ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กายนิพพินทชาดก
ชาดกที่ ๒๙๓ · ติกนิบาตชาดก · กุมภวรรค

กายนิพพินทชาดก

ว่าด้วยความเบื่อหน่ายร่างกาย

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๗๘ · บรรทัด ๒๕๐๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกายนิพพินทชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภบุรุษคนหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ผุฏฺสฺส เม ดังนี้. ได้ยินว่า ในเมืองสาวัตถี มีบุรุษคนหนึ่งเป็นผู้เดือดร้อนด้วยโรคผอมเหลือง พวกแพทย์ไม่ยอมรักษา. แม้บุตรและภรรยาของเขาก็คิดว่า ใครจะสามารถปฏิบัติพยาบาลผู้นี้ได้. บุรุษผู้นั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า ถ้าเราหายจากโรคนี้ เราจักบวช. โดยล่วงไป ๒-๓ วันเท่านั้น บุรุษผู้นั้นได้ความสบายเล็กน้อยจนเป็นผู้ไม่มีโรค จึงไปยังพระเชตวันมหาวิหาร ทูลขอบรรพชากับพระศาสดา. เขาได้บรรพชาและอุปสมบทในสำนักของพระศาสดาแล้ว ไม่นานนัก ก็ได้บรรลุพระอรหัต. อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย บุรุษผู้มีโรคผอมเหลืองชื่อโน้นคิดว่าเราหายจากโรคนี้ จักบวช ครั้นหายโรคแล้วจึงบวชและบรรลุพระอรหัต. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บุรุษผู้นี้เท่านั้นแม้ในกาลก่อน บัณฑิตทั้งหลายก็กล่าวอย่างนี้ ครั้นหายจากโรคผอมเหลืองแล้วบวช ได้ทำความเจริญแก่ตน ดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ พอเจริญวัยแล้ว ได้รวบรวมทรัพย์สมบัติอยู่ ได้เกิดเป็นโรคผอมเหลือง. พระโพธิสัตว์นั้นคิดว่า เราหายจากโรคนี้แล้วจักบวช จึงกล่าวอย่างนั้นออกมา ได้ความสบายขึ้นมาบ้างจนเป็นผู้ไม่มีโรค จึงเข้าป่าหิมพานต์บวชเป็นฤๅษี ทำสมาบัติและอภิญญาให้เกิดขึ้น แล้วอยู่ด้วยความสุขในฌาน คิดว่า เราไม่ได้ความสุขเห็นปานนี้ ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้เมื่อจะเปล่งอุทาน จึงได้กล่าวคำถาเหล่านี้ว่า. เมื่อเราถูกโรคอย่างหนึ่งถูกต้อง ได้เสวยทุกขเวทนาอย่างสาหัส อันทุกขเวทนาเบียดเบียนอยู่ ร่างกายนี้ก็ซูบผอมลงอย่างรวดเร็วดุจดอกไม่ที่ทิ้งตากแดดไว้ที่ทรายฉะนั้น. รูปร่างอันไม่น่าพอใจ ถึงการนับว่าน่าพอใจ ที่ไม่สะอาด สมมติว่าเป็นของสะอาด. เต็มด้วยซากศพต่าง ๆ ปรากฏแก่คนพาลผู้ไม่พิจารณาเห็นว่าเป็นของน่าพอใจ. น่าติเตียนกายอันเปื่อยเน่า กระสับกระส่าย น่าเกลียดไม่สะอาด มีความป่วยไข้เป็นธรรมดา เป็นที่ที่หมู่สัตว์ผู้ประมาทหมกมุ่นอยู่ ย่อมยังหนทางเพื่อเข้าถึงสุคติให้เสื่อมไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อญฺตเรน ได้แก่ พยาธิ คือโรคผอมเหลืองอย่างหนึ่ง ในบรรดาโรค ๙๖ ประเภท. บทว่า โรเคนได้แก่ อันได้นามว่าโรคอย่างนี้ เพราะมีการเสียดแทงเป็นสภาวะ. บทว่า รุปฺปโต แปลว่า เบียดเบียน คือบีบคั้น. บทว่า ปํสุนิ อาตเป กตํ ความว่า ย่อมซูบผอมไป เหมือนดอกไม้อันละเอียดอ่อน ซึ่งบุคคลเอาวางไว้ในที่ร้อน คือ ที่ทรายอันร้อนฉะนั้น. บทว่า อชญฺํ ชญฺพสงฺขาตํ ได้แก่ เป็นของปฏิกูลไม่น่าชอบใจเลย แต่ถึงการนับว่าเป็นที่น่าพอใจของพวกคนพาล. บทว่า นานากุณปปริปูรํ ได้แก่ บริบูรณ์ด้วยซากศพ ๓๒ ชนิด มีผมเป็นต้น. บทว่า ชญฺรูปํ อปสฺสโต ความว่า ย่อมปรากฏเป็นที่น่าพอใจ คือเป็นของดี มีสภาวะเป็นเครื่องบริโภคใช้สอย สำหรับคนผู้เป็นอันธพาลปุถุชนผู้ไม่เห็นอยู่ คือ ภาวะอันไม่สะอาดที่ท่านประกาศโดยนัยมีอาทิว่า คูถตาออกจากนัยน์ตา ดังนี้ ย่อมไม่ปรากฏแก่คนพาลทั้งหลาย. บทว่า อาตุรํ คือ จับไข้เป็นนิตย์. บทว่า อธิมุจฺฉิตา ได้แก่ สยบหมกมุ่นด้วยความสยบเพราะกิเลส. ว่า ปชา ได้แก่ ปุถุชนผู้บอดเขลา. หาเปนฺติ มคฺคํ สุคตูปปตฺติยา ความว่า หมู่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ข้องอยู่ในกายอันเปื่อยเน่านี้ ทำหนทางอบายให้เต็ม ทำหนทางเพื่อเข้าถึงสุคติอันต่างด้วยเทวดาและมนุษย์ ให้เสื่อมไป. พระมหาสัตว์กำหนดพิจารณาภาวะอันไม่สะอาด และภาวะอันกระสับกระส่ายเป็นนิตย์ โดยประการต่างๆ ด้วยประการดังนี้อยู่ เบื่อหน่ายในกาย จึงเจริญพรหมวิหาร ๔ จนตลอดชีวิต ได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะแล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ ชนเป็นอันมากได้บรรลุโสดาปัตติผลเป็นต้น. พระดาบสในครั้งนั้น คือเราตถาคตฉะนี้แล.

