สาลุกชาดก
ว่าด้วยอุบายไม่ให้ถูกฆ่า
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๕๗ · บรรทัด ๒๔๑๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภการประเล้าประโลมของนางถูลกุมาริกา จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่ามา สาลุกสฺส ปิหยิ ดังนี้. เรื่องการประเล้าประโลมของนางกุมาริกานั้น จักมีแจ้งในจูฬนารทกัสสปชาดก. แต่ในที่นี้พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่าดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอกระสันขึ้นแล้วจริงหรือ ? ภิกษุนั้น กราบทูลว่า อย่างนั้นพระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสถามว่า ใครทำให้เธอกระสันขึ้นมา ? ภิกษุนั้นกราบทูลว่า นางถูลกุมาริกาพระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ นางถูลกุมาริกา เป็นผู้กระทำความฉิบหายให้แก่เธอ แม้ในกาลก่อน เธอก็ได้เป็นแกงอ่อมของบริษัทที่มา ในวันวิวาห์ของนางถูลกุมาริกานี้ อันภิกษุทั้งหลายทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นโคผู้ชื่อว่ามหาโลหิต ส่วนน้องชายของพระโพธิสัตว์นั้น ได้เป็นโคผู้ชื่อว่า จุลลโลหิต. โคทั้งสองตัวนั้นทำงานในตระกูลหนึ่งในหมู่บ้าน. ตระกูลนั้น มีนางกุมาริกาคนหนึ่งกำลังเจริญวัย. ตระกูลอื่นได้ขอนางกุมาริกานั้น. ครั้งนั้นตระกูลนั้นคิดว่าในกาลวิวาหมงคลจักมีแกงอ่อม จึงปรนเปรอสุกรชื่อว่าสาลุกะด้วยข้าวยาคูและภัต. สาลุกสุกรนั้นนอนอยู่ใต้เตียง. อยู่มาวันหนึ่ง โคจุลลโลหิตกล่าวกะพี่ชายว่า พี่พวกเราทำการงานในตระกูลนี้ ตระกูลนี้อาศัยพวกเราเลี้ยงชีวิต ก็แหละ เมื่อเป็นอย่างนั้น มนุษย์เหล่านี้ให้แต่หญ้าและฟางแก่พวกเรา แต่เลี้ยงดูสุกรตัวนี้ด้วยข้าวยาคูและภัตและให้นอนใต้เตียง สุกรตัวนี้จักทำอะไรแก่คนเหล่านี้. โคมหาโลหิตกล่าวว่า พ่อ เจ้าอย่าปรารถนาข้าวยาคูและภัตของสุกรตัวนี้เลย ก็ในวันวิวาหมงคลของนางกุมาริกานี้ เขาประสงค์จะทำสุกรตัวนี้ให้เป็นแกงอ่อม จึงเลี้ยงสุกรตัวนี้ด้วยข้าวยาคูและภัต เพื่อกระทำเนื้อให้เป็นกล้าม ๆ อีก ๒-๓ วัน เจ้าจะเห็นสุกรตัวนั้นถูกเขาฉุดลากออกจากใต้เตียงแล้ว ฆ่าสับให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ กระทำให้เป็นอาหาร สำหรับเลี้ยงแขก ดังนี้ แล้วตั้งคาถา ๒ คาถาแรกว่า :ท่านอย่าปรารถนาต่อสาลุกสุกรเลยเพราะเขาบริโภคอาหารอันเดือดร้อน ท่านจงเป็นผู้มีความขวนขวายน้อยเคี้ยวกินแกลบเถอะ นี้เป็นลักษณะแห่งความอายุยืน. ในไม่ช้า ราชบุรุษผู้มีบริวารมากนั้นจะเป็นแขกมาประชุมกันที่นี้ ในการนั้นท่านก็จะได้เห็นสาลุกสุกรตัวนี้ ถูกเขาทุบด้วยสากตะลุมพุก นอนตายอยู่. ในกาลนั้น