มหาอัสสาโรหชาดก
ว่าด้วยการทำความดีไว้ในปางก่อน
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๐๖ · บรรทัด ๒๖๓๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภพระอานันทเถระ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อเทยฺเยสุ ททํ ทานํ ดังนี้. เรื่องปัจจุบันได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล. แม้ในชาดกนี้พระศาสดาตรัสว่า แม้โบราณกบัณฑิตทั้งหลายก็ได้กระทำแล้วด้วยอำนาจอุปการะเกื้อหนุนแก่ตน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์ได้เป็นพระราชาในนครพาราณสีครองราชสมบัติโดยธรรม ให้ทาน รักษาศีล. พระเจ้าพาราณสีนั้นทรงพระดำริว่า จักทรงปราบชายแดนที่กำเริบให้สงบ จึงทรงแวดล้อมด้วยพลโยธาเสด็จไปปราบ ทรงพ่ายแพ้ จึงทรงขึ้นม้าเสด็จหนีไปถึงปัจจันตคามบ้านชายแดนแห่งหนึ่ง ชน ๓๐ คนผู้เป็นราชเสวกอยู่ในบ้านปัจจันตคามนั้น คนเหล่านั้นประชุมกันที่ท่ามกลางบ้านแต่เช้าตรู่กระทำกิจการในบ้าน. ขณะนั้น พระราชาเสด็จขึ้นทรงม้าที่ฝึกแล้ว ทั้งพระองค์ทรงประดับและตกแต่ง ด้วยเครื่องออกศึกเสด็จเข้าไปภายในบ้านทางประตูบ้าน. คนเหล่านั้นคิดว่า นี่อะไรกันจึงกลัวพากันหนีเข้าเรือนของตน ๆ. ก็ในคนเหล่านั้น มีคนหนึ่งไม่ไปบ้านตน ทำการต้อนรับพระราชาแล้วถามว่า ข้าพเจ้าได้ยินข่าวว่าพระราชาเสด็จไปปัจจันตชนบท ท่านเป็นใคร เป็นราชบุรุษหรือจารบุรุษ. พระราชาตรัสว่า ดูก่อนสหาย เราเป็นราชบุรุษ. คนผู้นั้นจึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นท่านจงมา แล้วพาพระราชานั้นไปเรือนให้นั่งบนตั่งของตน แล้วกล่าวว่า นางผู้เจริญเธอจงมา จงล้างเท้าของสหาย ครั้นให้ภรรยาล้างพระบาทของพระราชานั้นแล้ว ให้อาหารตามสมควรแก่กำลังของตน แล้วปูลาดที่นอนโดยพูดว่า ท่านจงพักสักครู่หนึ่ง. พระราชาทรงบรรทมแล้ว. ฝ่ายชายเจ้าของบ้านได้เปลื้องเครื่องเกราะของม้าออกให้เดินได้ถนัด ให้ดื่มน้ำ เอาน้ำมันทาหลังแล้วให้หญ้า. เขาปฏิบัติพระราชาอย่างนี้ได้ ๓-๔ วัน เมื่อพระราชาตรัสว่า สหาย เราจักไปละ จึงได้กระทำกิจทั้งปวงอันเหมาะสมที่จะพึงทำแก่พระราชาและม้าอีกครั้ง. พระราชาเสวยแล้วเมื่อจะเสด็จไปได้ตรัสว่า ดูก่อนสหาย เราชื่อมหาอัสสาโรหะ บ้านของเราอยู่กลางพระนคร ถ้าท่านมายังพระนครด้วยกิจอะไร ๆ ท่านจงยืนที่ประตูด้านทักษิณแล้วกล่าวกะนายประตูว่า คนชื่อมหาอัสสาโรหะอยู่บ้านหลังไหน แล้วพึงพานายประตูไปยังบ้านของเรา ตรัสดังนี้ แล้วก็เสด็จหลีกไป. ฝ่ายหมู่พลโยธาไม่เห็นพระราชา จึงตั้งค่ายพักอยู่นอกพระนคร ครั้นเห็นพระราชาแล้วต่างพากันลุกรับแวดล้อม. พระราชาเมื่อจะเสด็จเข้าพระนครได้ประทับยินที่ระหว่างประตู