วัณณุปถชาดก
ว่าด้วยผู้ไม่เกียจคร้าน
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒ · บรรทัด ๑๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อประทับ อยู่ในพระนครสาวัตถี ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า อกิลาสุโน ดังนี้. ถามว่า ทรงปรารภใคร ? ตอบว่า ทรงปรารภภิกษุผู้สละความเพียรรูปหนึ่ง.
ดังได้สดับมา เมื่อพระตถาคตประทับอยู่ในนครสาวัตถี มีกุลบุตรชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง ไปพระเชตวันวิหาร สดับพระธรรมเทศนาในสำนักของพระศาสดา มีจิตเลื่อมใส เห็นโทษในกามและอานิสงส์ในการออกจากกามจึงบวช อุปสมบทได้ ๕ พรรษา เรียนได้มาติกา ๒ บท ศึกษาการประพฤติวิปัสสนา รับพระกรรมฐานที่จิตของตนชอบ ในสำนักของพระศาสดาเข้าไปยังป่าแห่งหนึ่ง จำพรรษา พยายามอยู่ตลอดไตรมาสไม่อาจทำสักว่าโอภาสหรือนิมิตให้เกิดขึ้น. ลำดับนั้น ภิกษุนั้น ได้มีความคิดดังนี้ว่า พระศาสดาตรัสบุคคล๔ จำพวก ในบุคคล ๔ จำพวกนั้น เราคงจะเป็นปทปรมะ เราเห็นจะไม่มีมรรคหรือผลในอัตภาพนี้ เราจักกระทำอะไรด้วยการอยู่ป่า เราจักไปยังสำนักของพระศาสดา แลดูพระรูปของพระพุทธเจ้าอันถึงความงามแห่งพระรูปอย่างยิ่ง ฟังพระธรรมเทศนาอันไพเราะอยู่ (จะดีกว่า) ครั้นคิดแล้วก็กลับมายังพระเชตวันวิหารนั่นแลอีก.
ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเพื่อนเห็นและคบกัน กล่าวกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนอาวุโส ท่านเรียนกรรมฐานในสำนักของพระศาสดาแล้วไปด้วยหวังใจว่า จักกระทำสมณธรรม แค่บัดนี้ มาเที่ยวรื่นรมย์ด้วยการคลุกคลีอยู่ กิจแห่งบรรพชิตของท่านถึงพูดแล้วหรือหนอ ท่านจะเป็นผู้ไม่มีปฏิสนธิแลหรือภิกษุนั้น กล่าวว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย เราไม่ได้มรรคหรือผล จึงคิดว่าเราน้ำจะเป็นอภัพพบุคคล จึงได้สละความเพียรแล้วมาเสีย. ภิกษุเหล่านั้น กล่าวว่าดูก่อนอาวุโส ท่านบวชในพระศาสนาพองพระพุทธเจ้าผู้มีความเพียรมั่นแล้วละความเพียรเสีย กระทำสิ่งอันมิใช่เหตุแล้ว มาเถิดท่าน พวกเราจักแสดงท่านแด่พระตถาคต. ครั้นกล่าวแล้ว ภิกษุเหล่านั้นจึงได้พาภิกษุนั้นไปยังสำนักของพระศาสดา.
พระศาสดาพอทรงเห็นภิกษุนั้น จึงตรัสอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายพวกเธอเป็นผู้พาภิกษุผู้ไม่ปรารถนารูปนี้มาแล้ว ภิกษุนี้ทำอะไร. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแด่พระองค์ผู้เจริญ ก็ภิกษุนี้บวชในพระศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้ ไม่อาจกระทำสมณธรรม ละความเพียรเสียมาแล้ว. ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอละความเพียรจริงหรือ. ภิกษุนั้น กราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า.
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธอบวชในศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้ ทำไมจึงไม่ให้เขารู้จักตนอย่างนี้ว่า เป็นผู้มักน้อยหรือว่า เป็นผู้สันโดษหรือว่าเป็นผู้สงัด หรือว่าเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้อง หรือว่าเป็นผู้ปรารภความเพียร ให้เขารู้จักว่า เป็นภิกษุผู้ละความเพียร เมื่อครั้งก่อนเธอได้เป็นผู้มีความเพียรมิใช่หรือ เมื่อเกวียน ๕๐๐ เล่ม ไปในทางกันดารเพราะทราย พวกมนุษย์และโคทั้งหลายได้น้ำดื่มมีความสุข เพราะอาศัยความเพียรซึ่งเธอผู้เดียวกระทำแล้ว เพราะเหตุไร บัดนี้ เธอจึงละความเพียรเสีย. ภิกษุนั้น โลกกำลังใจด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้.
