นานาฉันทชาดก
ว่าด้วยต่างคนต่างใจ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๖๖ · บรรทัด ๒๔๕๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภการได้พร ๘ ประการของท่านพระอานันทเถระ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า นานาฉนฺทา มหาราช ดังนี้. เรื่องนี้จักมีแจ้งในชุณหชาดก เอกาทสนิบาต. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตนั้น พอเจริญวัย เล่าเรียนศิลปะทั้งปวงในเมืองตักกศิลา เมื่อพระราชบิดาสวรรคต ก็ได้ครองราชสมบัติ. พระโพธิสัตว์นั้น มีปุโรหิตของพระราชบิดาถูกถอดจากตำแหน่ง. ปุโรหิตนั้นเป็นคนเข็ญใจ อาศัยอยู่ในเรือนคนชราแห่งหนึ่ง. ครั้นวันหนึ่งพระโพธิสัตว์ปลอมเพศโดยใคร ๆ ไม่รู้จัก เสด็จเที่ยวตรวจตราพระนครในตอนกลางคืน. พวกโจรที่กระทำโจรกรรมแล้ว พากันดื่มสุราในโรงสุราแห่งหนึ่ง เอาหม้อใส่สุราไว้ต่างหากหม้อหนึ่ง ถือไปบ้านของตน ๆ ในระหว่างทาง ได้เห็นพระโพธิสัตว์นั้นเข้าจึงกล่าวว่า เฮ้ยเจ้าเป็นใคร ? แล้วตีชิงเอาผ้าห่ม ให้ยกหม้อสุรานั้นขู่ให้เดินไป. ฝ่ายพราหมณ์นั้น ขณะนั้น ออกไปยืนอยู่ในระหว่างถนน ตรวจดูดาวนักษัตรรู้ว่าพระราชาตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกศัตรู จึงเรียกนางพราหมณี. นางพราหมณีนั้นกล่าวว่า อะไรกันค่ะท่าน แล้วรีบมายังสำนักของพราหมณ์นั้น. ลำดับนั้น พราหมณ์กล่าวกะนางพราหมณีนั้นว่า นางผู้เจริญ พระราชาของเราตกอยู่ในอำนาจของศัตรู. พราหมณีกล่าวว่า ก็ธุระอะไรของท่านเล่า พวกพราหมณ์ผู้มียศในราชสำนักจักรู้เอง. พระราชาทรงสดับเสียงของพราหมณ์ได้เสด็จไปหน่อยจึงตรัสกะพวกนักเลงว่า นาย ข้าพเจ้าเป็นคนยากจน ท่านเอาผ้าห่มไปแล้ว จงปล่อยข้าพเจ้าเถิด. พระราชาทรงตรัสอยู่บ่อย ๆ พวกนักเลงเหล่านั้นจึงปล่อยไป ด้วยความกรุณา. พระราชาทรงกำหนดเรือนที่อยู่ของนักเลงเหล่านั้นแล้วเสด็จกลับ. ลำดับนั้น แม้ปุโรหิตคนเก่าก็กล่าวว่า นางผู้เจริญ พระราชาของเราพ้นจากเงื้อมมือของศัตรูแล้ว. พระราชาได้ทรงสดับคำแม้นั้น แล้วทรงกำหนดเรือนของปุโรหิตนั้นไว้ เสด็จขึ้นสู่ปราสาท. เมื่อราตรีสว่างแล้ว พระราชารับสั่งให้เรียกพราหมณ์ทั้งหลายมา แล้วตรัสถามว่า ท่านอาจารย์ ในตอนกลางคืนท่านทั้งหลายได้ตรวจดาวนักษัตรบ้างหรือเปล่า ? พราหมณ์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ได้ตรวจดูแล้ว พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า นักขัตตฤกษ์งามไหม ? พราหมณ์. งามพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า ไม่เคราะห์อะไร ๆ หรือ ? พราหมณ์. ไม่มีพระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งให้เรียกปุโรหิตคนเก่ามา โดยรับสั่งว่าท่านจงไปเรียกพราหมณ์จากบ้านโน้นมา แล้วตรัสถามว่า อาจารย์ตอนกลางคืน ท่านเห็นดาวนักษัตรบ้างไหม ? ปุโรหิตกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เห็นพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า เคราะห์อะไร ๆ มีไหม ? พราหมณ์. กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระเจ้าข้าวันนี้ เวลากลางคืน พระองค์ตกอยู่ในอำนาจของศัตรู แต่เพียงครู่เดียว ก็หลุดพ้นได้. พระราชาตรัสว่า