สมุททชาดก
ว่าด้วยสมุทรสาคร
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๔๘๗ · บรรทัด ๒๕๓๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระมหาวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระอุปนันทเถระ จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า โก นฺวายํ ดังนี้. ได้ยินว่า พระอุปนันทะนั้นบริโภคมาก มีความทะเยอทะยานมาก ใคร ๆ ไม่อาจให้พระอุปนันทะนั้นอิ่มหนำแม้ด้วยปัจจัยเต็มเล่มเกวียน. ในวันใกล้เข้าพรรษา พระอุปนันทะนั้นวางรองเท้าไว้ในวิหารหนึ่ง วางลักจั่นไว้ในวิหารหนึ่ง วางไม้เท้าไว้ในวิหารหนึ่งตนเองอยู่ในวิหารหนึ่ง คราวหนึ่ง ไปยังวิหารในชนบท เห็นภิกษุทั้งหลายมีบริขารประณีต จึงกล่าวอริยวังสกถาพรรณนาถึงความเป็นวงศ์ของอริยะ ให้ภิกษุเหล่านั้นถือผ้าบังสุกุล แล้วถือเอาจีวรของภิกษุเหล่านั้น ให้ภิกษุเหล่านั้นถือบาตรดินแล้ว ตนเองเอาบาตรที่ชอบ ๆ และภาชนะมีถาดเป็นต้น บรรทุกเต็มยานน้อยแล้วมาสู่พระเชตวันมหาวิหาร. อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระอุปนันทะ ศากยบุตรบริโภคมาก มักมาก แสดงข้อปฏิบัติแก่ภิกษุเหล่าอื่น แล้วเอาสมณบริขารบรรทุกเต็มยานน้อยมา. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่าภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุปนันทะกล่าวอริยวังสกถาแก่ผู้อื่น แล้วกระทำกรรมอันไม่สมควร เพราะควรที่ตนจะต้องเป็นผู้มักน้อยก่อนแล้ว จึงกล่าวอริยวังสกถาแก่ผู้อื่นในภายหลัง แล้วทรงแสดงคาถาในพระธรรมบทดังนี้ว่า :บุคคลควรตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรก่อน แล้วพึงสั่งสอนผู้อันในภายหลัง บัณฑิตจะไม่พึงเศร้าหมอง. ครั้นแล้วจึงทรงติเตียนพระอุปนันทะ แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ พระอุปนันทะเป็นผู้มักมากในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็ยังสำคัญน้ำแม้ในมหาสมุทรว่า ตนควรจะรักษา แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นเทวดารักษาสมุทร. ครั้งนั้นมีกาน้ำตัวหนึ่งบินเที่ยวอยู่ ณ ส่วนเบื้องบนมหาสมุทร เที่ยวห้ามฝูงปลาและฝูงนกว่า ท่านทั้งหลายจงดื่มน้ำในมหาสมุทรแต่พอประมาณ จงช่วยกันรักษา ดื่มเถิด. สมุทรเทวดาเห็นดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่าใครนี่หนอ มาเที่ยววนเวียนอยู่ในน้ำทะเลอันเค็ม ย่อมห้ามปลาและมังกรทั้งหลาย และย่อมเดือดร้อนในกระแสน้ำที่มีคลื่น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก นฺวายํ ตัดเป็น โก นุ อยํ แปลว่า นี่ใครหนอ. กาน้ำได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่าข้าพเจ้าเป็นนกชื่อว่าอนันตปายี ปรากฏไปทั่วทิศว่า เป็นผู้ไม่อิ่ม เราปรารถนาจะดื่มน้ำมหาสมุทรสาครเป็นใหญ่กว่าแม่น้ำทั้งหลาย. เนื้อความแห่งคาถานั้นว่า เราปรารถนาจะดื่มน้ำในสาครอันหาที่สุดมิได้ ด้วยเหตุนั้น เราจึงเป็นนกชื่อว่าอนันตปายี. อนึ่ง เราอันบุคคลได้ยินได้ฟังปรากฏแล้วว่า ชื่อว่าเป็นผู้ไม่รู้จักอิ่ม เพราะประกอบด้วยความอยากอันไม่รู้จักเต็มมากมาย เรานั้นปรารถนาจะดื่มน้ำมหาสมุทรนี้ทั้งสิ้น ที่ชื่อว่าสาคร เพราะเป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะอันงดงาม และเพราะอันสาครขุดเซาะ ชื่อว่าเป็นใหญ่กว่าสระทั้งหลายเพราะเป็นเจ้าแห่งสระทั้งหลาย. สมุทรเทวดาได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :ทะเลใหญ่นี้นั้น ย่อมลดลงและกลับเต็มอยู่ตามเดิม บุคคลดื่มกินอยู่ก็หาทำให้น้ำทะเลนั้นพร่องลงไป ได้ยินว่า น้ำทะเลใหญ่นั้น ใคร ๆ ไม่อาจดื่มกินให้หมดสิ้นไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสยํ ตัดเป็น โส อยํ แปลว่านี้นั้น. บทว่า หายตี เจว ความว่า น่าทะเลย่อมพร่องในเวลาน้ำลง และย่อมเต็มในเวลาน้ำไหลขึ้น. บทว่า นาสฺส นายติความว่า ถ้าแม้ชาวโลกทั้งสิ้นจะดื่มน้ำมหาสมุทรนั้น แม้ถึงเช่นนั้นมหาสมุทรนั้นก็ไม่ปรากฏความพร่องแม้ว่าชาวโลกดื่มน้ำชื่อมีประมาณเท่านี้ จากน้ำนี้. บทว่า อเปยฺโย กิร ความว่า ได้ยินว่าสาครนี้ใคร ๆ ไม่อาจดื่มให้น้ำหมด. ก็แหละรุกขเทวดาครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วแสดงรูปารมณ์อันน่ากลัวให้กาสมุทรนั้นหนีไป. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า กาสมุทรในครั้งนั้น ได้เป็นพระอุปนันทะในบัดนี้ส่วนรุกขเทวดา คือเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสมุททชาดกที่ ๖
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๓๔๔–๓๔๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติกนิบาตชาดก ๒๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
สมุทฺทชาตกํ
โก นฺวายนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อุปนนฺทตฺเถรํ
@เชิงอรรถ: ๑ ปริยาหิ ฯ ๒ โกตฺถุโก ฯ อารพฺภ กเถสิ ฯ