ฝ่ายภิกษุทั้งหลายได้ฟังพระดำรัสนั้น จึงอ้อนวอนพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแด่พระองค์ผู้เจริญ ความที่ความเพียรอันภิกษุนี้สละแล้ว ปรากฏแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในบัดนี้แล้ว ก็ในกาลก่อน ความที่โคและมนุษย์ทั้งหลายได้น้ำดื่มมีความสุขในทางกันดารเพราะทราย เหตุอาศัยความเพียรที่ภิกษุนี้กระทำ ยังสลับสำหรับข้าพระองค์ทั้งหลาย ปรากฏแก่พระองค์ผู้ทรงบรรลุพระสัพพัญญตญาณเท่านั้น ขอพระองค์จงตรัสเหตุนี้แม้แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังการเกิดสติให้เกิดแก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น เธอทั้งหลายจงฟังแล้วได้ทรงกระทำเหตุการณ์อันระหว่างแห่งภพปกปิดไว้ให้ปรากฏ.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในตระกูลพ่อค้าเกวียน. พระโพธิสัตว์นั้นเจริญวัยแล้ว เที่ยวกระทำการค้าด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม. พระโพธิสัตว์นั้นเดินทางกันดารเพราะทรายแห่งหนึ่งมีระยะประมาณ ๖๐ โยชน์. ก็ในทางกันดารนั้นทรายละเอียดกำมือไว้ยังติดอยู่ในมือ ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นมีความร้อน เหมือนกองถ่านเพลิง ไม่อาจข้ามไปได้ เพราะฉะนั้น พระโพธิสัตว์นั้นเมื่อดำเนินทางกันดารนั้นจึงเอาเกวียนบรรทุกฟืน น้ำ น้ำมัน และข้าวสารเป็นต้น ไปเฉพาะกลางคืน ในเวลาอรุณขึ้นกระทำเกวียนให้เป็นวงแล้ว ให้ทำปะรำไว้เบื้องบนทำกิจในเรื่องอาหารให้เสร็จแต่เช้าตรู่แล้วนั่งในร่มเงาจนหมดวัน เมื่อพระอาทิตย์อัสดงแล้ว บริโภคอาหารเย็น เมื่อพื้นดินเกิดความเย็น จึงเทียมเกวียนเดินทางไป การไปเหมือนกับการไปในทะเลนั่นแหละ ยอมจะมีในทางกันดารนั้น. ธรรมดาผู้กำหนดบท๑ ควรจะมี เพราะเหตุนั้น พระโพธิสัตว์นั้นจึงให้กระทำการประกอบการไปของหมู่เกวียนตามสัญญาของดวงดาว ในกาลนั้นพ่อค้าเกวียนแม้นั้น เมื่อจะไปยังทางกันดารนั้น ตามทำนองนี้นั้นแล จึงไปได้๕๙ โยชน์ คิดว่า บัดนี้ โดยราตรีเดียวเท่านั้น จักออกจากทางกันดารเพราะทรายจึงบริโภคอาหารเย็น ใช้ฟืนและน้ำทั้งปวงให้หมดสิ้นแล้วจึงเทียมเกวียน๑. คนนำทาง เช่นเดียวกับคนนำร่องในทางน้ำไป คนนำทางให้ลาดอาสนะในเกวียนเล่มแรก นอนดูดาวในท้องฟ้าบอกว่าจงขับไปข้างนี้ จงขับไปข้างโน้น คนนำทางนั้นเหน็ดเหนื่อยเพราะไม่ได้หลับเป็นระยะกาลนาน จึงหลับ ไป เมื่อโคหวนกลับเข้าเส้นทางที่มาเดิม ก็ไม่รู้สึกโคทั้งหลายได้เดินทางไปตลอดคืนยังรุ่ง. คนนำทางตื่นขึ้นในเวลาอรุณขึ้นมองดูดาวนักษัตรแล้วกล่าวว่าจงกลับเกวียน จงกลับเกวียน และเมื่อคนทั้งหลายพากันกลับเกวียนทำไว้ตามลำดับ ๆ นั่นแล อรุณในรูปแล้ว มนุษย์ทั้งหลายพากันกล่าวว่า นี่เป็นที่ตั้งค่ายที่พวกเราอยู่เมื่อวานนี้ แม้ฟืนและน้ำของพวกเราก็หมดแล้ว บัดนี้พวกเราฉิบหายแล้ว จึงปลดเกวียนพักไว้โดยเป็นวงกลมแล้วทำปะรำไว้เบื้องบน นอนเศร้าโศกอยู่ภายใต้เกวียนของตน ๆ พระโพธิสัตว์คิดว่า เมื่อเราละความเพียรเสีย คนทั้งหมดนั้น จักพากันฉิบหาย พอเวลาเช้า