รับสั่งให้เรียกนายประตูมา ให้มหาชนถอยออกไปแล้วตรัสว่า ดูก่อนพ่อ ชาวบ้านปัจจันตคามคนหนึ่งมีความประสงค์จะมาพบเรา มาแล้วจักถามเธอว่าเรือนของนายมหาอัสสาโรหะอยู่ที่ไหน เธอพึงจับมือเขาไว้แล้วนำมาแสดงเราให้เขาเห็น. ในกาลนั้น เธอจักได้ทรัพย์พันหนึ่ง. ครั้นตรัสสั่งแล้วพระองค์ก็เสด็จเข้ายังพระราชนิเวศน์ ส่วนบุรุษนั้นก็ยังไม่มาเฝ้า. เมื่อบุรุษนั้นไม่มาเฝ้า พระราชาจึงให้เพิ่มพลีในบ้านที่เขาอยู่ เมื่อเพิ่มพลีแล้ว เขาก็ยังไม่มาเฝ้า. เมื่อเป็นอย่างนั้น จึงทรงให้เพิ่มพลี แม้ครั้งที่สอง แม้ครั้งที่สาม เขาก็ยังไม่มาเฝ้าอยู่นั่นเอง. ลำดับนั้น ชาวบ้านทั้งหลายจึงประชุมกันแล้วพูดกะบุรุษนั้นว่า ข้าแต่นาย นับตั้งแต่นายอัสสาโรหะของท่านมา พวกเราถูกกดขี่ด้วยพลีจนไม่อาจโงศีรษะขึ้นได้ ท่านจงไป จงบอกแก่นายมหาอัสสาโรหะของท่านให้ช่วยปลดเปลื้องพลีของพวกเรา. บุรุษนั้นกล่าวว่า ดีละเราจักไป แต่ว่าเราไม่อาจมีมือเปล่าไป สหายของเรามีเด็ก ๒ คนท่านทั้งหลายจงจัดแจงเครื่องนุ่งเครื่องห่มและเครื่องประดับ เพื่อเด็ก ๒ คนนั้น เพื่อภรรยาของเขา และเพื่อสหายเรา. ชาวบ้านเหล่านั้นกล่าวว่าได้ พวกเราจักจัดแจงให้ แล้วพากันจัดแจงเครื่องบรรณาการทุกอย่าง. บุรุษนั้นถือเอาเครื่องบรรณาการนั้น และขนมทอดในเรือนของตนไป ครั้นถึงประตูด้านทิศใต้ จึงถามนายประตูว่าดูก่อนสหาย เรือนของนายมหาอัสสาโรหะอยู่ที่ไหน ? นายประตูนั้น. กล่าวว่า ท่านจงมา เราจักแสดงแก่ท่าน. แล้วจับมือเขาพาไปยังประตูพระราชนิเวศน์แล้วส่งข่าวให้ทรงทราบว่า นายประตูพาบุรุษชาวบ้านปัจจันตคามมา. พระราชาพอได้ทรงสดับก็เสด็จลุกขึ้นจากพระอาสน์ตรัสว่า แม้สหายของเราเฉพาะมากับนายประตูนั้นเท่านั้น จงเข้ามาเถิด แล้วทรงทำการต้อนรับ พอทรงเห็นเท่านั้น จึงทรงทักทายบุรุษนั้นแล้วตรัสถามว่า หญิงสหายและพวกเด็ก ๆ ของเราไม่เจ็บไข้ได้ป่วยหรือ แล้วทรงจับมือพาขึ้นท้องพระโรง ให้นั่งบนอาสน์ภายใต้เศวตรฉัตร รับสั่งให้เรียกพระอัครมเหสีมาแล้วตรัสว่า พระนางผู้เจริญเธอจงล้างเท้าแม้แห่งสหายของเรา. พระอัครมเหสีนั้นได้ทรงล้างเท้าบุรุษผู้นั้น พระราชาทรงรดน้ำด้วยพระสุวรรณภิงคาร พระเทวีทรงล้างเท้าแล้วทาด้วยน้ำมันหอม. พระราชาตรัสถามว่า สหาย ของกินสำหรับพวกเราชนิดไร ๆ มีบ้างไหม ? บุรุษนั้นกล่าวว่ามี แล้วนำขนมออกมาจากกระทอ. พระราชาทรงรับด้วยจานทอง เมื่อจะทำการสงเคราะห์เอาน้ำใจเขาจึงตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงกินขนมที่สหายเรานำมา แล้วได้ประทานแก่พระเทวีและอำมาตย์ทั้งหลาย แม้พระองค์เองก็ทรงเสวย. ฝ่ายบุรุษนั้นก็แสดงเครื่องบรรณาการแม้อย่างอื่นถวาย. เพื่อจะทรงสงเคราะห์เขา