กัณหชาดก
ว่าด้วยผู้เอาการเอางาน
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๙ · บรรทัด ๑๙๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน ทรงปรารภยมกปาฏิหาริย์จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยโต ยโต ครุ ธุรํ ดังนี้.
ยมกปาฏิหาริย์นั้นพร้อมกับการเสด็จลงจากเทวโลก จักมีแจ้งในสรภังคชาดก เตรสนิบาต. ก็เนื้อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์แล้วเสด็จอยู่ในเทวโลก ในวันมหาปวารณา เสด็จลงที่ประตูเมืองสังกัสสะ แล้วเสด็จเข้าไปยังพระเชตวันมหาวิหารพร้อมด้วยบริวารใหญ่ ภิกษุทั้งหลายประชุมกันในโรงธรรมสภานั่งกล่าวถึงพระคุณของพระศาสดาว่า อาวุโสทั้งหลาย ชื่อว่าพระตถาคต มีธุระไม่มีผู้เสมอ คนอื่นชื่อว่าผู้สามารถเพื่อจะนำเอาธุระที่พระตถาคตนำไปแล้ว ย่อมไม่มี ครูทั้ง ๖ กล่าวว่า พวกเราเท่านั้นจักกระทำปาฏิหาริย์ พวกเราเท่านั้นจักกระทำปาฏิหาริย์ แม้ปาฏิหาริย์อย่างหนึ่งก็ไม่ได้ทำ น่าอัศจรรย์ พระศาสดาทรงมีธุระไม่มีผู้เสมอ พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์นั่งสนทนากันด้วยเรื่องอื่น หามิได้ นั่งสนทนากันด้วยเรื่องพระคุณเฉพาะของพระองค์ชื่อเห็นปานนี้. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใคร ๆ จักนำไปซึ่งธุระที่เรานำไปแล้ว ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน เขาแม้บังเกิดในกำเนิดเดียรัจฉาน ก็ไม่ได้ใครๆ ผู้มีธุระเสมอกับในแล้วทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ ในนครพาราณสีพระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในกำเนิดโค ครั้นในเวลาทียังเป็นลูกโคหนุ่มนั่นแลเจ้าของทั้งหลายอยู่ในเรือนของหญิงแก่คนหนึ่ง กำหนดค่าเช่าที่อยู่อาศัยจึงได้ให้ลูกโคนั้น หญิงแก่นั้นปฏิบัติลูกโคหนุ่มนั้นด้วยข้าวยาคูและภัตเป็นต้น ตั้งไว้ในฐานะบุตรให้เติบโตแล้ว ลูกโคนั้น ปรากฏชื่อว่า อัยยิกากาฬกะ. ก็โคนั้นเจริญวัยแล้ว เป็นผู้มีสีเหมือนดอกอัญชัน เทียวไปกับโคบ้าน ได้เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลและอาจาระ พวกเด็กชาวบ้านนับที่เขาบ้าง ที่หูบ้าง ที่ตอบ้างโหนบ้าง จับที่หางเล่นบ้าง ดึงมาบ้าง นั่งบนหลังบ้าง. วันหนึ่ง โคนั้น คิดว่ามารดาของเรายากจน ตั้งเราไว้ในฐานเป็นบุตร เลี้ยงดูนาโดยลำลาก ถ้ากระไรเราทำการรับจ้าง ปลดเปลื้องมารดานี้ ให้พ้นจากความยากจน จำเดิมแต่นั้นโคนั้นเที่ยวทำการรับจ้าง