จึงเที่ยวไปในเวลาที่ยังมีความเย็น เห็นกอหญ้าแทรกกอหนึ่งจึงคิดว่าหญ้าเหล่านั้นจักเกิดขึ้น เพราะความเย็นของน้ำข้างล่าง จึงให้คนถือจอบมา ให้ขุดลงยังที่นั้น คนเหล่านั้นขุดที่ (ลึกลงไป) ได้ ๖๐ ศอก. เมื่อคนทั้งหลายขุดไปถึงที่มีประมาณเท่านี้ จอบได้กระทบหินข้างล่าง. พอจอบกระทบหินคนทั้งปวงก็พากันละความเพียรเสีย ฝ่ายพระโพธิสัตว์คิดว่า ภายใต้หินนี้จะพึงมีน้ำ จึงลงไปยืนที่พื้นหิน ก้มลงเงี่ยหูฟังเสียง ได้ยินเสียงน้ำเบื้องล่าง จึงขึ้นมาบอกกะคนรับใช้ว่า ดูก่อนพ่อ เมื่อเธอละความเพียรเสีย พวกเราจักฉิบหาย เธออย่าละความเพียร จงถือเอาค้อนเหล็กนี้ลงไปยังหลุม ทุบที่หินนี้คนรับใช้นั้นรับคำของพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว ไม่ละความเพียรในเมื่อคนทั้งปวงละความเพียรยืนอยู่จึงลงไปทุบหิน. หินแตก ๒ ซีกลงไปข้างล่างได้ตั้งขวางกระแสน้ำอยู่. เกลียวน้ำประมาณเท่าลำตาลพุ่งขึ้น. คนทั้งปวงพากันดื่มกินแล้วอาบ ผ่าเพลาและแอกเป็นต้นที่เหลือเพื่อหุงข้าวยาคูและภัตบริโภคและให้โคกิน และเมื่อพระอาทิตย์อัสดง จึงผูกธงใกล้บ่อน้ำ แล้วได้พากันไปยังที่ที่ปรารถนาแล้ว ๆ. คนเหล่านั้นขายสินค้าในที่นั้นแล้วได้ลาภ ๒ เท่า ๓ เท่าจึงได้พากันไปเฉพาะที่อยู่ของตน ๆ. คนเหล่านั้นดำรงอยู่ในอัตภาพนั้นจนชั่วอายุแล้วไปตามยถากรรม. ฝ่ายพระโพธิสัตว์กระทำบุญมีทานเป็นต้น ได้ไปตามยถากรรมเหมือนกัน.
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้นตรัสพระธรรมเทศนานี้แล้ว ทรงเป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งเองเทียว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
ชนทั้งหลายผู้ไม่เกียจคร้าน ขุดภาคพื้นที่ทาง ทราย ได้พบน้ำในทางทรายนั้น ณ ที่ลานกลางแจ้ง ฉันใด มุนีผู้ประกอบด้วยความเพียรและกำลัง เป็นผู้ ไม่เกียจคร้าน พึงได้ความสงบใจ ฉันนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกิลาสุโน ได้แก่ ไม่เกียจคร้าน คือปรารถนาความเพียร. บทว่า วณฺณุปเถ ความว่า ทราย ท่านเรียกว่าวัณณะ ในทางทราย. บทว่า ขณนฺตา แปลว่า ขุดภาคพื้น. ศัพท์ว่าอุท ในบทว่า อุทงฺคเณ นี้ เป็นนิบาต อธิบายว่า ในที่ลานกลางแจ้ง. อธิบายว่า ในที่เป็นที่สัญจรไปของพวกมนุษย์ คือ ในภูมิภาคอันไม่ปิดกั้น. บทว่า ตตฺล ความว่า ในทางทรายนั้น. บทว่า ปปํ อวินฺทํ แปลว่า ได้น้ำ. จริงอยู่ น้ำท่านเรียกว่า ปปา เพราะเป็นเครื่องดื่ม อีกอย่างหนึ่งน้ำที่ไหลเข้าไป ชื่อว่า ปปา อธิบายว่า น้ำมาก. บทว่า เอวํ เป็นบททำความอุปมาให้สำเร็จ. บทว่า มุนี ความว่า ญาณ ท่านเรียกว่า โมนะ อีกอย่างหนึ่ง โมเนยยะอย่างใดอย่างหนึ่งในกายโมเนยยะ เป็นต้น ท่านเรียกว่า โมนะบุคคลที่เรียกว่า มุนี เพราะประกอบด้วยโมนะนั้น. ก็มุนีนี้นั้นมีหลายอย่างคืออาคาริยมุนี อนาคาริยมุนี เสขมุนี อเสขมุนี ปัจเจกมุนี และมุนิมุนี. บรรดามุนีเหล่านั้น คฤหัสถ์ผู้บรรลุผลรู้แจ้งศาสนา ชื่อว่า อาคาริยมุนี. บรรพชิตเห็นปานนั้นแล ชื่อว่า อนาคาริยมุนี. พระเสขะ ๗ จำพวก ชื่อว่าเสขมุนี. พระขีณาสพ ชื่อว่า อเสขมุนี. พระปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อว่า ปัจเจกมุนี. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่า มุนิมุนี. ก็ในอรรถนี้ เมื่อว่าโดยรวมยอด บุคคลผู้ประกอบด้วยปัญญา กล่าวคือพึงทราบว่ามุนี. บทว่า วิริยพลูปปนฺโน ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความเพียร และกำลังกายกับ กำลังญาณ. บทว่า อกิลาสุความว่า ผู้ไม่เกียจคร้าน คือ ชื่อว่า ผู้ไม่เกียจไม่คร้าน เพราะประกอบด้วยความเพียรอันประกอบด้วยองค์ ๔ ซึ่งท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า
เนื้อและเลือดในร่างกายของเรานี้ทั้งหมด จง เหือดแห้งไป จะเหลือแต่หนังเอ็น และกระดูก ก็
ตามที. บทว่า วินฺเท หทยสฺส สนฺตึ ความว่า ย่อมประสพ คือ ได้เฉพาะอริยธรรม กล่าวคือฌาน วิปัสสนา อภิญญา และอรหัตมรรคญา อันถึงการนับว่า สันติ เพราะกระทำความเย็นทั้งจิต และหทัยรูป. จริงอยู่พระผู้มีพระภาคเจ้าสังวรรณนาการอยู่เป็นทุกข์ของคนผู้เกียจคร้าน และการอยู่เป็นสุขของคนผู้ปรารภความเพียร ด้วยพระสูตรทั้งหลายมิใช่น้อย อย่างนี้ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เกียจคร้านเกลือกกลั้วด้วยอกุศลธรรมอันลามกย่อมอยู่เป็นทุกข์ และทำประโยชน์คนอันยิ่งใหญ่ให้เสื่อมไป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนบุคคลผู้ปรารภความเพียรสงัดจากกุศลธรรมอันลามก ย่อมอยู่เป็นสุข และทำประโยชน์ตนอันยิ่งใหญ่ให้บริบูรณ์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายการบรรลุประโยชน์ย่อมไม่มีด้วยความเพียรอันเลว. บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงการอยู่เป็นสุขนั้นนั่นแหละที่บุคคลผู้ปรารภความเพียร ผู้ไม่ทำความยึดมั่นผู้เห็นแจ้ง จะพึงบรรลุได้ด้วยกำลังและความเพียร จึงตรัสว่า มุนีผู้ประกอบด้วยความเพียรและกำลัง เป็นผู้ไม่เกียจคร้าน พึงได้ความสงบใจ ฉันนั้น. ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า พ่อค้าเหล่านั้นไม่เกียจคร้าน ขุดอยู่ในทางทรายย่อมได้น้ำ ฉันใด ภิกษุในศาสนานี้ก็ฉันนั้น เป็นผู้ฉลาด ไม่เกียจคร้านพากเพียรอยู่ ย่อมได้ความสงบใจอันต่างด้วยปฐมฌานเป็นต้น. ดูก่อนภิกษุในกาลก่อน เธอนั้นกระทำความเพียรเพื่อต้องการทางน้ำ บัดนี้ เพราะเหตุไรเธอจึงละความเพียรในศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ เพื่อประโยชน์แก่มรรคผลเห็นปานนี้.
พระคาสดาครั้นทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้ อย่างนี้แล้ว จึงทรงประกาศสัจจะ ๔. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้ละความเพียรดำรงอยู่ในพระอรหัตอันเป็นผลอันเลิศ. แม้พระศาสดาก็ตรัสเรื่อง ๒ เรื่องสืบต่อกัน ทรงประชุมชาดกแสดงว่า คนรับใช้ผู้ไม่ละความเพียร ค่อยหินให้น้ำแก่มหาชน ในสมัยนั้น ได้เป็นภิกษุผู้ละความเพียรรูปนี้ ในบัดนี้ บริษัทที่เหลือในสมัยนั้นเป็นพุทธบริษัทในบัดนี้ ส่วนหัวหน้าพ่อค้าเกวียนได้เป็นเรา ดังนี้ ได้ให้พระธรรมเทศนานี้จบลงแล้ว.