พระราชาจึงทรงเปลื้องผ้ากาสิกพัสตร์แล้วทรงนุ่งคู่ผ้าที่เขานำมาถวาย. ฝ่ายพระเทวีก็ทรงเปลื้องผ้ากาสิกสาฎกและเครื่องอาภรณ์ทั้งหลาย แล้วทรงนุ่งผ้าสาฎกที่เขานำมา แล้วทรงประดับเครื่องอาภรณ์. ลำดับนั้น พระราชาให้บุรุษสหายนั้นบริโภคโภชนะอันควรแก่พระราชา แล้วทรงสั่งอำมาตย์คนหนึ่งว่า ท่านจงไปจงให้ช่างกระทำการโกนหนวดแก่บุรุษนี้ ตามทำนองที่ทำแก่เรานั่นแหละ แล้วให้อาบด้วยน้ำหอม ให้นุ่งผ้ากาสิกพัสตร์อันมีค่าแสนหนึ่งให้ประดับด้วยเครื่องอลังการสำหรับพระราชา แล้วจงนำมา. อำมาตย์นั้นได้กระทำเหมือนอย่างนั้น. พระราชาให้เที่ยวตีกลองป่าวร้องในพระนคร ให้อำมาตย์ทั้งหลายประชุมกัน แล้วให้พาดด้ายแดงกลางเศวตรฉัตร แล้วพระราชทานราชสมบัติกึ่งหนึ่งแก่บุรุษผู้สหายนั้น. จำเดิมแต่นั้น พระราชาทั้งสองนั้นก็ทรงร่วมเสวย ร่วมดื่ม ร่วมบรรทมด้วยกัน ความวิสสาสะคุ้นเคยได้แน่นแฟ้นอันใคร ๆ ให้แตกแยกไม่ได้. ลำดับนั้น พระราชารับสั่งให้เรียกบุตรและภรรยาของบุรุษผู้สหายนั้นมา ได้ให้สร้างนิเวศน์ในภายในพระนครพระราชทานพระราชาทั้งสองนั้น ต่างสมัครสมานรื่นเริงบรรเทิงใจ ครองราชสมบัติ. ต่อมาอำมาตย์ทั้งหลายพากันโกรธ พระเจ้าพาราณสีนั้นจึงทูลพระราชโอรสว่า ข้าแต่พระราชกุมาร พระราชาได้ประทานราชสมบัติกึ่งหนึ่งแก่คฤหบดีนี้ ร่วมเสวย ร่วมดื่มกับคฤหบดีนั้น ซ้ำให้พวกเด็ก ๆ ไหว้ ข้าพระบาททั้งหลายไม่ทราบถึงกรรมที่คฤหบดีนี้กระทำพระราชาทรงกระทำอะไร ข้าพระบาททั้งหลายรู้สึกละอาย ขอพระองค์จงทูลพระราชาด้วยเถิด. พระราชโอรสนั้นรับคำแล้ว จึงกราบทูลเรื่องราวนั้นทั้งหมดแด่พระราชา แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชขอพระองค์อย่าได้ทรงกระทำอย่างนี้เลย. พระเจ้าพาราณสีตรัสว่าดูก่อนพ่อ บิดาแม้ในการรบ แม้ในกาลนั้นได้อยู่ ณ ที่ไหน เจ้าทราบหรือไม่เล่า. พระราชโอรสกราบทูลว่า ไม่ทราบพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า บิดาไปอยู่ในเรือนของคฤหบดีนี้ปลอดภัย แล้วกลับมาครองราชสมบัติ เมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะเหตุไร บิดาจึงจักไม่ให้สมบัติแก่ผู้มีอุปการะแก่เราเล่า. พระโพธิสัตว์ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงตรัสว่าดูก่อนพ่อ ก็บุคคลใดให้แก่คนผู้ไม่ควรให้ ไม่ให้แก่บุคคลผู้ควรให้บุคคลนั้นถึงภัยอันตรายเข้า จะไม่ได้อุปการะเกื้อหนุนอะไรเลย เมื่อจะทรงแสดงต่อไปจึงตรัสคาถาเหล่านี้ว่า :ผู้ใดให้ทานในบุคคลที่ไม่ควรให้ ไม่เพิ่มให้ในคนที่ควรให้ ผู้นั้นถึงจะได้รับทุกข์ในคราวมีอันตราย ก็ไม่ได้สหาย ช่วยเหลือ. ผู้ใดไม่ให้ทานในคนที่ไม่ควรให้ เพิ่มให้ในคนที่ควรให้ ผู้นั้นถึงได้รับทุกข์ในคราวมีอันตราย ย่อมได้สหาย