เอกราชชาดก
ว่าด้วยคุณธรรมคือขันติและตบะ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๕๑๐ · บรรทัด ๒๖๔๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภเสวกข้าราชสำนักของพระเจ้าโกศลคนหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อนุตฺตเร กามคุเณ สมิทฺเธ ดังนี้. เรื่องปัจจุบันได้กล่าวไว้แล้วในเสยยชาดก ในหนหลังนั้นแล. ก็ในชาดกนี้ พระศาสดาตรัสว่า มิใช่ท่านเท่านั้น ที่นำเอาประโยชน์มาโดยสิ่งอันมิใช่ประโยชน์ แม้โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย ก็ได้นำเอาประโยชน์มาโดยสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์แก่ตน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล อำมาตย์ผู้เป็นอุปัฏฐากของพระเจ้าพาราณสีประทุษร้ายในราชสำนัก พระราชาทรงเห็นโทษของเข้าโดยประจักษ์จึงทรงให้ขับไล่เสวกนั้น จากแว่นแคว้น เสวกนั้นจึงไปอุปัฏฐากพระเจ้าโกศลพระนามว่า ทุพภิเสน. เหตุการณ์ทั้งปวงนั้นได้กล่าวไว้แล้วในมหาสีลวชาดกทั้งนั้น. ส่วนในชาดกนี้ พระเจ้าทุพภิเสนให้จับพระเจ้าพาราณสีผู้ประทับนั่งในท่ามกลางอำมาตย์ ณ ท้องพระโรงแล้วใส่สาแหรกแขวนห้อยพระเศียร ณ เบื้องบนธรณีประตู. พระเจ้าพาราณสีทรงเจริญเมตตาปรารภพระราชาโจร กระทำกสิณบริกรรมยังฌานให้บังเกิดแล้ว. เครื่องพันธนาการขาด. แต่นั้น พระราชาประทับนั่งขัดสมาธิในอากาศ ความเร่าร้อนเกิดขึ้นในร่างกายของราชาโจร พระองค์ทรงบ่นว่าร้อน ๆ แล้วกลิ้งไปกลิ้งมา บนภาคพื้น. เมื่อพระราชาโจรตรัสอย่างนี้ว่า นี้เหตุอะไร อำมาตย์ทั้งหลายจึงทูลว่าข้าแต่มหาราช พระองค์ทรงทำพระราชาผู้ตั้งอยู่ในธรรม ผู้หาความผิดมิได้เห็นปานนี้ ให้ห้อยพระเศียรลง ณ เบื้องธรณีประตู พระเจ้าข้า พระราชาโจรตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงรีบไปปล่อยพระราชาพระองค์นั้น. ราชบุรุษทั้งหลายไปแล้ว ได้เห็นพระราชาทรงนั่งขัดสมาธิในอากาศ จึงกลับมากราบทูลแก่พระเจ้าทุพภิเสน. พระเจ้าทุพภิเสนนั้นจึงรีบเสด็จไปไหว้พระเจ้าพาราณสีนั้น ให้ทรงอดโทษ. แล้วตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเอกราช ในการก่อนพระองค์เสวยกามคุณอันบริบูรณ์อย่างยิ่ง อยู่มาบัดนี้ พระองค์ถูกโยนลงในบ่ออันขรุขระเหตุไรพระองค์จึงยังไม่ลดละพระฉวีวรรณและพระกำลังกายอันมีอยู่แต่เก่าก่อน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วสิ แปลว่า อยู่แล้ว. พระเจ้าทุพภิเสนตรัสเรียกพระโพธิสัตว์โดยพระนามว่า เอกราช. บทว่าโสทานิ ตัดบทเป็น โส ตฺวํ อิทานิ แปลว่า บัดนี้ พระองค์นั้น. บทว่า ทุคฺเค แปลว่า ไม่สม่ำเสมอ. บทว่า นรกมฺหิ ได้แก่ ในหลุม คำนี้ท่านกล่าวหมายเอาที่ที่ถูกแขวน. บทว่า นปฺปชเห วณฺณพลํ นี้ พระเจ้าทุพภิเสนตรัสถามว่า พระองค์แม้ถูกโยนไปในที่อันไม่สม่ำเสมอเห็นปานนี้ ก็มิได้ทรงลดละพระฉวีวรรณอันมีอยู่แต่เก่าก่อน และพระกำลังกาย. พระโพริสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้นจึงตรัสคาถาที่เหลือว่าข้าแต่พระเจ้าทุพภิเสน ขันติและตบะเป็นคุณธรรมที่หม่อมฉันปรารถนามาแต่เดิมแล้ว บัดนี้ หม่อมฉันได้สิ่งที่ปรารถนานั้นแล้ว เหตุไรจะละฉวีวรรณและกำลังกายที่มีอยู่แต่เก่าก่อนเสียเล่า. ข้าแต่พระองค์ผู้เปรื่องยศ มีปรีชาญาณทนทานได้พิเศษ ทราบมาว่า กิจที่จะพึงทำทุกอย่าง หม่อมฉันทำให้สำเร็จแล้ว ทั้งได้ยศอันยิ่งใหญ่อันมีในกาลก่อน หม่อมฉันจึงไม่ละฉวีวรรณและกำลังกาย อันมีอยู่แต่เก่าก่อน. ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งปวงชนสัตบุรุษทั้งหลายบรรเทาความสุขด้วยความทุกข์ หรือบรรเทาความทุกข์อันยากที่จะอดทนได้นั้นด้วยความสุข เพราะเป็นผู้มีจิตเยือกเย็นยิ่งนักในสุขและทุกข์ ทั้งสองจึงเป็นผู้มีจิตเที่ยงตรงดังตราชู ทั้งในความสุขและความทุกข์. ในบรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขนฺติ ได้แก่ อธิวาสนขันติ. บทว่า ตโป ได้แก่ การประพฤติตบะ. บทว่า สมฺปฏฺิตา ได้แก่ปรารถนาแล้ว คือปรารถนาเฉพาะแล้ว. พระเจ้าพาราณสีตรัสเรียกพระราชาโจรนั้นโดยพระนามว่า ทุพภิเสน. บทว่า ตนฺทานิ ลทฺธาน ความว่า บัดนี้ เราได้ความปรารถนานั้นแล้ว. บทว่า ชเห ความว่าเพราะเหตุไรเราจะละ. ท่านแสดงความว่า เพราะบุคคลผู้มีความทุกข์หรือโทมนัสก็ตาม จะต้องละทุกข์หรือโทมนัสนั้น. พระเจ้าพาราณสีเมื่อจะแสงสมบัติของพระองค์ ตามที่ทรงได้ฟังตามกันมาจึงตรัสว่าทราบมาว่า กิจที่ควรทำทุกอย่างหม่อมฉันทำให้สำเร็จแล้ว. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า กิจที่หม่อมฉันจะพึงทำทุกอย่าง คือการให้ทาน การรักษาศีล และการรักษาอุโบสถ หม่อมฉันทำเสร็จแล้วในกาลก่อนทีเดียว. บทว่า ยสสฺสินํ ปญฺวนฺตํ วิสยฺห ความว่า ชื่อว่าผู้เปรื่องยศ เพราะบริวารสมบัติ ชื่อว่ามีปัญญาญาณ เพราะถึงพร้อมด้วยปัญญา ชื่อว่าผู้อดทนได้พิเศษ เพราะเป็นผู้อันใคร ๆ ไม่อาจข่มได้. เมื่อเป็นอย่างนี้ บททั้ง ๓ นี้ จึงเป็นอาลปนะคือคำสำหรับเรียกทั้งนั้น. ก็ศัพท์ว่า นํ ในคาถานี้ เป็นนิบาต. และลงนิคหิตที่ ตศัพท์ (คือลง ตํ ศัพท์) โดยทำพยัญชนะให้ไพเราะสละสลวย. บทว่า ยโส จํ คือ ยศนั่นแหละ. บทว่า ลทฺธา ปุริมํ ได้แก่ได้ยศที่ไม่เคยได้มาก่อน คือในกาลก่อน. บทว่า อุฬารํ ได้แก่ ใหญ่. พระเจ้าพาราณสีตรัสหมายเอาการเกิดฌานด้วยเมตตาภาวนาอันเป็นเครื่องข่มกิเลส. บทว่า นปฺปชเห ความว่า ได้ยศเห็นปานนี้แล้วเพราะเหตุไร จักละผิวพรรณและกำลังกายอันมีแต่เก่าก่อนเสียเล่า. บทว่า ทุกฺเขน ความว่า บรรเทาสุขในราชสมบัติของหม่อมฉันด้วยความทุกข์ เพราะโยนลงไปในนรกที่พระองค์ทำให้เกิดขึ้น. บทว่าสุเขน วา ตํ ทุกฺขํ ได้แก่ หรือว่า บรรเทาทุกข์นั้นด้วยสุขอันเกิดแต่ฌาน. บทว่า อุภยตฺถ สนฺโต ความว่า สัตบุรุษทั้งหลายผู้เป็นเช่นกับเรานั้น มีสภาวะดับเย็นยิ่งแล้ว คือมีตนเป็นกลางในส่วนแม้ทั้งสองนี้ ย่อมเป็นผู้เที่ยงตรง คือย่อมเป็นเช่นเดียว ไม่มีอาการผิดแผกเลยในสุขและทุกข์. พระเจ้าทุพภิเสนได้ทรงสดับดังนี้แล้ว จึงขอให้พระโพธิสัตว์อดโทษแล้วตรัสว่า พระองค์เท่านั้น จงครองราชสมบัติของพระองค์หม่อมฉันจักคอยป้องกันพวกโจรแก่พระองค์ แล้วลาอาญาแก่อำมาตย์ผู้ประทุษร้ายคนนั้นแล้วเสด็จหลีกไป. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ทรงมอบราชสมบัติแก่อำมาตย์ทั้งหลายแล้วบวชเป็นฤาษี ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า. พระเจ้าทุพภิเสนในกาลนั้น ได้เป็นพระอานนท์ส่วนพระเจ้าพาราณสี คือเราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาเอกราชชาดกที่ ๓
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๘ หน้า ๓๙๔–๓๙๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จตุกกนิบาตชาดก ๒๘ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
ekarājajātakaṃ
anuttare kāmaguṇe samiddheti idaṃ satthā jetavane viharanto aññataraṃ kosalarājasevakaṃ ārabbha kathesi.
Paccuppannavatthu heṭṭhā seyyajātake kathitameva. Idha pana satthā na tvaññeva anatthena atthaṃ āhari porāṇakapaṇḍitāpi attano anatthena atthaṃ āhariṃsūti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasīrañño upaṭṭhāko amacco rājantepure dubbhi. Rājā paccakkhato tassa dosaṃ disvā taṃ raṭṭhā pabbājesi. So dubbhisenaṃ 1- nāma kosalarājānaṃ upaṭṭhahati. Taṃ sabbaṃ mahāsīlavajātake kathitameva. Idha pana dubbhiseno mahātale amaccamajjhe nisinnaṃ bārāṇasīrājānaṃ gāhāpetvā sikkāya pakkhipāpetvā uttarummāre heṭṭhāsīsakaṃ olambāpesi. Rājā corarājānaṃ ārabbha mettaṃ bhāvetvā kasiṇaparikammaṃ katvā jhānāni nibbattesi. Bandhanaṃ chijji. Tato rājā ākāse pallaṅkena nisīdi. Corarājassa sarīre dāho uppajji. Dayhāmi dayhāmīti bhūmiyaṃ aparāparaṃ parivattati. Kimetanti evaṃ vutte mahārāja tumhe evarūpaṃ dhammikarājānaṃ niraparādhaṃ dvārassa uttarummāre
@Footnote: 1 dabbasenaṃ. Heṭṭhāsīsakaṃ olambāpethāti vadiṃsu. Tenahi vegena gantvā mocetha nanti. Purisā gantvā rājānaṃ ākāse pallaṅkena nisinnaṃ disvā āgantvā dubbhisenassa kathesuṃ. So vegena gantvā taṃ vanditvā khamāpetvā paṭhamaṃ gāthamāha
anuttare kāmaguṇe samiddhe
bhutvāna pubbe vasi ekarāja
sodāni dugge narakamhi khitto
nappajahe vaṇṇabalaṃ purāṇanti.
