สีลวีมังสชาดก
ว่าด้วยอานิสงส์ของศีล
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๖๙ · บรรทัด ๒๔๖๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภพราหมณ์ผู้ทดลองศีลคนหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สีลํ กิเรว กลฺยาณํ ดังนี้. ก็เรื่องทั้งที่เป็นปัจจุบันและเป็นอดีต ได้ให้พิสดารแล้วในสีลวีมังสชาดก เอกนิบาต ในหนหลัง. แต่ในที่นี้ มีเรื่องว่า เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในพระนครพาราณสี ปุโรหิตของพระองค์คิดว่า จักทดลองศีลของตน จึงหยิบเอากหาปณะหนึ่งๆ ไป๒ วัน จากแผ่นกระดานสำหรับนับเงิน ครั้นในวันที่สาม พวกราชบุรุษจับพราหมณ์นั้น โดยหาว่าเป็นโจร นำไปยังสำนักของพระราชา. ในระหว่างทางได้เห็นหมองูกำลังเล่นงูอยู่. ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามพราหมณ์นั้นว่า เพราะเหตุไร ท่านจึงได้กระทำอย่างนี้ ? พราหมณ์กราบทูลว่า ขอเดชะ เพราะข้าพระพุทธเจ้าประสงค์จะทดลองศีลของตน พระเจ้าข้า แล้วจึงกล่าวคาถานี้ว่า :ได้ทราบว่า ศีลเท่านั้นงดงาม ศีลยอดเยี่ยมในโลก ท่านจงดูซี งูใหญ่มีพิษอันร้ายแรง ยังไม่เบียดเบียนผู้อื่น ด้วยรู้สึกตัวว่าเป็นผู้มีศีล. เราจักสมาทานศีลที่บัณฑิตรับรองแล้วว่า เป็นความปลอดภัยในโลก เป็นคุณชาติเครื่องให้บัณฑิตเรียกบุคคลผู้ประพฤติตามข้อปฏิบัติของพระอริยะ ว่าเป็นผู้มีศีล. อนึ่ง บุคคลผู้มีศีล ย่อมเป็นที่รักของญาติทั้งหลาย ทั้งย่อมรุ่งเรื่องในหมู่มิตร เมื่อตายไปแล้วย่อมเข้าถึงสุคติ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลํ ได้แก่ อาจารมารยาท. ศัพท์ว่า กิร เป็นนิบาตลงในอรรถว่าได้ยินได้ฟัง. บทว่า กลฺยาณํ แปลว่า งาม. อธิบายว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมกล่าวอย่างนี้ว่า ได้ยินว่า ศีลเท่านั้นงดงาม. พราหมณ์กล่าวถึงตนเอง ด้วยบทว่า ปสฺส เอาเถิด. บทว่า น หญฺติ ความว่า ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ด้วยตนเอง ทั้งไม่ใช่ให้คนอื่นเบียดเบียน. บทว่า สมาทิสฺสํ แปลว่าจักสมาทาน. บทว่า อนุมตํ สิวํ ความว่า อันบัณฑิตทั้งหลายรับรองแล้วว่าเป็นแดนเกษม คือ ปลอดภัย. บทว่า เยน วุจฺจติ ความว่าเราจักสมาทานศีลอันเป็นเหตุให้บุคคลผู้มีศีลผู้ประพฤติโดยเอื้อเฟื้อต่อข้อปฏิบัติของพระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ซึ่งได้รับการขนานนามว่า อริยวุตติสมาจาร ผู้มีสมาจารอันเป็นเครื่องประพฤติอย่างประเสริฐ. บทว่า วิโรจติ ความว่า ย่อมรุ่งโรจน์ ประดุจกองไฟบนยอดเขา. พระโพธิสัตว์เมื่อประกาศคุณของศีลด้วยคาถา ๓ คาถา อย่างนี้แล้ว จึงแสดงธรรมแก่พระราชา แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้าในเรือนของข้าพระพุทธเจ้า มีทรัพย์จำนวนมาก ทั้งที่เป็นของบิดามารดา ทำให้เกิดขึ้นด้วยตนเอง และทั้งที่พระองค์พระราชทาน ที่สุดรอบคือความเสร็จสิ้นไม่ปรากฏ ก็ข้าพระพุทธเจ้าเมื่อจะทดลองศีลจึงหยิบเอากหาปณะจากแผ่นกระดานสำหรับนับเงินไป บัดนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทราบเกล้าแล้วว่า ในโลกนี้ ชาติ โคตร ตระกูล และประเทศเป็นภาวะต่ำทราม และศีลเท่านั้นประเสริฐ ข้าพระพุทธเจ้าจักบวชขอจงอนุญาตให้ข้าพระพุทธเจ้าบวชเถิด แล้วทูลขอให้ทรงอนุญาตการบวช แม้พระราชาจะทรงขอร้องแล้ว ๆ เล่า ๆ ก็ออกจากเรือนเข้าป่าหิมพานต์ บวชเป็นฤๅษี ยังอภิญญาและสมาบัติให้บังเกิดแล้ว ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า พราหมณ์ปุโรหิตผู้ทดลองศีลในครั้งนั้น คือเราตถาคตฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสีลวีมังสชาดกที่ ๑๐
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ๑. อัพภันตรชาดก ๒. เสยยชาดก ๓. วัฑฒกีสูกรชาดก๔. สิริชาดก ๕. มณิสูกรชาดก ๖. สาลุกชาดก ๗. ลาภครหิกชาดก ๘. มัจฉทานชาดก ๙. นานาฉันทชาดก ๑๐. สีลวีมังสชาดก.