จบ วัณณุปถชาดกที่ ๒
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๑๗๑–๑๗๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๒ วณฺณุปถชาตกํ
อกิลาสุโนติ อิทํ ธมฺมเทสนํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรนฺโต กเถสิ ฯ กํ ปน อารพฺภาติ ฯ เอกํ โอสฺสฏฺฐวิริยํ ภิกฺขุํ ฯ
ตถาคเต กิร สาวตฺถิยํ วิหรนฺเต เอโก สาวตฺถิวาสิโก กุลปุตฺโต เชตวนํ คนฺตฺวา สตฺถุ สนฺติเก ธมฺมเทสนํ สุตฺวา ปสนฺนจิตฺโต กาเมสุ อาทีนวํ เนกฺขมฺเม จ อานิสํสํ ทิสฺวา ปพฺพชิตฺวา อุปสมฺปทาย ปญฺจวสฺโส หุตฺวา เทฺว มาติกา อุคฺคณฺหิตฺวา วิปสฺสนาจารํ สิกฺขิตฺวา สตฺถุ สนฺติเก อตฺตโน จิตฺตรุจิยกมฺมฏฺฐานํ คเหตฺวา เอกํ อรญฺญํ ปวิสิตฺวา วสฺสํ อุปวสิตฺวา เตมาสํ วายมนฺโต โอภาสมตฺตํ วา นิมิตฺตมตฺตํ วา อุปฺปาเทตุํ นาสกฺขิ ฯ อถสฺส เอตทโหสิ สตฺถารา จตฺตาโร ปุคฺคลา กถิตา เตสุ มยา ปทปรเมน ภวิตพฺพํ นตฺถิ มญฺเญ มยฺหํ อิมสฺมึ อตฺตภาเว มคฺโค วา ผลํ วา อหํ กึ กริสฺสามิ อรญฺญวาเสน สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา อติวิย รูปโสภคฺคปฺปตฺตํ พุทฺธรูปํ โอโลเกนฺโต มธุรธมฺมเทสนํ สุณนฺโต วิหริสฺสามีติ ฯ ปุน เชตวนเมว ปจฺจาคมาสิ ฯ อถ นํ สนฺทิฏฺฐสมฺภตฺตา ภิกฺขู อาหํสุ อาวุโส ตฺวํ สตฺถุ สนฺติเก กมฺมฏฺฐานํ คเหตฺวา สมณธมฺมํ กริสฺสามีติ คโต อิทานิ ปน อาคนฺตฺวา สงฺคณิกาย อภิรมมาโน จรสิ กึ นุ โข เต ปพฺพชิตกิจฺจํ มตฺถกํ ปตฺตํ อปฺปฏิสนฺธิโก ชาโตสีติ ฯ อาวุโส อหํ มคฺคํ วา ผลํ วา อลภิตฺวา อภพฺพปุคฺคเลน มยา ภวิตพฺพนฺติ วิริยํ โอสฺสชฺชิตฺวา อาคโตมฺหีติ ฯ อการณนฺเต อาวุโส กตํ ทฬฺหวิริยสฺส สตฺถุ สาสเน ปพฺพชิตฺวา วิริยํ โอสฺสชฺชนฺเตน เอหิ ตถาคตสฺส ตํ ทสฺเสสฺสามาติ ฯ เต ตํ อาทาย สตฺถุ สนฺติกํ อคมํสุ ฯ สตฺถา ตํ ทิสฺวาว เอวมาห ภิกฺขเว ตุมฺเห เอตํ ภิกฺขุํ อนิจฺฉมานํ อาทาย อาคตตฺถ กึ กตํ อิมินาติ ฯ ภนฺเต อยํ ภิกฺขุ เอวรูเป ปน นิยฺยานิกสาสเน ปพฺพชิตฺวา สมณธมฺมํ กาตุํ อสกฺโกนฺโต วิริยํ โอสฺสชฺชิตฺวา อาคโตติ ฯ อถ นํ สตฺถา อาห สจฺจํ กิร ภิกฺขุ วิริยนฺเต โอสฺสฏฺฐนฺติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ กึ ปน ตฺวํ ภิกฺขุ เอวรูเป นิยฺยานิกสาสเน ปพฺพชิตฺวา อปฺปิจฺโฉติ วา สนฺตุฏฺโฐติ วา ปวิวิตฺโตติ วา อสํสฏฺโฐติ วา อารทฺธวิริโยติ วา เอวํ อตฺตานํ อชานาเปตฺวา โอสฺสฏฺฐวิริโย ภิกฺขูติ ชานาเปสิ นนุ ตฺวํ ปุพฺเพ วิริยวา อโหสิ ตยา เอเกน กตํ วิริยํ นิสฺสาย มรุกนฺตาเร ปญฺจสุ สกฏสเตสุ คจฺฉนฺเตสุ มนุสฺสา จ โคณา จ ปานียํ ลภิตฺวา สุขิตา ชาตา อิทานิ กสฺมา วิริยํ โอสฺสชฺชสีติ ฯ โส ภิกฺขุ เอตฺตเกน อุปตฺถมฺภิโต อโหสิ ฯ ตํ ปน กถํ สุตฺวา ภิกฺขู ภควนฺตํ ยาจึสุ ภนฺเต อิทานิ อิมินา ภิกฺขุนา วิริยสฺส โอสฺสฏฺฐภาโว อมฺหากญฺเจว ปากโฏ ปุพฺเพ ปน เอตสฺส ภิกฺขุสฺส กตวิริยํ นิสฺสาย มรุกนฺตาเร โคณมนุสฺสานํ ปานียํ ลภิตฺวา สุขิตภาโว อมฺหากํ ปฏิจฺฉนฺโน ตุมฺหากํ สพฺพญฺญุตญาณปฺปตฺตานํเยว ปากโฏ อมฺหากํเปตํ การณํ กเถถาติ ฯ เตนหิ ภิกฺขเว สุณาถาติ ภควา เตสํ ภิกฺขูนํ สตุปฺปาทํ ชเนตฺวา ภวนฺตเรน ปฏิจฺฉนฺนการณํ ปากฏํ อกาสิ ฯ
อตีเต กาสิกรฏฺเฐ พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต สตฺถวาหกุเล ปฏิสนฺธึ คณฺหิ ฯ โส วยปฺปตฺโต ปญฺจหิ สกฏสเตหิ พณิชฺชํ กโรนฺโต วิจรติ ฯ โส เอกํ สฏฺฐิโยชนิกํ มรุกนฺตารํ ปฏิปชฺชิ ฯ ตสฺมึ ปน กนฺตาเร สุขุมา พาลุกา มุฏฺฐินา คหิตา หตฺเถ น ติฏฺฐนฺติ สุริยุคฺคมนโต ปฏฺฐาย องฺคารราสิ วิย อุณฺหา โหนฺติ น สกฺกา อติกฺกมิตุํ ตสฺมา ตํ ปฏิปชฺชนฺโต ทารุอุทกเตลตณฺฑุลาทีนิ สกเฏหิ อาทาย รตฺติเมว คนฺตฺวา อรุณุคฺคมเน สกฏานิ ปริวตฺตกานิ กตฺวา มตฺถเก มณฺฑปํ กาเรตฺวา กาลสฺเสว อาหารกิจฺจํ นิฏฺฐาเปตฺวา ฉายาย นิสินฺนา ทิวสํ เขเปตฺวา อฏฺฐงฺคเต สุริเย สายมาสํ ภุญฺชิตฺวา ภูมิยา สีตลาย ชาตาย สกฏานิ โยเชตฺวา คจฺฉนฺติ ฯ สมุทฺทคมนสทิสเมว คมนํ ตตฺถ โหติ ฯ ถลนิยามโก นาม ลทฺธุํ วฏฺฏตีติ โส ตารกสญฺญาย สตฺถคมนโยคํ กาเรติ ฯ โสปิ สตฺถวาโห ตสฺมึ กาเล อิมินา นิยาเมเนว ตํ กนฺตารํ คจฺฉนฺโต เอกูนสฏฺฐิโยชนานิ คนฺตฺวา อิทานิ เอกรตฺเตเนว มรุกนฺตารา นิกฺขมนํ ภวิสฺสตีติ สายมาสํ ภุญฺชิตฺวา สพฺพํ ทารูทกํ เขเปตฺวา สกฏานิ โยเชตฺวา ปายาสิ ฯ นิยามโก ปุริมสกเฏ อาสนํ สนฺถราเปตฺวา อากาเส ตารกํ โอโลเกนฺโต อิโต ปาเชถ เอตฺโต ปาเชถาติ วทมาโน นิปชฺชิ ฯ โส ทีฆมทฺธานํ อนิทฺทายนภาเวน กิลมนฺโต นิทฺทํ โอกฺกมิ โคเณ นิวตฺติตฺวา อาคมนมคฺคเมว คณฺหนฺเต น อญฺญาสิ ฯ โคณา สพฺพรตฺตึ อคมํสุ ฯ นิยามโก อรุณุคฺคมนเวลาย ปพุทฺโธ นกฺขตฺตํ โอโลเกตฺวา สกฏานิ นิวตฺเตถ สกฏานิ นิวตฺเตถาติ อาห ฯ สกฏานิ นิวตฺเตตฺวา ปฏิปาฏิยา กโรนฺตานญฺเญว จ อรุโณ อุคฺคโต ฯ มนุสฺสา หิยฺโย อมฺหากํ นิวุตฺถขนฺธาวารฏฺฐานเมเวตํ ทารูทกํปิ โน ขีณํ อิทานิ นฏฺฐมฺหาติ สกฏานิ โมเจตฺวา ปริวตฺตเกน ฐเปตฺวา มตฺถเก มณฺฑปํ กตฺวา อตฺตโน สกฏสฺส เหฏฺฐา อนุโสจนฺตา นิปชฺชึสุ ฯ โพธิสตฺโต มยิ วิริยํ โอสฺสชฺชนฺเต สพฺเพ เต