ธรรมดาผู้รู้ดวงดาวนักขัตตฤกษ์ต้องเป็นคนเห็นปานนี้ ครั้นตรัสแล้วให้ถอดพวกพราหมณ์ที่เหลือนอกนั้นเสียแล้วตรัสว่า พราหมณ์ เราเลื่อมใสท่าน ท่านจงรับเอาพร. พราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระพุทธเจ้าปรึกษากับบุตรและภรรยา แล้วจักรับเอา พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ไปเถอะท่านปรึกษากันแล้วจึงค่อยมา. พราหมณ์นั้นไปแล้วเรียกพราหมณี บุตรชาย บุตรสะใภ้ และหญิงทาสี มาแล้วถามว่า พระราชาพระราชทานพรแก่เรา เราจะรับเอาอะไร ? พราหมณีกล่าวว่า ท่านจงนำโคนมมาให้ดิฉัน ๑๐๐ ตัว. บุตรชาย ชื่อว่าฉัตตมาณพกล่าวว่า ท่านจงนำรถเทียมม้าอันเทียมด้วยม้าสินธพ ๔ ตัว มีสีเหมือนดอกโกมุทมาให้ฉันบุตรสะใภ้กล่าวว่า ท่านจงนำเอาเครื่องประดับมีต่างหูแก้วมณีเป็นต้นมาให้ดิฉัน. ทาสีชื่อว่าปุณณากล่าวว่า ท่านจงเอาครกและสากมาให้ดิฉัน. ส่วนพราหมณ์ต้องการรับเอาบ้านส่วย จึงไปยังราชสำนักอันพระราชาตรัสถามว่า ท่านถามบุตรและภรรยาคูแล้วหรือ จึงกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่มหาราช ข้าพระพุทธเจ้าถามแล้ว แต่มีความพอใจไม่เป็นอย่างเดียวกัน แล้วกล่าว ๒ คาถาแรกว่า :ข้าแต่มหาราช ข้าพระบาททั้งหลายอยู่ในเรือนหลังเดียวกัน แต่มีฉันทะความพอใจต่างกัน ข้าพระบาทอยากได้บ้านส่วย นางพราหมณีอยากได้โคนมสักร้อยหนึ่ง. ลูกชายอยากได้รถเทียมอาชาไนย ลูกสะใภ้อยากได้ต่างหูแก้วมณี ฝ่ายนางปุณณทาสีผู้ชั่วช้า
จำนงหวังจะใคร่ได้ครก สาก และกระด้ง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิจฺเฉ แปลว่า ย่อมปรารถนา. บทว่า ควํ สตํ ได้แก่ โคชนิดแม่โคนมร้อยตัว. บทว่า กญฺญา หมายถึงลูกสะใภ้. บทว่า ยา เจสา ความว่า ทาสีชื่อว่าปุณณาในเรือนของข้าพระบาทนั้น นางเป็นคนเลวทราม จำนงหวัง คือต้องการครกพร้อมทั้งกระด้งและสาก. พระราชาทรงสั่งว่า พวกท่านจงให้สิ่งที่ต้องการแล้ว ๆ แก่ทุกๆ คน ได้ตรัสเป็นคาถาว่า :ท่านทั้งหลายจงให้บ้านส่วยแก่พราหมณ์จงให้โคนมร้อยตัวแก่พราหมณี จงให้รถเทียมม้าอาชาไนยแก่บุตรชาย จงให้ต่างหูแก้วมณีแก่บุตรสะใภ้ และจงให้ครกแก่นางปุณณทาสีผู้ชั่วช้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยญฺเจตํ ความว่า ท่านทั้งหลายจงยังทาสีที่เรียกว่า ปุณณกา ผู้ชั่วช้านั้นให้ได้ คือให้รับเอาครก. พระราชาได้พระราชทานสิ่งที่พราหมณ์ปรารถนา และยศใหญ่โตอย่างอื่น ด้วยประการดังนี้ แล้วตรัสว่า จำเดิมแต่นี้ไป ท่านจงขวนขวายในกิจที่จะพึงกระทำแก่เรา แล้วทรงตั้งพราหมณ์ไว้ในสำนักของพระองค์. พระศาสดาครั้งทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า พราหมณ์ในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์ในบัดนี้ส่วนพระราชา คือเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถานานาฉันทชาดกที่ ๙
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๓๑๐–๓๑๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติกนิบาตชาดก ๑๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
nānāchandajātakaṃ
nānāchandā mahārājāti idaṃ satthā jetavane viharanto āyasmato ānandassa aṭṭhavaralābhaṃ ārabbha kathesi. Vatthu ekādasanipāte juṇhajātake āvibhavissati.