จบ อรรถกถากายนิพพินทชาดกที่ ๓

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๓๓๓–๓๓๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติกนิบาตชาดก · ๒๐ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

กายนิพฺพินฺทชาตกํ

ผุฏฺฐสฺส เมติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อญฺญตรํ ปุริสํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

สาวตฺถิยํ กิเรโก ปุริโส ปณฺฑุโรเคน อาตุโร เวชฺเชหิ ปฏิกฺขิตฺโต ฯ ปุตฺตทาโรปิสฺส โก อิมํ ปฏิชคฺคิตุํ สกฺโกตีติ จินฺเตสิ ฯ ตสฺส เอตทโหสิ สจาหํ อิมมฺหา โรคา วุฏฺฐหิสฺสามิ ปพฺพชิสฺสามีติ ฯ โส กติปาเหเนว กิญฺจิ สปฺปายํ ลภิตฺวา อโรโค หุตฺวา เชตวนํ คนฺตฺวา สตฺถารํ ปพฺพชฺชํ ยาจิ ฯ โส สตฺถุ สนฺติเก ปพฺพชฺชญฺจ อุปสมฺปทญฺจ ลภิตฺวา นจิรสฺเสว อรหตฺตํ ปาปุณิ ฯ อเถกทิวสํ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส อสุโก นาม ปณฺฑุโรคี อิมมฺหา โรคา วุฏฺฐิโต ปพฺพชิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา

@เชิงอรรถ: ๑ เอกํ ตณฺฑุลมฺมณํ ฯ ปพฺพชิโต เจว อรหตฺตญฺจ ปตฺโตติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อยเมว ปุพฺเพปิ ปณฺฑิตา เอวํ วตฺวา ปณฺฑุโรคา วุฏฺฐาย ปพฺพชิตฺวา อตฺตโน วุฑฺฒิมกํสูติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต กุฏุมฺพํ สณฺฐเปตฺวา วสนฺโต ปณฺฑุโรคี อโหสิ ฯ เวชฺชาปิ ปฏิชคฺคิตุํ นาสกฺขึสุ ฯ ปุตฺตทาโรปิสฺส วิปฺปฏิสารี อโหสิ ฯ โส อิมมฺหา โรคา วุฏฺฐิโต ปพฺพชิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา เอวํ วตฺวา กิญฺจิเทว สปฺปายํ ลภิตฺวา อโรโค หุตฺวา หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา สมาปตฺติโย จ อภิญฺญาโย จ อุปฺปาเทตฺวา ฌานสุเขน วิหรนฺโต เอตฺตกํ กาลํ เอวรูปํ สุขํ นาลตฺถนฺติ อุทานํ อุทาเนนฺโต อิมา คาถา อภาสิ