วินสฺสนฺตีติ ปาโต สีตลเวลายเมว อาหิณฺฑนฺโต เอกํ ทพฺพติณคจฺฉํ ทิสฺวา อิมานิ ติณานิ เหฏฺฐา อุทกสีตเลน อุฏฺฐิตานิ ภวิสฺสนฺตีติ จินฺเตตฺวา กุทฺทาลํ คาหาเปตฺวา ตํ ปเทสํ ขณาเปสิ ฯ เต สฏฺฐิหตฺถฏฺฐานํ ขณึสุ ฯ เอตฺตกํ ฐานํ ขณิตฺวา ปหรนฺตานํ กุทฺทาโล เหฏฺฐา ปาสาเณ ปฏิหญฺญิ ฯ ปหฏมตฺเต สพฺเพ วิริยํ โอสฺสชฺชึสุ ฯ โพธิสตฺโตปิ อิมสฺส ปาสาณสฺส เหฏฺฐา อุทเกน ภวิตพฺพนฺติ โอตริตฺวา ปาสาเณ ฐิโต โอนมิตฺวา โสตํ โอทหิตฺวา สทฺทํ อาวชฺเชนฺโต เหฏฺฐา อุทกสฺส ปน สทฺทํ สุตฺวา อุตฺตริตฺวา จูฬุปฏฺฐากํ อาห ตาต ตยา วิริเย โอสฺสฏฺเฐ วินสฺสิสฺสาม ตฺวํ วิริยํ อโนสฺสชฺชิตฺวา อิมํ อยกูฏํ คเหตฺวา อาวาฏํ โอตริตฺวา เอตสฺมึ ปาสาเณ ปหารํ เทหีติ ฯ โส ตสฺส วจนํ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา สพฺเพสุ วิริยํ โอสฺสชฺชิตฺวา ฐิเตสุปิ วิริยํ อโนสฺสชฺชนฺโต โอตริตฺวา ปาสาเณ ปหารํ เทติ ฯ ปาสาโณ ทฺวิธา ภินฺทิตฺวา เหฏฺฐา ปติตฺวา โสตํ สนฺนิรุมฺหิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ ตาลขนฺธปฺปมาณา อุทกวฏฺฏิ อุคฺคญฺฉิ ฯ สพฺเพ ปานียํ ปิวิตฺวา นฺหายึสุ ฯ อติเรกานิ อกฺขยุคาทีนิ ผาเลตฺวา ยาคุภตฺตํ ปจิตฺวา ภุญฺชิตฺวา โคเณ จ โภเชตฺวา สุริเย จ อฏฺฐงฺคเต อุทกาวาฏสมีเป ธชํ พนฺธิตฺวา อิจฺฉิติจฺฉิตฏฺฐานํ อคมํสุ ฯ เต ตตฺถ ภณฺฑํ วิกฺกิณิตฺวา ทฺวิคุณติคุณํ ลาภํ ลภิตฺวา อตฺตโน วสนฏฺฐานญฺเญว อคมํสุ ฯ เต ตตฺถ ยาวตายุกํ ฐตฺวา ยถากมฺมํ คตา ฯ โพธิสตฺโตปิ ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา ยถากมฺมเมว คโต ฯ
สมฺมาสมฺพุทฺโธ อิมํ ธมฺมเทสนํ กเถตฺวา อภิสมฺพุทฺโธว อิมํ คาถํ กเถสิ
อกิลาสุโน วณฺณุปเถ ขณนฺตา
อุทงฺคเณ ตตฺถ ปปํ อวินฺทุํ
เอวํ มุนิ วิริยพลูปปนฺโน
อกิลาสุ วินฺเท หทยสฺส สนฺตินฺติ ฯ
ตตฺถ อกิลาสุโนติ นิกฺโกสชฺชา อารทฺธวิริยา ฯ วณฺณุปเถติ วณฺณํ วุจฺจติ พาลุกา พาลุกมคฺเคติ อตฺโถ ฯ ขณนฺตาติ ภูมึ ขณมานา ฯ อุทงฺคเณติ เอตฺถ อุทาติ นิปาโต องฺคเณติ อตฺโถ ฯ มนุสฺสานํ สญฺจรณฏฺฐาเน อนาวเฏ ภูมิภาเคติ อตฺโถ ฯ ตตฺถาติ ตสฺมึ วณฺณปเถ ฯ ปปํ อวินฺทุนฺติ อุทกํ ลภึสุ ฯ อุทกญฺหิ ปิวนภาเวน ปปาติ วุจฺจติ ปวิฏฺฐํ วา อาปํ ปปํ มโหทกนฺติ อตฺโถ ฯ เอวนฺติ โอปมฺมปฏิปาทนํ ฯ มุนีติ โมนํ วุจฺจติ ญาณํ กายโมเนยฺยาทีสุ วา อญฺญตรํ เตน สมนฺนาคตตฺตา ปุคฺคโล มุนีติ วุจฺจติ ฯ โส ปเนส อาคาริยมุนิ อนาคาริยมุนิ เสขมุนิ อเสขมุนิ ปจฺเจกมุนิ มุนิมุนีติ อเนกวิโธ ฯ ตตฺถ อาคาริยมุนีติ คิหิ อาคตผโล