อยู่มาวันหนึ่ง บุตรพ่อค้าเกวียนคนหนึ่งมีเกวียน ๕๐๐ เล่มไปประจวบเอาท่าที่ไม่ราบเรียบ โคทั้งหลายของพ่อค้าเกวียนนั้น ไม่สามารถจะยังเกวียนทั้งหลายให้ข้ามขึ้นได้ โคทั้งหลายในเกวียน ๕๐๐ เล่ม ที่เจ้าของเอาแอกมาเทียมต่อๆ กัน ก็ไม่ได้อาจเพื่อจะให้เกวียนแม้เล่มเดียวข้ามขึ้นไปได้ ฝ่ายพระโพธิสัตว์กับพวกโคชาวบ้าน เที่ยวไป ณ ที่ใกล้ท่า. ฝ่ายบุตรพ่อค้าเกวียน ก็เป็นผู้รู้สูตรโค ? เขาใคร่ครวญอยู่ว่า ในระหว่างโคเหล่านี้ โคอุสภอาชาไนยผู้สามารถยังเกวียนเหล่านี้ให้ข้ามพ้น มีอยู่หรือหนอ. ได้เห็นพระโพธิสัตว์แล้วคิดว่า นี้โคอาชาไนยจักอาจยังเกวียนทั้งหลายของเราให้ข้ามพ้นได้ ใครหนอเป็นเจ้าของโคตัวนี้ จึงถามพวกคนเลี้ยงโคว่า ท่านผู้เจริญ ใครหนอเป็นเจ้าของโคตัวนี้ เราจักเทียมโคนี้ในเกวียนทั้งหลาย เมื่อเกวียนทั้งหลายอันโคนี้ให้ข้ามขึ้นได้ จักให้ค่าจ้าง. พวกคนเลี้ยงโคเหล่านั้นกล่าวว่าท่านทั้งหลายจงจับมันเทียมเถิด เจ้าของโคตัวนี้ ในที่นี้ ไม่มี. บุตรพ่อค้าเกวียนนั้น จึงเอาเชือกผูกพระโพธิสัตว์นั้น ที่จมูกแล้วดังไม่ได้อาจแม้จะให้เคลื่อนไหวได้. ได้ยินว่าพระโพธิสัตว์ไม่ได้ไปด้วยคิดว่า เมื่อบอกค่าจ้างเราจักไป. บุตรพ่อค้าเกวียนรู้ความประสงค์ของพระโพธิสัตว์นั้นจึงกล่าวว่า นาย เมื่อท่านให้เกวียน ๕๐๐เล่ม ข้ามขึ้นแล้ว เราจักเก็บเกวียนละ ๒ กหาปณะให้เป็นค่าจ้าง แล้วจักให้๑,๐๐๐ กหาปณะ. ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ได้เดินไปเองทีเดียว ลำดับนั้นบุรุษทั้งหลายจึงเทียมพระโพธิสัตว์นั้น ที่เกวียนทั้งหลาย. ทีนั้น พระโพธิสัตว์ยกเกวียนนั้นขึ้นโดยกำลังแรงครั้งเดียวเท่านั้น ให้เกวียนไปตั้งอยู่บนบก ยังเกวียนทั้งหมดให้ข้ามขึ้นโดยอุบายนี้ บุตรพ่อค้าเกรียนเก็บกหาปณะหนึ่งต่อเกวียนเล่มหนึ่ง ๆ กระทำทรัพย์ ๕๐๐ กหาปณะให้เป็นห่อมีภัณฑะแล้วฝักที่คอของพระโพธิสัตว์นั้น พระโพธิสัตว์นั้นคิดว่า บุตรพ่อค้าเกวียนนี้ไม่ให้ค่าจ้างแก่เราตามที่กำหนดไว้ บัดนี้ เราจักไม่ให้บุตรพ่อเกวียนนั้นไป จึงได้ไปยืนขวางทางข้างหน้าเกวียนเล่มแรกสุด คนทั้งหลายแม้จะพยายามเพื่อให้หลีกไปก็ไม่ได้อาจเพื่อจะให้พระโพธิสัตว์นั้นหลีกไป. บุตรพ่อค้าเกวียนคิดว่า โคนี้เห็นจะรู้ว่าค่าจ้างของตนหย่อนไป จึงเก็บ ๒ กหาปณะในเกวียนเล่มหนึ่งๆ ผูกทรัพย์ ๑,๐๐๐ กหาปณะให้เป็นห่อมีภัณฑะแล้วคล้องที่คอ โดยกล่าวว่า นี้เป็นค่าจ้างในการยังเกวียนให้ข้ามขึ้นของท่าน. พระโพธิสัตว์นั้นพาเอาห่อทรัพย์พันหนึ่งได้ไปยังสำนักของมารดา พวกเด็กชาวบ้านได้ไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์ด้วยคิดกันว่า นี่ชื่ออะไรที่คอของโคอัยยิกากาฬกะ. พระโพธิสัตว์นั้นถูกเด็กชาวบ้านติดตาม จึงหนีไปไกลได้ไปยังสำนักของมารดา. ก็เพราะให้เกวียน ๕๐๐เล่มข้ามขึ้น จึงปรากฏเป็นผู้เหน็ดเหนื่อยมีตาทั้งสองข้างแดง. ยายเห็นถุงทรัพย์๑,๐๐๐ ที่คอของพระโพธิสัตว์นั้นจึงกล่าวว่า พ่อ นี้ เจ้าได้มา ณ ที่ไหน แล้วถามพวกเด็กชาวบ้าน ได้ฟังเนื้อความนั้นแล้วจึงกล่าวว่า พ่อ เราต้องการเลี้ยงชีวิตด้วยค่าจ้างที่เจ้าได้มาหรือ เพราะเหตุไร เจ้าจึงเสวยทุกข์เห็นปานนี้จึงให้พระโพธิสัตว์อาบน้ำอุ่น เอาน้ำมันทาทั่วร่างกาย ให้ดื่มน้ำ ให้บริโภคโภชนะอันเป็นสัปปายะ. ในเวลาสิ้นชีวิต ได้ไปตามยถากรรมพร้อมกับ พระโพธิสัตว์
ฝ่ายพระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นผู้มีธุระไม่สม่ำเสมอ ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็เป็นผู้มีธุระไม่สม่ำเสมอเหมือนกัน ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงสืบต่ออนุสนธิ เป็นพระผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า
ในที่ใด ๆ มีธุระหนัก ในที่ใดมีร่องทางลุ่มลึก ในกาลนั้น ชนทั้งหลายย่อมเทียมโคดำที่เดียว โคดำ นั้นก็นำเอาธุระนั้นไปได้โดยแท้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยโต ยโต ครุ ธุรํ ความว่า ในที่ใด ๆ มีธุระหนัก คือหยาบ โคพลิพัทอื่น ๆ ไม่อาจยกขึ้นได้. บทว่ายโต คมฺภีรวตฺตนี ความว่า ชื่อว่า วตฺตนิ ทาง เพราะเป็นที่ไปของคน. คาว่า วัตตนิ เป็นชื่อของหนทาง. อธิบายว่า ในที่ใดมีหนทาง ชื่อว่าลึกเพราะมีน้ำและโคลนมาก หรือเพราะความเป็นทางขรุขระและชัน. ศัพท์ว่า อสฺสุ ในบทว่า ตทาสฺสุ กณฺหํ ยุญฺชนฺติ นี้ เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า ในกาลนั้น ย่อมเทียมโคคำ ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า ในกาลใดมีธุระหนัก และมีหนทางลึก ในกาลนั้น ชนทั้งหลายจึงเอาโคพลิพัทตัวอื่นออกไปแล้ว เทียมโคคำเท่านั้น. ศัพท์ว่า อสฺสุ แม้ในบทว่า สฺวาสฺสุ ตํ วหเต ธุรํ ก็เป็นศัพท์นิบาตเหมือนกัน. อธิบายว่า โคดำนั้นย่อมนำธุระนั้นไป.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลนั้นโคดำเท่านั้นนำธุระนั้นไป ดังนี้ ด้วยประการอย่างนี้แล้ว ทรงสืบต่ออนุสนธิประชุมชาดกว่า หญิงแต่ในครั้งนั้น ได้เป็นนางอุบลวรรณา ส่วนโคอัยยิกากาฬกะได้เป็นเราแล.
จบกัณหชาดกที่ ๙
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๓๑๒–๓๑๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๙ กณฺหชาตกํ
ยโต ยโต ครุ ธุรนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ยมกปาฏิหาริยํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตํ สทฺธึ เทโวโรหเณน เตรสนิปาเต สรภงฺคชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ สมฺมาสมฺพุทฺเธ ปน ยมกปาฏิหาริยํ กตฺวา เทวโลเก วสิตฺวา มหาปวารณาย สงฺกสฺสนครทฺวาเร โอรุยฺห มหนฺเตน ปริวาเรน เชตวนํ ปวิฏฺเฐ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ สนฺนิปติตฺวา อาวุโส ตถาคโต นาม อสมธุโร เตน ตถาคเตน วูฬฺหธุรํ อญฺโญ วหิตุํ สมตฺโถ นาม นตฺถิ ฉ สตฺถาโร มยเมว ปาฏิหาริยํ กริสฺสาม มยเมว ปาฏิหาริยํ กริสฺสามาติ วตฺวา เอกมฺปิ ปาฏิหาริยํ น อกํสุ อโห สตฺถา อสมธุโรติ สตฺถุ คุณกถํ กเถนฺตา นิสีทึสุ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิ ฯ น ภนฺเต อญฺญาย กถาย เอวรูปาย นาม ตุมฺหากเมว คุณกถายาติ ฯ สตฺถา น ภิกฺขเว อิทาเนว มยา วูฬฺหธุรํ โกจิ วหิสฺสติ ปุพฺเพปิ ติรจฺฉานโยนิยํ นิพฺพตฺโตปิ อหํ อตฺตนา สมธุรํ กญฺจิ นาลตฺถนฺติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต โคโยนิยํ ปฏิสนฺธึ คณฺหิ ฯ อถ นํ สามิกา ตรุณวจฺฉกกาเลเยว เอกิสฺสาย มหลฺลิกาย ฆเร วสิตฺวา นิวาสเวตนํ ปริจฺฉินฺทิตฺวา อทํสุ ฯ สา ตํ ยาคุภตฺตาทีหิ ปฏิชคฺคมานา ปุตฺตฏฺฐาเน ฐเปตฺวา วฑฺเฒสิ ฯ โส อยฺยิกากาฬโกเตฺวว ปญฺญายิตฺถ ฯ วยปฺปตฺโต จ อญฺชนวณฺโณ หุตฺวา คามโคเณหิ สทฺธึ จรติ สีลาจารสมฺปนฺโน อโหสิ ฯ คามทารกา สิงฺเคสุปิ กณฺเณสุปิ คเลปิ คเหตฺวา โอลมฺพนฺติ นงฺคุฏฺเฐปิ คเหตฺวา กีฬนฺติ กฑฺฒนฺติ ปิฏฺฐิยํปิ นิสีทนฺติ ฯ โส เอกทิวสํ จินฺเตสิ มยฺหํ มาตา ทุคฺคตา มํ ปุตฺตฏฺฐาเน ฐเปตฺวา ทุกฺเขน โปเสสิ ยนฺนูนาหํ ภตึ กตฺวา อิมํ ทุคฺคตภาวโต โมเจยฺยนฺติ ฯ โส ตโต ปฏฺฐาย ภตึ อุปธาเรนฺโต จรติ ฯ
อเถกทิวสํ เอโก สตฺถวาหปุตฺโต ปญฺจหิ สกฏสเตหิ วิสมติฏฺฐํ สมฺปตฺโต ฯ ตสฺส โคณา สกฏานิ อุตฺตาเรตุํ น สกฺโกนฺติ ฯ ปญฺจสุ สกฏสเตสุ โคณา ยุคปรมฺปราย โยชิตา เอกมฺปิ สกฏํ อุตฺตาเรตุํ นาสกฺขึสุ ฯ โพธิสตฺโตปิ คามโคเณหิ สทฺธึ ติฏฺฐสมีเป จรติ ฯ สตฺถวาหปุตฺโตปิ โคสุตฺตวิตฺตโก ฯ โส อตฺถิ นุ โข เอเตสํ คุนฺนมนฺตเร อิมานิ สกฏานิ อุตฺตาเรตุํ สมตฺโถ อุสภาชานีโยติ อุปธารยมาโน โพธิสตฺตํ ทิสฺวา อยํ อาชานีโย สิกฺขิสฺสติ มยฺหํ สกฏานิ อุตฺตาเรตุํ โก นุ โข อสฺส สามิโกติ โคปาลเก ปุจฺฉิ โก นุ โข โภ อิมสฺส สามิโก อหํ อิมํ สกเฏสุ โยเชตฺวา สกเฏสุ อุตฺตาริเตสุ เวตนํ ทสฺสามีติ ฯ เต อาหํสุ คเหตฺวา นํ โยเชถ นตฺถิ อิมสฺส อิมสฺมึ ฐาเน สามิโกติ ฯ โส ตํ นาสาย รชฺชุเกน พนฺธิตฺวา กฑฺฒนฺโต จาเลตุํปิ นาสกฺขิ ฯ โพธิสตฺโต กิร ภติยา กถิตาย คมิสฺสามีติ น อคมาสิ ฯ สตฺถวาหปุตฺโต ตสฺสาธิปฺปายํ ญตฺวา สามิ ตยา ปญฺจสุ สกฏสเตสุ อุตฺตาริเตสุ เอเกกสฺส สกฏสฺส