพวกเราจะร่วมกับใครดีหนอ จึงจะยังโทษมิใช่คุณ ให้เกิดขึ้นแก่พระสมณโคดม ทำลาภสักการะ ของพระสมณโคดมนั้นให้อันตรธานไป. ลำดับนั้น พวกเดียรถีย์เหล่านั้นได้มีความคิดกันว่า พวกเราร่วมกับนางสุนทรี จักสามารถทำได้. วันหนึ่ง พวกเดียรถีย์เหล่านั้นไม่พูดจากะนางสุนทรีผู้เข้าไปยังอารามของเดียรถีย์ ไหว้แล้วยืนอยู่. นางสุนทรีนั้นถึงจะพูดจาบ่อยๆ ก็ไม่ได้คำตอบ จึงถามว่า เออก็พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายถูกใคร ๆ เบียดเบียนหรือ ? พวกอัญญเดียรถีย์กล่าวว่า น้องหญิงเธอไม่เห็นหรือ พระสมณโคดมเที่ยวเบียดเบียนพวกเรา กระทำให้เสื่อมลาภสักการะ. นางสุนทรีนั้นจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ในเรื่องนี้ ดิฉันควรจะทำอย่างไร. อัญญเดียรถีย์ทั้งหลายกล่าวว่าน้องหญิง เจ้าแล เป็นผู้มีรูปร่างงดงาม ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยความงาม จงยกโทษมิใช่ยศขึ้นแก่พระสมณโคดม ให้มหาชนเชื่อถือคำของเจ้า แล้วกระทำให้เสื่อมลาภสักการะ. นางสุนทรีนั้นรับคำว่าได้จึงไหว้แล้วหลีกไป จำเดิมแต่นั้นมา นางก็ถือดอกไม้ ของหอมเครื่องลูบไล้ กระบูร และผลเผ็ดร้อนเป็นต้น แล้วบ่ายหน้าตรงไปยังพระเชตวันวิหารในตอนเย็น เวลาที่มหาชนฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้วเข้าเมือง และถูกถามว่า เธอจะไปไหน ? ก็กล่าวว่าไปสำนักพระสมณโคดม. ด้วยว่าเราอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระสมณโคดม แล้วก็ไปอยู่เสียในอารามของอัญญเดียรถีย์แห่งหนึ่งพอเช้าตรู่ ก็ย่างลงหนทางสายที่จะไปพระเชตวัน บ่ายหน้ามุ่งไปพระนคร และถูกถามว่า สุนทรี เธอไปไหนมาหรือ ? จึงกล่าวว่า เราอยู่ในพระคันธกุฎีหลังเดียวกันกับพระสมณโคดม ให้พระสมณโคดมรื่นรมย์ยินดีด้วยกิเลสแล้วจึงมา. ครั้นล่วงไป ๒-๓ วัน พวกอัญญเดียรถีย์ให้กหาปณะแก่พวกนักเลง แล้วกล่าวว่า พวกท่านจงไปฆ่านางสุนทรี แล้วหมกไว้ในระหว่างกองหยากเยื่อดอกไม้ใกล้ๆ กับพระคันธกุฏีของพระสมณโคดมแล้วจงมา. พวกนักเลงเหล่านั้นได้กระทำอย่างนั้น. ลำดับนั้น พวกอัญญเดียรถีย์พากันทำความโกลาหลว่าเราทั้งหลายไม่เห็นนางสุนทรี จึงกราบทูลพระราชา เป็นผู้อันพระราชาตรัสถามว่า ท่านทั้งหลาย มีความรังเกียจแหนงใจที่ไหน จึงกราบทูลว่า ทุกวันนี้ นางสุนทรีอยู่ในพระเชตวัน ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ทราบความเป็นไปของนางในพระเชตวันนั้น พระราชาทรงอนุญาตว่า ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงไปค้นหานาง จึงพาคนผู้เป็นอุปัฏฐากของตนไปยังพระเชตวันค้นหาอยู่ เห็นนางสุนทรีอยู่ในระหว่างกองขยะดอกไม้ จึงให้ยกศพนางสุนทรีขึ้นวางบนเตียงน้อยแล้วเข้าไปยังพระนคร กราบทูลแก่พระราชาว่า พวกสาวกของพระสมณโคดมคิดว่าจักปกปิดกรรมชั่วที่พระศาสดาของตนกระทำ จึงฆ่านางสุนทรีแล้วหมกไว้ในระหว่างกองขยะดอกไม้. พระราชาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงไปเที่ยว ประกาศให้ทั่วพระนคร เดียรถีย์เหล่านั้นจึงเที่ยว ประกาศ ในถนน ทั่วพระนคร โดยนัยเป็นต้นว่า ท่านทั้งหลายจงดูกรรมของพวกสมณะ ศากยบุตร ดังนี้แล้วก็กลับมายังประตูพระราชนิเวศน์อีก. พระราชารับสั่งให้ยกร่างของนางสุนทรีขึ้นสู่เตียงน้อยในป่าช้าผีดิบแล้วให้อารักขาไว้. ชาวเมืองสาวัตถี ยกเว้นพระอริยสาวก ที่เหลือโดยมาก กล่าวคำเป็นต้นว่า ท่านทั้งหลาย จงดูการกระทำของพวกสมณะ ศากยบุตร ดังนี้ แล้วเที่ยวด่าภิกษุทั้งหลายทั้งภายในเมืองและนอกเมือง. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแก่พระตถาคตเจ้า. พระศาสดาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น แม้เธอทั้งหลายจงโจทย์ท้วงตอบพวกมนุษย์เหล่านั้นอย่างนี้ แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า. บุคคลผู้พูดคำไม่จริง ย่อมเข้าถึงนรกหรือแม้บุคคลใดทำแล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ทำ ชนแม้ทั้งสองนั้น เป็นมนุษย์มีกรรมเลวทราม ละไปในโลกอื่นแล้ว ย่อมเป็นผู้เสมอกัน. พระราชาทรงส่งพวกราชบุรุษไปโดยรับสั่งว่า พวกท่านจงรู้ว่านางสุนทรีถูกคนอื่นฆ่า. ลำดับนั้น พวกนักเลงแม้เหล่านั้น ดื่มสุราด้วยกหาปณะเหล่านั้น กระทำการทะเลาะกันและกันอยู่. ในนักเลงเหล่านั้น นักเลงคนหนึ่งพูดอย่างนี้ว่า ท่านฆ่านางสุนทรีด้วยการประหารคราวเดียวเท่านั้น แล้วหมกไว้ในระหว่างกองขยะดอกไม้ จึงได้ดื่มสุราด้วยกหาปณะที่ได้จากการฆ่านางสุนทรีนั้น. พวกราชบุรุษจึงจับนักเลงเหล่านั้นแสดงแก่พระราชา. ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามนักเลงเหล่านั้นว่า พวกเจ้าฆ่าหรือ ? พวกนักเลงกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ. พระราชาตรัสถามว่า ใครใช้ให้ฆ่า ? นักเลงทั้งหลายกราบทูลว่า ขอเดชะ พวกอัญญเดียรถีย์ใช้ให้ฆ่าพระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งให้เรียกพวกอัญญเดียรถีย์มาแล้วตรัสว่าพวกเจ้าจงให้หามนางสุนทรีไป จงเที่ยวไปตลอดทั่วพระนคร กล่าวอย่างนี้ว่า นางสุนทรีนี้พวกเราประสงค์จะยกโทษพระสมณโคดม จึงให้ฆ่าเสีย โทษแห่งสาวกทั้งหลายของพระสมณโคดมไม่มีเลย เป็นโทษของเราทั้งหลาย พวกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นได้กระทำอย่างนั้นตามรับสั่ง. ในกาลนั้น มหาชนผู้เขลาเชื่อ. ฝ่ายพวกอัญญเดียรถีย์ถูกลงอาญาในฐานฆ่าคน. จำเดิมแต่นั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้มีสักการะมากยิ่งขึ้น. ภายหลังวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พวกเดียรถีย์คิดว่า จักยังความมัวหมองให้เกิดแก่พระพุทธเจ้า ตนเองกลับเป็นฝ่ายมัวหมองอนึ่ง ลาภสักการะใหญ่ยิ่งเกิดขึ้นแก่พระพุทธเจ้า. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้หลงทราบแล้ว จึงตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใคร ๆ ไม่อาจทำความมัวหมองให้เกิดขึ้นแก่พระพุทธเจ้า ชื่อว่าการกระทำความเศร้าหมองแก่พระพุทธเจ้า ก็เป็นเช่นกับ ทำความเศร้าหมองแก่แก้วมณีชาติ. ในกาลก่อน สุกรทั้งหลายแม้พยายามอยู่ด้วยหวังว่าจักทำแก้วมณีชาติ คือมณีโดยกำเนิด ให้เศร้าหมอง ก็ไม่ได้อาจทำให้เศร้าหมอง อันภิกษุทั้งหลายทูลอ้อนวอนแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง พอเจริญวัยแล้ว เห็นโทษในกามทั้งหลายจึงออกจากเรือนข้ามทิวเขา ๓ ลูกในหิมวันตประเทศ ไปเป็นดาบสอยู่ในบรรณศาลา. ได้มีถ้ำแก้วมณีอยู่ในที่ไม่ไกลบรรณศาลานั้น. สุกรประมาณ ๓๐ ตัวอยู่ในถ้ำแก้วมณีนั้น มีราชสีห์ตัวหนึ่งเที่ยวไปในที่ไม่ใกล้ถ้ำนั้น. เงาของราชสีห์นั้นย่อมปรากฏที่แก้วมณี. สุกรทั้งหลายเห็นเงาราชสีห์ตกใจกลัวสะดุ้ง จึงได้มีเนื้อและเลือดน้อย. สุกรเหล่านั้นคิดกันว่าเพราะแก้วมณีนี้ใส เงานี้จึงปรากฏ พวกเราจงทำแก้วมณีนี้ ให้เศร้าหมอง ไม่มีสี จึงไปยังสระแห่งหนึ่งในที่ไม่ไกล กลิ้งเกลือกในเปือกตมแล้วมาสีที่แก้วมณีนั้น. แก้วมณีนั้นถูกขนสุกรทั้งหลายเสียดสีอยู่กลับใสแจ๋วยิ่งขึ้น ประหนึ่งพื้นสุทธากาสอันบริสุทธิ์ สุกรทั้งหลายมองไม่เห็นอุบาย จึงตกลงกันว่า จักถามอุบายเป็นเครื่องทำแก้วมณีนี้ให้ปราศจากสีกะพระดาบา จึงเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ ไหว้แล้วยืน ณส่วนข้างหนึ่ง กล่าวคาถา ๒ คาถาแรกว่า :พวกข้าพเจ้าประมาณ ๓๐ ตัว อาศัยอยู่ในถ้ำแก้วมณี ๑ ปี ได้ปรึกษากันว่า จะช่วยกันกำจัดแสงแก้วมณีให้เศร้าหมอง. พวกข้าพเจ้าช่วยกันเสียดสีแก้วมณี แก้วมณีกลับมีสีสุกใสขึ้นกว่าเก่า บัดนี้ พวกข้าพเจ้าขอถามท่านถึงเหตุนั้น ท่านย่อมสำคัญกิจในเรื่องนี้อย่างไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทริยา แปลว่า ในถ้ำแก้วมณี. บทว่า วสามเส แปลว่า ย่อมอยู่. บทว่า หญฺาม ความว่า พวกข้าพเจ้าจักขจัด คือ แม้พวกข้าพเจ้าก็จักกระทำให้หมดสี. บทว่า อิทญฺจิทานิ ปุจฺฉาม ความว่า บัดนี้ พวกข้าพเจ้าขอถามท่านถึงข้อนี้ว่า เพราะเหตุไร ? แก้วมณีนี้อันพวกข้าพเจ้าทำให้เศร้าหมองอยู่ยังกลับสุกใส. บทว่า กึ กิจฺจํ อิธ มญฺสิ ความว่า ในเรื่องนี้ท่านสำคัญกิจนี้ว่าอย่างไร. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ เมื่อจะบอกแก่สุกรเหล่านั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :ดูก่อนหมูทั้งหลาย แก้วไพฑูรย์นี้เป็นของบริสุทธิ์งามผ่องใส ใคร ๆ ไม่อาจกำจัดแสงแก้วไพฑูรย์นั้นให้เศร้าหมองได้ ท่านทั้งหลายจงพากันหลบหนีไปอยู่ที่อื่นเสียเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกาโจ แปลว่า ในกระด้าง. บทว่าสุโภ แปลว่า งาม. บทว่า สิรึ แปลว่า รัศมี. บทว่า อปกฺกมถ ความว่า ใคร ๆ ไม่อาจทำแสงของแก้วมณีนี้ให้พินาศไปได้ ก็พวกท่านแหละ จงละถ้ำแก้วมณีนี้ไปอยู่ที่อื่นเสียเถิด. สุกรเหล่านั้นพึงฟังถ้อยคำของพระโพธิสัตว์นั้นแล้วได้กระทำเหมือนอย่างนั้น. พระโพธิสัตว์ทำฌานให้เกิดขึ้นแล้ว ในเวลาสิ้นอายุชัย ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า พระดาบสในครั้งนั้น คือเราตถาคต ฉะนี้แล
จบ อรรถกถามณิสุกรชาดกที่ ๕
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๒๘๔–๒๙๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติกนิบาตชาดก ๒๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
มณิสูกรชาตกํ
ทริยา สตฺต วสฺสานีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต สุนฺทรีสมาคมํ ๒- อารพฺภ กเถสิ ฯ