จบ อัพภันตรวรรคที่ ๔ ๕. กุมภวรรค
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๓๑๖–๓๒๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติกนิบาตชาดก ๑๕ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
สีลวีมํสชาตกํ
สีลํ กิเรว กลฺยาณนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ สีลวีมํสกํ พฺราหฺมณํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
วตฺถุ ปน ปจฺจุปนฺนมฺปิ อตีตมฺปิ เหฏฺฐา เอกนิปาเต สีลวีมํสชาตเก วิตฺถาริตเมว ฯ อิธ ปน พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต ตสฺส ปุโรหิโต อตฺตโน สีลํ วีมํสิสฺสามีติ หิรญฺญผลกโต เทฺว ทิวเส เอเกกํ กหาปณํ คณฺหิ ฯ อถ นํ ตติยทิวเส โจโรติ คเหตฺวา รญฺโญ สนฺติกํ นยึสุ ฯ โส อนฺตรามคฺเค อหิตุณฺฑิเก สปฺปํ กีฬายนฺเต อทฺทส ฯ อถ นํ ราชา ทิสฺวา กสฺมา เอวรูปํ อกาสีติ ปุจฺฉิ ฯ พฺราหฺมโณ อตฺตโน สีลํ วีมํสิตุกามตายาติ วตฺวา อิมํ คาถมาห
สีลํ กิเรว กลฺยาณํ สีลํ โลเก อนุตฺตรํ
ปสฺส โฆรวิโส นาโค สีลวาติ น หญฺญติ
โสหํ สีลํ สมาทิสฺสํ โลเก อนุมตํ สิวํ
อริยวุตฺติสมาจาโร เยน วุจฺจติ สีลวา
ญาตีนญฺจ ปิโย โหติ มิตฺเตสุ จ วิโรจติ
กายสฺส เภทา สุคตึ อุปปชฺชติ สีลวาติ ฯ
ตตฺถ สีลนฺติ อาจาโร ฯ กิราติ อนุสฺสวนฏฺเฐ นิปาโต ฯ กลฺยาณนฺติ โสภนํ ฯ สีลํ กิเรว กลฺยาณนฺติ เอวํ ปณฺฑิตา วทนฺตีติ อตฺโถ ฯ ปสฺสาติ อตฺตานเมว วทติ ฯ น หญฺญตีติ ปรมฺปิ น วิเหเฐติ ปเรปิ น วิเหเฐยฺยาติ ๑- ฯ สมาทิสฺสนฺติ สมาทยิสฺสามิ ฯ อนุมตํ สิวนฺติ เขมํ นิพฺภยนฺติ เอวํ ปณฺฑิเตหิ สมฺปฏิจฺฉิตํ ฯ เยน วุจฺจตีติ เยน สีเลน สีลวา ปุริโส อริยานํ พุทฺธาทีนํ ปฏิปตฺตึ สมาจรนฺโต อริยวุตฺติสมาจาโรติ วุจฺจติ ตมหํ สมาทยิสฺสามีติ อตฺโถ ฯ วิโรจตีติ ปพฺพตมตฺถเก อคฺคิกฺขนฺโธ วิย วิโรจติ ฯ
เอวํ โพธิสตฺโต ตีหิ คาถาหิ สีลสฺส วณฺณํ ปกาเสนฺโต รญฺโญ ธมฺมํ เทเสตฺวา มหาราช มม เคเห ปิตุ สนฺตกํ (๒)- อตฺตนา
@เชิงอรรถ: ๑ ปเรน ปน น วิเหฐียติ ฯ ๒ มาตุ สนฺตกํ ฯ อุปฺปาทิตํ ตยา ทินฺนญฺจ พหุ ธนํ อตฺถิ ปริยนฺโต น ปญฺญายติ อหํ ปน สีลํ วีมํสนฺโต หิรญฺญผลกโต กหาปเณ คณฺหึ อิทานิ มยา อิมสฺมึ โลเก ชาติโคตฺตกุลปฺปเทสานํ ลามกภาโว สีลสฺเสว จ เชฏฺฐกภาโว ญาโต อหํ ปพฺพชิสฺสามิ ปพฺพชฺชํ เม อนุชานาหีติ ปพฺพชฺชํ อนุชานาเปตฺวา รญฺญา ปุนปฺปุนํ ยาจิยมาโนปิ นิกฺขมฺม หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา พฺรหฺมโลกปรายโน อโหสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา สีลวีมํสโก ปุโรหิโต พฺราหฺมโณ อหเมวาติ ฯ
สีลวีมํสชาตกํ ทสมํ
อพฺภนฺตรวคฺโค จตุตฺโถ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