ช่วยเหลือ. การแสดงคุณวิเศษแห่งความเกี่ยวพันและความสนิทสนมกันฉันท์มิตร ในชนทั้งหลายผู้ไม่มีอารยธรรม เป็นคนมักโอ้อวดย่อมไร้ผล การแสดงคุณวิเศษแห่งความเกี่ยวพันและความสนิทสนมกันฉันท์มิตรในอารยชนทั้งหลายผู้ซื่อตรงคงที่ แม้เล็กน้อยก็ย่อมมีผลมาก. ผู้ใดได้ทำความดีงามไว้ก่อน ผู้นั้นชื่อว่าได้ทำกิจที่ทำได้แสนยากในโลก ภายหลังเขาจะทำหรือไม่ทำก็ตาม ข้อว่าเป็นบุคคลผู้ควรแก่การบูชายิ่งนัก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเทยฺเยสุ ได้แก่ ผู้ไม่เคยทำอุปการะมาก่อน. บทว่า เทยฺเยสุ ได้แก่ ผู้ทำอุปการะมาแล้ว. บทว่า นปฺปเวจฺฉติ แปลว่า ไม่ให้เข้าไป คือ ไม่ให้. บทว่า อาปาสุแปลว่า ในคราวมีอันตราย. บทว่า พฺยสนํ ได้แก่ ความทุกข์บทว่า สญฺโคสมฺโภควิเสสทสฺสนํ ความว่า การแสดงความวิเศษคือการแสดงคุณของการเกี่ยวพันกันและการกินอยู่ร่วมกัน ที่มิตรกระทำไว้ทั้งหมดนี้ที่ว่า ผู้นี้กระทำดีแก่เราแล้ว ย่อมพินาศ คือฉิบหายไป ในชนผู้ชื่อว่าอนารยชน เพราะเป็นผู้มีธรรมไม่หมดจดชื่อว่าผู้โอ้อวด เพราะความเป็นคนหลอกลวง. บทว่า อริเยสุ ได้แก่ชื่อว่าผู้ประเสริฐ คือ ผู้บริสุทธิ์ เพราะรู้คุณที่เขาทำไว้แก่ตน. บทว่า อญฺชเสสุ ได้แก่ ชื่อว่าผู้ซื่อตรง คือผู้ไม่คดโกง เพราะเหตุนั้นนั่นเอง. บทว่า อณุมฺปิ แปลว่า แม้มีประมาณน้อย. บทว่า ตาทิสุความว่า สิ่งที่กระทำในบุคคลผู้ประเสริฐ ผู้ชื่อตรง เช่นนั้น แม้จะน้อยก็มีผลมาก เหมือนพืชที่หว่านลงในนาดี ย่อมมีผลรุ่งเรืองแผ่ไพศาล แต่สิ่งที่กระทำในคนผู้ลามกนอกนี้ แม้จะมาก ก็ย่อมพินาศฉิบหายเหมือนพืชที่หว่านลงในไฟฉะนั้น. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่าพืชย่อมมอดไหม้ ไม้งอกงามในไฟแม้ฉันใด กิจที่ทำในอสัตบุรุษ ย่อมพินาศไม่งอกงาม ฉันนั้น ส่วนที่ทำในชนผู้มีความกตัญญู มีศีล มีความประพฤติเยี่ยงอารยชนย่อมไม่ฉิบหายไปในที่นั้น ๆ เหมือนพืชที่หว่านในนาดีฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพ กตกลฺยาโณ ได้แก่ผู้กระทำอุปการะไว้ก่อน. บทว่า อกา แปลว่า ได้กระทำแล้วอธิบายว่า ผู้นี้ได้กระทำ ชื่อว่าสิ่งที่ทำได้แสนยากในโลก. บทว่า ปจฺฉา กยิรา ความว่า บุคคลนั้นจะได้กะทำหรือไม่ได้กระทำคุณความดีอะไร ๆ อื่นในภายหลัง เพราะคุณความดีที่ทำไว้ก่อนนั้นนั่นแหละ. บทว่า อจฺจนฺตํ ปูชนารโห ความว่า ย่อมควรสักการะสัมมานะทุกอย่าง. ก็พวกอำมาตย์และราชโอรสได้ฟังดังนี้แล้ว ก็มิได้กล่าวอะไร ๆอีกแล. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า บุรุษชาวบ้านปัจจันตคามในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์ในบัดนี้ ส่วนพระเจ้าพาราณสีในครั้งนั้น คือเราตถาคตฉะนี้แล.
