อันตชาดก
ว่าด้วยที่สุด ๓ ประเภท
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๘๔ · บรรทัด ๒๕๒๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภคนทั้งสอง คือพระเทวทัตกับพระโกกาลิกะนั้นนั่นแหละ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อุสภสฺเสว เต ขนฺโธ ดังนี้. เรื่องอันเป็นปัจจุบันเหมือนกับเรื่องแรกนั่นเอง ส่วนเรื่องในอดีตมีดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นรุกขเทวดาอยู่ที่ต้นละหุ่ง ในบริเวณบ้านแห่งหนึ่ง. ในกาลนั้น ชาวบ้านลากโคแก่ซึ่งตายในบ้านนั้น ไปทิ้งที่ป่าละหุ่งใกล้ประตูบ้าน. มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งมากินเนื้อของโคแก่ตัวนั้น. มีกาตัวหนึ่งบินมาจับอยู่ที่ต้นละหุ่งเห็นดังนั้นจึงคิดว่า ถ้ากระไรเรากล่าวคุณกถาอันไม่มีจริงของสุนัขจิ้งจอกตัวนี้แล้วจะได้กินเนื้อ จึงกล่าวคาถาที่หนึ่งว่า :ข้าแต่พระยาเนื้อ ร่างกายของท่านเหมือนร่างกายโคอุสุภราช ความองอาจของท่านเหมือนดังราชสีห์ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแก่ท่าน ทำอย่างไรข้าพเจ้าจึงจักได้อาหารสักหน่อย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นโม ตฺยตฺถุ อันเป็น นโม เต อตฺถุ แปลว่า ขอนอบน้อมแด่ท่าน. สุนัขจิ้งจอกได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่สองว่า :กุลบุตรย่อมรู้จักสรรเสริญกุลบุตร ดูก่อนกาผู้มีสร้อยคองามดุจนกยูง เชิญท่านลงจากต้นละหุ่งมากินเนื้อให้สบายเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า อิโต ปริยาท นี้ สุนัขจิ้งจอกกล่าวว่า ท่านลงจากต้นละหุ่ง คือมาจากต้นละหุ่งนี้จนถึงเรา แล้วจงกินเนื้อ. รุกขเทวดาเห็นกิริยาของสัตว์ทั้งสองนั้นจึงกล่าวคาถาที่สามว่า :บรรดามฤคชาติทั้งหลาย สุนัขจิ้งจอกเป็นเลวที่สุด บรรดาปักษีทั้งหลาย กาเป็นเลวที่สุด บรรดารุกขชาติทั้งหลาย ต้นละหุ่งเป็นเลวที่สุด ที่สุดทั้ง ๓ ประเภทมาสมาคมกันแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺโต แปลว่า เลว คือ ลามก. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า สุนัขจิ้งจอกในกาลนั้น ได้เป็นพระเทวทัต กาในกาลนั้นได้เป็นพระโกกาลิกะ ส่วนรุกขเทวดา คือเราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาอันตชาดกที่ ๕
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๓๔๑–๓๔๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติกนิบาตชาดก ๑๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
antajātakaṃ
usabhasseva te khandhoti idaṃ satthā jetavane viharanto teyeva dve jane ārabbha kathesi. Paccuppannavatthu purimasadisameva.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto ekasmiṃ gāmupacāre eraṇḍarukkhadevatā hutvā nibbatti. Tadā tasmiṃ gāme mataṃ jaragavaṃ nikkaḍḍhitvā gāmadvāre eraṇḍavane chaḍḍesuṃ. Eko sigālo āgantvā tassa maṃsaṃ khādi. Eko kāko āgantvā eraṇḍe nisinno 1- taṃ disvā yannūnāhaṃ etassa
@Footnote: 1 nilīno. Abhūtaguṇakathaṃ kathetvā maṃsaṃ khādeyyanti cintetvā paṭhamaṃ gāthamāha
usabhasseva te khandho sīhasseva vijambhitaṃ
migarāja namo tyatthu api kiñci labhāmaseti.
Tattha namo tyatthūti namo te atthu.
Taṃ sutvā sigālo dutiyaṃ gāthamāha
kulaputto pajānāti kulaputtaṃ pasaṃsituṃ
mayūragīvasaṅkāsa ito pariyāda 1- vāyasāti.
Tattha ito pariyādāti eraṇḍato otaritvā ito yenāhaṃ tenāgantvā maṃsaṃ khādāti vadati.
Tantesaṃ kiriyaṃ disvā rukkhadevatā tatiyaṃ gāthamāha
migānaṃ koṭṭhako 2- anto pakkhīnaṃ pana vāyaso
eraṇḍo sabbarukkhānaṃ tayo antā samāgatāti.
Tattha antoti hīno lāmako.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā sigālo devadatto ahosi kāko kokāliko rukkhadevatā pana ahamevāti.
Antajātakaṃ pañcamaṃ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