ผุฏฺฐสฺส เม อญฺญตเรน พฺยาธินา

โรเคน พาฬฺหํ ทุกฺขิตสฺส รุปฺปโต

ปริสุสฺสติ ขิปฺปมิทํ กเฬวรํ

ปุปฺผํ ยถา ปํสุนิ อาตเป กตํ

อชญฺญํ ชญฺญสงฺขาตํ อสุจึ สุจิสมฺมตํ

นานากุณปปริปูรํ ชญฺญรูปํ อปสฺสโต

ธิรตฺถุมํ อาตุรํ ปูติกายํ

ชิคุจฺฉิยํ อสุจึ พฺยาธิธมฺมํ

ยตฺถปฺปมตฺตา อธิมุจฺฉิตา ปชา

หาเปนฺติ มคฺคํ สุคตูปปตฺติยาติ ฯ

ตตฺถ อญฺญตเรนาติ ฉนฺนวุติยา ๑- โรเคสุ เอเกน ปณฺฑุโรคพฺยาธินา ฯ โรเคนาติ รุชฺชนสภาวตฺตา เอวํ ลทฺธนาเมน ฯ รุปฺปโตติ ฆฏฺฏิยมานสฺส ปีฬิยมานสฺส ฯ ปํสุนิ อาตเป กตนฺติ ยถา อาตเป ตตฺตวาลิกาย ฐปิตํ สุขุมปุปฺผํ ปริสุสฺเสยฺย เอวํ ปริสุสฺสตีติ อตฺโถ ฯ อชญฺญํ ชญฺญสงฺขาตนฺติ ปฏิกูลํ อมนาปเมว พาลานํ มนาปนฺติ สงฺขาตํ ๒- ฯ นานากุณปปริปูรนฺติ เกสาทีหิ ทฺวตฺตึสาย กุณเปหิ ปริปุณฺณํ ฯ ชญฺญรูปํ อปสฺสโตติ อปสฺสนฺตสฺส อนฺธพาลสฺส ปุถุชฺชนสฺส มนาปํ สาธุรูปํ ปริโภคสภาวํ หุตฺวา อุปฏฺฐาติ ฯ อกฺขิมฺหา อกฺขิคูถโกติ ๓- อาทินา นเยน ปกาสิโต อสุจิภาโว พาลานํ น อุปฏฺฐาติ ฯ อาตุรนฺติ นิจฺจคิลานํ ฯ อธิมุจฺฉิตาติ กิเลสมุจฺฉาย อติวิย มุจฺฉิตา ฯ ปชาติ อนฺธพาลา ปุถุชฺชนา ฯ หาเปนฺติ มคฺคํ สุคตูปปตฺติยาติ อิมสฺมึ ปูติกาเย ลคฺคิตา หุตฺวา อปายมคฺคํ ปูเรนฺตา เทวมนุสฺสเภทาย สุคติอุปปตฺติยา มคฺคํ ปริหาเปนฺติ ฯ

อิติ มหาสตฺโต นานปฺปการโต อสุจิภาวํ นิจฺจาตุรภาวญฺจ ปริคฺคณฺหนฺโต กาเย นิพฺพินฺทิตฺวา ยาวชีวํ จตฺตาโร พฺรหฺมวิหาเร ภาเวตฺวา พฺรหฺมโลกปรายโน อโหสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน พหู ชนา โสตาปตฺติผลาทีนิ

@เชิงอรรถ: ๑ อฏฺฐนวุติยา ฯ ๒ สงฺขํ คตํ ฯ ๓ ขุ. สุ. ๒๙๕ ฯ ปาปุณึสุ ฯ ตทา ตาปโส อหเมวาติ ฯ

กายนิพฺพินฺทชาตกํ ตติยํ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๒๙๒. สุปัตตชาดกชาดกถัดไป๒๙๔. ชัมพุขาทกชาดก