Tattha vasīti vuṭṭho. Ekarājāti bodhisattaṃ nāmenālapati. Sodānīti so tvaṃ idāni. Duggeti visame. Narakamhīti āvāṭe. Olambitaṭṭhānaṃ sandhāyetaṃ vuttaṃ. Nappajahe vaṇṇabalanti evarūpe visamaṭṭhāne khittopi porāṇakavaṇṇañca balañca nappajahasīti pucchati.
Taṃ sutvā bodhisatto sesagāthāyo abhāsi
pubbeva khantī ca tapo ca mayhaṃ
sampaṭṭhitā dubbhisena ahosi
tandāni laddhāna kathannu rāja
jahe ahaṃ vaṇṇabalaṃ purāṇaṃ
sabbaṃ kireva pariniṭṭhitāni
yasassinaṃ paññavantaṃ visayha
yaso ca laddhā purimaṃ uḷāraṃ
Nappajahe vaṇṇabalaṃ purāṇaṃ
panujja dukkhena sukhaṃ janinda
sukhena vā taṃ dukkhamasayhasāhinaṃ 1-
ubhayattha santo abhinibbutattā
sukhe ca dukkhe ca bhavanti tulyāti.
Tattha khantīti adhivāsanakhanti. Tapoti tapacaraṇaṃ. Sampaṭṭhitāti icchitā abhipaṭṭhitā. Dubbhisenāti taṃ nāmenālapati. Tandāni laddhānāti taṃ paṭṭhanaṃ idāni ahaṃ labhitvā. Jaheti kena kāraṇenāhaṃ jaheyyaṃ. Yassa hi dukkhaṃ vā domanassaṃ vā hoti so taṃ jaheyyāti dīpeti. Sabbaṃ kireva pariniṭṭhitānīti anussavavasena attano sampattiṃ dassento āha. Idaṃ vuttaṃ hoti sabbāneva mama kattabbakiccāni dānasīlauposathakammāni pubbeyeva pariniṭṭhitāni. Yasassinaṃ paññavantaṃ visayhāti parivārasampattiyā yasassinaṃ paññāsampadāya paññavantaṃ asayhasāhitāya visayha. Evaṃ tīṇipetāni ālapanāneva. Nanti panettha nipāto. Byañjanasiliṭṭhatāvasena ca takārassa anunāsikā paccetabbā. Yaso cāti yasameva. Laddhā purimanti labhitvā purimaṃ pubbe aladdhapubbaṃ. Uḷāranti mahantaṃ. Kilesavikkhambhanamettābhāvanāya jhānuppattiyo sandhāyevamāha. Nappajaheti evarūpaṃ yasaṃ laddhā kiṃkāraṇā purāṇaṃ vaṇṇabalaṃ jahissāmīti attho.
@Footnote: 1 dukkhamasayhasāhi. Dukkhenāti tayā uppāditena nirayamhi khipanadukkhena mama rajjasukhaṃ panuditvā. Sukhena vā taṃ dukkhanti jhānasukhena vā taṃ dukkhaṃ panuditvā. Ubhayattha santoti ye santo honti mādisā te dvīsupi etesu koṭṭhāsesu abhinibbutasabhāvā majjhattā sukhe ca dukkhe ca bhavanti tulyā (ti) ekasadisā nibbikārāva hontīti.
Idaṃ sutvā dubbhiseno bodhisattaṃ khamāpetvā tumhākaṃ rajjaṃ tumheva karotha ahaṃ vo core paṭibāhissāmīti vatvā tassa duṭṭhāmaccassa rājāṇaṃ kāretvā pakkāmi. Bodhisattopi rajjaṃ amaccānaṃ niyyādetvā isipabbajjaṃ pabbajitvā brahmalokaparāyano ahosi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā dubbhiseno ānando ahosi bārāṇasīrājā pana ahamevāti.
Ekarājajātakaṃ tatiyaṃ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