จบ อรรถกถามหาอัสสาโรหชาดกที่ ๒
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๓๘๔–๓๙๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จตุกกนิบาตชาดก ๒๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
mahāassārohajātakaṃ
adeyyesu dadaṃ dānanti idaṃ satthā jetavane viharanto ānandattheraṃ ārabbha kathesi.
Paccuppannavatthu heṭṭhā kathitameva. Porāṇakapaṇḍitāpi attano upakāravaseneva kariṃsūti vatvā idhāpi atītaṃ āhari.
Atīte bodhisatto bārāṇasiyaṃ rājā hutvā dhammena rajjaṃ kāresi dānaṃ deti sīlaṃ rakkhati. So paccantaṃ kuppitaṃ vūpasamessāmīti balaparivuto gantvā parājito assaṃ abhirūhitvā palāyamāno ekaṃ paccantagāmaṃ pāpuṇi. Tattha tiṃsa janā rājasevakā vasanti. Te pātova gāmamajjhe sannipatitvā gāmakiccaṃ karonti. Tasmiṃ khaṇe rājā damakaṃ 1- assaṃ abhiruyha alaṅkatapaṭiyattova gāmadvārena antogāmaṃ pāvisi. Te kinnukho idanti bhītā palāyitvā sakasakagehāni pavisiṃsu. Eko panettha attano gehaṃ gantvā 2-
@Footnote: 1 vammitaṃ . 2 agantvā. Rañño paccuggamanaṃ katvā rājā kira paccantaṃ gatoti suyyati kosi tvaṃ rājapuriso cārapurisoti 1-. Rājapuriso sammāti. Tenahi ehīti rājānaṃ gehaṃ netvā attano pīṭhake nisīdāpetvā ehi bhadde sahāyassa pāde dhovāti bhariyaṃ tassa pāde dhovāpetvā attano balānurūpena āhāraṃ datvā muhuttaṃ vissamathāti sayanaṃ paññapesi. Rājā nipajji. Itaro assassa sannāhaṃ mocetvā caṅkamāpetvā udakaṃ pāyetvā piṭṭhiṃ telena makkhetvā tiṇaṃ adāsi. Evaṃ tayo cattāro divase rājānaṃ paṭijaggitvā gacchāmahaṃ sammāti vutte puna rañño ca assassa ca kattabbayuttakaṃ sabbamakāsi. Rājā bhuñjitvā gacchanto ahaṃ samma mahāassāroho nāma nagaramajjhe amhākaṃ gehaṃ sace kenaci kiccena nagaraṃ āgacchasi dakkhiṇadvāre ṭhatvā dovārikaṃ mahāassāroho kataragehe vasatīti vatvā dovārikaṃ gahetvā amhākaṃ gehaṃ gaccheyyāsīti vatvā pakkāmi. Balakāyopi rājānaṃ adisvāva bahinagare khandhāvāraṃ bandhitvā ṭhito rājānaṃ disvā paccuggantvā parivāresi. Rājā nagaraṃ pavisanto dvārantare ṭhatvā dovārikaṃ pakkosāpetvā mahājanaṃ paṭikkamāpetvā tāta eko paccantagāmavāsī maṃ daṭṭhukāmo āgantvā mahāassārohassa kuhiṃ gehanti taṃ pucchissati taṃ tvaṃ hatthe gahetvāva ānetvā maṃ dasseyyāsi tadā tvampi sahassaṃ lacchasīti āha. So rājanivesanaṃ pāvisi. So nāgacchi.