วิญฺญาตสาสโน ฯ อนาคาริยมุนีติ ตถารูโปว ปพฺพชิโต ฯ เสขมุนีติ สตฺตเสขา ฯ อเสขมุนีติ ขีณาสโว ฯ ปจฺเจกมุนีติ ปจฺเจกพุทฺโธ ฯ มุนิมุนีติ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ฯ อิมสฺมึ ปนตฺเถ สพฺพสงฺคาหิกวเสน โมเนยฺยสงฺขาตาย ปญฺญาย สมนฺนาคโต มุนีติ เวทิตพฺโพ ฯ วิริยพลูปปนฺโนติ วิริเยน เจว กายพลญาณพเลน จ สมนฺนาคโต ฯ อกิลาสูติ นิกฺโกสชฺโช
กามํ ตโจ นหารู จ อฏฺฐิ จ อวสิสฺสตุ
อุปสุสฺสตุ เม สรีเร สพฺพนฺตํ มํสโลหิตนฺติ เอวํ วุตฺเตน จตุรงฺคสมนฺนาคเตน วิริเยน สมนฺนาคตตฺตา อนลโส อกิลาสุ ฯ วินฺเท หทยสฺส สนฺตินฺติ จิตฺตสฺสปิ หทยรูปสฺสปิ สีตลภาวกรเณน สนฺตินฺติ สงฺขยํ คตํ ฌานวิปสฺสนาภิญฺญา- อรหตฺตมคฺคญาณสงฺขาตํ อริยธมฺมํ วินฺทติ ปฏิลภตีติ อตฺโถ ฯ ภควตา หิ ทุกฺขํ ภิกฺขเว กุสีโต วิหรติ โวกิณฺโณ ปาปเกหิ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ มหนฺตญฺจ สทตฺถํ ปริหาเปติ อารทฺธวิริโย จ โข ภิกฺขเว สุขํ วิหรติ ปวิวิตฺโต ปาปเกหิ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ มหนฺตญฺจ สทตฺถํ ปริปูเรติ น ภิกฺขเว หีเนน อตฺถสฺส ปตฺติ โหตีติ เอวํ อเนเกหิ สุตฺเตหิ กุสิตสฺส ทุกฺขวิหาโร อารทฺธวิริยสฺส จ สุขวิหาโร สํวณฺณิโต ฯ อิทานิ อารทฺธวิริยสฺส อกตาภินิเวสสฺส วิปสฺสกสฺส วิริยพเลน อธิคนฺตพฺพํ ตเมว สุขวิหารํ ทสฺเสนฺโต เอวํ มุนิ วิริยพลูปปนฺโน อกิลาสุ วินฺเท หทยสฺส สนฺตินฺติ อาห ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ยถา เต พาณิชา อกิลาสุโน วณฺณปเถ ขณนฺตา อุทกํ ลภึสุ เอวํ อิมสฺมึ หิ สาสเน อกิลาสุ หุตฺวา วายมมาโน ปณฺฑิโต ภิกฺขุ ปฐมชฺฌานาทิเภทํ หทยสฺส สนฺตึ ลภตีติ ฯ โส ตฺวํ ภิกฺขุ ปุพฺเพ อุทกมคฺคสฺส อตฺถาย วิริยํ กตฺวา อิทานิ เอวรูเป มคฺคผลตฺถาย นิยฺยานิเก สาสเน กสฺมา วิริยํ โอสฺสชฺชสีติ ฯ
เอวํ อิมํ ธมฺมเทสนํ ทสฺเสตฺวา จตฺตาริ สจฺจานิ ปกาเสสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน โอสฺสฏฺฐวิริโย ภิกฺขุ อคฺคผเล อรหตฺเต ปติฏฺฐาสิ ฯ สตฺถาปิ เทฺว วตฺถูนิ กเถตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนตฺวา ทสฺเสสิ ตสฺมึ สมเย วิริยํ อโนสฺสชฺชิตฺวา ปาสาณํ ภินฺทิตฺวา มหาชนสฺส อุทกทายโก จูฬุปฏฺฐาโก อยํ โอสฺสฏฺฐวิริโย ภิกฺขุ อโหสิ อวเสสา ปริสา อิทานิ พุทฺธปริสา ชาตา สตฺถวาหเชฏฺฐโก ปน อหเมว อโหสีติ อิมํ ธมฺมเทสนํ นิฏฺฐาเปสิ ฯ
วณฺณุปถชาตกํ ทุติยํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