เทฺว เทฺว กหาปเณ ภตึ กตฺวา สหสฺสํ ทสฺสามีติ อาห ฯ ตทา โพธิสตฺโต สยเมว อคมาสิ ฯ อถ นํ ปุริสา สกเฏสุ โยเชสุํ ฯ อถ นํ เอกเวเคเนว อุกฺขิปิตฺวา ถเล ปติฏฺฐาเปสิ เอเตนุปาเยน สพฺพสกฏานิ อุตฺตาเรสิ ฯ สตฺถวาหปุตฺโต เอเกกสฺส สกฏสฺส เอกํ กตฺวา ปญฺจ สตานิ ภณฺฑิกํ กตฺวา ตสฺส คเล พนฺธิ ฯ โส อยํ มยฺหํ ยถาปริจฺฉินฺนํ ภตึ น เทติ นทานิสฺส คนฺตุํ ทสฺสามีติ คนฺตฺวา สพฺพปุริมสฺส สกฏสฺส ปุรโต มคฺคํ นิวาเรตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ อปเนตุํ วายมนฺตาปิ นํ อปเนตุํ นาสกฺขึสุ ฯ สตฺถวาหปุตฺโต ชานาติ มญฺเญ เอส อตฺตโน ภติยา โอนภาวนฺติ เอเกกสฺมึ สกเฏ เทฺว เทฺว กตฺวา สหสฺสํ ภณฺฑิกํ พนฺธิตฺวา อยํ เต สกฏุตฺตารณภตีติ คีวายํ ลคฺเคสิ ฯ โส สหสฺสภณฺฑิกํ อาทาย มาตุ สนฺติกํ อคมาสิ ฯ คามทารกา กินฺนาเมตํ อยฺยิกากาฬสฺส คเลติ โพธิสตฺตสฺส สนฺติกํ คจฺฉนฺติ ฯ โส เตหิ อนุพนฺธิโต ทูรโต ปลายนฺโต มาตุ สนฺติกํ คโต ปญฺจนฺนํ ปน สกฏสตานํ อุตฺตาริตตฺตา รตฺเตหิ อกฺขีหิ กิลนฺตรูโป ปญฺญายิตฺถ ฯ อยฺยิกา ตสฺส คีวาย สหสฺสถวิกํ ทิสฺวา ตาต อิทํ กหํ ลทฺธนฺติ โคปาลทารเก ปุจฺฉิตฺวา ตมตฺถํ สุตฺวา ตาต กึ อหํ ตยา ลทฺธภติยา ชีวิตุกามา กึการณา เอวรูปํ ทุกฺขํ อนุโภสีติ วตฺวา โพธิสตฺตํ อุณฺโหทเกน นฺหาเปตฺวา สกลสรีรํ เตเลน มกฺเขตฺวา ปานียํ ปาเยตฺวา สปฺปายโภชนํ โภเชตฺวา ชีวิตปริโยสาเน สทฺธึ โพธิสตฺเตน ยถากมฺมงฺคตา ฯ
สตฺถาปิ น ภิกฺขเว ตถาคโต อิทาเนว อสมธุโร ปุพฺเพปิ อสมธุโรเยวาติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา อิมํ คาถมาห
ยโต ยโต ครุ ธุรํ ยโต คมฺภีรวตฺตนิ
ตทาสฺสุ กณฺหํ ยุญฺชนฺติ สฺวาสฺสุ ตํ วหเต ธุรนฺติ ฯ
ตตฺถ ยโต ยโต ครุ ธุรนฺติ ยสฺมึ ยสฺมึ ฐาเน ธุรํ ครุ ภาริยํ โหติ อญฺเญ พลิพทฺทา อุกฺขิปิตุํ น สกฺโกนฺติ ฯ ยโต คมฺภีรวตฺตนีติ วตฺตนฺติ เอตฺถาติ วตฺตนิ ฯ มคฺคสฺเสตํ นามํ ฯ ยสฺมึ ฐาเน อุทกจิกฺขลมหนฺตตาย วา วิสมจฺฉินฺนตฏภาเวน วา มคฺโค คมฺภีโร โหตีติ อตฺโถ ฯ ตทาสฺสุ กณฺหํ ยุญฺชนฺตีติ อสฺสูติ นิปาตมตฺตํ ฯ ตทา กณฺหํ ยุญฺชนฺตีติ อตฺโถ ฯ ยทา ธุรญฺจ ครุ โหติ มคฺโค จ คมฺภีโร ตทา อญฺเญ พลิพทฺเท อปเนตฺวา กณฺหเมว ยุญฺชนฺตีติ วุตฺตํ โหติ ฯ สฺวาสฺสุ ตํ วหเต ธุรนฺติ เอตฺถาปิ อสฺสูติ นิปาตมตฺตเมว ฯ โส ตํ ธุรํ วหตีติ อตฺโถ ฯ
เอวํ ภควา ตทา ภิกฺขเว กณฺโหว ตํ ธุรํ วหตีติ ทสฺเสตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา มหลฺลิกา อุปฺปลวณฺณา อโหสิ อยฺยิกากาฬโก ปน อหเมวาติ ฯ
กณฺหชาตกํ นวมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