@Footnote: 1 corapuriso. Tasmiṃ anāgacchante rājā tassa vasanagāme baliṃ vaḍḍhāpesi. Balimhi vaḍḍhite nāgacchi. Evaṃ dutiyampi tatiyampi baliṃ vaḍḍhāpesi. Neva āgacchati. Atha naṃ gāmavāsino sannipatitvā āhaṃsu ayya tava assārohassa āgatakālato paṭṭhāya mayaṃ balinā pīḷiyamānā sīsaṃ ukkhipituṃ na sakkoma gaccha tava mahāassārohassa vatvā amhākaṃ baliṃ visajjāpehīti. Sādhu gacchissāmi na pana sakkā tucchahatthena gantuṃ mayhaṃ sahāyassa dve dārakā atthi tesañca bhariyāya cassa sahāyakassa ca me nivāsanapārupanapilandhanāni sajjethāti. Sādhu sajjissāmāti te sabbaṃ paṇṇākāraṃ sajjayiṃsu. So tañca attano ghare pakkapūvañcādāya gantvā dakkhiṇadvāraṃ patvā dovārikaṃ pucchi kuhiṃ samma mahāassārohassa gehanti. So ehi dassessāmi teti taṃ hatthe gahetvā rājadvāraṃ gantvā dovāriko paccantagāmavāsiṃ gahetvā āgatoti paṭivedesi. Rājā sutvāva āsanā vuṭṭhāya mayhaṃ sahāyopi tena saddhiṃ āgatova pavisatūti paccuggamanaṃ katvā disvāva naṃ parisajjitvā mayhaṃ sahāyikā ca dārakā ca arogāti pucchitvā hatthe gahetvā mahātalaṃ abhiruyha setacchattassa heṭṭhā rājāsane nisīdāpetvā aggamahesiṃ pakkosāpetvā bhadde sahāyassapi me pāde dhovāti āha. Sā tassa pāde dhovi. Rājā suvaṇṇabhiṅgārena udakamāsiñci. Devī pāde dhovitvā gandhatelena makkhesi. Rājā kiṃ samma atthi kiñci amhākaṃ khādanīyanti pucchi. So atthīti pasibbato pūve Nīharāpesi. Rājā suvaṇṇataṭṭakena gahetvā tassa saṅgahaṃ karonto mama sahāyena ānītaṃ khādathāti deviyā ca amaccānañca dāpetvā sayampi khādi. Itaro itarampi paṇṇākāraṃ dassesi. Rājā tassa saṅgahaṇatthaṃ kāsikavatthāni apanetvā tenābhatavatthayugaṃ nivāseti. Devīpi kāsikasāṭakañceva ābharaṇāni ca apanetvā tena ānītaṃ sāṭakaṃ nivāsetvā ābharaṇāni pilandhi. Atha naṃ rājā rājārahaṃ bhojanaṃ bhojāpetvā ekaṃ amaccaṃ āṇāpesi gaccha imassa mama karaṇaniyāmeneva massukammaṃ kāretvā gandhodakena nhāpetvā satasahassagghanikaṃ kāsikavatthaṃ nivāsetvā rājālaṅkārena alaṅkārāpetvā ānehīti. So tathā akāsi. Rājā nagare bheriñcārāpetvā amacce sannipātāpetvā setacchattassa majjhe jātihiṅgulaputtaṃ 1- pātetvā upaḍḍharajjaṃ adāsi. Te tato paṭṭhāya ekato bhuñjanti pivanti sayanti. Vissāso thiro ahosi kenaci abhejjo. Athassa rājā puttadāre pakkosāpetvā antonagare nivesanaṃ māpetvā adāsi. Te samaggā sammodamānā rajjaṃ kārenti. Athassa amaccā kujjhitvā rājaputtaṃ āhaṃsu kumāra rājā etassa gahapatikassa upaḍḍharajjaṃ datvā tena saddhiṃ ekato bhuñjati pivati dārake vandāpeti iminā katakammampi na jānāma kiṃ karoti rājā mayaṃ lajjāma tvaṃ rañño kathehīti. So sādhūti sampaṭicchitvā sabbantaṃ kathaṃ rañño ārocetvā mā evaṃ