เตน โข ปน สมเยน ภควา สกฺกโต โหติ ครุกโต มานิโต ปูชิโต อปจิโต ลาภี จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานํ ฯ
@เชิงอรรถ: ๑ เสฏฺฐิภริยํ ปุญฺญลกฺขณเทวึ ฯ ๒ สุนฺทรีมารณํ ฯ ภิกฺขุสงฺโฆปิ โข สกฺกโต โหติ ครุกโต ฯเปฯ ปริกฺขารานํ ฯ อญฺญติตฺถิยา ปน ปริพฺพาชกา น สกฺกตา โหนฺติ น ครุกตา อมานิตา อปูชิตา ฯเปฯ ปริกฺขารานํ ฯ ภควโต กิร ภิกฺขุสงฺฆสฺส ปญฺจนฺนํ มหานทีนํ มโหฆสทิเส ลาภสกฺกาเร อุปฺปนฺเน หตลาภสกฺการา อญฺญติตฺถิยา สูริยุคฺคมนกาเล ขชฺโชปนกา วิย นิปฺปภา หุตฺวา (เต) เอกโต สนฺนิปติตฺวา มนฺตยึสุ มยํ สมณสฺส โคตมสฺส อุปฺปนฺนกาลโต ปฏฺฐาย หตลาภสกฺการา น โน โกจิ อตฺถิภาวมฺปิ ชานาติ สมโณ โคตโม ลาภยสคฺคปฺปตฺโต ชาโต เกน นุโข สทฺธึ เอกโต หุตฺวา สมณสฺส โคตมสฺส อวณฺณํ อุปฺปาเทตฺวา ลาภสกฺการมสฺส อนฺตรธาเปยฺยามาติ ฯ อถ เนสํ เอตทโหสิ สุนฺทริยา สทฺธึ เอกโต หุตฺวา สกฺกุณิสฺสามาติ ฯ เต เอกทิวสํ สุนฺทรึ ติตฺถิยารามํ ปวิสิตฺวา วนฺทิตฺวา ฐิตํ นาลปึสุ ฯ สา ปุนปฺปุนํ สลฺลปนฺตีปิ ปฏิวจนํ อลภิตฺวา อปิ นุ อยฺยา เกนจิ วิเหฐิตาติ ปุจฺฉิ ฯ กึ ภคินิ สมณํ โคตมํ อมฺเห วิเหเฐตฺวา หตลาภสกฺกาเร กตฺวา วิจรนฺตํ น ปสฺสสีติ ฯ สา เอวมาห มยา เอตฺถ กึ กาตุํ วฏฺฏตีติ ฯ ตฺวํ โขสิ ภคินิ อภิรูปา โสภคฺคปฺปตฺตา สมณสฺส โคตมสฺส อยสํ อาโรเปตฺวา มหาชนํ ตว วจนํ คาหาเปตฺวา หตลาภสกฺการํ กโรหีติ ฯ สา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา วนฺทิตฺวา ปกฺกนฺตา ตโต ปฏฺฐาย มาลาคนฺธวิเลปนกปฺปุรกฏุกผลาทีนิ คเหตฺวา สายํ มหาชนสฺส สตฺถุ ธมฺมเทสนํ สุตฺวา นครํ ปวิสนกาเล เชตวนาภิมุขี คจฺฉติ กหํ คจฺฉสีติ จ ปุฏฺฐา สมณสฺส โคตมสฺส สนฺติกํ อหํ หิ เตน สทฺธึ เอกคนฺธกุฏิยํ วสามีติ วตฺวา อญฺญตรสฺมึ ติตฺถิยาราเม วสิตฺวา ปาโตว เชตวนมคฺคํ โอตริตฺวา นคราภิมุขี คจฺฉติ กึ สุนฺทริ กหํ คตาสีติ จ ปุฏฺฐา สมเณน โคตเมน สทฺธึ เอกคนฺธกุฏิยํ วสิตฺวา ตํ กิเลสรติยา รมาเปตฺวา อาคตมฺหีติ วทติ ฯ อถ นํ กติปาหจฺจเยน ธุตฺตานํ กหาปเณ ทตฺวา คจฺฉถ สุนฺทรึ มาเรตฺวา สมณสฺส โคตมสฺส คนฺธกุฏิยา สมีเป มาลากจวรนฺตเร นิกฺขิปิตฺวา เอถาติ วทึสุ ฯ เต ตถา กรึสุ ฯ ตโต ติตฺถิยา สุนฺทรึ น ปสฺสามาติ โกลาหลํ กตฺวา รญฺโญ อาโรเจตฺวา กหํ โว อาสงฺกาติ วุตฺตา อิเมสุ ทิวเสสุ เชตวเน วสติ ตตฺรสฺสา ปวุตฺตึ น ชานามาติ วตฺวา เตนหิ คจฺฉถ นํ วิจินถาติ รญฺญา อนุญฺญาตา อตฺตโน อุปฏฺฐากชนํ คเหตฺวา เชตวนํ คนฺตฺวา วิจินนฺตา มาลากจวรนฺตเร สุนฺทรึ ทิสฺวา ตํ มญฺจเก อาโรเปตฺวา นครํ ปเวเสตฺวา สมณสฺส โคตมสฺส สาวกา สตฺถารา กตํ ปาปกมฺมํ ปฏิจฺฉาเทสฺสามาติ สุนฺทรึ มาเรตฺวา มาลากจวรนฺตเร นิกฺขิปึสูติ รญฺโญ อาโรจยึสุ ฯ ราชา เตนหิ คจฺฉถ นครํ อาหิณฺฑถาติ อาห ฯ เต นครวีถีสุ ปสฺสถ สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ กมฺมนฺติ อาทินา ๑- วิจริตฺวา ปุน รญฺโญ นิเวสนทฺวารํ อาคมึสุ ฯ ราชา สุนฺทริยา สรีรํ อามกสุสาเน มญฺจกํ ๒- อาโรเปตฺวา รกฺขาเปสิ ฯ สาวตฺถีวาสิโน ฐเปตฺวา อริยสาวเก เสสา เยภุยฺเยน ปสฺสถ สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ
@เชิงอรรถ: ๑ อาทีนิ ฯ ๒ อฏฺฏกํ ฯ กมฺมนฺติ อาทีนิ วตฺวา อนฺโตนคเร จ พหินคเร จ ภิกฺขู อกฺโกสนฺตา วิจรนฺติ ฯ ภิกฺขู ตํ ปวุตฺตึ ตถาคตสฺส อาโรเจสุํ ฯ สตฺถา เตนหิ ตุมฺเหปิ เต มนุสฺเส เอวํ ปฏิโจเทถาติ
อภูตวาที นิรยํ อุเปติ
โย วาปิ กตฺวา น กโรมีติ อาห
อุโภปิ เต เปจฺจ สมา ภวนฺติ
นิหีนกมฺมา มนุชา ปรตฺถาติ อิมํ คาถมาห ฯ ราชา สุนฺทริยา อญฺเญหิ มาริตภาวํ ชานาถาติ ปุริเส ปโยเชสิ ฯ อถ เตปิ โข ธุตฺตา เตหิ กหาปเณหิ สุรํ ปิวนฺตา อญฺญมญฺญํ กลหํ กโรนฺติ ฯ ตตฺเถโก เอวมาห ตฺวํ สุนฺทรึ เอกปฺปหาเรเนว มาเรตฺวา มาลากจวรนฺตเร นิกฺขิปิตฺวา ตโต ลทฺธกหาปเณหิ สุรํ ปิวสีติ ฯ ราชปุริสา เต ธุตฺเต คเหตฺวา รญฺโญ ทสฺเสสุํ ฯ อถ เต ราชา ตุมฺเหหิ มาริตาติ ปุจฺฉิ ฯ อาม เทวาติ ฯ เกน มาราปิตาติ ฯ อญฺญติตฺถิเยหิ เทวาติ ฯ ราชา ติตฺถิเย ปกฺโกสาเปตฺวา สุนฺทรึ อุกฺขิปาเปตฺวา คจฺฉถ ตุมฺเห เอวํ วทนฺตา นครํ อาหิณฺฑถ อยํ สุนฺทรี สมณสฺส โคตมสฺส อวณฺณํ อาโรเปตุกาเมหิ อมฺเหหิ มาราปิตา เนว สมณสฺส โคตมสฺส สาวกานํ โทโส อตฺถิ อมฺหากํ โทโสติ ฯ เต ตถา อกํสุ ฯ ตทา พาลมหาชโน สทฺทหิ ฯ ติตฺถิยาปิ ปุริสวธทณฺเฑน ปีฬิตา ๑- ฯ ตโต ปฏฺฐาย พุทฺธานํ สกฺกาโร