โส หิ มหคฺฆโส มหาตณฺโห อโหสิ ฯ สกฏปูเรหิ ปจฺจเยหิปิ สนฺตปฺเปตุํ น สกฺกา ฯ วสฺสุปนายิกกาเล ทฺวีสุ ตีสุ วิหาเรสุ วสฺสํ อุปคนฺตฺวา เอกสฺมึ อุปาหนา ฐเปสิ เอกสฺมึ อุทกตุมฺพํ เอกสฺมึ กตฺตรยฏฺฐึ ฐเปสิ เอกสฺมึ สยํ วสติ ชนปทวิหารํ คนฺตฺวา ปณีตปริกฺขาเร ภิกฺขู ทิสฺวา อริยวํสกถํ กเถตฺวา เต ปํสุกูลานิ คาหาเปตฺวา เตสํ จีวรานิ คณฺหติ มตฺติกาปตฺเต คาหาเปตฺวา มนาปมนาเป ปตฺเตเยว ถาลกาทีนิ จ คเหตฺวา ยานกํ ปูเรตฺวา เชตวนํ อาคจฺฉติ ฯ อเถกทิวสํ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต มหคฺฆโส มหิจฺโฉ อญฺเญสํ ปฏิปตฺตึ กเถตฺวา สมณปริกฺขาเรหิ ยานกํ ปูเรตฺวา อาคจฺฉตีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต อยุตฺตํ ภิกฺขเว อุปนนฺเทน กตํ ปเรสํ อริยวํสกถํ กเถนฺเตน ปฐมตรํ หิ อตฺตนา อปฺปิจฺเฉน หุตฺวา ปจฺฉา ปเรสํ อริยวํสกถํ กเถตุํ วฏฺฏตีติ
อตฺตานเมว ปฐมํ ปฏิรูเป นิเวสเย
อถญฺญมนุสาเสยฺย น กิลิสฺเสยฺย ปณฺฑิโตติ อิมํ ธมฺมปเท คาถํ ทสฺเสตฺวา อุปนนฺทํ ครหิตฺวา น ภิกฺขเว อิทาเนว อุปนนฺโท มหิจฺโฉ ปุพฺเพปิ มหาสมุทฺเทปิ อุทกํ รกฺขิตพฺพํ มญฺญตีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต สมุทฺทเทวตา หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ อเถโก อุทกกาโก สมุทฺทสฺส อุปริภาเค วิจรนฺโต สมุทฺเท อุทกํ ปมาเณน ปิวถ รกฺขนฺตา ปิวถาติ มจฺฉสงฺฆสกุณสงฺเฆ วาเรนฺโต วิจรติ ฯ ตํ ทิสฺวา สมุทฺทเทวตา ปฐมํ คาถมาห
โก นฺวายํ โลณโตยสฺมึ สมนฺตา ปริธาวติ
มจฺเฉ มกเร จ วาเรนฺโต ๑- อูมีสุ จ วิหญฺญตีติ ฯ
ตตฺถ โก นฺวายนฺติ โก นุ อยํ ฯ
ตํ สุตฺวา สมุทฺทกาโก ทุติยํ คาถมาห
อนนฺตปายี สกุโณ อติตฺโตติ ทิสา สุโต
สมุทฺทํ ปาตุมิจฺฉามิ สาครํ สริตปฺปตินฺติ ฯ
ตสฺสตฺโถ อหํ อนนฺตสาครํ ปาตุมิจฺฉามิ เตนมฺหิ อนนฺตปายี นาม สกุโณ มหติยา ปน อปูรณียตณฺหาย สมนฺนาคตตฺตา อติตฺโตติปิ อหํ ทิสา สุโต วิสฺสุโต ปากโฏ สฺวาหํ อิมํ สกลํ สมุทฺทํ สุนฺทรานํ รตนานํ อากรตฺตา สาคเรน จ ขณิตตฺตา สาครํ สริตานํ ปติภาเวน สริตปฺปตึ ปาตุมิจฺฉามีติ ฯ
ตํ สุตฺวา สมุทฺทเทวตา ตติยํ คาถมาห
โสยํ หายตี เจว ปูรเตว มโหทธิ
นาสฺส นายติ ปีตนฺโต อเปยฺโย กิร สาคโรติ ฯ
ตตฺถ โสยนฺติ โส อยํ ฯ หายตี เจวาติ อุทกสฺส
@เชิงอรรถ: ๑ วาเรติ ฯ โอสกฺกนเวลาย ปหายติ นิกฺขมนเวลาย ปูรติ ฯ นาสฺส นายตีติ อสฺส มหาสมุทฺทสฺส สเจปิ นํ สกลโลโก ปิเวยฺย ตถาปิ อิโต เอตฺตกํ นาม อุทกํ ปีตนฺติปิ ปริยนฺโต น ปญฺญายติ ฯ อเปยฺโย กิราติ เอส กิร สาคโร น สกฺกา เกนจิ อุทกํ เขเปตฺวา ปาตุนฺติ ฯ
เอวญฺจปน วตฺวา เภรวรูปารมฺมณํ ทสฺเสตฺวา สมุทฺทกากํ ปลาเปสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา สมุทฺทกาโก อุปนนฺโท อโหสิ เทวตา ปน อหเมวาติ ฯ
สมุทฺทชาตกํ ฉฏฺฐมํ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