@Footnote: 1 jātihiṅgulakasuttaṃ. Karohi mahārājāti. Tāta ahaṃ yuddhaparājito tadāpi kahaṃ vasiṃ api nu jānāthāti. Jānāma devāti. Ahaṃ etassa ghare vasanto arogo hutvā āgantvā rajjaṃ kāremi evaṃ mama upakārino kasmā sampattiṃ na dassāmīti. Evaṃ vatvā bodhisatto tāta yo hi adātabbayuttakassa deti dātabbayuttakassa na deti so āpadaṃ patvā kiñci upakāraṃ na labhatīti dassento imā gāthā āha
adeyyesu dadaṃ dānaṃ deyyesu nappavecchati
āpāsu byasanaṃ patto sahāyaṃ nādhigacchati
adeyayesu adadaṃ dānaṃ deyyesu yo pavecchati
āpāsu byasanaṃ patto sahāyaṃ adhigacchati
saññogasambhogavisesadassanaṃ
anariyadhammesu saṭhesu nassati
katañca ariyesu ca añjasesu 1-
mahapphalaṃ hoti aṇumpi tādisu
yo pubbe katakalyāṇo akā loke sudukkaraṃ
pacchā kayirā na vā kayirā accantaṃ pūjanārahoti.
Tattha adeyyesūti pubbe akatupakāresu. Deyyesūta katupakāresu. Nappavecchatīti nappaveseti na deti. Āpāsūti āpadāsu. Byasananti dukkhaṃ. Saññogasambhogavisesadassananti yo
@Footnote: 1 añjayesu. Mittena kato saññogo ca sambhogo ca tassa visesadassanaṃ guṇadassanaṃ sukataṃ mayhaṃ imināti etaṃ sabbaṃ asuddhadhammattā anariyadhammesu kerāṭikattā saṭhesu nassati vinassati. Ariyesūti attano kataguṇajānanena ariyesu parisuddhesu. Añjasesūti teneva kāraṇena ujubhūtesu akuṭilesu. Aṇumpīti appamattakampi. Tādisūti ye tādisā puggalā honti ariyā ujū tesu appampi kataṃ mahapphalaṃ hoti mahājutikaṃ mahāvipphāraṃ sukhettesu khittavījamiva itarasmiṃ pana pāpe bahumpi kataṃ aggimhi khittavījamiva nassatīti attho. Vuttampi cetaṃ
yathāpi vījaṃ aggismiṃ dayhati na virūhati
evaṃ kataṃ asappurise nassati na virūhati
kataññumhi ca posamhi sīlavanteriyavuttine
sukhette viya vījāni kataṃ tahiṃ na nassatīti.
Pubbe katakalyāṇoti paṭhamataraṃ upakāraṃ katvā ṭhito. Akāti akari ayaṃ loke sudukkaraṃ nāma akāsīti attho. Pacchā kayirāti so pacchā aññaṃ kiñci guṇaṃ karotu vā mā vā teneva paṭhamaṃ katena guṇena. Accantaṃ pūjanārahoti sabbaṃ sakkāraṃ sammānaṃ arahatīti.
Idaṃ pana sutvā neva amaccā na rājaputto puna kiñci kathesīti.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā Paccantagāmavāsī ānando ahosi bārāṇasīrājā pana ahamevāti.
Mahāassārohajātakaṃ dutiyaṃ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