มีเนื้อความสังเขปดังต่อไปนี้ :- พ่อมหาจำเริญท่านอย่าปรารถนาภาวะเช่นสาลุกสุกรเลย เพราะว่าสาลุกสุกรนี้บริโภคอาหารอันเดือดร้อน คือโภชนะเครื่องฆ่าตน ซึ่งบริโภคแล้วไม่นานนักจักถึงความตาย แต่ท่านจงเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย ไม่ห่วงใย เคี้ยวกินแกลบปนฟางนี้ที่ตนได้แล้วเถิด นี้เป็นลักษณะ คือเป็นนิมิตรให้รู้ถึงความเป็นผู้มีอายุยืนยาว บัดนี้ คือไม่นานนัก ราชบุรุษผู้มาในงานวิวาหมงคลนั้น ชื่อว่าอำมาตย์ราชเสวก เพราะประกอบด้วยบริวารเป็นอันมาก จักเป็นแขกมาในที่นี้ เมื่อนั้นแหละท่านจะได้เห็นสาลุกสุกรนี้ ถูกทุบด้วยสากตะลุมพุก เพราะประกอบส่วนข้างบนเหมือนสาก นอนตายอยู่. ต่อมาสองสามวันเท่านั้น เมื่อแขกในงานวิวาหมงคลพากันมาแล้ว เจ้าของงานทั้งหลายได้ฆ่าสาลุกสุกรทำเป็นแกงอ่อม. โคทั้งสองเห็นความวิบัตินั้นของสาลุกสุกรนั้น จึงปรึกษากันว่า แกลบเท่านั้นเป็นของประเสริฐสำหรับพวกเรา. พระศาสดาทรงเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว จึงตรัสพระคาถาที่ ๓ อันเกิดจากเรื่องนั้นว่า :วัวชราทั้งสองได้เห็นสาลุกสุกรผู้กล้าหาญ ถูกเจ้าของทุบด้วยสากตะลุมพุกนอนตายอยู่ จึงได้คิดกันว่า ข้าวลีบเท่านั้นเป็นอาหารอย่างสูงสุดของพวกเรา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภุสามิว ความว่า ข้าวลีบเท่านั้นเป็นอาหารประเสริฐ คือสูงสุดของเรา. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะแล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุนั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. ถูลกุมาริกาในครั้งนั้น ได้เป็นนางถูลกุมาริกาในบัดนี้แหละ สาลุกสุกรในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุผู้กระสันในบัดนี้ โคจุลลโลหิตในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์ในบัดนี้ ส่วนโคมหาโลหิตในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาสวลุกชาดกที่ ๖
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๒๙๓–๒๙๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติกนิบาตชาดก ๑๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
สาลุกชาตกํ
มา สาลุกสฺส ปิหยีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ถูลกุมาริกปโลภนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตํ จูฬนารทกสฺสปชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ ตํ ปน ภิกฺขุํ สตฺถา สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ อุกฺกณฺฐิโตติ ปุจฺฉิ ฯ เอวํ ภนฺเตติ ฯ โก ตํ อุกฺกณฺฐาเปตีติ ฯ ถูลกุมาริกา ภนฺเตติ ฯ สตฺถา เอสา เต ภิกฺขุ อนตฺถการิกา ปุพฺเพปิ ตฺวํ เอติสฺสาย วิวาหกาเล อาคตปริสาย อุตฺตริภงฺโค อโหสีติ วตฺวา ภิกฺขูหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต มหาโลหิตโคโณ นาม อโหสิ ฯ กนิฏฺฐภาตา ปนสฺส จุลฺลโลหิโต นาม ฯ อุโภปิ คามเก เอกสฺมึ กุเล กมฺมํ กโรนฺติ ฯ ตสฺส กุลสฺส เอกา วยปฺปตฺตา กุมาริกา อตฺถิ ฯ ตํ อญฺญํ กุลํ วาเรสิ ฯ อถ นํ กุลํ วิวาหกาเล อุตฺตริภงฺโค ภวิสฺสตีติ สาลุกํ นาม สูกรํ ยาคุภตฺเตน ปฏิชคฺคิ ฯ โส เหฏฺฐามญฺเจ สยติ ฯ อเถกทิวสํ จุลฺลโลหิโต ภาตรํ อาห ภาติก มยํ อิมสฺมึ กุเล กมฺมํ กโรม อมฺเห นิสฺสาย อิมํ กุลํ ชีวติ อถ จปนิเม มนุสฺสา อมฺหากํ ติณปลาลมตฺตํ เทนฺติ อิมํ ปน สูกรํ ยาคุภตฺเตน โปเสนฺติ เหฏฺฐามญฺเจ สยาเปนฺติ กึ นาเมส เอเตสํ กริสฺสตีติ ฯ มหาโลหิโต ตาต มา ตฺวํ เอตสฺส ยาคุภตฺตํ ปฏฺฐยิ เอติสฺสาย กุมาริกาย วิวาหทิวเส เอตํ ปน อุตฺตริภงฺคํ กาตุกามา อิทํ ปน สูกรํ ยาคุภตฺเตน เอเต มํสสฺส ถูลภาวกรณตฺถํ โปเสนฺติ กติปาหจฺจเยน ตํ ปสฺสิสฺสสิ เหฏฺฐามญฺจโต นิกฺขาเมตฺวาว วธิตฺวา ขณฺฑาขณฺฑิกํ ฉินฺทิตฺวา อาคนฺตุกภตฺตํ กริยมานนฺติ วตฺวา ปุริมา เทฺว คาถา สมุฏฺฐาเปสิ
มา สาลุกสฺส ปิหยิ อาตุรนฺนานิ ภุญฺชติ
อปฺโปสฺสุกฺโก ภุสํ ขาท เอตํ ทีฆายุลกฺขณํ
อิทานิ โส อิธาคนฺตฺวา อติถิ ยุตฺตเสวโก
อถ ทกฺขสิ สาลุกํ สยนฺตํ มูสลนฺตรนฺติ ฯ
ตตฺถายํ สงฺเขปตฺโถ ตาต ตฺวํ มา สาลุกสูกรภาวํ ปฏฺฐยิ อยญฺหิ อาตุรนฺนานิ มรณโภชนานิ ภุญฺชติ ยานิ ภุญฺชิตฺวา นจิรสฺเสว มรณํ ปาปุณิสฺสติ ตฺวํ ปน อปฺโปสฺสุกฺโก นิราลโย หุตฺวา อตฺตนา ลทฺธํ อิมํ ปลาลมิสฺสกํ ภุสํ ขาท เอตํ ทีฆายุภาวสฺส ลกฺขณํ สญฺชานนนิมิตฺตํ อิทานิ กติปาหสฺเสว โส วิวาหิกปุริโส มหติยา ปริสาย ยุตฺตตฺตา ยุตฺตเสวโก อิธ อติถิ หุตฺวา อาคโต ภวิสฺสติ อเถตํ สาลุกํ มูสลสทิเสน อุตฺตโรฏฺเฐน สมนฺนาคตตฺตา มูสลนฺตรมาริตํ สยนฺตํ ทกฺขสีติ ฯ
ตโต กติปาหสฺเสว วิวาหิเกสุ อาคเตสุ สาลุกํ มาเรตฺวา อุตฺตริภงฺคํ อกํสุ ฯ อุโภ โคณา ตํ ตสฺส วิปตฺตึ ทิสฺวา อมฺหากํ ภุสเมว วรนฺติ มนฺตยึสุ ฯ สตฺถา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา ตทตฺถชาตกํ ตติยํ คาถมาห
วิกนฺตํ สูกรํ ทิสฺวา สยนฺตํ มูสลนฺตรํ
ชรคฺควา อจินฺเตสุํ วรมฺหากํ ภุสามิวาติ ฯ ตตฺถ ภุสามิวาติ ภุสเมว อมฺหากํ วรํ อุตฺตมนฺติ อตฺโถ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน โส ภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐาสิ ฯ ตทา ถูลกุมาริกา เอตรหิ ถูลกุมาริกาเอว ฯ สาลุโก อุกฺกณฺฐิโต ภิกฺขุ ฯ จุลฺลโลหิโต อานนฺโท ฯ มหาโลหิโต ปน อหเมวาติ ฯ
สาลุกชาตกํ ฉฏฺฐมํ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