@เชิงอรรถ: ๑ ปลิพุทฺธา ฯ ปริพุทฺธา ฯ มหนฺตตโร อโหสิ ฯ อเถกทิวสํ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส ติตฺถิยา พุทฺธานํ กาฬกภาวํ อุปฺปาเทสฺสามาติ สยํ กาฬกา ชาตา พุทฺธานํ ปน มหนฺตตโร ลาภสกฺกาโร อุทปาทีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว สกฺกา พุทฺธานํ สงฺกิเลสํ อุปฺปาเทตุํ พุทฺธานํ สงฺกิลิฏฺฐภาวกรณํ นาม ชาติมณิโน กิลิฏฺฐภาวกรณสทิสํ ปุพฺเพ ชาติมณึ กิลิฏฺฐํ กริสฺสามาติ วายมนฺตาปิ นาสกฺขึสุ กิลิฏฐํ กาตุนฺติ วตฺวา เตหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต เอกสฺมึ คามเก พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต กาเมสุ อาทีนวํ ทิสฺวา นิกฺขมิตฺวา หิมวนฺตปฺปเทเส ติสฺโส ปพฺพตราชิโย อติกฺกมิตฺวา ตาปโส หุตฺวา ปณฺณสาลายํ วสิ ฯ ตสฺสา อวิทูเร มณิคุหา อโหสิ ฯ ตตฺถ ตึสมตฺตา สูกรา วสนฺติ ฯ คุหาย อวิทูเร เอโก สีโห จรติ ฯ ตสฺส มณิมฺหิ ฉายา ปญฺญายติ ฯ สูกรา สีหจฺฉายํ ทิสฺวา ภีตา อุตฺราสา อปฺปมํสโลหิตา อเหสุํ ฯ เต อิมสฺส มณิโน วิปฺปสนฺนตฺตา อยํ ฉายา ปญฺญายติ อิมํ มณึ สงฺกิลิฏฺฐํ วิวณฺณํ กโรมาติ จินฺเตตฺวา อวิทูเร เอกํ สรํ คนฺตฺวา กลเล วฏฺเฏตฺวา อาคนฺตฺวา ตํ มณึ ฆํเสนฺติ ฯ โส สูกรโลเมหิ ฆํสิยมาโน สุทฺธากาสตโล วิย วิปฺปสนฺนตโร อโหสิ ฯ สูกรา อุปายํ อปสฺสนฺตา อิมสฺส มณิโน วิวณฺณกรณุปายํ ตาปสํ ปุจฺฉิสฺสามาติ โพธิสตฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ ฐิตา ปุริมา เทฺว คาถา อุทาหรึสุ
ทริยา สตฺต วสฺสานิ ตึสมตฺตา วสามเส
หญฺญาม มณิโน อาภํ อิติ โน มนฺติตํ อหุ
ยาวตา มณิ ฆํสาม ภิยฺโย โวทายเต มณิ
อิทญฺจิทานิ ปุจฺฉาม กึ กิจฺจํ อิธ มญฺญสีติ ฯ
ตตฺถ ทริยาติ มณิคุหาย ฯ วสามเสติ วสาม ฯ หญฺญามาติ หนิสฺสาม มยมฺปิ วิวณฺณํ กริสฺสาม ฯ อิทญฺจิทานิ ปุจฺฉามาติ อิทานิ มยํ เกน การเณน อยํ มณิ กิลิสิยมาโน โวทายเตติ อิทํ ตํ ปุจฺฉาม ฯ กึ กิจฺจํ อิธ มญฺญสีติ อิมสฺมึ อตฺเถ ตฺวํ อิมํ กิจฺจํ กินฺติ มญฺญสิ ฯ
อถ เนสํ อาจิกฺขนฺโต โพธิสตฺโต ตติยํ คาถมาห
อยํ มณิ เวฬุริโย อกาโจ วิมโล สุโภ
นาสฺส สกฺกา สิรึ หนฺตุํ อปกฺกมถ สูกราติ ฯ
ตตฺถ อกาโจติ อกกฺกโส ฯ สุโภติ โสภโน ฯ สิรินฺติ ปภํ ฯ อปกฺกมถาติ อิมสฺส มณิสฺส ปภํ วินาเสตุํ น สกฺกา ตุมฺเห ปน อิมํ มณิคุหํ ปหาย อญฺญตฺถ คจฺฉถาติ ฯ
เต ตสฺส กถํ สุตฺวา ตถา กรึสุ ฯ โพธิสตฺโต ฌานํ อุปฺปาเทตฺวา อายุหปริโยสาเน พฺรหฺมโลกปรายโน อโหสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ตาปโส อหเมวาติ ฯ
มณิสูกรชาตกํ ปญฺจมํ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