Atīte pana bodhisatto bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente tassa aggamahesiyā kucchimhi nibbattitvā vayappatto takkasilāyaṃ sabbasippāni uggaṇhitvā pitu accayena rajjaṃ pāpuṇi. Tassa ṭhānato apanīto pitu purohito atthi. So duggato hutvā ekasmiṃ jaragehe vasati. Athekadivasaṃ bodhisatto aññātakavesena Rattibhāge nagaraṃ pariggaṇhanto vicarati. Tamenaṃ katakammacorā ekasmiṃ surāpāne suraṃ pivitvā aparampi ghaṭenādāya attano gehaṃ gacchantā antaravīthiyaṃ disvā are kosi tvanti vatvā paharitvā uttarasāṭakaṃ gahetvā taṃ ghaṭaṃ ukkhipāpetvā tāsentā gacchiṃsu. Sopikho brāhmaṇo tasmiṃ khaṇe nikkhamitvā antaravīthiyaṃ ṭhito nakkhattaṃ oloketvā rañño amittānaṃ hatthagatabhāvaṃ ñatvā brāhmaṇiṃ āmantesi. Sā kiṃ ayyāti vatvā vegena tassa santikaṃ āgatā. Atha naṃ so āha bhoti amhākaṃ rājā amittānaṃ vasaṃ gatoti. Ayya kinte rañño santike pattayasā brāhmaṇā jānissantīti. Rājā brāhmaṇassa saddaṃ sutvā thokaṃ gantvā dhutte āha duggatomhi sāmi uttarāsaṅgaṃ gahetvā visajjetha manti. Te punappunaṃ kathentaṃ kāruññena visajjesuṃ. So tesaṃ vasanagehaṃ sallakkhetvā nivatti. Atha purāṇakapurohito brāhmaṇopi bhoti amhākaṃ rājā amittahatthato muttoti āha. Rājā tampi sutvā tasseva gehaṃ sallakkhetvā pāsādaṃ abhirūhi. So vibhātāya rattiyā brāhmaṇe pakkosāpetvā kiṃ ācariyā rattiṃ nakkhattaṃ olokayitthāti pucchi. Āma devāti. Sobhananti. Sobhanaṃ devāti. Koci gāho natthīti. Natthi devāti. Rājā asukagehato brāhmaṇaṃ pakkosathāti purāṇakapurohitaṃ pakkosāpetvā kimācariya rattiṃ te nakkhattaṃ diṭṭhanti pucchi. Āma devāti. Atthi koci gāhoti. Āma mahārāja ajja rattiṃ tumhe Amittavasaṃ gatā muhutteneva muttāti. Rājā nakkhattajānanakena nāma evarūpena bhavitabbanti sesabrāhmaṇe nikkaḍḍhāpetvā brāhmaṇa pasannosmi te varaṃ gaṇhāhīti āha. Mahārāja puttadārena saddhiṃ mantetvā gaṇhissāmīti. Gaccha mantetvā ehīti. So gantvā brāhmaṇiñca puttañca suṇisañca dāsiñca pakkositvā rājā me varaṃ deti kiṃ gaṇhāmīti pucchi. Brāhmaṇī mayhaṃ dhenusataṃ āharāti āha. Putto chattamāṇavo nāma mayhaṃ kumudavaṇṇehi catūhi sindhavehi yuttaājaññarathanti. Suṇisā mayhaṃ maṇikuṇḍalaṃ ādiṃ katvā sabbālaṅkāranti. Puṇṇā nāma dāsī mayhaṃ udukkhalañca mūsalañceva suppañcāti. Brāhmaṇo pana gāmavaraṃ gahetukāmo rañño santikaṃ gantvā kiṃ brāhmaṇa pucchito te puttadāroti puṭṭho āma mahārāja pucchito 1- anekacchandoti vatvā paṭhamaṃ gāthādvayamāha
nānāchandā mahārāja ekāgāre vasāmase
ahaṃ gāmavaraṃ icche brāhmaṇī ca gavaṃ sataṃ
putto ājaññakaṃ rathaṃ kaññā ca maṇikuṇḍalaṃ
yā cesā puṇṇakā jammī udukkhalaṃ abhikaṅkhatīti.
Tattha iccheti icchāmi. Gavaṃ satanti khīradhenūnaṃ gunnaṃ sataṃ. Kaññāti suṇisā. Yā cesāti yā esā amhākaṃ ghare puṇṇakā nāma dāsī sā jammī lāmikā suppamūsalehi saddhiṃ udukkhalaṃ
@Footnote: 1 na panekacchandoti. Abhikaṅkhati icchatīti.
Rājā sabbesaṃ icchitaicchitaṃ dethāti āṇāpento gāthamāha
brāhmaṇassa gāmavaraṃ brāhmaṇiyā gavaṃ sataṃ
puttassa ājaññakaṃ rathaṃ kaññāya maṇikuṇḍalaṃ
yañcetaṃ puṇṇakaṃ jammiṃ paṭipādetha udukkhalanti.
Tattha yañcetanti yaṃ etaṃ puṇṇakanti vadati taṃ jammiṃ udukkhalaṃ paṭipādetha sampaṭicchādethāti.
Iti rājā brāhmaṇena paṭṭhitañca aññañca mahantaṃ yasaṃ datvā ito paṭṭhāya amhākaṃ kattabbakiccesu ussukkamāpajjāti vatvā brāhmaṇaṃ attano santike akāsi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā brāhmaṇo ānando ahosi rājā pana ahamevāti.
Nānāchandajātakaṃ navamaṃ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